Volunteer03.pdf

โฟลเดอร์58 ใจเพชร กล้าจน จิตอาสาเพื่อมวลมนุษย์ชาติ
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์24 MB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ ความเป็นมา รูปแบบการบริการ และศรัทธา ของการแพทย์วิถีพุทธ ใจเพชร กล้าจน บทความของหนังสือนี)เป็นส่วนหนึงของดุษฎีนิพนธ์เรือง “จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ” ตามหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค (สาธารณสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ. 2558 This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 2 คํานํา ผู้เขียนได้จัดทําหนังสือ “จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ : ความเป็นมา รูปแบบการบริการ และศรัทธา ของการแพทย์วิถีพุทธ” ด้วยเห็นว่า สุขภาพทีดีเป็นสิงทีมีค่ายิงต่อทุกชีวิต เพราะจะทําให้ผู้นั*นสามารถดําเนินกิจกรรมการงานทีดีงามต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและผาสุก แต่ถ้าสุขภาพไม่ดีมีความเจ็บป่วย จะทําให้ผู้นั*นดําเนินกิจกรรมการงานทีดีงามต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพและเป็นทุกข์ แม้ไม่ได้ไปทําอะไรก็ยังเป็นทุกข์ ภัยพิบัติต่าง ๆ นอกจากความเจ็บป่วยนั*น ส่วนใหญ่สามารถพรากห่างออกไปจากจุดทีเกิดภัยพิบัติได้ แต่ภัยจากความเจ็บป่วยนั*น ไม่ว่าจะไปอยู่ทีไหน ก็ต้องพกพาความเจ็บป่วยไปด้วย ตราบเท่าทียังไม่สามารถกําจัดความเจ็บป่วยนั*นออกจากชีวิตได้ ดังนั*น การเรียนรู้เพือสร้างสุขภาพทีดี จึงเป็นสิงจําเป็นสําคัญในการดํารงชีวิตอย่างมีคุณค่าและผาสุก และผู้เขียนได้พบความจริงว่าหากเราปฏิบัติได้ถูกตรงตามคําตรัสของพระพุทธเจ้าได้จริงอย่างสัมมา เราจะมีแต่ความผาสุกและความเจริญ และสามารถยังประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติให้ผาสุกอย่างยังยืน ผู้เขียนหวังว่า บทความของหนังสือเล่มนี* จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้าง เพือการดํารงชีวิตอย่างมีคุณค่าและผาสุก ซึงเป็นความเจริญในธรรมอันเป็นบุญกุศล อย่าง

อ่านต่อ

แท้จริง และเพือยังประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติให้ผาสุกอย่างยังยืน เราทั*งผองพีน้องกัน หมอเขียว : ใจเพชร กล้าจน มกราคม ๒๕๕๙ This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 3 สารบัญ หน้า ประวัติการกําเนิดของโลกและชีวิต……………………………………………………... 5 ประวัติศาสตร์การแพทย์และสุขภาพของประเทศไทย..………………………….……... 17 ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการแพทย์วิถีพุทธ……………………………..………... 22 รูปแบบการให้บริการการแพทย์วิถีพุทธ………………………….…….……….…......... 50 ศรัทธาต่อการแพทย์วิถีพุทธ…………………………………………..………….……... 58 สรุปผลศรัทธาต่อการแพทย์วิถีพุทธ………………………………….……………...….. 84 บรรณานุกรม……………………………………………………………….…………… 85 This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 4 This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 5 จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ ความเป็นมา รูปแบบการบริการ และศรัทธา ของการแพทย์วิถีพุทธ การวิจัยเรือง “จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ”นี*เป็นการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา(Ethnography Research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ซึงมีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) ศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์วิถีพุทธจากจดหมายเหตุและสือต่าง ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2538-2558 ของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ สถาบันบุญนิยม 2) ศึกษารูปแบบจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธนานาชาติพันธุ์เพือมวลมนุษยชาติ และ 3) วิเคราะห์องค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ และสร้างยุทธศาสตร์การขยายผลชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ ประวัติการกําเนิดของโลกและชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสถึงการกําเนิดของโลกและชีวิต รวมถึงเหตุแห่งความเสือม ความทุกข์หรือความเจริญความผาสุก ใน ที.ปา.11/56-71 ดังนี* [56] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั*งบางคราว โดยล่วงระยะกาลยืดยาว ช้านานทีโลกนี*จะพินาศ เมือโลกกําลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่า สัตว์ย่อมเกิดในชั*นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั*นได้สําเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั*นสิ*นกาลยืดยาวช้านาน ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั*ง บางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ทีโลกนี*จะกลับเจริญ เมือโลกกําลังเจริญ อยู่โดยมาก เหล่าสัตว์พากันจุติจากชั*นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี* และสัตว์นั*น ได้สําเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศอยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั*นสิ*นกาลยืดยาวช้านาน ก็แหละ สมัยนั*นจักรวาลทั*งสิ*น นี*แลเป็นนํ*าทั*งนั*น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฎ ดวงดาวนักษัตรทั*งหลายก็ยังไม่ปรากฎ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฎ เดือนหนึงและกึงเดือนก็ยังไม่ปรากฎ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฎ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฎ สัตว์ทั*งหลาย ถึงซึงอันนับเพียงว่าสัตว์เท่านั*น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*นต่อมา โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านาน เกิดง้วนดินลอยอยู่บนนํ*าทัวไป ได้ปรากฎแก่สัตว์เหล่านั*นเหมือนนมสดทีบุคคลเคียวให้งวด แล้วตั*งไว้ให้เย็นจับThis article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 6 เป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั*นง้วนดินนั*นถึงพร้อมด้วยสี กลิน รส มีสีคล้ายเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั*น มีรสอร่อยดุจรวงผึ*งเล็กอันหาโทษมิได้ ฉะนั*นฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมามีสัตว์ผู้หนึงเป็นคนโลนพูดว่า ท่านผู้เจริญทั*งหลายนีจักเป็นอะไร แล้วเอานิ*วช้อนง้วนดินขึ*นลองลิ*มดู เมือเขาเอานิ*วช้อนง้วนดินขึ*นลองลิ*มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว เขาจึงเกิดความอยากขึ*น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้สัตว์พวกอืนก็พากันกระทําตามอย่างสัตว์นั*น เอานิ*วช้อนง้วนดินขึ*นลองลิ*มดู เมือสัตว์เหล่านั*นพากันเอานิ*วช้อนง้วนดินขึ*นลองลิ*มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว สัตว์เหล่านั*นจึงเกิดความอยากขึ*น ต่อมาสัตว์ เหล่านั*นพยายามเพือจะปั*นง้วนดินให้เป็นคํา ๆ ด้วยมือแล้วบริโภค ดูกรเสฏฐะและภารทวาชะ ในคราวทีพวกสัตว์ พยายามเพือจะปั*นง้วนดินให้เป็นคํา ๆ ด้วยมือแล้วบริโภคอยู่นั*น เมือรัศมีกายของสัตว์เหล่านั*นก็หายไปแล้ว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ เมือดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั*งหลายก็ปรากฏ เมือดวงดาวนักษัตรปรากฏแล้ว กลางคืนและกลางวันก็ปรากฏ เมือกลางคืนและกลางวันปรากฏแล้ว เดือนหนึงและกึงเดือนก็ปรากฏ เมือเดือนหนึงและกึงเดือนปรากฏอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี*แล โลกนี*จึงกลับเจริญขึ*นมาอีกฯ [57] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*นต่อมาสัตว์เหล่านั*นพากันบริโภคง้วนดิน รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็นอาหาร ดํารงอยู่ได้สิ*นกาลช้านาน ด้วยเหตุทีสัตว์เหล่านั*นมัวเพลินบริโภคง้วนดินอยู่ รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็นอาหาร ดํารงอยู่ได้สิ*นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั*นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ*นทุกที ทั*งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั*งสองพวกนั*น สัตว์พวกทีมีผิวพรรณงามนั*นพากันดูหมินสัตว์พวกทีมีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่า พวกเรา ดังนี* เมือสัตว์ทั*งสองพวกนั*นเกิดมีการไว้ตัวดูหมินกันขึ*น เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย ง้วนดินก็หายไป เมือง้วนดินหายไปแล้ว สัตว์เหล่านั*นจึงพากันจับกลุ่ม ครั*นแล้ว ต่างก็บ่นถึงกันว่า รสดีจริง รสดีจริง ดังนี* ถึงทุกวันนี*ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมากได้ของทีมีรสดีอย่างใดอย่างหนึง มักพูดกันอย่างนี*ว่า รสอร่อยแท้ ๆ รสอร่อยแท้ ๆ ดังนี* พวกพราหมณ์ระลึกได้ถึงอักขระ ทีรู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณนั*นเท่านั*น แต่ไม่รู้ชัดถึงเนื*อความแห่งอักขระนั*นเลยฯ [58] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*นต่อมา เมือง้วนดินของสัตว์ เหล่านั*นหายไปแล้ว ก็เกิดมีกระบิดินขึ*น กระบิดินนั*นปรากฏลักษณะคล้ายเห็ด กระบิดินนั*นถึงพร้อมด้วยสี กลิน รส มีสีเหมือนเนยใส หรือเนยข้นอย่างดีฉะนั*น ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ*งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั*น This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 7 ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*งนั*น สัตว์เหล่านั*นพยายามจะบริโภคกระบิดิน สัตว์เหล่านั*นบริโภคกระบิดินอยู่ รับประทานกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดํารงอยู่ได้สิ*นกาลนาน ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะโดยประการทีสัตว์เหล่านั*นบริโภคกระบิดินอยู่ รับประทาน กระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดํารงอยู่ได้สิ*นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั*นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ*น ทุกที ทั*งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั*งสองจําพวกนั*น สัตว์พวกทีมีผิวพรรณงาม พากันดูหมินสัตว์พวกทีมีผิวพรรณ ไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี* เมือสัตว์ทั*งสองพวกนั*น เกิดมีการไว้ตัวดูหมินกันขึ*น เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย กระบิดินก็หายไป เมือกระบิดินหายไปแล้ว ก็เกิดมีเครือดินขึ*น เครือดินนั*นปรากฏคล้ายผลมะพร้าวทีเดียว เครือดินนั*น ถึงพร้อมด้วยสี รส กลิน มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั*น ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ*งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั*นฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*งนั*น สัตว์เหล่านั*นพยายามจะบริโภคเครือดิน สัตว์เหล่านั*นบริโภคเครือดินอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินเป็นอาหาร ดํารงมาได้สิ*นกาล ช้านาน โดยประการทีสัตว์เหล่านั*นบริโภคเครือดินอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินนั*นเป็นอาหาร ดํารงมาได้สิ*นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั*นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ*นทุกที ทั*งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั*งสองพวกนั*น สัตว์พวกทีมีผิวพรรณงาม พากันดูหมินพวกทีมีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่า พวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี* เมือสัตว์ทั*งสองพวกนั*น เกิดมีการไว้ตัวดูหมินกัน เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย เครือดินก็หายไป เมือเครือดินหายไปแล้ว สัตว์เหล่านั*นก็พากันจับกลุ่ม ครั*นแล้วต่างก็บ่นถึงกันว่า เครือดินได้เคยมีแก่พวกเราหนอ เดีhยวนี*เครือดิน ของพวกเราได้สูญหายเสียแล้วหนอ ดังนี* ถึงทุกวันนี*ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมากพอถูกความระทมทุกข์อย่างใดอย่างหนึงมากระทบ ก็มักบ่นกันอย่างนี*ว่า สิงของของเราทั*งหลายได้เคยมีแล้วหนอ แต่เดีhยวนี* สิงของของเราทั*งหลายได้มาสูญหายเสียแล้วหนอ ดังนี* พวกพราหมณ์ระลึกได้ถึงอักขระทีรู้กันว่าเป็นของดีเป็นของโบราณนั*นเท่านั*น แต่ไม่รู้ชัดถึงเนื*อความแห่งอักขระนั*นเลยฯ [59] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*นต่อมา เมือเครือดินของสัตว์เหล่านั*นหายไปแล้ว ก็เกิดมีข้าวสาลีขึ*นเองในทีทีไม่ต้องไถ เป็นข้าวไม่มีรํา ไม่มีแกลบ ขาวสะอาด กลินหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ตอนเย็นสัตว์เหล่านั*นนําเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพือบริโภคในเวลาเย็น ตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั*นทีมีเมล็ดสุกก็งอกขึ*นแทนที ตอนเช้าเขาพากันไปนําเอาข้าวสาลีใดมาเพือบริโภคในเวลาเช้า ตอนเย็นข้าวสาลีชนิดนั*นทีมีเมล็ดสุกแล้วก็งอกขึ*นแทนที ไม่ปรากฏว่าบกพร่องไปเลย This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 8 ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*งนั*น พวกสัตว์บริโภคข้าวสาลีทีเกิดขึ*นเอง ในทีทีไม่ต้องไถ พากันรับประทานข้าวสาลีนั*น มีข้าวสาลีนั*นเป็นอาหารดํารงมาได้สิ*นกาลช้านาน ก็โดยประการทีสัตว์เหล่านั*นบริโภคข้าวสาลีอันเกิดขึ*นเองอยู่ รับประทานข้าวสาลีนั*น มีข้าวสาลีนั*นเป็นอาหาร ดํารงมาได้สิ*นการช้านาน สัตว์เหล่านั*นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ*นทุกที ทั*งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันออกไป สตรีก็มีเพศหญิงปรากฏ และบุรุษก็มีเพศชายปรากฏนัยว่า สตรีก็เพ่งดูบุรุษอยู่เสมอ และบุรุษก็เพ่งดูสตรีอยู่เสมอ เมือคนทั*งสองเพศ ต่างก็เพ่งดูกันอยู่เสมอ ก็เกิดความกําหนัดขึ*น เกิดความเร่าร้อนขึ*นในกาย เพราะความเร่าร้อนเป็นปัจจัยเขาทั*งสองจึงเสพเมถุนธรรมกันฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็โดยสมัยนั*นแล สัตว์พวกใดเห็นพวกอืนเสพเมถุนธรรมกันอยู่ ย่อมโปรยฝุ่นใส่บ้าง โปรยเถ้าใส่บ้าง โยนมูลโคใส่บ้าง พร้อมกับพูดว่าคนชาติชัว จงฉิบหาย คนชาติชัว จงฉิบหาย ดังนี* แล้วพูดต่อไปว่า ก็ทําไมขึ*นชือว่าสัตว์ จึงทําแก่สัตว์เช่นนี*เล่า ข้อทีว่ามานั*น จึงได้เป็นธรรมเนียมมาจนถึงทุกวันนี* ในชนบทบางแห่ง คนทั*งหลาย โปรยฝุ่นใส่บ้าง โปรยเถ้า ใส่บ้าง โยนมูลโคใส่บ้าง ในเมือเขาจะนําสัตว์ทีประพฤติชัวร้ายไปสู่ตะแลงแกง พวกพราหมณ์มาระลึกถึงอักขระทีรู้กันว่าเป็นของดี อันเป็นของโบราณนั*นเท่านั*น แต่พวกเขาไม่รู้ชัดถึงเนื*อความแห่งอักขระนั*นเลยฯ [60] ดูกรวาเสฏฐะและภารวาชะ ก็สมัยนั*นการโปรยฝุ่นใส่กันเป็นต้น นั*นแล สมมติกันว่าไม่เป็นธรรม มาในบัดนี* สมมติกันว่าเป็นธรรมขึ*น ก็สมัยนั*น สัตว์พวกใด เสพเมถุนกัน สัตว์พวกนั*นเข้าบ้านหรือนิคมไม่ได้ สิ*นสองเดือนบ้าง สามเดือนบ้าง ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เมือใดแล สัตว์ทั*งหลายพากันเสพอสัทธรรมนันอยู่เสมอ เมือนั*น จึงพยายามสร้างเรือนกันขึ*น เพือเป็นทีกําบังอสัทธรรมนั*น ครั*งนั*น สัตว์ผู้หนึง เกิดความเกียจคร้านขึ*น จึงได้มีความเห็นอย่างนี*ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ เราช่างลําบากเสียนีกระไร ทีต้องไปเก็บข้าวสาลีมา ทั*งในเวลาเย็นสําหรับอาหารเย็น ทั*งในเวลาเช้าสําหรับอาหารเช้า อย่ากระนั*นเลย เราควรไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพือบริโภคทั*งเย็นทั*งเช้าเสียคราวเดียวเถิด ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อแต่นั*นมาสัตว์ผู้นั*นก็ไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้ เพือบริโภคทั*งเย็นทั*งเช้าเสียคราวเดียวกัน ฉะนี*แล ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*งนั*น สัตว์ผู้หนึงเข้าไปหาสัตว์ผู้นั*นแล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิดเราจักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั*นตอบว่า ดูกรสัตว์ ผู้เจริญ ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพือบริโภคพอทั*งเย็นทั*งเช้าเสียคราวเดียว แล้วต่อมาสัตว์ผู้นั*นถือตามแบบอย่างของสัตว์ผู้นั*น จึงไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพือสองวัน แล้วพูดว่า ได้ยินว่า แม้อย่างนี*ก็ดีเหมือนกันท่านผู้เจริญ This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 9 ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมาสัตว์อีกผู้หนึง เข้าไปหาสัตว์ผู้นั*น แล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั*นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพือบริโภคพอทั*งเย็นทั*งเช้าเสียคราวเดียวแล้วฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*งนั*นแล สัตว์ผู้นั*นถือตามแบบอย่างของ สัตว์นั*นจึงไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพือสีวัน แล้วพูดว่า แม้อย่างนี*ก็ดีเหมือนกัน ท่านผู้เจริญ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมาสัตว์อีกผู้หนึงเข้าไปหาสัตว์ผู้นั*น แล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั*นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ไปเก็บข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพือสีวันแล้ว ครั*งนั*นแล สัตว์ผู้นั*น ถือตามแบบอย่างของสัตว์นั*น จึงไปเก็บข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพือแปดวัน แล้วพูดว่า แม้อย่างนี*ก็ดีเหมือนกันท่านผู้เจริญ เมือใดสัตว์ทั*งหลายเหล่านั*นพยายามเก็บข้าวสาลีสะสมไว้เพือบริโภคกันขึ*น เมือนั*นแล ข้าวสาลีนั*นจึงกลายเป็นข้าวมีรําห่อเมล็ดบ้าง มีแกลบหุ้มเมล็ดบ้าง ต้นทีถูกเกียวแล้วก็ไม่กลับงอกแทน ปรากฏว่าขาดเป็นตอน ๆ (ตั*งแต่นั*นมา) จึงได้มีข้าวสาลีเป็นกลุ่ม ๆ ฯ [61] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในครั*งนั*น สัตว์เหล่านั*นพากันมาจับกลุ่ม ครั*นแล้ว ต่างก็มาปรับทุกข์กันว่า ดูกรท่านผู้เจริญ เดีhยวนี* เกิดมีธรรมทั*งหลายอันเลวทรามปรากฏขึ*นในสัตว์ทั*งหลายแล้ว ด้วยว่าเมือก่อนพวกเราได้เป็นผู้สําเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในวิมานนั*นสิ*นกาลยืดยาวช้านาน บางครั*งบางคราวโดยระยะยืดยาวช้านาน เกิดง้วนดินลอยขึ*นบนนํ*าทัวไปแก่เราทุกคน ง้วนดินนั*นถึงพร้อมด้วยสี กลิน รส พวกเราทุกคนพยายามปั*นง้วนดินกระทําให้เป็นคํา ๆ ด้วยมือทั*งสองเพือจะบริโภค เมือพวกเราทุกคน พยายามปั*นง้วนดินกระทําให้เป็นคํา ๆ ด้วยมือทั*งสองเพือจะบริโภคอยู่ รัศมีกายก็หายไป เมือรัศมีกายหายไปแล้ว ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็ปรากฏขึ*น เมือดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ*นแล้ว ดาวนักษัตรทั*งหลายก็ปรากฏขึ*น เมือดวงดาวนักษัตรทั*งหลายปรากฏขึ*นแล้ว กลางคืนและกลางวันก็ปรากฏขึ*น เมือกลางคืนและกลางวันปรากฎขึ*นแล้ว เดือนหนึงและกึงเดือนก็ปรากฏขึ*น เมือเดือนหนึงและกึงเดือนปรากฏขึ*นแล้ว ฤดูและปีก็ปรากฏ พวกเราทุกคนบริโภคง้วนดินอยู่ รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็นอาหารดํารงชีพอยู่ได้สิ*นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั*งหลายทีเป็นอกุศลชัวช้าปรากฏขึ*นแก่พวกเรา ง้วนดินจึงหายไป เมือง้วนดินหายไปแล้ว จึงมีกระบิดินปรากฏขึ*น ระบิดินนั*นถึงพร้อมด้วยสี กลิน รส พวกเราทุกคนบริโภค ระบิดิน เมือพวกเราทุกคนบริโภคระบิดินนั*นอยู่ รับประทานระบิดิน มีระบิดินเป็นอาหาร ดํารงอยู่ได้สิ*นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั*งหลายทีเป็นอกุศลชัวช้าปรากฏขึ*นแก่พวกเรา กระบิดินจึงหายไป เมือกระบิดินหายไปแล้ว จึงมีเครือดินปรากฏขึ*น เครือดินนั*น ถึงพร้อมด้วยสี กลิน รส พวกเรา This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 10 ทุกคนพยายามบริโภคเครือดิน เมือพวกเราทุกคนบริโภคเครือดินนั*นอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินเป็นอาหาร ดํารงอยู่ได้สิ*นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั*งหลายทีเป็นอกุศลชัวช้าปรากฏขึ*นแก่พวกเรา เครือดินจึงหายไป เมือเครือดินหายไปแล้ว จึงมีข้าวสาลีปรากฏขึ*นเองในทีไม่ต้องไถ เป็นข้าวทีไม่มีรํา ไม่มีแกลบ ขาวสะอาด กลินหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ตอนเย็นพวกเราทุกคนไปนําเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพือบริโภคใน เวลาเย็น ตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั*นทีมีเมล็ดสุกก็งอกขึ*นแทนที ตอนเช้าพวกเราทุกคนไปนําเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพือบริโภคในเวลาเช้า ตอนเย็นข้าวสาลีชนิดนั*นทีมีเมล็ดสุกก็งอกขึ*นแทนที ไม่ปรากฏว่าบกพร่องไปเลย เมือพวกเราทุกคนบริโภคข้าวสาลี ซึงเกิดขึ*นเองในทีไม่ต้องไถอยู่ รับประทานข้าวสาลีนั*น มีข้าวสาลีนั*นเป็นอาหาร ดํารงอยู่ได้สิ*นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั*งหลายทีเป็นอกุศลชัวช้าปรากฏขึ*นแก่พวกเรา ข้าวสาลีนั*นจึงกลายเป็นข้าวมีรําหุ้มเมล็ดบ้าง มีแกลบห่อเมล็ดไว้บ้าง แม้ต้นทีเกียวแล้วก็ไม่งอกขึ*นแทนที ปรากฏว่า ขาดเป็นตอน ๆ จึงได้มีข้าวสาลี เป็นกลุ่ม ๆ อย่ากระนั*นเลย พวกเราควรมาแบ่งข้าวสาลีและปักปันเขตแดนกันเสียเถิด ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*นแล้ว สัตว์ทั*งหลาย จึงแบ่งข้าวสาลี ปักปันเขตแดนกันฯ [62] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*งนั*นแล สัตว์ผู้หนึงเป็นคนโลภ สงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอืนทีเขาไม่ได้ให้มาบริโภค สัตว์ทั*งหลายจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั*น ครั*นแล้ว ได้ตักเตือนอย่างนี*ว่า แน่ะสัตว์ผู้เจริญ ก็ท่านกระทํากรรมชัวช้านัก ทีสงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอืนทีเขาไม่ได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้กระทํากรรมชัวช้าเห็นปานนี*อีกเลย ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ สัตว์ผู้นั*นแล รับคําของสัตว์เหล่านั*นแล้ว แม้ครั*งที 2 ... แม้ครั*งที 3 สัตว์นั*นสงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอืนทีเขาไม่ได้ให้มาบริโภค สัตว์เหล่านั*นจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั*น ครั*นแล้ว ได้ตักเตือนว่า แน่ะ สัตว์ผู้เจริญ ท่านทํากรรมอันชัวช้านัก ทีสงวนส่วนของตนไว้ ไปเอาส่วนทีเขาไม่ได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้กระทํากรรมอันชัวช้าเห็นปานนี* อีกเลย สัตว์พวกหนึงประหารด้วยฝ่ามือ พวกหนึงประหารด้วยก้อนดินบ้าง พวกหนึงประหารด้วย ท่อนไม้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็นัยเพราะมีเหตุเช่นนั*นเป็นต้นมา การถือเอาสิงของทีเจ้าของไม่ได้ให้จึงปรากฏ การติเตียนจึงปรากฏ การกล่าวเท็จ จึงปรากฏ การถือท่อนไม้จึงปรากฏ ครั*งนั*นแล พวกสัตว์ทีเป็นผู้ใหญ่จึงประชุมกัน ครั*นแล้ว ต่างก็ปรับทุกข์กันว่า พ่อเอ๋ย ก็การถือเอาสิงของทีเจ้าของไม่ได้ให้จักปรากฏ การติเตียนจักปรากฏ การพูดเท็จจักปรากฏ การถือท่อนไม้จัก ปรากฏ ในเพราะบาปธรรมเหล่าใด บาปธรรมเหล่านั*นเกิดปรากฏแล้วในสัตว์ทั*งหลาย อย่ากระนั*นเลย พวกเราจักสมมติสัตว์ผู้หนึงให้เป็นผู้ว่ากล่าวผู้ทีควรว่ากล่าวได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ติเตียนผู้ทีควรThis article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 11 ติเตียนได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ขับไล่ผู้ทีควรขับไล่ได้โดยชอบ ส่วนพวกเราจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ ผู้นั*น ดังนี* ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*นแล้ว สัตว์เหล่านั*น พากันเข้าไปหาสัตว์ทีสวยงามกว่า น่าดูน่าชมกว่า น่าเลือมใสกว่า และน่าเกรงขามมากกว่าสัตว์ทุกคนแล้ว จึงแจ้งเรืองนี*ว่า ข้าแต่สัตว์ ผู้เจริญ มาเถิดพ่อ ขอพ่อจงว่ากล่าวผู้ทีควรว่ากล่าวได้โดยชอบ จงติเตียนผู้ทีควรติเตียนได้โดยชอบ จงขับไล่ผู้ทีควรขับไล่ได้โดยชอบเถิด ส่วนพวกข้าพเจ้าจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่พ่อ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ สัตว์ผู้นั*นแลรับคําของสัตว์เหล่านั*นแล้ว จึงว่ากล่าวผู้ทีควรว่ากล่าวได้โดยชอบ ติเตียนผู้ทีควรติเตียนได้โดยชอบ ขับไล่ผู้ทีควรขับไล่ได้โดยชอบ ส่วนสัตว์เหล่านั*นก็แบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่สัตว์ทีเป็นหัวหน้านั*นฯ [63] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุผู้ทีเป็นหัวหน้าอันมหาชนสมมติ ดังนี*แลอักขระว่า มหาชนสมมติ จึงอุบัติขึ*นเป็นอันดับแรก เพราะเหตุผู้ทีเป็นหัวหน้า เป็นใหญ่ยิงแห่งเขตทั*งหลาย ดังนี*แล อักขระว่ากษัตริย์ กษัตริย์ จึงอุบัติขึ*นเป็นอันดับทีสอง เพราะเหตุทีผู้เป็นหัวหน้ายังชนเหล่าอืนให้สุขใจได้โดยธรรม ดังนี*แล อักขระว่า ราชา ราชา จึงอุบัติขึ*นเป็นอันดับทีสาม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังนี*แล การบังเกิดขึ*น แห่งพวกกษัตริย์นั*น มีขึ*นได้ เพราะอักขระทีรู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณ อย่างนี*แล เรืองของสัตว์เหล่านั*น จะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรมเท่านั*น ไม่ใช่นอกไปจากธรรม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ความจริง ธรรมเท่านั*น เป็นของประเสริฐสุดในประชุมชนทั*งในเวลาทีเห็นอยู่ ทั*งในเวลาภายหน้าฯ [64] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั*งนั*นแล สัตว์บางจําพวกได้มีความคิดขึ*นอย่างนี*ว่า พ่อเอ๋ย การถือเอาสิงของทีเจ้าของไม่ได้ให้จักปรากฏ การติเตียนจักปรากฏ การกล่าวเท็จจักปรากฏ การถือท่อนไม้จักปรากฏ การขับไล่ จักปรากฏ ในเพราะบาปธรรมเหล่าใด บาปธรรมเหล่านั*นเกิดปรากฏแล้วในสัตว์ทั*งหลาย อย่ากระนั*นเลย พวกเราควรไปลอยอกุศลธรรมทีชัวช้ากันเถิด สัตว์เหล่านั*นพากันลอยอกุศลธรรมทีชัวช้าแล้ว ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุทีสัตว์เหล่านั*นพากันลอยอกุศลธรรมทีชัวช้าอยู่ ดังนี*แล อักขระว่า พวกพราหมณ์ ๆ จึงอุบัติขึ*นเป็นอันดับแรก พราหมณ์เหล่านั*นพากันสร้างกระท่อมซึงมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า เพ่งอยู่ในกระท่อมซึงมุงและบังด้วยใบไม้ พวกเขา ไม่มีการหุงต้ม และไม่มีการตําข้าวเวลาเย็น เวลาเช้า ก็พากันเทียวแสวงหา อาหารตามคามนิคมและราชธานี เพือบริโภคในเวลาเย็นเวลาเช้า เขาเหล่านั*น ครั*นได้อาหารแล้ว จึงพากันกลับไปเพ่งอยู่ในกระท่อมซึงมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่าอีก คนทั*งหลายเห็นพฤติการณ์ของพวกพราหมณ์นั*นแล้วพากันพูดอย่างนี*ว่าพ่อเอ๋ย สัตว์พวกนี*แลพากันมาสร้างกระท่อมซึงมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 12 แล้วเพ่งอยู่ในกระท่อมซึงมุงและบังด้วยใบไม้ ไม่มีการหุงต้ม ไม่มีการตําข้าว เวลาเย็นเวลาเช้า ก็พากันเทียวแสวงหาอาหารตามคามนิคมและราชธานี เพือบริโภคในเวลาเย็นเวลาเช้า เขาเหล่านั*น ครั*นได้อาหารแล้วจึงพากันกลับไปเพ่งอยู่ในกระท่อมซึงมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่าอีกฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุนั*นแล อักขระว่า พวกเจริญฌาน ดังนี* จึงอุบัติขึ*นเป็นอันดับทีสอง บรรดาสัตว์เหล่านั*นแล สัตว์บางพวกเมือไม่อาจสําเร็จฌานได้ ทีกระท่อมซึงมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า จึงเทียวไปยังคามและนิคมทีใกล้เคียงแล้วก็จัดทําพระคัมภีร์มาอยู่ คนทั*งหลายเห็นพฤติการณ์ของพวกพราหมณ์นี*นั*นแล้ว จึงพูดอย่างนี*ว่า พ่อเอ๋ย ก็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน