สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ข้อสอบแบบสมาธิฤาษี.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ข้อสอบแบบสมาธิฤาษี อาตมาไปเจอกระดาษหน้าเดียว เขาเก็บมาจากไหนไม่รู้ อาตมาอ่านที่เขามีอักษร เขาว่าเป็นการเรียนการสอนของเถรสมาคม เขามีข้อสอบ เอาข้อ 15 เขาก็มีคำถาม การถามตอบระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ การถามว่า ใครคือผู้รู้ ถามเพื่ออะไร ตอบคือ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่พลังอำนาจ และเป็นการบ่มนิสัยให้เกิดสติและไม่หลงทาง นี่คือคำตอบ ข้อ 16 ฐานวางจิตมีกี่ที่ อะไรบ้าง ลองฟังอาตมาอ่านดูที่เขาศึกษากันก็น่าสงสาร ยังงมโข่งอยู่กับอะไร ถามว่า ฐานวางจิตมีกี่ที่ เขาก็ตอบ มี 3 ฐาน คือหน้าผาก หน้าอกเบื้องซ้าย สะดือ นี่คือฐานวางจิต เขาเรียนกันอย่างนี้ ข้อ 17 ผู้วางจิตไว้ที่ฐานแล้วย้ายได้หรือไม่ ตอบ..ถ้าไม่เหมาะสมกับตัวเองย้ายได้ และเมื่อย้ายได้ที่เหมาะสมแล้วไม่ควรย้ายอีก เพราะจะทำให้จิตเกิดความลังเลสงสัยไม่ได้สะสมพลังงานจิต ข้อ 18 บทสวดอธิษฐานก่อนการเดินจงกรม กล่าวว่าอย่างไร?...ตอบ...เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พุทโธๆ อาตมาก็เพิ่งจะได้รับความรู้นี้ ข้อ 19 บทสวดแผ่เมตตาหลังการเดินจงกรม ควรจะสวดเมตตาหลังเดินจงกรม...สวดเมตตาก็คือสัพเพสัตตาสุขิตาโหตุขอให้สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ...ขออย่างกับศาสนาคริสต์ ศาสนาเทวนิยม ศาสนาพุทธไม่มีขอ จะขออยู่นั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ ขอให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี
ข้อ 20 สวดก่อนนั่งสมาธิอธิษฐานก่อนนั่งสมาธิเพื่อมีพลังรักษาเรากล่าวว่าอย่างไร ตอบ..ข้าพเจ้าระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าคุณพระธรรมคุณพระสงฆ์คุณบิดามารดาคุณครูบาอาจารย์ จงมาดลบันดาลให้ใจของข้าพเจ้า จงรวมลงเป็นสมาธิ พุทโธธัมโมสังโฆๆๆๆ พุทโธพุทโธพุทโธ พ่อครูว่า...มันบานปลายไปไกล พวกคุณนี่มีวาสนานะไม่ได้เรียนกับเขา มาเรียนกับโพธิรักษ์เยอะแยะอะไร ข้อ 21 การสร้างจิตให้มี
อ่านต่อ
เมตตาสร้างอย่างไร ตอบ... “สัพเพสัตตาอะเวราโหนตุ ขอสัตว์ทั้งหลายจงอย่ามีเวรต่อกันและกันจงดำรงชีพให้มีสุขไม่มีทุกข์เถิด ….ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงมีส่วนเสวยผลบุญอันบำเพ็ญแล้วของข้าพเจ้าเทอญ พ่อครูว่า...คือมันออกนอกรีตไปไกลมากเลยศาสนาพุทธ บุญก็เป็นตัวตนรูปร่างเพชรนิลจินดาเป็นวิมานสวรรค์อะไรไปไกลหมดเลย อุทิศให้คนเป็นได้รับบ้างสิ ดันอุทิศให้กับคนตายแล้วใครจะมาบอกได้ว่าคนตายได้หรือไม่ได้ ถ้าหากแน่จริงก็ต้องบอกสิว่าได้รับหรือไม่อย่างไร มาบอกสิ คือ เล่นลมๆแล้งๆ เสียเวลาบ้าบอน่าสงสารจริงๆ
_สถานที่ที่เหมาะสมต่อการทำสมาธิ พ่อครูว่า...ต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมด้วยหรือในการทำสมาธิ เขาว่าสถานที่ที่ว่าคืออะไร ตอบ...เสนาสนะสัปปายะคือสถานที่สะดวกสบายเหมาะแก่การทำสมาธิ มีความวิเวก ไม่พลุกพล่าน ศาสนาพุทธ ถ้าสมาธิที่ตั้งมั่นอยู่กับความวุ่นวายอยู่กับความรุนแรงของโลก มีทั้งอบายมุขมีทั้งกามโลก รูปโลก อรูปโลก เต็มที่ แล้วอยู่เหนือมัน สามารถช่วยเหลือสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งสัตว์และมนุษย์ในโลก นี่คือสมาธิ สมาธิคือจิตแข็ง จิตตั้งมั่น จิตสมบูรณ์แบบ เข้าใจสมาธิก็ไม่ได้ สมาธิเขาแปลว่าเพ่ง สมาธิเป็นผลของจิตที่ได้ปฏิบัติจนมีผลตกผลึกขึ้นมา คนที่ปฏิบัติธรรมเรียนรู้กิเลส กำจัดกิเลส กิเลสลดลงก็สั่งสมจิตความลดลง กิเลสหมดก็ยิ่งดีเลยสะสมความหมดกิเลสให้ตกผลึกตั้งมั่นให้เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา นั่นคือความเป็นสมาธิ แล้วเขาหมายถึงอะไร หมายถึง สเต็ปไหนไม่รู้เรื่อง สับสนปนเปกันไปไม่รู้เรื่องเลย
_อากาศที่เหมาะสมต่อการทำสมาธิเรียกว่าอะไร ตอบ..อุตุสัปปายะ มีลักษณะ เป็นอากาศที่สบายไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป มีอากาศบริสุทธิ์ปลอดโปรงถ่ายเท พ่อครูว่า...ก็ต้องมีเครื่องปรับอากาศสิ มีเครื่องฟอกอากาศด้วย
_สมาธิไฮเทค มีลักษณะอย่างไร มีความเกี่ยวพันกับโลกอย่างไร ตอบ...คือสมาธิที่สามารถทำสิ่งที่ยากให้ง่ายและสามารถทำได้อย่างสะดวกสบาย ย่อจากความล่าช้าให้มารวดเร็วสบายๆเปรียบกับยุคไฮเทคในปัจจุบันนี้ ที่ย่อ การศึกษาจาก 5 ปีเหลือเพียง 6 เดือน _เราควรเดินจงกรมกี่นาที ตอบ...เดิน 30 นาทีนั่ง 30 นาทีเพราะไม่มากไปน้อยไป พ่อครูว่า...อ่านไปก็เมื่อย คือ ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้ที่ไหนเอามาพูดกัน มันนอกตำรานอกแบบอะไรออกไปไหนไม่รู้ เข้าไปเอาตำราสมถะ มาทำ อาตมาก็ไม่ใช่นักศึกษาก็เลยไม่รู้ ของพระพุทธเจ้าตามพระไตรปิฎกเอามาปฏิบัติตามพระอนุสาสนีกลับไม่เอา ไปคว้าขี้หมูราขี้หมาแห้งมาทำ ขยันทำด้วยน่าสงสารจริงๆ
_ข้อ 30 สมาธิมีกี่แบบอะไรบ้าง ตอบ...1.สมาธิธรรมชาติคือการพักผ่อนการนอนหลับ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่มีพระอรหันต์องค์ใดสำเร็จด้วยการนอน 2.สมาธิสร้างขึ้น นับแต่วินาทีของการบริกรรม ด้วยความตั้งใจที่จะทำสมาธิเป็นสมาธิที่สร้างขึ้น พ่อครูว่า..บริกรรมของเขาคือจิตที่พยายาม การกระทำครบรอบทุกอย่าง ด้วยความตั้งใจ ซึ่งอาตมาฟังแล้วเขาก็เข้าใจกัน อาตมาบางทีก็ไม่เข้าใจไปกับเขา สมณะเดินดินว่า...เอาคำว่า พุทโธคือคำอื่นมาท่องเรียกบริกรรม
_คุณสมบัติของสมาธิคืออย่างไร ตอบ...เป็นลมละเอียด ถูกกลั่นกรองอย่างอ่อนนุ่มแต่แกร่ง พร้อมจะซึมซับเข้าสู่จิตใจ ปรากฏความสุขเป็นความรู้สึกเชิงรับรู้อยู่ที่ฐาน โดยมีสติควบคุมไม่ให้เกิดการกระทบจากอารมณ์ได้ง่ายๆ พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าสอนว่าสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต แต่เขาคือลมละเอียด ถูกกลั่นกรองอย่างอ่อนนุ่มแต่แกร่ง พร้อมจะซึมซับเข้าสู่จิตใจ ปรากฏความสุขเป็นความรู้สึกเชิงรับรู้อยู่ที่ฐาน โดยมีสติควบคุมไม่ให้เกิดการกระทบจากอารมณ์ได้ง่ายๆ สมาธิเขาต้องแข็งเป๊ก จะมากระทบอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว อ่อนนุ่มแต่แกร่ง คืออย่างไร? (โยมว่า เหมือนขนมกรอบนอกนุ่มใน) อาตมาพูดไปแล้วก็น่าสงสาร
_เราจะแก้ไขลักษณะ ต่อต้านสมาธิ คือ ความกระวนกระวายอาการคันโดยไม่มีเหตุผล ความโลภ อยากได้เร็วอย่างไร ตอบ...ความกระวนกระวายจะแก้ไขด้วยการบริกรรม ให้มากจนกว่าจิตสงบ ความกระวนกระวายจะหายไปเหมือนน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เมื่อเพิ่มน้ำให้มากย่อมชนะไฟ อาการคันโดยไม่มีเหตุผล ปั่นป่วนในท้องระหว่างการทำสมาธิ สมาธิเป็นการสะสม พ่อครูว่า..เขาพูดนี้เราเห็นว่าคนละทางจริงๆ สมาธิคือการสลายกิเลส ไม่สะสม แต่เมื่อสลายกิเลสแล้วจิตจะว่างแข็งแรง เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีความบริสุทธิ์แข็งแรงมีความแคล่วคล่องว่องไว มีความเหมาะควรต่อการงาน แต่สมาธิเขามีแต่เทคนิค
คำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก ไม่มีการเข้าการออกสมาธิอะไร พระสารีบุตรก็บอก ไม่ว่าจะเป็นสมาธิหรือฌาน ก็ไม่มีการเข้าการออก แม้แต่นิโรธก็ไม่มีการเข้าการออก ภิกษุณีธัมมทินนา ก็บอก ไม่ต้องเข้าต้องออกอะไร
พระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตรมาแต่ไกล จึงกล่าวว่า “อาวุโสสารีบุตร อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านผ่องใส วันนี้ ท่านพระสารีบุตรอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร?” (สภาพที่จิตอาศัยอยู่) ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราเข้าเนวสัญญานา-สัญญายตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวงอยู่. อาวุโส เรานั้นมิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ หรือว่าเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว หรือว่าออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว ฯลฯ [ว่าด้วยเนวสัญญานาสัญญาฯ ล.17 ข.516] คือจากจุดนี้ผ่านไปจุดนี้ มันไม่ได้เข้าได้ออกอะไร มันได้จุดนี้สำเร็จแล้วจบ ผ่านจุดนี้ วีติกมกิเลสหมดแล้ว ไปสู่ปริยุฏฐานกิเลสต่อไป ไม่ได้เข้าได้ออก ทำได้แล้วได้เลย เข้าหรือออก หมายถึงเข้าถึงบรรลุ ออกคือหลุดพ้นไป แล้วไม่ได้เข้าหรือออกไม่ได้ย้อนกลับอะไร ออกคือไม่ได้คาข้องอยู่ นั่นคือของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้าสมาธิก็ดี ฌานก็ดี นิโรธก็ดี ปฏิบัติยามลืมตาเห็นกิเลส กิเลสเองไม่ใช่ของแท้ ของจริง เอ็งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่ามาทำตลก เห็นอนิจจัง แล้วเอาจริงเอาจังกับการกำจัดกิเลสเห็นกิเลสมันลด กิเลสไม่เที่ยง 1. มันไม่เที่ยงอย่างเพิ่มขึ้น 2. มันไม่เที่ยงอย่างลดลง ผู้ปฏิบัติธรรมะพุทธเจ้าต้องทำให้กิเลสลดลง ตัวการนี้ ทำให้ลดลงได้เรียกว่าวิราคานุปัสสี ตอนแรกเห็นมันไม่เที่ยงคืออนิจจานุปัสสี ทำให้กิเลสลดลงมาคือความสำเร็จของศาสนา ทำให้จางคลายลง วิราคานุปัสสี จนกิเลสมันดับเรียกว่า นิโรธานุปัสสี ทำแบบที่สำเร็จนี่แหละทำให้มากทำให้บ่อย อาเสวนา ภาวนาพหุลีกัมมัง ทำซ้ำอีก ไม่ได้เข้าหรือออกอะไรเลย การเข้าการออก มันไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ไม่ใช่วิธีของศาสนาพระพุทธเจ้า วิธีของพุทธเจ้าให้ลืมตารู้อย่างปัจจุบัน ทำให้กิเลสลดลงไปได้เรื่อยๆ ตามจริง มันอาจยึกยัก อวิปริณาธัมมัง แต่ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา คือไม่ตกต่ำ เข้ากระแสแล้วเข้าเลย โสตาปันนะ จิตเข้าสู่กระแสโลกุตรธรรม คือจิตได้โลกุตระแล้วไม่มีตกต่ำไม่หลุดออกไป มีแต่จะได้ อาจยึกยัก แต่ไม่ได้ถอยลง มันจะไม่นิ่ง ยึกยัก แต่สูงขึ้นๆ จนอวิณิปาตธรรม จนนิยตะไม่ยึกยัก มี falcrum มีจุดยืน ที่จะสูงไปสู่ที่สุดท้ายเดียวคือ สัมโพธิปรายนะ คุณสมบัติของพระโสดาบันมี 8 ประการ 1. รู้จักทุกข์ 2. รู้จักสมุทัย 3. ทำให้เกิดนิโรธได้ 4. รู้จักทางทำให้เกิดนิโรธคืออริยสัจ 4 5. มีโสตาปันนะ 6. อวินิปาตธรรม 7. นิยตะ 8. สัมโพธิปรายนะ นี่คือคุณสมบัติของโสดาบัน
ตอนนี้เรากำลังเน้นโสดาบันกัน เพื่อให้รู้จักขั้นตอน รู้จักหลักวิชาการองค์ประกอบว่ามันมีอย่างไร ให้ศึกษากันให้ดี ทำให้เป็นตำราเป็นแบบอย่าง ให้คนมาศึกษาว่าเป็นอย่างนี้หรือ การศึกษาของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ เปรอะไปหมด ต้องทำอยู่ในการศึกษา 3 ศีล สมาธิ ปัญญา คุณต้องทำไปตามลำดับ เช่น ศีลข้อ 1 อธิบายแล้วต้องเล่า ก็มีข้อกำหนดต้องมีศีล คุณจะเกิดการเจริญทางธรรมของพระพุทธเจ้าต้องเอาศีลมาเป็นข้อกำหนด ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ในโลกนี้ ที่มีชีวิตอยู่ เมื่อคุณเกี่ยวข้องกับสัตว์สัมผัสกับสัตว์คุณเกิดจิต ศีลก็เกิดจิตเป็นอธิจิต จิตของคุณ สัมผัสแล้วหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง สัตว์ทุกตัว เราสัมผัสเกี่ยวข้องกับมัน ตัวเล็กตัวใหญ่ก็แล้วแต่ ไม่ใช่แค่ท่องมา จงอยู่เป็นสุขเป็นสุขเถิด ท่องทำไม ก็ต้องมีจิตและทำ มีใจกรุณามีใจเอ็นดู วางทัณฑะวางศาสตรา เว้นการฆ่า ละการฆ่า ไม่ฆ่า อาตมาย้อนจากหลังมาหน้า หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ คนใดที่มีคุณสมบัติดังนี้ เราสัมผัสกับสัตว์แล้วศีลข้อที่ 1 เราเป็นอย่างนี้ 2. อารมณ์อาการของจิตเรา เห็นจิตแล้วไม่ใช่อยากฆ่า แม้มันกำลังมาหยิบของของเรา แมลง มด มากินของๆเรา เราก็ไม่ฆ่ามันเพราะมันต้องหากิน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ มีใจเอ็นดูมีใจกรุณา เออ เอ็งก็อยากนะ แบ่งให้มันกินได้ก็แบ่ง หากไม่แบ่ง ข้าหวง ก็เอาของคุณมา ก็ปล่อยสัตว์มันไป ใจดำก็เถอะไม่ให้มันกิน ไล่นกที่มากินข้าว ดญ.น้ำมนต์ไปเจออาพลังพร ไล่นก มากินข้าว เขาก็บอกว่า ทำไมไปโกรธนกทำไม อาก็ว่าไม่ได้โกรธ แต่หวงข้าว เราปลูกจะแย่ มันกินทุกวันเป็นหมู่ก็หมดสิ ดญ.น้ำมนต์ว่า เอามุ้งมากางสิ 610720_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เป้าหมายของศาสนาพุทธคือไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก