สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน ทำไมต้องบอกอุตริมนุสธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน ทำไมต้องบอกอุตริมนุสธรรม _8498นั่งรถถนนคดเคี้ยว เลยถามคนขับว่าชำนาญทางไหมครับ เจ้าของรถดันขู่ว่า ให้นิ่งๆไว้อย่าบอกใครว่าชำนาญทางถ้าขืนบอกว่าชำนาญก็เท่ากับไม่ชำนาญ พ่อครูว่า...เหมือนกับผู้ที่บอกว่าบรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ อย่างนั้นมีคติเป็นสัตว์นรกหรือเดรัจฉาน อาตมาทำไมต้องบอก ทำไมต้องประกาศว่าตนเองบรรลุ เหตุ ข้อที่ 1 ใหญ่ยิ่ง เพราะทุกวันนี้ผู้บรรลุไปถูกครอบงำไว้แล้วว่า อย่าไปพูดว่าบรรลุ จึงไม่มีใครกล้าพูด จึงไม่มีใครบอกแม้จะชื่อว่าตนเองบรรลุแล้วก็ไม่กล้าบอก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีคนบรรลุจริงๆที่กล้าบอกออกมาเลย มีแต่คนอมพนํา ศาสนาพุทธจึงกลายเป็นศาสนาอมพนํา เพราะฉะนั้นใครบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ ก็เป็นแต่อรหันต์เดา ว่าคนนี้เป็นอรหันต์แน่เลย เดาเอา จึงไม่มีอรหันต์จริงๆ เลยไม่มีใครรู้ ทุกคนก็เต๊ะท่าไป อาจารย์คนนี้บอกว่าเป็นอรหันต์อย่างนี้ๆ แล้วก็เพี้ยนมาเรื่อย ออกนอกรีต จนกระทั่งอรหันต์กลายเป็นคนไม่คิดไม่พูดไม่กระดุกกระดิก ไม่ไปสัมผัสสัมพันธ์กับสังคมเลย หยุดนิ่งเฉย ไม่เอาอะไรไม่ทำอะไรก็อยู่ป่าช้า อย่าง หลวงพ่อเกษม อยู่ป่าช้า ใครไปนั่งเฝ้า ท่านก็ไม่พูดอะไรเลยจนเขากลับไป ก็เลยกลายเป็นตัวอย่าง เขายกย่องกันยกย่องหลวงพ่อเกษม อยู่ป่าช้าไตรลักษณ์ สุสานไตรลักษณ์ ไปเข้าใจอย่างนั้นแหละว่าคืออรหันต์ ถ้าไปพูดอธิบายอะไรก็บอกว่าไม่ใช่ แล้วคนจะได้รู้ไหมนี่ อย่างนี้มันง่ายนะก็เป็นอรหันต์กันหมดบ้านหมดเมืองสิ เหมือนหลวงพ่อเกษมหมดเลยหมดบ้านหมดเมือง แล้วจะกินอะไรกันหว่าอยู่กันอย่างไรหว่า มันไม่เป็นความเจริญ ศาสนาพุทธนั้นบรรลุธรรมแล้วเจริญ มีคุณค่าเป็นคนขยันหมั่นเพียรไม่ใช่นั่งนิ่งเฉย ไม่สะสม ก็ไม่สะสมไม่ว่ากัน แต่อาการที่น่าเลื่อมใสโดยที่คุณเอาแต่นิ่งอย่างเด
อ่านต่อ
ียว ตื่นเช้ามาก็บิณฑบาต แล้วก็กินกินแล้วก็นั่งนิ่ง ศีลเป็นอย่างไรก็อยู่ในนี้หมด สมาธิ ปัญญาวิมุติก็อยู่ในนี้หมด เลอะเทอะไปหมดเลย ขี้ตู่ไปหมดเลย ศีลข้อที่ 1 คุณลืมตาสัมผัสกับสัตว์ทั้งหลายแล้ว คุณอย่าฆ่า ละการฆ่า เว้นการฆ่า วางอาวุธ วางศาสตรา จิตใจมีความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไม่ใช่ว่าหลับตาแล้วจะเห็นสัตว์เลย พระพุทธเจ้าสอนที่ไหนว่าให้หลับตา ให้เกี่ยวข้องกับสัตว์ข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวข้องกับของ ที่มันไม่ใช่ของของเรา ข้าวของไม่มีจิตวิญญาณ แต่สัตว์ไม่มีจิตวิญญาณ มันไม่มีชีวะ ถ้าสัมผัสกับข้าวของสิ่งเหล่านั้นแล้วมันไม่ใช่ของของเราอย่าเอามา ถ้าจะได้ก็ต้องได้มาโดยสุจริตธรรม ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวข้องกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย กามคุณ 5 กระทบสัมผัสแล้วอันนี้เป็นตัวเหตุหลักเลย ที่มันเกิดกิเลส ตัวนี้ตัวสำคัญอ่านตัวนี้ ศีล 3 ข้อนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ถ้าปฏิบัติเข้าไปให้ลึกซึ้งในศีล 3 ข้อนี้คุณก็เป็นอรหันต์ ศีลข้อที่ 4 เกี่ยวข้องกกับวาจา ศีลข้อที่ 5 เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ก็ขยายความจาก 3 ข้อนี้ ถ้าเข้าใจได้ไม่มีอะไรเลย ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์กับคน ตั้งแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยจนถึงมนุษย์ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อย่าไปทำลายอยู่ เขาเกิดมาก็มีวิบากของเขา ตัวเราก็เท่านี้ เราก็มีวิบาก และสัตว์เหล่านี้มันมาเกี่ยวกับเรา โดยเฉพาะคน คนรับกับสัตว์เฉพาะคน กับมนุษย์ วิบากมีตั้งเยอะแยะ คุณรับสัตว์อันนี้ให้ดีได้เถอะ สัตว์เหล่านั้นคุณเลี่ยงได้เลยอย่าไปเกี่ยวข้อง อย่ามาเลี้ยง กับมาเกี่ยวข้อง เขาก็อยู่ตามวิบากของเขา ตัดเรื่องสัตว์ได้เลยนี้มันสุขสบายใจ แล้วคุณก็ทำที่มันหนักหนาสาหัสเป็นวิบากต่อกันโดยเฉพาะวิบากคน เพื่อลดกิเลส ทั้งรักทั้งชัง 16 ปีแสนขมขื่น เรียนรู้อันนี้เถอะ แล้วเราก็ลดละกำจัดกิเลสเหล่านี้ได้ มีพระสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ..ล. 14 [854] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกร อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ [855] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า อุตตรมาณพศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นิ่ง คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ปาราสิริยพราหมณ์ ย่อมแสดงการเจริญอินทรีย์ แก่สาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง ส่วนการเจริญอินทรีย์ อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ฯ ท่านพระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต เป็นการสมควรแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของพระอริยะ ภิกษุทั้งหลายฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พ่อครูว่า....การเจริญอินทรีย์ 6 แบบอย่างนั้น ไปปิดทวารอย่างนั้น มันไม่ใช่ของลัทธิพุทธ เป็นลัทธิของคนตาบอดหูหนวก จะให้พูดอย่างไรถึงจะสะดุ้งกันบ้าง อาตมาว่าชาตินี้อาตมาทำอย่างไรจะปลุกพวกนี้ตื่นบ้างไหม ลัทธินอกพุทธหลับหูหลับตา โทรทัศน์กี่ช่องก็มานั่งหลับตา เจริญย่างหนอ มีแต่ช่องบุญนิยม พูดแข็งข้อ ไม่เหมือนเขาเลย นอกนั้นกี่ช่องก็เป็นเหมือนกัน และคนดูก็เยอะด้วย มีหลายช่อง แฟนใครก็ใคร จะเห็นได้ว่าไปหลงลัทธิตาบอดหูหนวกกันมากเหลือเกินในประเทศไทย ลัทธิคนลืมตามีอยู่แค่นี้ มีสติดี ปัญญาดี หูดีตาดี ตาหูจมูกลิ้นกายพร้อมแล้วมาเรียนรู้ลดกิเลสตามวิธีการของพระพุทธเจ้า มีโพธิปักขิยธรรม 37 พิจารณากายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตธรรมในธรรม กายต้องเกี่ยวกับภายนอกอย่างนี้แหละ ไม่ต้องไปหลบอยู่ภายในอย่างนั้น ไม่ใช่ ศาสนาพุทธลืมตา ตัดกิเลสแม้กิเลสอบายมุขก็ลืมตา ลดอบายมุขแล้วลดละกามคุณก็ลืมตา หมดกามคุณแล้วเป็นอนาคามีก็ลืมตา ไม่ได้หนีไปไหน ไม่ได้หลับตา สมณะฟ้าไทว่า...ก็น่าเห็นใจพ่อครูที่ต้องพูด ในสิ่งที่คนไม่เข้าใจสักที แต่ก็ไม่ท้อแท้...จบ 610718_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พระอรหันต์ที่แสดงธรรมอันไม่ควรตู่ท้วง