คนที่ปฏิบัติตนไปรวยนั้นเลวทุกคน คนปฏิบัติตนเป็นคนจนดีกว่า.docx
เนื้อหาในไฟล์
คนที่ปฏิบัติตนไปรวยนั้นเลวทุกคน คนปฏิบัติตนเป็นคนจนดีกว่า _คุณสุชัย…อยากจะเรียนถามพ่อท่านว่า รู้สึกอย่างไรที่พี่ทั้งสองมา
พ่อครูว่า... ความรู้สึกก็เป็นความรู้สึกดีๆ อาตมาน่ะ เป็นลูกพระพุทธเจ้าโดยแท้ ไม่ได้เป็นลูกพระพุทธเจ้าอย่างเปลือกๆ หรือขี่ม้ารอบค่าย หรือว่ากระเด็นกระดอนอยู่ข้างนอก ไม่ใช่ แต่อาตมาเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมจริง ได้มรรคได้ผล ของธรรมะพระพุทธเจ้าจริง ก็เลยมีความจริงที่จิตใจของอาตมา ไม่ได้เป็นจิตใจที่หวั่นไหว ไม่เป็นจิตใจที่ไม่มีปัญญา ในช่วงนี้อาตมาหยิบเอาปัญญา 8 ของพระพุทธเจ้ามาขยายความ ขยายความไปแล้วพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม 400 กว่าหน้า เล่ม 1 นี่ เล่ม 2 จะออกอีก อาตมาทำไปแล้วคิดว่าจะทำเล่ม 3 ซึ่งก็อาจจะต่อไปเล่ม 4 เล่ม 5 ก็ยังไม่รู้เลย แตกออกขยายคำว่าปัญญา อันนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก ปัญญาเป็นความรู้ความฉลาด แบบโลกุตระซึ่งเป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ตรัสรู้ ไม่ใช่โลกียธรรม เป็นโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นความรู้ที่แปลกแยกแตกออกมาจากความรู้โลกียธรรมของมนุษย์ เป็นของศาสนาทุกศาสนาที่เป็นเทวนิยม แต่ของพระพุทธเจ้านี้เป็น อเทวนิยม เป็นโลกุตระ อันนี้จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะรู้ แต่มันเป็นความจริงที่ประเสริฐสุด อาตมาภูมิใจที่ชาตินี้เกิดมาทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ พาคนมาทำสำเร็จ ปรากฏ ก็ขอยกอ้างประกอบอย่างสำคัญ ในหลวงร.9 ของเรา เป็นพุทธศาสนิกชน เป็นพุทธมามกะที่แท้ เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของโลกุตรธรรมสืบทอดกันมา ในกรรมวิบากของพระองค์มาจนกระทั่งถึงปางนี้ ท่านเป็นโพธิสัตว์แท้ๆ สิ่งที่ตัดสินได้ง่ายๆ เป็นประเด็น เป็นเงื่อนไขง่ายๆ ที่จะบอกว่าอะไรเป็นโลกุตระ อะไรเป็นโลกียะ ความรู้ทั่วไปของปุถุชนกับความรู้ของสาระที่เป็นของอารยชนแท้ ประเด็นที่จะตัดสินเลยค
อ่านต่อ
ือ คนมาจน ประเด็นตัดสินเลยคือคนมาจน เห็นดีเห็นงามเลยว่าจิตมันเห็นจริงเลยไม่ได้เสแสร้งมันมีปฏิภาณปัญญานึกเลยว่าต้องมาจนจริงๆ ไปรวยนั้นพูดชัดๆคือ เลว และขอสรุปอีกที คนที่ปฏิบัติตนไปรวยนั้นเลวทุกคน คนปฏิบัติตนเป็นคนจนดีกว่า คำว่าแบบคนจนนี้ต้องขยายความคำว่าแบบคนจนนี้ต้องขยายความ อาตมาเขียนหนังสือเปิดยุคบุญนิยม หนังสือคนจนที่มีแบบ แต่ในหลวงท่านตรัสเป็นคำตรัสของในหลวงว่า แบบคนจน อาตมาก็ขยายความ เป็นหนังสือคนจนที่มีแบบออกมา สรุปแล้วมันเป็นเรื่องทวนกระแส คนทั้งโลกคิดเขาจะไปรวย ไม่เข้าท่า ต้องอย่างนี้ แต่คนทางธรรมะโลกุตระคิดอีกอย่างหนึ่ง เขาจะเห็นว่าไม่เข้าท่าเลยมาจน อาตมามี โลกหรือม็อตโต้ พูดไปสู่สังคมว่า “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” ถ้าใครได้ยินแล้วจะสะดุดใจต้องเอาไปคิด และไม่ใช่พูดปากเปล่าแต่เราลงมือทำด้วย ทำอาหาร พวกเราเป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด จะมาเอาธนบัตรแบงค์โน้ตไม่มี ไม่รวย คนชาวอโศกแบงค์โน้ตไม่ต้องเอามาพูด ไม่มีห่วง ถ้าจะพูดถึงธนบัตรที่ใช้แทนค่าอะไรในโลกทุกวันนี้ ดอลลาร์เลวที่สุด เพราะมันปั๊มออกมาอย่างที่มันไม่ยับยั้งเลย ทุกวันนี้ถ้าเอารวบรวมดอลลาร์คืนมา แล้วเอาทรัพยากรมาคืนแทน เอาดอลลาร์คืนไป ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่เหลือเลย ไม่เหลือจริงๆ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ในแนวคิดที่เป็นแนวคิดที่อาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้าจริงๆ เป็นแนวคิดออกมา จนแม้แต่ที่สุดอาตมาพูดว่า เป็นคำพูดของอาตมา ในยุคของพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำพูดนี้ เป็นคำพูดที่อาตมาเอามาประยุกต์ร่วมสมัยยุคนี้ จะมาพูดว่า พระพุทธเจ้านี่แหละเป็นนักประชาธิปไตยสุดยอด สมัยพุทธเจ้าไม่มีคำว่าประชาธิปไตย มีแต่โลกาธิปไตย ธรรมาธิปไตย อัตตาธิปไตย แต่คำว่าประชาธิปไตยไม่มี แต่อาตมาเข้าใจถึงสารัตถะ ของความเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าที่พาทำ ความเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าที่พาทำนั้นคือ ประเด็นที่ชัดเจนมากก็คือ ประชาชนมีอิสรเสรีภาพ ประชาชนมีภราดรภาพ ประชาชนมีสันติภาพ ประชาชนมีสมรรถภาพ ประชาชนมีบูรณภาพและแถมยังมีสุญภาพและสุนทรียภาพ นี่เป็นคุณลักษณะแท้ๆของพระพุทธเจ้า สร้างคน ประชาชน พระพุทธเจ้าสร้างคนลักษณะนี้ได้สำเร็จ ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคทาส ในยุคที่เขาไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนกัน ถูกพระเจ้าแผ่นดินริบสิทธิไปหมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อจำกัดมากที่พระพุทธเจ้าจะทำกับประชาชนทั่วไปได้ ท่านก็มีกุศโลบายที่ชัดเจนว่าให้มาอยู่กับท่านแล้วมาเรียนรู้พระธรรมวินัยเรียนรู้หลักเกณฑ์ศีลสมาธิปัญญาตามแบบ ท่านก็มีกุศโลบายที่ชัดเจนว่าให้มาอยู่กับท่านแล้วมาเรียนรู้พระธรรมวินัยเรียนรู้หลักเกณฑ์ศีลสมาธิปัญญาตามแบบของเรา ศีล สมาธิ ปัญญา ตามแบบของเราก็แล้วกัน อาตมา เน้นคำว่า bank note คำว่า ธนบัตร เป็นเรื่อง เป็นวัตถุมายาที่เลวร้ายที่สุดเลย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทำสำเร็จได้ในสงฆ์ของท่าน ตามหลักพระธรรมวินัย แม้ในทวีปอินเดียมีแคว้นใหญ่แคว้นโกศล แคว้นมคธ พระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าพิมพิสาร เป็นแคว้นใหญ่มาก ในอินเดีย เป็น 2 แคว้นใหญ่ในทวีปอินเดีย พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นรัฐเป็นประเทศของท่านเล็กๆ แคว้นสักกะไม่ใหญ่เลย แต่ว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าพิมพิสารยอมยกให้เลยให้เป็นอาจารย์ ให้เป็นปุโรหิต เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ท่านได้สิทธิอันนี้ จากผู้ยิ่งใหญ่คือพระเจ้าปเสนทิโกศล และพระเจ้าพิมพิสาร แคว้นมคธ ทั้งสองพระองค์ยกให้เลย ยกให้ถึงขนาดในตำนานมีว่า พระพุทธเจ้าทูลถามพระเจ้าอชาติศัตรู ตอนนั้นพระเจ้าอชาตศัตรู ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธเจ้าลองถาม ถ้าคนของท่าน เป็นคนใกล้ชิดเลย ตื่นก่อนนอนทีหลังรับใช้อย่างใกล้ชิดเลย ท่านรักมาก เพราะว่าเป็นผู้ที่ใกล้ชิด ซึ่งพระองค์รักมาก พระพุทธเจ้าถามว่าถ้าจะเอาคนนั้นมาบวชในลัทธิของพระพุทธเจ้า มาเป็นคนของพุทธเจ้าท่านจะว่าอย่างไร พระเจ้าอชาตศัตรูนี้ไม่ได้บรรลุพระโสดาบัน เพราะว่าท่านได้ทำอนันตริยกรรมคือประหารพระราชบิดา ขนาดนั้นนะ ขนาดพระเจ้าอชาตศัตรู ที่มีปัญญาเป็นโสดาบันไม่ได้ แต่ก็มีความเฉลียวฉลาดมากพอ ที่เห็นความสุดยอดประเสริฐของพระพุทธเจ้า พอพระพุทธเจ้าตรัสถามแบบนั้น คนของท่านมาอยู่กับเราแล้วท่านจะทำอย่างไร พระเจ้าอชาตศัตรูก็บอกว่าก็ต้องสนับสนุนเขาให้อยู่เลย ให้เจริญเลย.. พระพุทธเจ้าว่า แล้วไม่เอาคืนหรือ.. ไม่เอาคืนหรอกสนับสนุนให้เขาทำเลย มาทางนี้เจริญที่สุด ถึงอย่างนั้นเหรอถึงอย่างนั้นเลย มันเป็นความซับซ้อนลึกซึ้งมากในตำนาน ในประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นสรุปแล้วแนวความคิดของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้นี้ ที่เรียกกันภาษาวิชาการว่า โลกุตรธรรมหรืออารยธรรม อารยธรรม เป็นศัพท์จาก คำว่าศิวิไล ซึ่งมันมีการแสดงพิเศษอีกมากมาย มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นไม่มีใครจะมาบังคับเขาและเขาก็เป็นจริงๆของเขาอย่างนั้น มันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นตถตา เขาก็เป็นเช่นนั้น เพราะเขาอยู่ในกรอบแค่โลกีย์ กรอบของโลกีย์คืออะไร ก็คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ต้องเป็นเจ้าโลก ลาภก็ต้องเป็นของข้า ยศก็เป็นของข้า สรรเสริญเป็นของข้า ความสุขก็เป็นของข้า แต่โลกุตระนั้นไม่เอาเลย เลิกหมดเลย ลาภยศสรรเสริญสุข ใครอยากได้ก็เชิญ กลายเป็นคนที่หมดลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ซึ่งพูดก็จะเข้าใจกัน ไม่ใช่เป็นภาษาลึกลับอะไร หรือจะบอกว่าไม่ใช่ภาษาลึกซึ้ง แต่ก็ลึกซึ้ง ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เขาก็พูดกันทั้งนั้น แล้วท่านก็ไม่เอาจริงๆ ปล่อยวางหมดจริงๆ พระพุทธเจ้าออกมาจากการเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มาเป็นเพื่อนกับคนจน รูปธรรมก็ชัด นามธรรมก็แน่นอนชัดอยู่แล้ว ออกมาเป็นพระสมณโคดม เป็นนักบวชโกนหัว ซึ่งในยุคนั้นคนโกนหัวเขาถือว่าเป็นคนชั้นต่ำ แต่พระพุทธเจ้าโกนหัว เดินพระบาทเปล่า นุ่งห่มผ้าห่อศพ เก็บผ้าห่อศพมา เก็บผ้าจีวร ผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งมาเย็บใส่กฐินใส่สะดึง ให้เป็นผืนพอที่จะห่มได้ อยู่อย่างคนจนที่สุด สรุปเข้าเป้า อยู่อย่างคนจนดีที่สุด แม้แต่ชีวิตพระพุทธเจ้าก็ทรงมาเป็นคนจน มีชีวิตอย่าง ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ภาษาบาลี แปลว่า ชีวิตของตนเองนี้ให้คนอื่นเลี้ยงไว้ ตนเองจะเป็นจะตายไม่เกี่ยวไม่แคร์ จะมีกินหรือไม่มีกิน จะมีที่นั่งที่นอนหรือไม่ ไม่แคร์ อาหารการกิน ท่านไม่ได้ไปขอนะ อาตมา เขียนหนังสือเรื่อง ศาสตร์และศิลป์ของการบิณฑบาต ตั้งแต่เป็นสามเณรก็ให้อ่าน เพราะจะต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพเรียกว่าเลี้ยงตนเองด้วยปลีแข้ง คุณไม่มีเงินมาซื้อของ ในพระธรรมวินัยห้ามไว้ เพื่อท้าทายว่า ถ้ามาบวชแล้วเป็นคนไม่ดีเขาไม่เลี้ยงไว้นะ คุณก็ตาย เพราะฉะนั้นต้องให้เข้าตาประชาชนเพราะฉะนั้นต้องให้เข้าตาประชาชน เขาให้อยู่ให้กินเลี้ยงไว้ แล้วท่านก็ไม่ต้องไปหลอกล่อเขา ไม่ เป็นคนธรรมดาสามัญมาก และเป็นคนจนด้วย เป็นคนที่มีที่พึ่งอย่างเดียวคือ ความรู้ทางโลกุตรธรรม อาตมาสรุปความรู้โลกุตรธรรมเป็นรูปธรรมง่ายๆชัดๆเอาไว้ 4 ข้อ 4 ประเด็น 1. ไม่เป็นหนี้ 2. ตนเองต้องทำมาหากินเลี้ยงตนเองรอด อย่าไปเบียดเบียนใคร อย่าไปรบกวนใคร มีสมรรถภาพมีความรู้ความขยันทำกินทำใช้ให้รอดของตัวเอง 3. สร้างให้มากเกินกว่าที่ตัวเองกินใช้ 4. แจกผู้อื่น หลักเกณฑ์นี้ ผู้ใดทำสำเร็จ จบ โลกุตรธรรม จบ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้ว คนที่มีคุณลักษณะ 4 นี้ มีผู้เห็นด้วยแล้วมาปฏิบัติตาม จะได้ผลแบบนี้ มาเป็นคนแบบนี้ เมื่อมีคนแบบนี้มาอยู่ร่วมกันก็จะเกิดหมู่เป็น เอกีภาวะ เป็นเอกภาพ เป็นมวลหมู่ที่อยู่กันอย่างแน่นเพราะอยู่กันอย่างมีปัญญา มีความเฉลียวฉลาดอย่างโลกุตระ เพราะฉะนั้นจึงอยู่กันอย่างไม่มีตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว มีแต่เพื่อผู้อื่น ดัง 4 ข้อนี้ ไม่เป็นหนี้ เลี้ยงตัวเองรอด ทำให้เหลือให้เกินแล้วให้ผู้อื่น มีแต่ชีวิตให้ ให้ ให้ ใครเห็นว่าชีวิตนี้มีแต่ให้ผู้อื่นไม่เห็นแก่ตัวเลยจะกินจะอยู่อย่างไรอดอยากอย่างไร เขาก็ไม่โลภโมโทสันอะไร มีความเฉลียวฉลาดปฏิภาณไหวพริบของคนจะเห็นได้ว่า คนๆนี้ สุดยอดความรู้แล้วและสุดยอดความเป็นไปได้ที่เป็นจริงแล้วด้วย คนที่เข้าใจในแนวคิดอันเดียวกันจึงมารวมกัน เมื่อรวมกันก็เกิดพลังงานสร้างสรรค์จึงเกิดความเหลือเฟือมาก จึงอุดมสมบูรณ์ ไม่เกี่ยวกับแบงค์โน๊ต ทองคำเพชรนิลจินดา ธนบัตรอะไรเลย มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีปัจจัย 4 อาศัยเลี้ยงชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์บริบูรณ์ จึงมาเป็นผู้ที่สร้างอาหารเลี้ยงโลก อาตมาบอกกับพวกเราให้สร้างอาหารเลี้ยงโลกเลย แล้วการค้าการขาย ให้แก่คนอื่นเนี่ย ขายอย่างไร หลักเกณฑ์ของโลกุตรธรรมคือ ขายให้ขาดทุน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ตามที่ในหลวงร.9 ก็ตรัสไว้ชัดเจน Our Loss is Our Gain แล้วไม่ใช่พูดเล่นเป็นสิ่งที่เป็นจริง เป็นฟีโนมีนอนให้ปรากฏแก่ชาวโลก ความจริง อันนี้อันยิ่งใหญ่ เมื่อรวมกันแล้วจึงกลายเป็นหมู่กลุ่มคน อยู่อย่างระบบสาธารณโภคี นี่เป็นศัพท์ของพระพุทธเจ้าเลย สาธารณะก็คือทั่วไป โภคีคือกินอยู่ด้วยกันสาธารณะของส่วนกลาง ทุกคนอยู่ในนี้ ไม่มีตัวตน ไม่มีของตัวของตน ทำงานได้ สร้างสรรค์ได้ แม้ว่าขายได้เป็นแบงค์โน้ตก็เอาเข้ากองกลาง กล้วย มะพร้าว ส้มโอ อาหารการกินพืชพันธุ์ธัญญาหารสร้างได้ ก็เอาไว้กองกลาง แล้วก็กินก็ใช้กันไปอยู่ในนี้ คนที่ทำครัวก็ทำอาหารให้กินคนจะขายก็ขาย แล้วหลักการขายก็ขายให้มันถูก มีหลักเกณฑ์การขายของโลกุตรธรรมว่า เลวที่สุดคือ ขายต่ำกว่าราคาตลาด ดีกว่านั้นก็คือขายเท่าทุนและมีขายต่ำกว่าทุน ดีทที่สุดคือแจกฟรีเลย นี่คือคนเจริญทางเศรษฐศาสตร์ เป็นคนที่บรรลุเศรษฐกิจของตนเองแล้ว มารวมกันเป็นหมู่จึงเกิดพลังงานสร้างสรรค์ แล้วมีพลังงานเหลือเฟือแจกจ่ายกันอยู่ คนเหล่านี้เป็นคนที่พออยู่พอเพียงทั้งสิ้น แต่พออยู่พอเพียงนี้เป็นอย่างไร อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ แต่พออยู่พอเพียงนี้เป็นอย่างไรอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ของตัวเองอยู่พอเพียง แล้วมีเหลืออุดมสมบูรณ์ก็เผื่อแผ่ผู้อื่น ตอนนี้ก็ขอเข้าปัจจุบันธรรม บ้านราช น้ำท่วมประมาณ 2-3 เดือน หมด ไอ้ที่ปลูกเอาไว้ ต้นหมากรากไม้ นี่บิ๊กคลีนนิ่งมาช่วยกัน แล้วเราก็ไม่ได้คิด จะปลูกไว้กินอยู่เท่านั้น เราจะปลูกไว้ข้างถนนให้ไปถึงหมู่บ้านข้างเคียง เผื่อแผ่ให้แก่ประชาชนทั่วไป ให้เขาเก็บกินได้ เราทำมาแล้วนะ ให้เขาเก็บกินได้เราทำมาแล้ว ก่อนน้ำท่วม เราทำอย่างนี้ ไม่ใช่ทำเล่น ไม่ใช่ทำเอาโก้ ไม่ใช่ทำอวดอ้าง แต่ทำด้วยน้ำใสใจจริง เราอยู่กัน มีอะไรก็เกื้อกูลกันแบ่งแจกกัน สำคัญที่สุดคืออาหารเป็นหนึ่งในโลก อาหารคือคำข้าว คือกวฬิงการาหาร นี่แหละเป็นยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สัตว์เดรัจฉานจนกระทั่งถึงพระเจ้าแผ่นดินจึงพระพุทธเจ้าก็ต้องกินอาหาร กวฬิงการาหาร ทั้งนั้น ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องฉันอาหารทั้งนั้น อาหารจึงเป็นหนึ่งในโลกจริงๆ สรุปคนเหล่านี้ทำงานฟรี เข้าหลัก เศรษฐศาสตร์นิดหน่อย ทำงานฟรีเท่ากับ และก็มีเหลือเข้ากองกลาง เสียภาษี 100% ไม่ได้หักเลย ทำแล้วให้ได้กองกลางหมดเลย กองกลางก็เอาไปบริหาร กองกลางเอาไปบริหารก็เพื่อสังคม ไม่ใช่เพื่อหากำรี้กำไร ไม่เลย 651105 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม พ่อครูพบคุณตู่-จตุพร และทนายนกเขา ดำเนินรายการโดย คุณสุชัย เจริญมุขยนันท์