สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกแยะโลกียะกับโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข5 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกแยะโลกียะกับโลกุตระ _คนที่เขาไปทำงานหาเงินก็เพราะเกรงใจส่วนกลาง ก็เลยไปทำงานหาเงินบ้าง พ่อครูว่า...เป็นคำแก้ตัว อยู่ในนี้มันไม่ได้จับเงิน ถ้าไปทำงานข้างนอกได้จับเงินบ้าง ถ้าอยากจะจับเงินเข้าไปเป็นคณะของการเงินสิ แต่จับอย่างนั้นไม่ใช่ของตัวเอง ถ้าไปทำอย่างนั้นมันได้ของตัวเอง ก็เป็นธรรมดา จริงๆแล้ว ชาวอโศกที่ทำงานในนี้ไม่ออกไป เป็นคนมีจิตสันโดษเป็นคนใจพอ จิตถึงขั้นอนาคาริกภูมิ เป็นคนที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองบ้านช่องเรือนชานแล้ว อยู่กับหมู่กลุ่ม ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ...เข้าใจเรื่องบุญปฏิบัติบุญให้สำเร็จคือชำระกิเลสอยู่ในนี้ อาตมาว่า อาตมาอธิบายธรรมะพระพุทธเจ้า แม้แต่คำว่าบุญให้เข้าใจ พวกเราเข้าใจแล้วก็ปฏิบัติได้ตามลำดับ เขาเข้าใจบุญไม่ได้ เอาบุญไปทำผิดเละเทะ ศาสนาพุทธก็เลยฉิบหายวายป่วง เสื่อมเพราะความเข้าใจผิดกับคำว่าบุญ เป็นเรื่องร้ายบาปตกนรกไม่รู้เท่าไหร่ เพราะเอาคำว่าบุญไปใช้ผิด จากความหมายพระพุทธเจ้า บุญ เป็นโลกุตระธรรมถ่ายเดียว บุญไม่มีสอง บุญมีหน้าที่วิบัติมีหน้าที่ฆ่ามีหน้าที่ชำระกิเลส พูดจริงๆแล้วบุญเป็นอาวุธร้าย มันฆ่ากิเลสนี้ดีที่สุดแล้ว แต่ดีอย่างเดียวดีสุดยอด แล้วไม่มีดีอื่นเลย ไม่ใช่กุศลเลยนะ อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอธิบายอย่างไรแล้ว ให้หมดเกลี้ยง สะอาดบริสุทธิ์หมดแล้วพูดอย่างละเอียดลออ แต่เขาก็เอาบุญไปขาย ไปเป็นกุศล เลยทำให้คำว่าบุญผิดเพี้ยนไป แม้แต่ศาสนาพุทธก็ยังมีเอาคำว่าบุญไปใช้ผิด บุญสุดยอดดี บุญยิ่งแก้ว แก้วดีขี้ชั่ว คำไทยเรา บุญนี้ดียิ่งกว่าแก้วอีก คือ เครื่องชำระกิเลส ผู้ที่เข้าใจผิดคิดว่าบุญเท่ากับกุศล ก็ซวยเลย ศาสนาพุทธจึงเสียหาย ไม่มีใครมาพูดอย่างนี้หรอกในศาสนาพุทธทุกวันนี้ มีอาตมานี้แ

อ่านต่อ

หละ มาเปิดเผยความจริงสิ่งที่ถูกต้องตามพระพุทธเจ้านี้ เพราะเป็นเรื่องของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า บุญคำนี้เป็นของศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นแล้วมีนิยามอย่างนี้ เมื่อคนเข้าใจไม่ได้ก็เอาไปใช้ผิดศาสนาจึงเริ่มเสื่อมไปเรื่อยๆ จนเสื่อมที่สุดเลย พูดอย่างนี้ก็มีคนเข้าใจได้อยู่ แล้วก็เอามาทำให้เกิดผล จึงไม่สูญเปล่า ตกลงอาตมาก็เลยไม่ได้เป็นผู้ที่เป็นศาสดาที่ผู้คนท้วงได้ พอยังมีคนได้ประโยชน์ เงี่ยโสตสดับฟัง แม้จะมีจำนวนน้อย ก็เพราะว่าโลกมันเสื่อมมาก คนย่ำยีทำลายคำสอนพระพุทธเจ้าจนผิดไปหมดแล้ว อาตมาเอาสิ่งที่ถูกมาพูดเขาจะเอาอาตมาตายเพราะไปขัดแย้งกับสิ่งที่เขาพูด อาตมาเลยต้องรักษาตัวรอดเป็นยอดเดี่ยว ได้ทุกวันนี้เก่งแล้ว ไม่มีใครชมอาตมา อาตมารอดมาได้ขนาดนี้เก่งหนักหนาแล้ว เพราะไปค้านแย้งกับเขา ตอนนี้พูดไปว่าเขาอย่างไรเขาก็เงียบไม่กล้าแย้งเพราะอาตมาเอาพระไตรปิฎกมาอ้างอิง เขาก็ไม่กล้าออกจากนั้น แต่ถ้าเขายอมรับไม่ได้ ถ้ายอมรับก็จะต้องรับผิดทั้งหมู่ใหญ่ ให้อาตมาถูกคนเดียว เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น แอคอาร์ทว่ากูถูกทั้งที่รู้แล้วชัดเจน ขออภัยที่พูดเหมือนย่ำยีไม่หยุดหย่อน อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียก-ยังดิบอยู่ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด . อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้ . (พุทธพจน์จาก พตปฎ.เล่ม 14 ข้อ 356) เขาทนกันไม่ได้ที่อาตมาพูด เขาว่ามาเห่าอยู่ได้ ว่าอาตมา คุณไปเปิดดูใน Social Media กดโพธิรักษ์นี่เขาจะบริภาษกันมากเลย มันขัดแย้งกับที่เขาเข้าใจกันมา เขาก็ถือว่าอาตมาผิด

พูดถึงขี้เถ้า ท่านหนักแน่นเอากระดูกท่านดินดีมาให้ดู อาตมาก็ว่ากระดูกพระอรหันต์ มีสีสันด้วย มีสีเขียวเคลือบขาวผ่องสวย ไม่มีดำเลย เขาหลงพระธาตุกันไปตามตำรา ก็คำนวณไป เอาไปเทียบกับอาจารย์ของตนเพื่อให้ใช่ แต่มันก็ถูกลากมาว่าไม่ใช่ แต่เขาก็พยายามอธิบายว่าใช่ เพราะฉะนั้นกระดูกพระอรหันต์ของเขาจึงได้เพี้ยนไปไกล ผู้ที่พิจารณาว่าจะเป็นพระอรหันต์ต้องดูที่พระธาตุ อย่างนั้นไม่ถูกหรอก พระอรหันต์ต้องดูตอนเป็นๆ เป็นอย่างไรก็ดูอย่างพระโพธิรักษ์นี่แหละเป็นพระอรหันต์ อาตมาอธิบาย พระอรหันต์ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณเข้าใจ ที่คุณเข้าใจนั้นเก๊ทั้งนั้นแต่อย่างโพธิรักษ์นี้เป็นอรหันต์แล้วอาตมาเป็นอรหันต์ทางปัญญา ธัมมานุสารีด้วย ไม่ใช่สัทธานุสารี เพราะฉะนั้นจึงอธิบายภาษาขยายความได้ละเอียดลออเยอะแยะ ฟังบ้างสิใครขยายได้อย่างอาตมาบ้าง พูดไปแล้วเหมือนคุยตัวแต่ที่จริงอ้างอิงยืนยันเพื่อให้คุณตรวจสอบว่าใช่ไหมที่อาตมาอ้างอิง อาตมาเอาพยัญชนะสภาวะมาชี้ ขยายความสภาวะอย่างนี้มีพยัญชนะอย่างนี้ เวทนา 108 อารมณ์ความรู้สึกนั้นเป็นกายิกเวทนา เจตสิกเวทนา ก็ขยายความ เป็นธรรมะสอง เรียกกาย อาการความรู้สึกที่เนื่องมาจากภายนอกภายในเรียกว่า กายิกเวทนา ถ้าเข้าไปอยู่แต่ภายในเรียกว่า เจตสิกเวทนา มาเน้นภายใน ละจากร่างกายภายนอก ก็เรียกว่าเวทนา 2 เวทนา 3 คือ สุข ทุกข์ อทุกขมสุข(กลางๆเฉยๆ) ใครเคยเกิดอาการจิตสุขบ้าง ทุกข์บ้างใครเคยมีมา ก็ต้องเคยมีมาก่อนทั้งนั้น คนที่ไม่ยกแสดงว่าไม่รู้เรื่อง ตอนนี้ไม่มีแล้วก็ไม่เป็นไร (รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่) 1.สุขินทรีย์ เน้นภายนอก 2.ทุกขินทรีย์ เน้นภายนอก 3.โสมนัสสินทรีย์ เน้นภายใน 4.โทมนัสสินทรีย์ เน้นภายใน 5.อุเบกขินทรีย์ กลางๆ แล้วก็มีน้ำหนักมากน้อยอย่างไรอีก

(แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่) จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง

พวกเราฟังพยัญชนะ และรู้จักสภาวะ สุขทุกข์อยู่ที่เวทนาอาริยสัจ 4 นอกไปกว่าเวทนาไม่มี หากไม่มีเวทนาไม่มีฐานในการปฏิบัติ ในพรหมชาลสูตร หากอ่านพระไตรปิฎกแตก แล้วก็ต้องพิสูจน์ เรียนรู้สุขทุกข์จากของทวารนี้แหละ ไปหลับตาเหลือแต่ภพภายใน แยกกายไม่ออก มีแต่จิตเลยไม่มีธรรมะ 2 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 อันนี้เป็นหัวใจใหญ่ของศาสนาพุทธ เวทนาเป็นกรรมฐาน หากไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่เกิดเวทนา ปฏิบัติอะไรไม่ได้ ศาสนาพุทธที่เอากสิณ 40 ไปปฏิบัตินั้นเลอะเทอะ แทนที่จะเอาเวทนาเป็นกรรมฐาน ไม่มีใครมายืนยันอย่างอาตมาหรอก เขาผิดเพี้ยนไปไกล เกจิอาจารย์ต่างๆพาออกนอกทางไปหมด เอาอะไรมาผสมผเส เสียหมด อาตมาพามาว่าอันนั้นไม่ใช่ มาทำแบบนี้ๆ ยิ่งมาแยกเป็น มโนปวิจาร 18 (คือ เวทนา 3 ร่วมกับอายตนะ 6) นี่คือหัวใจศาสนา สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร (6 ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร (6 ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร (6 ทวาร+อุเบกขา)

เคหสิตโสมนัส 6 เคหสิตโทมนัส 6 เคหสิตอุเบกขา 6 เนกขัมมสิตโสมนัส 6 เนกขัมมสิตโทมนัส 6 เนกขัมมสิตอุเบกขา 6

ต้องแยกว่าอันนี้เป็นโลกีย์อันนี้เป็นโลกุตระ แล้วทำให้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ต้องแยก ให้ออก แล้วดับเหตุ ไม่ใช่ดับไปหมด สัญญาเวทยิตนิโรธ ดับเหตุมันเท่านั้น เวทนาที่เหลือ เป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตจึงว่องไว เวทนา สัญญา สังขาร แคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียวทำงานอะไรได้ดีสมควรที่สุดเป็น กัมมัญญตา เป็นกายปาคุญญตา ยิ่งเป็นฌาน ยิ่งเป็นวิมุติ จิตยิ่งคล่องแคล่วไม่ใช่จิตยิ่งเฉื่อย ไม่ใช่ ยิ่งคล่องแคล่ว มีภูมิปัญญาจิต เป็น มุทุภูตธาตุ ปัญญาก็รู้เร็ว เจโตก็เปลี่ยนไว เปลี่ยนได้เร็วจนเป็นสิริมหามายา คำว่า มายา คือเหมือนเล่นกล แต่สุดยอด สิริมหา ยิ่งใหญ่ เป็นมารดาที่ดีเยี่ยมยอด เป็นผู้ให้กำเนิด กำหนดจิต จิตที่ทำให้เกิดนี้ จะให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ แปลงตัว เป็นอย่างนี้ก็ได้ไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้โดยไม่มีอกุศลจิตเลย อนุโลมปฏิโลมกับเขาได้ เป็นเรื่องเข้าใจยาก เป็นเรื่องฌานวิสัยวิมุติวิสัย ไม่ใช่เรื่องธรรมดา 610718_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พระอรหันต์ที่แสดงธรรมอันไม่ควรตู่ท้วง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน