ประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สูงสุดคือ รับใช้ประชาชน 100_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข8 พฤศจิกายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

ประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สูงสุดคือ รับใช้ประชาชน 100% _ชัดเจน! 'นักวิชาการ' เปิดกฎหมายมหาชน ไขคำตอบรัฐบาลเป็นเผด็จการจริงหรือไม่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... เมื่อกี้นี้พ่อครูพูดถึงเรื่องการให้ นึกถึง กรณีของ นายชัช อุบลจินดา ที่ได้เสียสละเอาตัวลงนอนกับพื้นให้ฝรั่งเหยียบตัวเองขึ้นมาจากโคลนเลนได้ โดยที่เขาไม่ได้ต้องการอะไรกลับคืนมาเลย ให้เสร็จแล้วตัวเองก็เดินหายไปเลย เขาทำความดีเพียงไม่กี่นาทีแต่เป็นที่ประทับใจกับคนทั้งประเทศทั้งโลกเลย แต่ว่าพวกเรา พ่อครูฝึกฝนพวกเรา ทำความดีทั้งวันทั้งคืน วันแล้ววันเล่า โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน อันนี้พ่อครูกำลังฝึกพวกเราเป็นมืออาชีพ ฝึกให้เป็นผู้เสียสละมืออาชีพที่แท้จริง พ่อครูว่า... ท่านเดินดินพูด มันเป็นความจริง เป็นความจริงที่อาตมาเป็นอย่างนั้น หลวงปู่ฝึกฝนตัวเองมาจนกระทั่งมาในยุคนี้ก็บอกเปิดเผยตัวเองว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ซึ่งก็ทำได้มาแล้ว โพธิสัตว์ระดับ 7 นี้เลยพระอรหันต์มาแล้วถึง 3 ชั้น อรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 เลยจากพระอรหันต์ระดับ 4 มาอีก 3 เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ความรู้พวกนี้หลวงปู่เป็นคนนำมาเปิดเผยในยุคนี้ คนไม่รู้เรื่อง อย่างชาวพุทธของไทยมันเป็นเถรวาท เรื่องโพธิสัตว์เขายิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เลย เขาก็หาว่าพูดไปเขาไม่รู้เรื่อง เขาเรียนกันมาสูงๆเขาก็ไม่รู้เรื่อง เขาก็เลยไม่สนใจกัน ก็ไม่เป็นไร คนที่ไม่ติดยึดไม่มีอคติ สนใจ ก็ได้ประโยชน์ อย่างพวกเราก็ได้ประโยชน์ เกิดมาในยุคนี้ก็ได้ประโยชน์จากศาสนาพุทธ จากธรรมะ นอกนั้นเขาก็ไปเป็นเรื่อง ลาภยศ โลกีย์ ศาสนาไปก็ไปสะสมลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่มันลึกซึ้งมาก สุขมันไม่รู้เรื่อง เสพสุขด้วยลาภยศสรรเสริญ เนียนขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งสรรเสริญยิ่งเนียน หลงสรรเสริญไม่รู้เรื่อง ติดสรรเสริญ หรือแม้แ

อ่านต่อ

ต่สุขในสุข ในโลกียสุขที่ละเอียดลึกไม่รู้ได้กันง่ายๆ ความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และเอามาสอนคน เอามาอธิบายให้คนฟัง มันเป็นสุดยอดแห่งความ เลิศ หมดตัวตน คนหมดตัวตนแล้วมีปัญญา เป็นอรหันต์ที่แท้จริงแล้วก็รู้แล้วว่า จิตวิญญาณหรืออัตภาพ อัตตาของเรา เราจะเลิกได้เลย แม้ทุกวันที่บรรลุแล้ว อรหันต์บรรลุแล้ว ก็ทำใจในใจของตนเอง ในช่วงที่ไม่ต้องปรุงแต่งกับใคร ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับใคร หรือยิ่งเก่งขึ้นเกี่ยวข้องก็พูดไป ปรุงแต่งกับคนอื่นไป ปรุงแต่งเรื่องราวเรื่องนั้นเรื่องนี้โอภาปราศรัย คิดด้วยทำด้วย ทั้งคิดร่วม ทำงานร่วมกัน แต่ใจท่านไม่ไปรุก ไปยึดมั่นถือมั่น กับการกระทำต่างๆ ไม่ต้องไปพูดถึงบุคคลเลย แม้แต่การกระทำก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่านี่เป็นการทำที่ดี เป็นการทำที่ประเสริฐ พิเศษอะไร อย่างหลวงปู่ทำงานระดับอุตระ เรียกว่า วิเศษ คุณวิเศษ ถ้าจะตีราคากันแบบโลกๆแล้ว โอ้โห! มันหาค่าบ่มิได้ เทศน์กัณฑ์นึง จะต้องพันล้านหมื่นล้าน นี่ไม่ได้พูดเกินจริงนะ แต่คนเขาไม่รู้เรื่อง เพราะมันหาค่าบ่มิได้แล้ว มันไม่มีใครจะพูด ไม่มีใครจะเอาของวิเศษอันนี้มาขายมาแจก มาจำหน่าย มาให้ มันไม่มีหรอก เหมือนในโลกนี้ มีเพชรก้อนนี้ก้อนเดียวโผล่มาจากไหนไม่รู้ โลกนี้หมดแล้วเพชรชนิดนี้โผล่มาก้อนนี้ก้อนเดียว ราคามันจะเท่าไหร่คิดดู คล้ายๆอย่างนี้ นี่พูดไปแล้วเหมือนยกยอตัวเอง พระพุทธเจ้าท่านก็อุบัติขึ้นมาท่านก็ยกย่องตัวเอง ไม่มีใครเลิศเท่าเรา เรานี้เลิศที่สุด ใครเคยอ่านประวัติพระพุทธเจ้า พอคลอดออกมาเดินไปได้ 7 ก้าว พวกเราจำได้ไหม .. เรานี่แหละเป็นเลิศในโลกเป็นหนึ่งในโลก ทำไมคลอดมาปั๊บก็กล่าวได้เลย เดินไป 7 ก้าว และก็พูดได้เลย โอ้โห.. สงสัยพูดคล่องมาแต่ในท้อง ก็เป็นเรื่องที่เราคิดไม่ถึงคิดไม่ออกว่าจะจริงหรือไม่จริง ก็ไม่เป็นไร แต่ท่านก็เป็นจริงของท่านได้ สำหรับเราชาวพุทธยอมรับได้ ว่านี่เลิศประเสริฐสุดยอดแล้ว สรุปง่ายๆก็คือ เกิดมามีชีวิตเนี่ย มีชีวิต มีอัตภาพ มีร่างกาย มีตัวตนแล้ว ไม่มีอะไรดีเท่ามาเอาธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้านี้ ให้ได้จนถึงอรหันต์ เป็นขั้นจบกิจ สมบูรณ์แล้วทีนี้เป็นอรหันต์แล้ว เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว อัตภาพคือตัวกูของกู ตัวเรา จิตวิญญาณของเรา ตายแล้วเราจะเลิกเป็นเราอีกต่อไป ไม่มีเราเกิดมาอีกเลยในกาละ ในกาละคืออะไร คือเวลาที่มันเดินไปอยู่ในโลก ถ้ามีอะไรที่มันเดินไปในในโลก ในกาละ ในจักรวาล มันมีอยู่นี่ รวมกันแล้ว ทั้งมหาจักรวาลทั้งเอกภพนี่ มันก็หมุนอยู่ เคลื่อนอยู่ทั้งหมดเลย เรียกว่า กาละ ไม่มีนิ่งไม่มีหยุด มีแต่นาฬิกามันหยุดมันตาย แต่เวลาจริงมันไม่เคยหยุด กาละและเวลามันไม่เคยหยุด มีแต่จะเคลื่อนไป แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ชีวิตหรือจิตวิญญาณของเราเกิดมาก็ต้องอยู่ในกาละ ต้องเคลื่อนไปตามกาละ ตอนนี้เรานั่งอยู่อย่านึกว่าไม่เคลื่อน โลกมันพาเคลื่อนไปหมุนไป ตอนนี้หมุนมามืดลงแล้ว ค่ำมืดตอนนี้ก็ 06:34 นาทีแล้ว เดี๋ยวก็ 35 36 ไป เดี๋ยวก็ไปวนเวียนพรุ่งนี้เช้าใหม่อะไรอย่างนี้ มันก็หมุนเคลื่อนไปไม่รู้จักจบ แต่คนที่ได้เป็นอัตภาพขึ้นมาในนี้แล้ว หมดสิทธิ์ที่จะเลิกหลุดออกไปจากกาล จากกาละ ตายแล้วก็ต้องเกิดใหม่ ๆ เกิดไป กรรมวิบากที่ทำไว้ พาเรา ขึ้นสูงลงต่ำ สุขบ้างทุกข์บ้าง ดีบ้างชั่วบ้าง ไม่เที่ยงเลย ไม่รู้จักจบ ควบคุมไม่ได้ แม้ว่าจะมีศาสดาสอน ให้ทำดีอย่าทำชั่ว เกร็งไว้ ข่มไว้ พยายามไว้ เสร็จแล้วก็สามารถทำดีจนเลย เหลิง ได้รับยกย่อง เหลิงเลย สุดท้ายก็ตกต่ำใหม่ เป็นพระศาสดาก็ตกต่ำ ศาสดาของแต่ละศาสนา มีศาสนาพุทธมีหลักประกันว่าไม่ตกต่ำ ดีแล้วดีเลย ชาตินี้ได้ ตัดอาสวะเลย เรียกว่าถึงรากเหง้าของจิต ไม่มีกิเลสตัวนี้เกิดอีก เป็นอรหัตผล ตายข้ามชาติมาแล้วก็ไม่ตกต่ำ ไม่ลงไปต่ำอีกแล้ว นี่เป็นหลักประกันของความเป็นอัตภาพที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เสร็จแล้วยังสามารถเรียนรู้อัตภาพนี้ นอกจากไม่ตกต่ำแล้ว สลายเป็นดินน้ำไฟลมได้อีก นี่เป็น 2 ขั้น ขั้น ละชั่วประพฤติดี ได้อย่างไม่ตกต่ำอีกเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ นี่ขั้น 1 ขั้นที่ 2 รู้จักอัตภาพรู้จักตัวธาตุจิตนิยาม สลายเป็น แม้แต่ตอนเป็นๆ นี้ก็ทำให้มันมีความรู้สึกแบบพีชะ แบบพืชที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีกรรมวิบากได้ด้วย ทำให้เป็นอุตุ เป็นธาตุ สสาร วัตถุ ทำงานบวกลบเท่านั้น แต่ไม่เป็นชีวะ ไม่มีชีวะเลย ได้ด้วย หมดสุขหมดทุกข์ เหมือนพืชนี่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็นอรหันต์นี้เหมือนพืช เป็นพืชที่มีสติสัมปชัญญะเต็มตื่น ไม่ใช่เหมือนมนุษย์พืชนอนไม่รู้เรื่อง มนุษย์พืชเอาอะไรไปจิ้มเอาอะไรไปถูก มันไม่เจ็บไม่ปวดอะไร ใช่ไหม เพราะจิตมันไม่มีไอ้พวกนี้แล้ว สัมผัสทางกายไม่รับรู้ข้างนอกเลย มีแต่จิตอยู่ในจิตเท่านั้น แต่จิตนี่ตกไปเป็นแบบพืชยังไม่ตาย ให้อาหารก็อยู่ไปจนกว่ามันจะหมด เหมือนกับพืชมันก็แก่หมดแรง ให้อาหารอย่างไรมันก็ไม่ต่อไป ก็เหมือนกัน ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ แล้วจบสุดท้ายเป็นอรหันต์แล้วอยากอยู่ต่ออีก เกิดตาย ตายเกิด มีแต่พัฒนาขึ้น เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 แล้วระดับ 5 ระดับ 6 ไม่มีตกต่ำ มีแต่เจริญๆๆ รู้โลกรู้อัตตา ของคนอื่นๆเพิ่มขึ้นอีก คนอื่นเขาก็มีจิตอย่างนี้ เขาก็มีจริตแบบนี้ คนแบบนี้ก็มีอย่างเรา เราก็ช่วยเขา คนเขามีความต่าง เราก็รู้ความต่างโดยมีนัยยะลึกซึ้ง ช่วยของเขาอีกนัยยะหนึ่ง ช่วยของเราก็อีกแบบนึง ถ้าคนคล้ายๆเราก็รู้แล้ว ถ้าคนไม่คล้ายเราก็ต้องศึกษา หาวิธีช่วยจึงช่วยคนที่มีความติดยึดต่างๆกันได้ไปเรื่อยๆก็ยิ่งคนได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเกิดอีกไม่รู้กี่ชาติ กี่ชาติ เป็นโพธิสัตว์เพิ่มขึ้น เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 แล้วระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 อย่างหลวงปู่ไต่ขึ้นเป็นระดับ 8 อีกก็ยิ่งรู้พวกนี้ พวกเราฟังแล้วจะเข้าใจ สมมุติว่าแม้ว่าหลวงปู่พูดนี้หลวงปู่ไม่ได้เป็นจริง แต่เข้าใจไหม เอาไปปฏิบัติได้ไหม ได้ ได้แต่ยังไม่ได้ เข้าใจเอาไปปฏิบัติได้แน่เลย อย่างที่ความหมายนี้ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้เท่านั้นเองใช่ไหม เราก็เรียนรู้ความรู้ไปก่อนถึงได้ไปฝึกให้ตัวเองเป็นได้ นั่นแหละก็เท่านั้นเอง เสร็จแล้วถ้าบรรลุสูงสุดจะเป็นพระอรหันต์ จะเลิกเกิดเลิกออกจากกาละ จากเอกภพจักรวาลนี้ก็เลิกได้ กลายเป็นดินน้ำไฟลม ตัวกูของกู ตัวอัตภาพไม่เหลือแล้วในกาละ ใครเคยได้ฟังได้ยินอย่างนี้บ้าง คนจบเปรียญ 9 ในศาสนามีตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวนี้สื่อสารก็เยอะแยะมานั่งบรรยาย มีเยอะ กินหมากอยู่ก็มี อธิบายเสียงดังโวยวายด้วย หลวงปู่ได้สรุปให้ฟังอยู่ประเด็นหนึ่ง สรุปไม่รู้กี่ทีแล้ว บอกว่า พระพุทธเจ้านี้คือคนเหมือนเรา เกิดมาท่านเป็นคนคนนึงเหมือนกัน ชาติสุดท้าย เกิดมาเป็น พระพุทธเจ้าชาติสุดท้ายแล้วก็สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เสร็จแล้วก็เลิก จะเลิกตั้งแต่เป็นอรหันต์ก็ได้ แต่หลวงปู่ ตั้งภพภูมิ ไปเป็นพระพุทธเจ้า แต่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว สุดแล้ว มันก็ต้องจบ จบแล้วก็เลิกมีอัตภาพเกิดแล้วก็ต่อไปอีก จบเลย ด้วย สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน เรียกว่านิพพาน 3 คือ ไม่มีแล้ว ตายอย่างสูญ ตายอย่างไม่ตั้งนิมิต นิมิต คือรูป ปณิหิตตะ คือนาม ไม่ตั้งทั้งรูปไม่ตั้งทั้งนาม สูญ ไม่มี รูปก็ไม่ตั้งต่อ นามก็ไม่ตั้งต่อ สูญหายไปเลย กลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย อัตภาพของผู้นั้นก็หมดสิ้นในกาละ ในมหาจักรวาล ในมหาเอกภพนี้ไม่มีอีกแล้ว นี่เป็นความตรัสรู้และพระพุทธเจ้าก็ทำตัวเองเป็นอย่างนั้น แล้วเสียดายไหม เราเสียดาย แต่เห็นใจท่านบ้างสิ ท่านสอนมาตั้งแต่เรียนรู้ตรัสรู้เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ 123456789 เมื่อยๆ ตรัสรู้เป็นอรหันต์แล้วก็รู้แล้วว่าไม่มีอะไรเป็นตัวตน มีแต่มารับใช้โลก เป็นอรหันต์แล้ว เป็นโพธิสัตว์ระดับต่อไปก็รับใช้มนุษย์ทั้งนั้นเลย ให้มนุษย์ได้รับความดีงาม ให้มนุษย์ได้รับความลึกซึ้งทางปรมัตถ์ รู้จักสุขจักทุกข์ เป็นอาริยสัจอย่างประเสริฐ เป็นความวิเศษ ในโลกนี้ทางเทวนิยม ความรู้ทางตะวันตก ทางเทวะ ทางพระเจ้า เขามีความรู้แต่แค่ดีชั่ว ทำดีไม่ทำชั่ว เขาไม่รู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทั้งเรื่องดีชั่ว ตรัสรู้แล้วทั้งสุขทุกข์ จนรู้ว่า โอ้โห.. ไอ้ตัวสุขตัวทุกข์นี่เอง เป็นตัวผูกมนุษย์ไว้ ผูกอัตภาพไว้ ผูกอัตตา ผูกตัวตนไว้ ผูกตัวกูของกูเอาไว้ในโลก แล้วเขาก็ติดสุขจนเรียกว่า สุขนิยม เพราะฉะนั้น เทวนิยมคือศาสนาพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นเจ้าของสุข ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่จะประทานความสุขให้แก่ใครก็ได้ จริงไหม ไม่ให้ใครทุกข์ก็ได้จริงไหม...ไม่จริง แต่พระพุทธเจ้าทำให้ตัวเองมาเรียนรู้ตามที่พระพุทธเจ้าพาทำ ไม่ทุกข์ จะมีสุขไม่ต้องทุกข์ขึ้นนึงได้แล้ว จนกระทั่งไม่หลงสุขด้วย ไม่ทั้งทุกข์ไม่ทั้งสุขด้วย เป็นขั้นยอด สุดยอดไหม เมื่อกี้นี้อ่านของ ดร.อัษฎางค์ (ดร.เอ๊ดดี้) วนมาหน่อย _ชัดเจน! 'นักวิชาการ' เปิดกฎหมายมหาชน ไขคำตอบรัฐบาลเป็นเผด็จการจริงหรือไม่ 20 ก.ย.2565 - เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเผด็จการ จริงหรือไม่?

กฎหมายมหาชน คือกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับราษฏร ในฐานะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครองราษฏร กล่าวคือ ในฐานะที่รัฐมีฐานะเหนือราษฏร พ่อครูว่า... จริงๆใช้คำนี้ก็ไม่น่าจะสวย รัฐมีฐานะเหนือราษฎร มันมีชั้น จะว่าไปแล้ว รัฐไม่มีตัวตน รัฐเป็นวัตถุ ถ้าหมายรัฐคือเจ้าหน้าที่ คือบุคคลเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วก็มีเหนือราษฎร อันนี้ก็ซวยสิ ในฐานะรัฐ รัฐคำนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า รัฐ หมายถึงแผ่นดิน ได้ไหม แล้วจะเอาแผ่นดินที่ไหน รัฐก็ต้องหมายถึงรัฐบาลนั่นแหละ แล้วจะมาปกครองคนก็ต้องคือตัวบุคคล ถ้าบอกว่ารัฐอยู่เหนือราษฎรนั้น ซึ่งมันดูไม่ดี รัฐก็ต้องรู้จักราษฎร รัฐบาลก็ต้องใช้ราษฎร แล้วไม่ต้องไปข่มไปเหนือ จริง โดยสัจจะอาจจะมีความรู้หรือเป็นผู้ที่เป็นพระอรหันต์เลย ไม่มีตัวตนด้วย ยิ่งไม่ทำตัวเหนือราษฎร ยิ่งไม่ข่มราษฎร แต่จะยิ่งเป็นผู้ให้เป็นผู้รับใช้ราษฎร ถ้าหากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างๆเป็นอรหันต์ รับใช้ประชาชนที่แท้จริงๆโดยไม่ได้พูดแค่โวหาร วาทกรรมเท่ๆ ว่ามารับใช้ประชาชน เริ่มตั้งแต่เป็น สส.หาเสียงไปจนกระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรีบอกว่ารับใช้ประชาชน ขี้หมานะครับ เพราะถ้าไม่มีสัจจะจริง ไม่มีธรรมะที่เป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้า พูดไม่จริงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ศาสนาไหน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ของมหาวิทยาลัยไหนในโลก นอกจากมหาวิทยาลัยโลกุตระของพระพุทธเจ้า จริง พูดวาทกรรมโก้ทั้งนั้น ไม่หมดตัวตนหรอก เพราะไม่ได้เรียนรู้ปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เพราะงั้นพูดมาถึงตรงนี้แล้วเนี่ย ประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สูงสุดเลย รับใช้ประชาชน 100% มีศาสนาพุทธศาสนาเดียว ศาสนาพุทธอยู่ในเมืองไทย โลกุตระอยู่ในเมืองไทย แม้ว่าจะเสื่อมแต่ยังมีเชื้อ เชื้อโลกุตระของเมืองไทย เพราะฉะนั้นหลวงปู่เคยพูดว่าเมืองไทยนี้มีประชาธิปไตยที่ดีที่สุด 651106 พ่อครูเอื้อไออุ่นกับลูกๆหลานๆ งานมหาปวารณา มหาบิ๊กคลีนนิ่ง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน