320600 สัญชาติแห่งคนตรง ภาคที่ 2 ดั่งเผาใจให้ผุยผง โดย สิเนรุ.docx

โฟลเดอร์ธรรมะจากญาติธรรมชาวอโศก
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์78 KB
วันที่แก้ไข11 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

320600 สัญชาติแห่งคนตรง ภาคที่ 2 ดั่งเผาใจให้ผุยผง โดย สิเนรุ

ว่าด้วยเรื่อง "ความโกรธ ธรรมชาติของมนุษย์ที่พอมีทางเอาชนะได้"

เกริ่นนำ กล่าวกันว่าโลกนั้นเลวร้ายนัก มีแต่ความทุกข์ ความเร่าร้อนระอุไปทั่ว แต่ซ้อนลึกลงไปนั้นใครจะรู้บ้างเล่าว่า โลกนั้นมิใช่เลวร้ายอย่างที่คิดหรอก ทุกข์ก็มิใช่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ แทบจะล้มประดาตาย อารมณ์ของมนุษย์ต่างหากที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายเกินกว่าที่คิด อารมณ์อันปั่นป่วน อารมณ์อันโทสะ หากจะเป็นผีร้าย เป็นซาตานโหด ในบรรดาอารมณ์ทั้งหลาย ก็เห็น จะไม่พ้น "อารมณ์แห่งโทสะ" เป็นแม่นมั่น ไฟโทสะ ระเบิดเผาทุกอย่างที่ขวางหน้า ไฟโทสะ ค่อยแลบเลียลุกเผาเจ้าของดวงใจ ให้ตายทั้งเป็น โลกจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ ความขมขื่นปวดร้าวมากมายเกินสภาพที่ เป็นจริงนักต่อนัก ถ้าเพียงแค่เกิดมาต้องดิ้นรนเพื่อปากเพื่อท้อง ก็นับว่ายากจะทานทน แต่เมื่อยิ่งตกเป็นทาสแห่งไฟโทสะด้วยแล้ว ทุกข์แห่งชีวิตจะเพิ่มทวีคูณอีกนับกี่เท่า รู้กันบ้างไหม มันเหมือนปีศาจมาหลอนหลอก และหลอกได้หลอกดีทุกวัน วันละ หลายๆครั้ง ไฟนรกแผดเผาอยู่บนศีรษะ ลุกโพลงวันแล้ววันเล่า และนับวันที่อายุ มากขึ้น เปลวไฟก็จะยิ่งกองใหญ่ขึ้นทุกทีๆ ผู้ใด มีดวงตาปัญญา เห็นสว่างแล้วว่า จะมัวแช่อิ่มแอบซบใน อ้อมกอดแห่งไฟโทสะ คงไม่นานเกินรอ ที่ชีวิตรังแต่จะทุกข์ๆๆๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ใดมีดวงตาปัญญา เห็นแจ้งแล้วว่า น่าจะจัดการกับเจ้าผีร้ายตัวนี้ให้ อยู่หมัด ไม่ขอเป็นขี้ข้าให้มันกดหัวใช้อย่างบ้าคลั่งอีกต่อไป มาเถิด สหาย ยังไม่สายเกินไปสำหรับผู้มีความหวัง ตราบใดที่ทาสคนนี้กระหายสลัดโซ่ตรวนที่พันธนาการตัวเอง ต่อให้โซ่สายนี้ใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม ย่อมมีทางสำเร็จ สักวันย่อมอาจเอาชนะได้

อ่านต่อ

พระพุทธองค์ท่านได้ปูทางไว้อย่างดีแล้ว ด้วยหลักธรรมแห่งอริยสัจ 4 นี้แล เริ่มต้นด้วยการเห็นทุกข์ให้ได้ หาเหตุแท้ให้เจอ วิธีการดับทุกข์ และเริ่มปฏิบัติเอาจริง .pa

บทที่ 1 ว่าด้วย "ทุกข์"

บุคคลผู้มากด้วยโกรธ เขาย่อมมีชีวิตอยู่อย่างไม่สงบสุข หน้าตาเศร้า หมอง ไม่มีราศี และพลอยทำให้ผู้ใกล้เคียงต้องหมองเศร้าไปด้วย ประดุจไฟร้อนที่ไม่ว่าสถิต ณ ที่ใด ย่อมแผ่กระจายไอร้อนทั่วทุกแห่ง สภาพรอบๆตัวของบุคคลนั้น จึงมีแต่เหี่ยวเฉา เหี่ยวเฉา และเศร้าหมอง ทุก วันๆ

สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ คำกล่าวนี้กล่าวกันแต่โบราณแล้ว แต่ก็ยากจะหาคนฉุกคิด ทุกคนดู เหมือนเข้าใจ แต่ก็สักแต่ว่าเข้าใจเผินๆเท่านั้น ต่างคนต่างก็ได้ข้อสรุปเพียงแค่ ว่า สุข-ทุกข์ของคนเรา ก็อยู่ที่ใจ แต่จะมีสักกี่คนที่เมื่อยามสุขหรือทุกข์จะได้คิด เตือนว่า อารมณ์ที่เกิดอยู่นั้นใจไปหลงอุปาทานสร้างเอา และนี่คือความจริงที่จริง แสนจริง สุข ก็ เพราะเราไปหลงยึดถือ ทุกข์ ก็ เพราะเราไปหลงยึดมั่น ความจริงถ้าเข้าใจ มนุษย์ก็คงไม่โกรธกัน ไม่ทะเลาะกัน ทั้งยังไม่ เที่ยวไปโกรธกัน สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์รวมไปถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิตเป็นแน่ เพราะเมื่อรู้ว่า ตัวเองยึดมั่นเองเสียแล้ว จะไปมัวสำคัญต่อท่าที พฤติกรรมของคนอื่น สิ่งอื่น อยู่ทำไม ใจนี่แหละตัวร้าย ตราบใดที่ยังเป็นผู้ถือสา พยาบาทง่าย เขาผู้นั้น จะไม่มีวันพ้นจากนรกตลอดกัป ตลอดกัลป์ พึงสำคัญให้มากว่านรกที่แท้นั้น เกิดที่เราของเราจริงๆ ป่วยการ กล่าวถึงชีวิตหลังความตาย ลำพังแค่ปัจจุบันขณะก็ยากจะทานทน ถามตัวเองเถิด ทุกวันนี้ ยามที่เกิดโทสะ เห็นบ้างไหมว่าตัวเองก็ กลับหยิบฟืนใส่ลงในเตาหัวใจ ท่อนแแล้วท่อนเล่า แถมโหมพัดเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อไหร่จะได้สัมผัสกับความสุขสงบของชีวิต ทั้งๆที่ทุก วันนี้ต่างก็ร่ำร้อง เรียกหา พึงให้ความสำคัญแก่ปัจจุบัน ขณะมีชีวิตมากกว่า ชีวิตหลังความตาย เถิด เพราะนรกสวรรค์ภายหลังตายนั้นเป็นสิ่งพิสูจน์ยาก แต่ขณะนี้เดี๋ยวนี้เห็นนรก สวรรค์ให้ชัดๆกันบ้าง นรก มิใช่อื่นไกล ในใจของเรานี้แหละ อย่าไปมัววุ่นวิ่งหานอกตัว วันนี้ ท่านทั้งหลาย ตกนรกแล้วกี่ครั้ง นึกกลัวกันบ้างไหม นึกอยากจะเอาชนะบ้างหรือยัง อารมณ์กับสุขภาพ สุภาษิตจีนกล่าวว่า "ซิมแจ๋ แป่บ๊อ" ฝรั่งเขาก็ว่าไว้ "ซาวนด์มายด์-ซาวนด์ บอดี้" (sound mind sound body) สรุปความแล้วลงตัวทั้ง 2 ชาติ นั่นก็คือ หากจิตใจดี สบาย ร่างกาย ก็พลอยรับอานิสงส์ไปด้วย คนป่วยทุกวันนี้ มากกว่าครึ่งที่เป็นมะเร็งในอารมณ์ พลอยก่อเกิด สุขภาพเสื่อมโทรม อย่างชนิดไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เหตุแห่งทุกข์นั้นมี แต่ถ้าจับเหตุนั้นไม่ได้ คนเราก็จะป่วยแล้วป่วยเล่า ป่วยกันจนชนิดต่อให้คุณหมอเกียรตินิยมดีมากก็จะต้องงงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่มี เชื้อโรคให้ตรวจเจอ แต่ก็เป็นโรคป่วยหนักๆได้อย่างประหลาด สุดท้ายก็เลยต้อง สรุปว่า "โรคประสาท" และยิ่งกว่านั้น สภาพจิตที่เร่าร้อนยังพลอยก่อเกิด ถ้าสิ่งภายใน เสื่อมทราม ยังผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดระดับ เชื้อโรคทั้งหลายนี้ รอ คอยโอกาสอยู่ ซึ่งนับว่าได้สัญญาณไฟเขียวแล้ว อารมณ์กับสุขภาพ จึงสัมพันธ์กันประดุจพี่น้อง ซึ่งปัจจุบันทางการ แพทย์ก็ยังยอมรับ คนเราหากสุขภาพดี อะไรๆก็จะดูดีไปเสียทุกอย่าง ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ชีวิตครอบครัวถ้าพ่อบ้านหรือแม่บ้าน อารมณ์ขึ้นลงง่าย ควบคุมตัวเองไม่ ค่อยอยู่ มักกระทำตามอำเภอใจ ลูกบ้านย่อมหมดความสุข แม้จะอยู่ก็อยู่กัน อย่างเซ็งๆไร้ชีวิตชีวา ในร่างกายก็ดุจเดียว เมื่อเจ้าของยังมีอารมณ์ร้าย ร่างกายอันหมาย ถึงเซลล์เลือดเนื้อ กระดูกเส้นเอ็น เม็ดเลือด ตับ ไต ไส้พุง ทั้งหลาย ฯลฯ ก็ย่อมวิปริตแปรปรวนตามไปด้วย ขอยกตัวอย่างที่ไม่น่ายกนัก แต่จะขอยกในแง่ความสัมพันธ์ระหว่าง ร่างกายกับจิตใจ ว่ามีอิทธิพลถึงกัน เรื่องนี้ก็คือการกินเนื้อปลา ซึ่งบรรดาเหล่า นักบริโภคเลือดเนื้อผู้อื่น โดยไม่นึกถึงบาปกรรม ต่างยอมรับว่า ถ้าฆ่าตายให้ทันที ไม่ต้องรอทุรนทุราย เนื้อนั้นจะอร่อยยิ่ง ก็ลองคิดดูเถิด คนที่อารมณ์พลุ่งพล่าน วันแล้ววันเล่า ขีวิตของท่าน จะสุขภาพดีได้อย่างไร บางคนเขาไม่ฆ่าคน ไม่เบียดเบียนใคร เขาภูมิใจในความดีของเขา แต่เขาก็หารู้ไม่ว่า ทุกวันเวลา เขากำลังฆ่าตัวเอง กำลังเบียดเบียนชีวิตที่แสน รักให้ตายอย่างเลือดเย็น ช้าๆ ใครที่บอกเป็นคนเมตตา ใจดี ก็ลองถามตัวเองเถิดว่ายังโทสะ หรือ ถือสาเก่งอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็อย่าเพิ่งพูดเลยว่า เมตตา

อารมณ์กับสายตาที่มองโลก โลกนี้สีอะไร คำถามนี้ง่ายๆ แต่คำตอบนี่ซิ ยากอย่าบอกใคร จะมี กันสักกี่คนที่รู้ มันเป็นสิ่งที่น่าประหลาด ที่แต่ละคนต่างเห็นสีสรรในโลกแตกต่างกันไป ตามพื้นฐานอารมณ์ของแต่ละคน แต่ก็ยังพูด คบกัน ราวกับเขาเห็นเหมือน ตรงกัน ที่จริงก็ใช่อยู่หรอก พวกเขารู้สึกเหมือนเห็นตรงกัน แต่ในแง่วงกว้าง วงหยาบ (แนวระนาบ) แต่พอถึงขั้นเจาะลึก (แนวดิ่ง) แล้ว เราจะเริ่มเห็นเลยว่า เริ่ม ไม่เหมือนกัน อารมณ์เมื่อควบคุมจิตใจ ก็เหมือนคนใส่แว่นสี เขาจะมองอะไรเป็นสี นั้นไปหมด ใช้แว่นแดงอะไรๆก็สีแดง พวกนี้ถึงถูกโลกหลอกได้ง่าย เหมือนเมื่อครั้ง สงครามโลกที่ญี่ปุ่น หลอกม้าให้กินหญ้าแห้ง นึกว่าเป็นหญ้าสด โดยการใส่แว่นเขียว ทุกคนกำลังเป็นม้า และเจ้าญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อารมณ์ของเขา เองที่เป็นญี่ปุ่น ที่มันจะหลอกเราให้มองโลกด้วยทัศนคติที่ผิดๆ ยังผลให้ตัดสิน อะไรผิดๆ บานปลายออกไปเป็นลูกโซ่ คนที่ยังมีอารมณ์โทสะ อยู่ในหัวใจมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับยังเป็นผู้ขาดความเข้าใจในโลกแห่งความเป็นจริงมากเพียงนั้น พื้นฐานอารมณ์ เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะเป็นตัวผลักดันให้มีทัศนคติ ตลอดจนความคิดความอ่านต่างๆผิดเพี้ยน ซึ่งตรงข้ามกับคนใจดีมีเมตตา เขาก็มัก จะมองทุกอย่างในแง่ให้อภัย ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต โลกของเขาจึงถูก ต้องตรงกว่า ซึ่งกับคนโทสะร้ายนั้น เขาก็จะมองเรื่องต่างๆที่เกิดเป็นเรื่องใหญ่โต เรื่องคอขาดบาดตายกว่าใคร เพราะฉะนั้น สถานการณ์รอบด้านจึงดูเลวร้ายไป หมดสิ้น บุคคลเหล่านี้มิตรจึงถูกมองเป็นศัตรูได้ง่ายด้วยความเข้าใจผิด และ เรื่องเล็กก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต โดยใช่เหตุ ด้วยเหตุนี้ หากผู้นำของแต่ละประเทศยังเป็นคนมีโทสะร้ายอยู่ พึง มั่นใจได้ว่า สงครามล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ คงเกิดในไม่ช้า อารมณ์ถือสา จะทำให้คำนวณสถานการณ์ผิดพลาด เรื่องเล็กๆจะกลับ กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ทุกที อย่างไม่น่าจะเป็น การทำงานจึงผิดพลาดง่าย เพราะเหตุจากวินิจฉัยผิดๆ และปัญหาสังคม ปัญหาบ้านเมือง หลายสิบหลายร้อยปัญหา หาก เพียงจะไม่ใช้อารมณ์เข้าตัดสิน ทุกอย่างจะคลี่คลายได้อย่างสวยงาม ที่กล่าวว่า "ไม่ใช้อารมณ์" นั้น ความจริงแล้วประสิทธิภาพสูงสุดของ การแก้ปัญหานั้น ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่หมายถึง การเบาบางจากอารมณ์ จน สุดท้ายเด็ด-ขาดจากอารมณ์นั้นในจิตกันเลยทีเดียว ซึ่งมาถึงจุดนี้หลายๆคนก็คงจะ ไม่เชื่อหรือเข้าใจได้ยาก

อารมณ์กับสถานะทางสังคม คบกับคนเจ้าอารมณ์ ใครอยากคบ แอร์ขายดี ทุกวันนี้ก็เพราะคนชอบเย็น คนก็เหมือนกัน คบกับคนมี แอร์ในหัวใจ ใครๆก็อยากคบหา ยิ่งสังคมทุกวันนี้ด้วยแล้ว หายากชะมัด ลองคิดดูเถิดว่า ถ้าเพื่อนร่วมงานใกล้ๆกันชอบใช้อารมณ์จะน่าเบื่อ หน่ายขนาดไหน การยอมให้ การไม่ถือสา ของคนเรา มักจะมีขอบเขตจำกัด เพราะฉะนั้นถ้าหากจะต้องยอมๆๆๆให้อภัยเสมอๆๆๆ เพื่อนกันก็จริง สักวันคงเบื่อหน่าย จน ต้องขอเซ้งร้านจรลี คบกันก็ต้องมี..... และ..... คนเจ้าอารมณ์น่ะมักจะค่อนข้างมากไป ยิ่งมีจิตอิตถี(จิตไม้เลื้อย)ด้วยแล้ว ถึงจะทำเป็น... ก็ล้วนแต่หวังผลตอบแทนทั้งสิ้น นี่เรียกว่าให้อย่างมีแผน ยังมิใช่ความจริงใจ 100 % ใครที่ขาดเพื่อน ไม่ค่อยมีเพื่อนที่จริงใจ ก็น่าจะพิจารณาที่ตัวเองให้ มากเข้าไว้ ยิ่งเป็นถึงเจ้าคนนายคนด้วยแล้ว ความเคารพนับถือก็จะเสื่อมถอย เจ้านายประเภทนี้ลูกน้องมีแต่กลัวเกรง เหมือนหนูกลัวแมว ให้ไปปกครองบ้าน เมืองสมัยสุโขทัย ก็คงถูกส่งกลับเป็นแน่ๆ เพราะสุโขทัยนั้น ยิ่งเขายิ่งปกครอง แบบพ่อกับลูกกันเลย

อารมณ์กับเหตุผล มันเป็นการยาก หากจะบอกว่า การดำเนินชีวิตของคนเรา ควรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ เพราะมนุษย์เราเคยตัว ตามใจตัวมานานแสนนาน อะไรที่ชอบก็ดูดเข้ามา อะไรที่ชังก็ผลักออกไป ไม่เคยฝึกอดทนข่มฝืน ไม่ว่า เรื่องใดๆ และเพราะเหตุแห่งการเอาแต่ตามใจตัวเอง จึงเกิดจิตตอบโต้ ไม่ ศรัทธา (ด้วยใจจริง) ต่อศาสนาทั้งหลาย ที่มีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ทำโน่นทำนี่ หาว่าคร่ำครึบ้าง เชยบ้าง ล้าสมัยบ้าง แม้ขนาดหาว่า เป็นเต่าล้านปี อันที่จริง การมีกฎมีเกณฑ์ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำนั้น ล้วนเป็นแบบฝึกหัดชั้นดี ที่จะฝึกมนุษย์ ให้เริ่มรู้จัก "เหตุผล" (ซึ่งในหลักธรรม พุทธศาสนาก็มี "ศีล" เป็นข้อบังคับขั้นต้น แต่กลับตีความเป็นว่า "ถือก็ได้ ไม่ถือ ก็ได้" มีสัจธรรมข้อหนึ่งที่น่าจะรู้ นั่นก็คือ "มนุษย์" นั้นแตกต่างไปจาก "สัตว์เดรัจฉาน" ตรงที่มี "ตัวเหตุผล" นั่นเอง

คนกัดกัน สัตว์เดรัจฉานนั้น ดำรงชีวิตด้วยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว ผิดจากคนที่พยายามปรับจากสัญชาตญาณมาเป็นเหตุผล สัญชาตญาณใดดีก็รักษาไว้ สัญชาตญาณใดเลวพยายามล้างทิ้ง เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ ที่มนุษย์เรากำลังหลงระเริง ปฏิเสธกฎเกณฑ์ ข้อบังคับของศาสนา พอใจที่จะใช้ชีวิตอย่างเสรี อยากจะกิน สูบ ดื่ม เสพย์ ปล่อยตัวเต็มที่ จึงไม่น่าสงสัยหรอกที่พระพุทธองค์ตรัสว่า มนุษย์เมื่อตายไปแล้ว ที่จะ ได้เกิดเป็นมนุษย์ซ้ำอีก มีน้อยกว่าน้อย ส่วนใหญ่ดิ่งลงสู่นรก สัจจะของชีวิตที่พัฒนาที่แท้จริงนั้น จึงถือการดำรงชีวิตด้วยเหตุผล เป้าหมายของมนุษย์ทุกคนจะต้องล้างอารมณ์ พัฒนาอารมณ์ให้สูงขึ้นจน สุดท้าย อารมณ์และเหตุผลกลายเป็นสิ่งเดียวกันซ้อนสนิท พระอริยเจ้า หรือบุคคลที่เข้าถึงแก่นแท้แห่งชีวิต จึงคือผู้เดินทางบน ถนนสายนั้น โดยมีพระอรหันต์ทั้งหลายยืนรออยู่อย่างสงบ ยังมีบุคคลอีกมากมายที่ไม่สามารถแยกอารมณ์กับเหตุผลออกจากกัน ใน การกระทำแต่ละกรรม อาทิเช่น พ่อแม่บางคน คิดว่าถ้าตีลูกจะต้องโมโหด้วย ถ้าให้ตีอย่างไม่โมโห เขาก็ตีไม่ได้ บางคน กินกับข้าวไม่ถูกปาก ใส่เสื้อผ้าไม่สวยถูกใจ ก็โมโห ก็ถือสา บางคน ถูกเขาด่าว่า ก็ขุ่นเคือง ลองตอบตัวเองหน่อยได้ไหมว่า "ทำไมต้องโมโห" กินของไม่ถูกปาก ก็แปลว่าไม่ถูกปาก ถูกเขาด่าก็แปลว่าถูกเขาด่า จบตรงนั้น รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่เห็นเกี่ยวกับอารมณ์ถือสา ตรงไหน แท้จริง เพราะความไม่สมใจ ใช่ไหม จึงถือสา แต่ความไม่สมใจ ก็ ยังแปลว่าความไม่สมใจ ยังไม่เกี่ยวกับตัวอารมณ์หรือตัวถือสาเลย หรือบางคนเขาจะต้องทำงานด้วยใจรัก ด้วยใจชอบ ในขณะที่งานที่ เขาไม่รัก ไม่ชอบนั้น เขามีความสามารถ และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและทั้ง ส่วนรวม แต่เขาก็ไม่ยอมทำ ก็มีถมไป อารมณ์ หากเรายังใช้กันอย่างเหลือเฟือ นับวันมนุษย์เราก็จะขาด การเสียสละ ขาดการอดกลั้น อดทน ชีวิตภายภาคหน้าของบุคคลเหล่านี้ในสังคม เขาจะเป็นอย่างไร คิดแล้วก็น่าหวั่นใจ มิใช่น้อย

ที่มาของโทสะ กามราคะ กล่าวกันว่า ความไม่สมหวังเป็นบ่อเกิดแห่งอารมณ์จิตโทสะ จึงน่าที่ จะแยกแยะผ่าตัดดูว่า สิ่งที่เราหวังหรืออยากได้นั่น มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ประเภทที่ 1 ความไม่สมหวังในวัตถุ เป็นความไม่สมใจในตัวแห่ง วัตถุโดยตรง อยากได้ ข้าวของทรัพย์สมบัติ อยากได้ กามคุณทั้งหลายอันคือ -รูป เป็นความถูกใจทางตา เช่น ของสวยๆงามๆ เสื้อผ้าเอย เครื่องแต่งตัวเอย บ้านสวยๆใหญ่ๆรถเก๋งคันโต -รส เป็นความถูกใจทางลิ้น เช่น อาหารอร่อยๆหรือเย็นซ่า แสบ เผ็ด ฯลฯ -กลิ่น เป็นความถูกใจทางจมูก เช่น น้ำหอม ของหอม ดอกไม้ หอมๆ ฯลฯ -เสียง เป็นความถูกใจทางหู เช่น เสียงเพลงเพราะๆซึ้งๆ เสียงพูดหวานๆ ฯลฯ -สัมผัส เป็นความถูกใจทางสัมผัสเสียดสีทางภายนอก เช่น อากาศ อุ่นสบาย ห้องแอร์เย็นฉ่ำ เตียงนุ่มๆ ที่นอนอ่อนๆ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของกามคุณ 5 ที่พูดแล้ว หลายคนคงร้องยี้ นี่ มันไปทางพระชัดๆ อันที่จริงก็ไม่น่าจะรังเกียจ รังงอนอะไร เพราะ ชีวิตนักบวชที่แท้คือ ผู้มักน้อยสันโดษ ไม่กระหายอยากในกามทั้งหลาย เพราะเหตุนี้ท่านจึงอยู่สุข สบาย ไม่ร้อนทุรน ฆราวาส ปรารถนาความสุขสบาย ก็น่าจะอาศัยเป็นแบบอย่างชีวิต ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ย่อมขึ้นกับ ความปรารถนา พ้นทุกข์ จากเรื่อง ของโทสะ ว่าจริงใจขนาดไหน โทสะประเภทที่ 1 นี้มีกองไฟหลายกองเกิดทับถม กองไฟกองแรกๆที่ เห็นๆ ก็คือ การพยายามประคองรักษาไว้ ไม่ยอมพรากจาก จึงกลายเป็นผู้ หวงแหน ผู้ยังตระหนี่ถี่เหนียว ไร้น้ำใจ ผลก็คือเป็นคนขาดเสน่ห์เพราะยากจะเสียสละ หรือตัดใจให้คนอื่น จึงเป็นคนที่ใครเห็นก็ส่ายหน้า ว่าไอ้หมอนี่เห็นแก่ตัวชะมัด กองไฟกองที่ 2 ก็คือ การพยายามสะสม หามา อยู่เสมอๆ นี่คือ ความเหน็ดเหนื่อย แต่ผู้หลงติด จะไม่มีวันเข้าใจได้เลย ความติดยึด หากถึงขั้นมัวเมา ก็อาจถึงขั้นแย่งชิง เบียดเบียนผู้อื่น อย่างตรงๆ หรืออ้อมๆก็เถอะ เพื่อให้ได้มา บางคนแย่งชิงยังไม่กล้า ก็ทำอ้อมๆ เช่น สมมติเป็นเกมการพนัน มีแพ้มีชนะ หรือบ้างก็อาศัย รูรั่ว ช่องว่างของ กฎเกณฑ์ของสังคมนั้น กลุ่มนั้น เล็ดลอดออกมา ความอยากหรือความโลภประเภทนี้ จึงมีหลายระดับ ซับซ้อน นับตั้งแต่ หยาบที่สุดถึงขั้นทำลายทำร้ายผู้อื่น จนถึงขั้นมาเบียดเบียนตัวเอง ซึ่งในชีวิต ประจำวันลองสังเกต คนที่อยู่ข้างๆตัวเรา เอาเรื่องกามคุณ 5 ไปตรวจดูก็จะรู้ บ้านต้องใหญ่ ต้องสวย แต่งตัวต้องสุดเท่ห์ สุดเก๋ มีชีวิตอยู่บนความฟุ่มเฟือย มือเติบกินก็ยาก อยู่ก็ยาก แค่กับข้าวไม่ถูกปาก ก็อารมณ์บูดเสียแล้ว นี่คืออารมณ์จุกจิก แต่จุกจิกแบบนี้ มันแปลกดีนะ ที่คนเราแทนที่จะปิด สวิตช์ที่ตัว กลับพยายามขวนขวาย หาวัตถุนอกตัวที่ตรงกับความต้องการมาเสพย์ ระงม มีเงินมาฟาด มาบำบัดก็แล้วไป แต่คนเราก็ใช่จะใช้อำนาจเงินได้ใน ทุกสถานการณ์ เพราะเหตุนั้นยามที่ไม่ได้สมใจทุกครั้ง จึงเกิดจิตโทสะ ทุกที อยู่บนรถเมล์ ท่านอาจจะต้องทนสูดกลิ่นเหม็น อยู่ในร้านอาหาร อาจจะต้องทนกินของไม่ถูกปาก ทนเห็นตัวเองหรือคนรักใส่เสื้อไม่สวย ไม่ไหว ทนอยู่บ้านซอมซ่อ แต่ถูกต้องตามฐานะไม่ได้ ทนฟังเสียงรถหนวกหูไม่ได้ ทั้งๆที่ทั้งหมดจำต้องทนเพราะหนีไม่พ้น คนเราโดนไฟ โทสะ เผา หลายๆบ่อย มันก็เกรียมกรอบ ได้ดีเหมือน กันแหละ เพราะฉะนั้น จึงอย่าหลงคิดว่า อำนาจเงิน จะดลบันดาลได้ทุก อย่าง ตรงข้ามอำนาจเงินนี่แหละ ที่จะทำให้ความอยู่ยากของชีวิต นับวันจะยาก ขึ้นๆทุกทีๆอย่างน่ากลัว คนที่กินยาก-อยู่ยาก ขอให้สำนึกให้มากไว้เถิดว่า ชีวิตของท่านมีกรรม กว่าคนอื่นเขา สรุปแล้วก็คือผู้ใดที่ลดการเสพย์ติดในวัตถุต่างๆ จึงเท่ากับลดเหตุแห่ง โทสะได้เป็นอย่างมาก อย่ามัวเอาแต่พิถีพิถันในการ กิน-อยู่-หลับนอน กันนักเลย ส่วนการที่ใครจะพัฒนาอารมณ์ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถใกล้ชิดหรือ ซ่อนเป็น "หนึ่งเดียว" กับเหตุผลได้นั้น ก็นับว่าเขาได้พัฒนาถึง จุดสุดยอดของชีวิต แล้ว เขาได้พ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง ข้อสำคัญ เขาจะมีธาตุนักสู้ แค่ไหน ที่จะอดทนต่ออำนาจ โทสะของตัวเอง ประเภทที่ 2 ความไม่สมหวังในนามธรรม (สิ่งที่ไม่มีรูปร่างให้เห็นได้ ชัด) ก. ยศ ขอบเขตของคำว่า ยศ นั้น ตีความได้ลึกอีกหลายชั้น ชั้นที่ 1 ผู้อื่นแต่งตั้ง เป็นยศชั้นที่สังคมมอบให้ อาจจะมีหน้าที่การงานใหญ่โต หรือ สถานะทางสังคมที่สังคมยอมรับ นับถือ ชั้นที่ 2 ตัวเองแต่งตั้ง ในความหมายที่ลึกละเอียด เห็นได้ยากกว่านั้น ก็คือยศที่ ไม่ต้องให้ใครแต่งตั้ง หรือยอมรับ แต่เป็นความยึดมั่น ถือดีของตัวเอง เรียก ง่ายๆว่าตัวเองแต่งตั้ง ความหลงค่าของตัวเองนั้น เป็นลักษณะอหังการ-มมังการ ของตัวเอง นี่ฉันนะ นี่กูโว้ย ความหลงยศ เมาเกียรตินั้น โดยปกติแล้ว ทุกคนจะมีความหลงทั้ง 2 ชนิด ยิ่งใครมีชนิดแรก ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งหลงมากขึ้นเป็น 2 เท่า แต่ไม่ว่าจะโดยใครแต่งตั้งก็ตาม ความเมาในยศ โดยเนื้อหาก็คือ ผู้ หลงในเกียรติ ในศักดิ์ศรีของตนทั้งสิ้น หากใครไม่ทำตามคำสั่ง ไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่ยอมให้เกียรติ หรือแม้ไม่ให้ความเคารพนบนอบ ตามที่เจ้าตัวยึดถือ โทสะ ย่อมเกิดเป็นธรรมดา โปรดตระหนักให้มากว่า ยศนั้น จะต้องให้ผู้อื่นเขายอมรับ นับถือ มิใช็่ เที่ยวบังคับฝืนใจคนอื่น มิฉะนั้นจะทุกข์ใจเปล่าๆ -นายพล ปลดเกษียณ กล่าวกันว่า ทุกข์สาหัสนัก เพราะเริ่มเงียบ เหงา อำนาจสั่งการเริ่มเสื่อม -พ่อแม่ที่มีลูกตัวเล็กๆแล้วเที่ยวตี บังคับให้เชื่อฟัง ทั้งๆที่ยังไม่รู้ประสา -พ่อแม่ที่มีลูกโตแล้ว บังคับก็ไม่ได้ แต่ก็ยังถือตัวว่าเป็นพ่อแม่ คิดจะ บังคับให้สำเร็จ ทั้งๆที่ไม่มีทางเลย -เพื่อนที่คิดแต่จะให้คนอื่นมาจริงใจ จนลืมไปว่าตัวเองจริงใจ มี น้ำใจกับคนอื่นน้อยเกินไปหรือไม่ -ใจที่คิดว่า คบกับใครต้องดี 100% ห้ามมีส่วนบกพร่อง -ใจที่ยึดมั่นจะให้ใครมาพูดดีๆ พูดอ่อนโยน -ถือตัวว่าเป็นผู้ใหญ่กว่า พูดอะไร ผู้น้อยต้องเชื่อฟัง ต้องให้เกียรติ -แม่ค้าที่ยึดมั่น ใครมาถามราคา แล้วต้องซื้อ -ครูที่ยึดว่าสอนเด็กแล้ว ต้องรู้เรื่องทุกคน -ลูกที่สำคัญว่า พ่อแม่รักเราแล้ว จะต้องไม่ดุด่า หรือตี -ลูกผู้ชายต้องกินเหล้า สูบบุหรี่เป็น และ ฯลฯ.......ฯลฯ การมีมโนภาพ หรือ วาดภาพ บทบาทผู้อื่นที่ควรประพฤติต่อตัวเรานั้น หรือแม้แต่การตั้งความปรารถนา ไว้กับสิ่งต่างๆสูงเกินไป ได้ก่อบาดแผลทางใจ เรื้อรังมานักต่อนัก เพราะไม่มีใครยอมรับ หรือมาร่วมรับรู้ กฎเกณฑ์ที่เราตรา หรือบัญญัติไว้ ความจริงแล้ว อย่าไปมัวสร้างกฎระเบียบให้กับผู้อื่น เพื่อมาปฏิบัติต่อ เราเลย เราต่างหากที่ควรวางกฎเกณฑ์ หลักปฏิบัติที่จริงใจ ต่อผู้อื่นให้มาก เข้าไว้ แล้วนั่นแหละจะดีเอง น่าแปลก เรื่องของยศศักดิ์นั้น แม้ไม่มีเงี่ยงแง่ติดบ่า ไม่มีการติด เสื้อ แต่ทุกคนกลับสำคัญว่าตัวเองมีทั้งสิ้น ในบุคคลเหล่านี้จึงมักกลายเป็นผู้ชอบ ใช้อำนาจชอบสั่งการ จึงมักเป็นคนเผด็จการ จิตใจความคิดจะไม่เปิดกว้าง ก้มลงมองตัวเองเถิด ทุกวันนี้ ท่านประดับยศให้แก่ตัวเองกี่มากน้อย อะฮ้า ที่เห็นๆ ก็แอบตั้งตัวเองเป็นนายพลทั้งนั้น สรุปแล้วคติของ เรื่องนี้ก็คือ การให้ผู้อื่นยอมรับ ในความเป็นเรานั้น ต้องใจกว้าง ให้เขาเกิด สำนึกเอง มิใช่การบังคับ การใช้อำนาจ หรือ การบังคับนั้น เป็นการข่มขืนความศรัทธา อย่างน่าอดสูใจ ศรัทธา หรือ การยอมรับนั้น เปรียบประดุจดอกไม้บาน ที่เมื่อถึงเวลาบานก็จะบานเอง แต่มนุษย์เราเพราะขาดความจริงใจ จึงพยายามหักด้าม พร้าด้วยเข่า บ่มศรัทธาด้วยแก๊ส ศรัทธาจึงรสฝาดขม ซึ่งสังคมทุกวันนี้มีตัวอย่าง ให้ชมไม่เบื่อตา ข. สรรเสริญ เป็นความปรารถนาอีกอย่างหนึ่งของคนเรา สรรเสริญนั้น มิใช่แปลหยาบๆตื้นๆ เพียงแค่ ต้องให้คนมายกยอปอปั้น นั่นมันหยาบเกินไป แต่ ในความเป็นจริง สภาพละเอียด มีมากกว่านั้น ผู้หลงสรรเสริญในหัวใจ คือคนเช่นใด ก็คือคนที่ไม่ยอมให้ใครมา ติเตียน มาลบหลู่ ดูแคลน มานินทา มาวิพากษ์วิจารณ์ ในแง่ลบ -ถูกกระเป๋ารถ ตวาดให้ชิดใน -ถูกเพื่อนร่วมงาน เอาไปนินทาลับหลัง -ถูกวิจารณ์ จุดผิดพลาด จุดบกพร่องในที่ทำงาน -หาว่าเราไม่มีปัญญาซื้อรถเก๋ง -บ้านไอ้หมอนี่ ซอมซ่อ ฉิบหาย -ต๊าย จบแค่ ป.4 กระจอก -ยังไม่เคยไปต่างประเทศเหรอ เชย -แค่ชั้นตรี เหรอ ตำแหน่งเล็กชิบโผง -หน้าตัวเมีย เที่ยวผู้หญิงไม่เก่ง กินเหล้าก็ไม่ไหว -เมียมันไม่สวย หน้าเหมือนเต้าหู้ยี้ -มันดีแต่คุย ทำอะไรไม่ค่อยเป็น -เรียนประสาอะไร สอบได้แค่ 70% คนนั้นเขาตั้ง 90% แน่ มีข้อที่น่าสังเกต ก็คือ ความหลงในยศ กับสรรเสริญนั้น มัก จะสัมพันธ์กัน โดยความหลงในสรรเสริญนั่น ซ้อนลึก ก็คือ ความหลงในยศ นั่นเอง แต่มีลักษณะเด่น เฉพาะในเรื่องของการถูกมองหรือถูกวิจารณ์ ในแง่ลบ (นินทา) ซึ่งมักจะผ่านทางวจีกรรมเป็นส่วนใหญ่ ค. จิตไม้เลื้อย ภาษาพระท่านว่า อิตถีภาวะ เป็นภาวะแห่งอิตถี จึงยังคง อ่อนแอออเซาะสารพัด จิตไม้เลื้อย จะแสดงรูปธรรมชัด ตรงที่ไม่ค่อยพึ่งตน คอยแต่จะ เกาะอาศัยผู้อื่นอยู่ร่ำไป พวกนี้ยามอยู่คนเดียวมักจะรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง จึง ต้องคอยอาศัยกำลังใจ จากบุคคลที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ฯลฯ จิตไม้เลื้อยนั้น เป็นจิตที่ยังหลงตัว รักตน อย่างงมงาย และ เพราะความรักตนอย่างงมงายนั่นเอง จึงเกิดการเรียกร้อง กับผู้อื่น สารพัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรียกร้องความรัก ความสงสาร จึงทำให้คนๆนี้ กลายเป็นคนขี้อ้อน ขี้ออเซาะ ไปอย่างน่าเศร้าใจ จิตไม้เลื้อย จึงเป็นจิตที่อ่อนแอที่สุด และมันกินอาหารก็เฉพาะจาก หยาดน้ำตาเท่านั้น ลองคิดดูเถิดว่า ชีวิตของเขาคนนั้น จะมีความสุขได้อย่างไร จิตไม้เลื้อย จึงเป็นจิตที่ยังขาดความจริงใจต่อผู้อื่น เพราะตราบใดที่ หัวใจยังเรียกร้อง คุณค่าของตัวต่อผู้อื่น มิได้หยุดนั้น เจตนาที่ทำเพื่อ "ให้" ออกไป จึงมิใช่เป็นความจริงใจ แต่เป็นเลศเล่ห์ที่ซ้อนลึก ที่แฝงการให้ แบบบูมเมอแรงเอาไว้ คือเป็นการให้ที่วกเข้าหาตัว เป็นไปเพื่อตัว จิตตัวนี้มัน อยู่ระดับลึกจนแม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัวเลย ก็มีถมไป จิตไม้เลื้อยไม่ว่าจะไปสถิตอยู่ที่ใด ณ ที่นั้นจึงมีแต่ความแตกแยก ความอับปาง อย่างรวดเร็ว เพราะก่อเกิดความเพ่งโทษได้ง่าย ยิ่งกว่าการ ปอกกล้วยเข้าปาก มิตรภาพจึงแสนจะเปราะบาง ความรัก ก็แสนจะเรียวเล็ก ราวกับเกาะกระชับด้วยเส้นด้าย ตัวอย่างของสังคมคนเหล่านี้ ที่เด่นชัด ก็คือพวกดารา จึงไม่ต้อง สงสัย ถ้าหากดาราเขาจะหย่ากันทุกบ่อยๆ ปรากฏการณ์ แห่งจิตไม้เลื้อยนั้น ก่อเกิดบุคลิกภาพ ให้แก่เจ้าของ เป็นที่รังเกียจ น่าชิงชัง ต่อสายตาผู้อื่น เพราะเขาจะกลายเป็นผู้ไม่รู้จักโต ขาดเหตุผล ใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสิน ปรากฏการณ์นั้นมีอะไรบ้าง -มองคนในแง่ร้าย -เป็นคนเอาแต่ใจ -เรียกร้องความเห็นใจจากผู้อื่น -เรียกร้องความเข้าใจจากผู้อื่น นี่แหละจึงคือ คนขี้ขอ หรือ ขอทานขนานแท้ เพราะชีวิตนี้แทนที่จะ ให้ๆๆ กลับเป็นผู้เรียกร้องขอมี ขอเป็น อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

วงศ์ตระกูลโทสะ คำว่า โทสะ เราใช้กันอยู่บ่อย แต่บางที ก็ยังเข้าใจกันเผิน ไม่ ทราบถึงความละเอียดของมัน เกริ่นกล่าวเรื่อง โทสะ หรืออารมณ์ถือสามานาน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน