Volunteer04.pdf

โฟลเดอร์58 ใจเพชร กล้าจน จิตอาสาเพื่อมวลมนุษย์ชาติ
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.28 MB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ การบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์วิถีพุทธ ใจเพชร กล้าจน บทความของหนังสือนี&เป็นส่วนหนึงของดุษฎีนิพนธ์เรือง “จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ” ตามหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค (สาธารณสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ. 2558 This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 2 คํานํา ผู้เขียนได้จัดทําหนังสือ “จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ : การบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์วิถีพุทธ” ด้วยเห็นว่า สุขภาพทีดีเป็นสิงทีมีค่ายิงต่อทุกชีวิต เพราะจะทําให้ผู้นั*นสามารถดําเนินกิจกรรมการงานทีดีงามต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและผาสุก แต่ถ้าสุขภาพไม่ดีมีความเจ็บป่วย จะทําให้ผู้นั*นดําเนินกิจกรรมการงานทีดีงามต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพและเป็นทุกข์ แม้ไม่ได้ไปทําอะไรก็ยังเป็นทุกข์ ภัยพิบัติต่าง ๆ นอกจากความเจ็บป่วยนั*น ส่วนใหญ่สามารถพรากห่างออกไปจากจุดทีเกิดภัยพิบัติได้ แต่ภัยจากความเจ็บป่วยนั*น ไม่ว่าจะไปอยู่ทีไหน ก็ต้องพกพาความเจ็บป่วยไปด้วย ตราบเท่าทียังไม่สามารถกําจัดความเจ็บป่วยนั*นออกจากชีวิตได้ ดังนั*น การเรียนรู้เพือสร้างสุขภาพทีดี จึงเป็นสิงจําเป็นสําคัญในการดํารงชีวิตอย่างมีคุณค่าและผาสุก และผู้เขียนได้พบความจริงว่าหากเราปฏิบัติได้ถูกตรงตามคําตรัสของพระพุทธเจ้าได้จริงอย่างสัมมา เราจะมีแต่ความผาสุกและความเจริญ และสามารถยังประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติให้ผาสุกอย่างยังยืน ผู้เขียนหวังว่า บทความของหนังสือเล่มนี* จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้าง เพือการดํารงชีวิตอย่างมีคุณค่าและผาสุก ซึงเป็นความเจริญในธรรมอันเป็นบุญกุศล อย่างแท้จริง และเพือยังประโยชน์ต่อมวลมนุษ

อ่านต่อ

ยชาติให้ผาสุกอย่างยังยืน เราทั*งผองพีน้องกัน หมอเขียว : ใจเพชร กล้าจน มกราคม ๒๕๕๙ This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 3 สารบัญ หน้า สรรพสิงในมหาจักรวาลล้วนมีความสัมพันธ์เกียวเนืองกัน……………………………... 5 ทําไมต้องสมดุลร้อนเย็น…………………………………………………………..…….. 9 ชีวิตเกิดมาและสัมพันธ์กับสมดุลร้อนเย็นได้อย่างไร……………………………………. 14 จิตวิญญาณคือตัวสร้างร่างกาย……………………………………………..……………. 26 ภาวะร้อนเย็นไม่สมดุลทําให้โรคเกิดได้อย่างไร………………………….………..……. 27 ภาวะสมดุลร้อนเย็นทําให้โรคหายได้อย่างไร……………………………….…………... 31 อาการร้อนเย็นไม่สมดุลเป็นอย่างไรแก้อย่างไร……………………………….………… 32 กลไกการเกิดอาการร้อนเย็นไม่สมดุลเป็นอย่างไร………………………………………. 35 ตัวอย่างกลไกการเกิดและการหายของโรค/อาการเจ็บป่วยตามหลักการ แพทย์วิถีพุทธ…………………………………………………………….….…………... 51 วิธีวินิจฉัยภาวะร้อนเย็นไม่สมดุล………………………………………..……………… 56 บุญ/บาป, กุศล/อกุศล, ความไม่กังวล/ความกังวล มีผลต่อสุขภาพอย่างไร….…………... 69 ตัวอย่างพลังคลืนแม่เหล็กวิบากดีทีให้ผล………………………………..…..…… ……. 79 ตัวอย่างพลังคลืนแม่เหล็กวิบากร้ายทีให้ผล…………………………...………..….……. 80 หลักอกาลิโก (เป็นจริงตลอดกาล) ปัจจัตตัง (ต้องปฏิบัติเองจึงจะรู้เอง) เอหิปัสสิโก (สามารถพิสูจน์ได้) เพือมนุษยชาติ กับความประหยัดเรียบง่าย ในการปฏิบัติ (จัตตาริสูตร)……………………………………...…….………………… 85 มิตรสหาย สังคมและสิงแวดล้อมมีผลต่อสุขภาวะ………………….….………………... 86 สาเหตุหลักทีทําให้เกิดโรค/อาการเจ็บป่วย ตามหลักแพทย์วิถีธรรม….………………… 87 บทสรุป………………………………………………………………...………………... 111 บรรณานุกรม……………………………………………………………….…………… 114 This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 4 This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 5 จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ การบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์วิถีพุทธ จากการวิเคราะห์สังเคราะห์เนื*อหา ในประเด็นประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการแพทย์วิถีพุทธ สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ แนวคิดทฤษฎีเกียวกับการสร้างสุขภาวะตามหลักพุทธศาสนา การสร้างสุขภาวะตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาสุขภาวะตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์พื*นบ้าน แนวคิดสุขภาพบุญนิยม แนวคิดทฤษฎีเกียวกับสสารกับพลังงาน ทฤษฎีสุขภาวะแบบขั*วตรงกันข้าม และแนวคิดความสัมพันธ์กันเป็นองค์รวม บูรณาการองค์ความรู้มาสู่การแพทย์วิถีพุทธ มีรายละเอียดดังนี* สรรพสิงในมหาจักรวาลล้วนมีความสัมพันธ์เกียวเนืองกัน ในมหาจักรวาลนี*ไม่มีอะไรทีไม่สัมพันธ์กัน สิงทีจะทําให้เข้าใจการดูแลแก้ไขสุขภาพได้อย่างแจ่มแจ้งนั*น ต้องเรียนรู้ความสัมพันธ์ของ “นาม” “ปราณ” “จิตวิญญาณ” และ “คลืนแม่เหล็กแห่งชีวิตทีมองไม่เห็น” กับ “รูป” “เหตุการณ์” และ “สิงทีเป็นวัตถุแท่งก้อนทีมองเห็น” เป็นการเรียนรู้จากสิงทีเล็กละเอียดถึงขั*นมองไม่เห็นทีสัมพันธ์กับสิงทีมองเห็น และเรียนรู้จากสิงทีมองเห็นสัมพันธ์กับสิงทีมองไม่เห็น ดังทีพระพุทธเจ้าตรัสว่า “อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก” แปลว่า “ผลวิบากของกรรมทีทําดีทําชัวแล้ว มีอยู่” (ม.อุ.14/257) สัมพันธ์กับทีพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั*งหลาย เราไม่กล่าวความทีกรรม (การกระทําทางกายวาจาใจ) อันเป็นไปด้วยสัญเจตนา (ความจงใจ) ทีบุคคลทําแล้ว สะสมแล้วจะสิ*นสุดไป โดยมิได้เสวยผล (รับผล) แต่กรรม (การกระทํา) นั*นแล จะให้ผลในภพนี* หรือในภพถัดไป หรือในภพอืนสืบ ๆ ไป” (อภิ.ก.37/1698) ใจเป็นประธานของสิงทั*งปวง ใจเป็นใหญ่ ใจประเสริฐทีสุด ทุกสิงสําเร็จได้ด้วยใจ (มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา) (ขุ.ธ. 25/11) ความรู้แจ้งเห็นจริงตามลําดับของการวิปัสสนา นามรูปปริจเฉทญาณ (รู้แจ้งแยกรูปแยกนามได้) ปัจจัยปริคคหญาณ (รู้แจ้งเหตุปัจจัยแก่กันของนามรูป) (พระวิสุทธิมัคค์ “ปัญญานิเทศ” หน้า 540-656) ซึงพระพุทธเจ้ายืนยันว่าทุกสิงทุกอย่างในมหาจักวาลทั*งนามและรูปล้วนสัมพันธ์กันหมดตามหลักปฎิจจสมุปบาท (อนุโลม) 11 (วิ.ม.4/1) ไม่มีอะไรทีไม่สัมพันธ์กันสิงต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์เกียวเนืองกัน สอดคล้องกับที กระแส ชนะวงศ์ ได้กล่าวในหัวข้อเรือง “ภาวะผู้นํากับงานสาธารณสุข” ว่า “การสาธารณสุขไม่ใช่เกาะเดียวอยู่กลางทะเล แต่มันเกียวข้องกับหลายเกาะหลายองค์ประกอบ เช่น ร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ สังคม สิงแวดล้อม การเมืองและวัฒนธรรม เป็นต้น ทุกอย่างเกียวโยงสัมพันธ์กันทั*งหมด” (กระแส ชนะวงศ์. บรรยาย 2556, กันยายน 28) This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 6 ความสัมพันธ์ทีเกียวเนืองกันสอดคล้องกับทีนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า เมือวัตถุทุกอย่างแตกสลายจะกลายเป็นพลังงานคลืนแม่เหล็กทั*งหมด และพลังงานคลืนแม่เหล็กเมือมารวมกันก็จะเป็นวัตถุ ดังข้อมูลการศึกษาค้นคว้าระหว่างความสัมพันธ์ของธรรมชาติกับสสารและพลังงานเริมต้นจากการศึกษาของ เดโมคริตัสในกรีกยุคโบราณ และพัฒนามาสู่วิชาฟิสิกส์ของนิวตัน และในศตวรรษที 20 นักฟิสิกส์สามารถทีจะศึกษาสู่ “องค์ประกอบพื*นฐาน” ของสสาร ซึงพิสูจน์ได้ว่ามีอะตอม และต่อมาก็พบองค์ประกอบของอะตอมได้แก่ นิวเคลียสและอิเล็กตรอน และในทีสุดก็พบองค์ประกอบของนิวเคลียส คือโปรตอนและนิวตรอน รวมทั*งอาจจะมีอนุภาคทีเล็กกว่าอะตอมชนิดอืน ๆ อีกด้วยในทัศนะของนิวตัน ธาตุต่าง ๆ ซึงเคลือนทีอยู่ในเวลาและอวกาศทีสัมบูรณ์ นี*ก็คืออนุภาคทางวัตถุ ในสมการทางคณิตศาสตร์มันถูกกระทําเหมือนกับเป็น “จุดทีมีมวลสาร” และในแบบจําลองทั*งสองแบบอนุภาคของวัตถุจะคงทีมีมวลและรูปร่างอยู่ในสภาพเดิมเสมอ ดังนั*น สสารวัตถุ จึงเป็นสิงคงทีเสมอ และโดยเนื*อแท้แล้วไม่มีพลังกระทําการในตนเอง ภายหลังในปี พ.ศ. 2448 ซึงเป็นจุดเริมต้นของวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ โดย อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ได้เริมแนวคิดสองกระแส ซึงเป็นการปฎิวัติแนวความคิดเดิม แนวคิดแรกก็คือทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ (Special Theory of Relativity) อีกแนวคิดหนึง คือวิธีการใหม่ในการศึกษาตีความการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ซึงได้กลายมาเป็นส่วนสําคัญของทฤษฎีควอนตัม (ทฤษฎีทีว่าด้วยปรากฏการณ์ของอะตอม) ซึงทําให้เกิดความเข้าใจว่ามวลสารมิใช่อะไรอืนนอกจากพลังงานรูปหนึงเท่านั*น แม้กระทังวัตถุในสภาพสถิตย์ก็มีพลังงานสะสมอยู่ในมวลสารของมัน และความสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงานได้โดยสมการคือ E = mc² (Capra Fritjof. 2000: 50-51, 61-63) การแปรสภาพกลับไปกลับมาของสสารและพลังงานนั*น สัมพันธ์กับอัลเบิร์ตไอน์สไตน์กล่าวว่า เนืองจากสสารและพลังงานนั*นโดยเนื*อแท้แล้วเป็นสิงเดียวกัน เพียงแต่แสดงออกมาในรูปแบบทีแตกต่างกันเท่านั*น มวลของร่างกายนั*นไม่ใช่สิงทีหยุดนิง สามารถผันแปรตามการเปลียนแปลงของพลังงานในตัวมันเอง ณ จุดนี*เองจึงนํามาสู่ความเข้าใจในอีกมิติว่า แท้ทีจริงแล้วร่างกายของมนุษย์ ณ ระดับใต้อะตอม ก็คือพลังงานซับซ้อนทีมีการสันสะเทือนและแกว่งในอัตราทีแตกต่างกันไป เราจะพบว่าแท้ทีจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ก็มีการใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดเวลา (Einstein A. 1970 : 14-31) การแปรสภาพไม่คงตัวของสสารและพลังงาน สัมพันธ์กับข้อมูลทีนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ปริมาณต่าง ๆ ในธรรมชาติสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 2 แบบ คือ สสารและพลังงานสสารทุกสถานะประกอบด้วยอนุภาคต่าง ๆ และมีโครงสร้างทีเป็นระเบียบ แรงเป็นสาเหตุให้สสารเคลือนทีด้วยรูปแบบต่าง ๆ กันไปในทิศทางต่าง ๆ กันพลังงานเป็นสิงสําคัญในการดําเนินชีวิตบนโลก พลังงานมีหลายรูปแบบและพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ สามารถเปลียนแปลงรูปแบบได้ ถ้าอุณหภูมิThis article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 7 ของของเหลวลดลงมากพอ โมเลกุลของของเหลวจะเบียดตัวแน่นขึ*นอีก โดยแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลมีอิทธิพลสูงขึ*น จนถึงจุดทีเรียกว่าจุดเยือกแข็ง โมเลกุลของธาตุจะแยกตัวออกเป็นอะตอมและเรียงตัวกันใหม่ ในรูปแบบทีแน่นอนและยึดเหนียวกันแน่นหนา โดยแรงไฟฟ้าทีเรียกว่า อิเลคโตรเวเลนต์ (Eelectrovalent force) หรือแรงโควาเลนต์ (Covalent force) ทีอุณหภูมิ ณ จุดนี* ของเหลวก็ได้เปลียนสถานะเป็นของแข็งโดยสมบูรณ์ ของแข็งเกือบทุกชนิดเป็นผลึก เมืออุณหภูมิสูงขึ*นถึงจุดทีเรียกว่าจุดหลอมเหลวเมือใด ของแข็งทัวทั*งก้อนจะแปรสภาพพร้อมกันเป็นของเหลวทันที ทีอุณหภูมิเดียวกันนี*จะเรียกว่า จุดเยือกแข็ง ถ้าของเหลวแปรสภาพเป็นของแข็ง พลังงานเคมี เมือเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ*น หมายถึงมีการแลกเปลียนและการจัดทีอยู่ของอิเลคตรอนทีวิงวนรอบนิวเคลียสเสียใหม่นั*น จะมีการเปลียนแปลงปริมาณในการเกิดโมเลกุลใหม่ด้วย หลังจากเกิดปฏิกิริยาแล้วจะพบว่าเหลือพลังงานอยู่จํานวนหนึง ปฏิกิริยาแบบนี*เรียกว่า ปฏิกิริยาคายความร้อน (Exothermic reaction) หากปฏิกิริยาทีเกิดต้องการพลังงานจํานวนหนึง เพือให้เกิดโมเลกุลใหม่ เรียกว่าปฏิกิริยาดูดกลืนความร้อน (Endothermic reaction) พลังงานทุกรูปแบบมีความสัมพันธ์กันทั*งทางตรงและทางอ้อม พลังงานสามารถเปลียนรูปแบบได้โดยผ่านกระบวนการทีถูกต้อง (ฉันทนา อิศรางกูร ณ อยุธยา และทวีศักดิp จินดานุรักษ์. 2540 : 168) จะเห็นได้ว่า ทุกสิงทุกอย่างล้วนสัมพันธ์เกียวเนืองกัน ไม่มีอะไรทีไม่สัมพันธ์กัน พระพุทธเจ้าตรัสถึงความสัมพันธ์ของนามรูปในมหาจักรวาล ในอรรถกถาแปล เล่ม 76หน้า 81 นิยาม 5 อย่าง คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม และธรรมนิยาม และใน “มหาขันธกะ” ถึง “โพธิกถาปฏิจจสมุปบาทมนสิการ” วิ.ม.4/1 - 3 ดังนี* [1] โดยสมัยนั*น พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ใกล้ฝังแม่นํ*าเนรัญชราในอุรุเวลาประเทศ. ครั*งนั*นพระผู้มีพระภาคประทับนังด้วยบัลลังก์เดียวเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด 7 วันและทรงมนสิการ (การพิจารณาทําใจในใจโดยแยบคาย) ปฏิจจ สมุปบาท (การอาศัยกันและกันเกิดขึ*นหรือความเป็นเหตุปัจจัยสืบเนืองกันเป็นไปตามลําดับ) เป็นอนุโลมและปฏิโลมตลอดปฐมยามแห่งราตรีว่าดังนี*: “หลักปฎิจจสมุปบาท (อนุโลม) 11 คือ การอาศัยกันและกันเกิดขึ*น (ความเป็นเหตุปัจจัยสืบเนืองกันเป็นไปตามลําดับ) ดังนี*เพราะอวิชชา (ความไม่รู้ของอุตุ คือ วัตถุและพลังงานทีไม่มีชีวิต จึงเคลือนสังเคราะห์กันด้วยกฎของสมดุลร้อนเย็น พัฒนาจนเป็นชีวิตของพืชสัตว์และคน เมือเป็นคนได้เกิดความหลง ความไม่รู้อย่างแจ่มแจ้งว่า กิเลสสุขลวงจากกามและอัตตา (ความยึดมันถือมัน) จะนําทุกข์มหาศาลทั*งปวงมาให้ เป็นปัจจัย (เหตุ) จึงมี สังขาร (การปรุงแต่ง ผสมผสาน สร้างและสังเคราะห์) สังขาร จึงมี วิญญาณ (พลังงานแห่งความรู้สึกนึกคิด) วิญญาณ จึงมี นามรูป (ตัวรู้และตัวถูกรู้) นามรูป จึงมี สฬายตนะ (สือติดต่อ 6 อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ*น กาย ใจ และพลังเชือมต่อให้มีThis article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 8 การรับรู้ทั*งภายนอกและภายใน) สฬายตนะ จึงมี ผัสสะ (สิงทีมาสัมผัสหรือกระทบ) ผัสสะ จึงมี เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉย ๆ) เวทนา จึงมี ตัณหา (ความอยาก อยากเอาสิงสุขเข้ามา อยากเอาสิงทุกข์ออกไป) ตัณหา จึงมี อุปาทาน (ความยึดมันถือมันว่าร่างกาย ความสุข ความทุกข์เป็นตัวเราของเรา) อุปาทาน จึงมี ภพ (สภาพกามภพ รูปภพ อรูปภพ และอัตตามานะทีอาศัยอยู่) ภพ จึงมี ชาติ (การเกิด) ชาติ จึงมี ชรา (ความแก่ความเสือม) มรณะ (ความตาย) โสกะ (ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ครําครวญรําพันห่วงหาอาลัยอาวรณ์) ทุกข์ (ไม่สบาย) โทมนัส (เสียใจ) อุปายาส (ความลําบาก คับแค้นใจ) กองทุกข์ทั*งมวลนั*นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี*” ปฏิจจสมุปบาทปฏิโลม อนึงเพราะอวิชชานันแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับชรามรณะโสกะปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาสจึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั*งมวลนันย่อมดับด้วยประการฉะนี*. ลําดับนั*นพระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื*อความนั*นแล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี* ในเวลานั*นว่าดังนี* ... เมือใดแลธรรมทั*งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่เมือนั*น ความสงสัยทั*งปวงของพราหมณ์นั*นย่อมสิ*นไปเพราะมารู้ธรรมพร้อมทั*งเหตุ. [2] ลําดับนั*น พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลมตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ... จึงทรงเปล่งอุทานนี*ในเวลานั*นว่าดังนี* ... เมือใดแลธรรมทั*งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่เมือนั*นความสงสัยทั*งปวงของพราหมณ์นั*นย่อมสิ*นไปเพราะได้รู้ความสิ*นแห่งปัจจัยทั*งหลาย. [3] ลําดับนั*น พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลมและปฏิโลมตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ... จึงทรงเปล่งอุทานนี*ในเวลานั*นว่าดังนี* ... เมือใดแลธรรมทั*งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่เมือนั*น พราหมณ์นั*นย่อมกําจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัยทําอากาศให้สว่างฉะนั*น. การแก้ปัญหาทีต้นเหตุนั*นสัมพันธ์กับทีพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ละเหตุทุกข์ได้เป็นสุขในทีทั*งปวง” (ขุ.ขุ.25/59), “ละทุกข์ทั*งปวงได้ เป็นความสุข” (ขุ.ขุ.25/33) และองค์ประกอบทีจะทําให้ประสบความสําเร็จในการดับทุกข์ คือ “ความเป็นผู้มีมิตรดีสหายดีสังคมสิงแวดล้อมดีเป็นพรหมจรรย์ (ความพ้นทุกข์) ทั*งสิ*น” (สํ.ม.19/5) This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 9 ทําไมต้องสมดุลร้อนเย็น เป็นทีน่าสะดุดใจ ว่าทําไมปราชญ์ผู้ยิงใหญ่และการแพทย์หลักแผนต่าง ๆ ในโลก จึงมีองค์ความรู้ด้านสุขภาพทีเกียวข้องกับสมดุลร้อนเย็น ดังรายละเอียดต่อไปนี* ปราชญ์ผู้ยิงใหญ่ทีเป็นผู้มีปัญญารู้โลกอย่างแจ่มแจ้งโดยไม่มีใครเทียมเท่า (อนุตตระ) คําตรัสทุกคําเป็นจริงตลอดกาล (อกาลิโก) คือพระพุทธเจ้า ได้ตรัสว่า “เป็นผู้มีอาพาธน้อยมีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุ (ความร้อน) อันมีวิบาก (พลังสร้างผล) เสมอกันไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลาง ๆ ควรแก่ความเพียรฯ” (ที.ปา.11/293) จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้า พบว่า การปรับสมดุลร้อน-เย็น จะเป็นพลังสร้างผลให้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย ให้เกิดสภาพร่างกายพร้อมทีจะประกอบความเพียร ซึงก็คือร่างกายทีแข็งแรงนั*นเอง สัมพันธ์กับสิงทีพระพุทธเจ้าตรัสถึงสาเหตุทําให้เกิดสุข (ความแข็งแรงหรือประโยชน์) ทุกข์ (ความเจ็บป่วยหรือความเดือดร้อน) หรือ อทุกขมสุขเวทนา ในสํ.สฬา.18/427-429 “สุข ทุกข์ หรือ อทุกขมสุขเวทนา เกิดจาก เรืองดี (ไฟ) 1 เสมหะ (นํ*า) 1 ลม (ลม) 1 ดี เสมหะ ลม รวมกัน (ดิน) 1 ฤดู 1 รักษาตัวไม่สมําเสมอ 1 ถูกทําร้าย 1 ผลของกรรม 1เป็นที 8 ฯ” ไฟ คือ ร้อน ส่วน ดินนํ*าลม คือ เย็น จะเห็นได้ว่า การปรับสมดุลร้อนเย็นในร่างกาย ในฤดูร้อนหนาวต่าง ๆ ด้วยสิงทีมีฤทธิpร้อนเย็น ทั*งด้านวัตถุ (รูปธรรม) และจิต (นามธรรม) ถ้าไม่สมดุลร้อนเย็นก็จะทําให้เกิดทุกขเวทนา (เจ็บป่วย) แต่ถ้าสมดุลร้อนเย็นก็จะทําให้เกิดสุขเวทนา (แข็งแรง) การปรับสมดุลร้อนเย็นทั*งกายใจนั*น สัมพันธ์กับข้อความทีว่า “สมัยหนึงพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั*นแล ท่านพระคิริมานนท์อาพาธได้รับทุกข์เป็นไข้หนักครั*งนั*นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงทีประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนัง ณ ทีควรส่วนข้างหนึงครั*นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระคิริมานนท์อาพาธได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดอนุเคราะห์เสด็จเยียมท่านพระคิริมานนท์ยังทีอยู่เถิดพระเจ้าข้าฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ถ้าเธอพึงเข้าไปหาแล้วกล่าวสัญญา 10 ประการ แก่คิริมานันทภิกษุไซร้ ข้อทีอาพาธของคิริมานันทภิกษุจะพึงสงบระงับโดยพลันเพราะได้ฟังสัญญา 10 ประการนั*นเป็นฐานะทีจะมีได้สัญญา 10 ประการเป็นไฉนคืออนิจจสัญญา 1 อนัตตสัญญา 1อสุภสัญญา 1 อาทีนวสัญญา 1 ปหานสัญญา 1 วิราคสัญญา 1 นิโรธสัญญา 1 สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 1 สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา 1 อนาปานัสสติ 1 ฯ” (องฺ.ทสก.24/60) “ดูกรอานนท์ ก็อนิจจสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี*อยู่ในป่าก็ดี อยู่ทีโคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี*ว่า รูปไม่เทียง เวทนาไม่เทียง สัญญาไม่เทียง This article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 10 สังขารทั*งหลายไม่เทียง วิญญาณไม่เทียง ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เทียงในอุปาทานขันธ์ 5 เหล่านี*ด้วยประการอย่างนี* ดูกรอานนท์ นี*เรียกว่า อนิจจสัญญาฯ” (องฺ.ทสก.24/60) “ดูกรอานนท์ ก็อนัตตสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี*อยู่ในป่าก็ดี อยู่ทีโคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี*ว่า จักษุเป็นอนัตตา รูปเป็นอนัตตา หูเป็นอนัตตา เสียงเป็นอนัตตา จมูกเป็นอนัตตา กลินเป็นอนัตตา ลิ*นเป็นอนัตตา รสเป็นอนัตตา กายเป็นอนัตตา โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา ใจเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตาในอายตนะทั*งหลายทั*งภายในและภายนอก 6 ประการเหล่านี* ด้วยประการอย่างนี* ดูกรอานนท์ นี*เรียกว่า อนัตตสัญญาฯ” (องฺ.ทสก.24/60) “ดูกรอานนท์ ก็อสุภสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี* ย่อมพิจารณาเห็นกายนี*นันแล เบื*องบนแต่พื*นเท้าขึ*นไป เบื*องตําแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่า ในกายนี*มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื*อ เอ็น กระดูก เยือในกระดูก ม้าม เนื*อ หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ไส้ น้อยอาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงือ มันข้น นํ*าตา เปลวมัน นํ*าลาย นํ*ามูก ไขข้อ มูตร ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่งามในกายนี*ด้วยประการดังนี* ดูกรอานนท์ นี*เรียกว่า อสุภสัญญาฯ” (องฺ.ทสก.24/60) “ดูกรอานนท์ ก็อาทีนวสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี*อยู่ในป่าก็ดี อยู่ทีโคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี*ว่า กายนี*มีทุกข์มากมีโทษมาก เพราะฉะนั*นอาพาธต่าง ๆจึงเกิดขึ*นในกายนี*คือ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ*น โรคกาย โรคศีรษะ โรคทีใบหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซืองซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื*อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปือย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราดหูด โรคละอองบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริมโรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีไข้สันนิบาต อาพาธอันเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธอันเกิดแต่การบริหารไม่สมําเสมอ อาพาธอันเกิดแต่ความเพียรเกินกําลัง อาพาธอันเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิวความกระหาย ปวดอุจจาระปวดปัสสาวะ ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นโทษในกายนี*ด้วยประการดังนี* ดูกรอานนท์ นี*เรียกว่า อาทีนวสัญญาฯ” (องฺ.ทสก.24/60) “ดูกรอานนท์ ก็ปหานสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี* ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทําให้หมดสิ*นไป ย่อมทําให้ถึงความไม่มี ซึงกามวิตกอันเกิดขึ*นแล้ว ย่อมไม่ยินดี ย่อมละย่อมบรรเทา ย่อมทําให้หมดสิ*นไป ย่อมทําให้ถึงความไม่มี ซึงพยาบาทวิตกอันเกิดขึ*นแล้ว ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทําให้หมดสิ*นไป ย่อมให้ถึงความไม่มี ซึงวิหิงสาThis article is a part of the dissertation entitled ?Buddhist Medicinal Volunteer for Humankind?. 180159. 11 วิตกอันเกิดขึ*นแล้ว ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทําให้หมดสิ*นไป ย่อมให้ถึงความไม่มี ซึงอกุศลธรรมทั*งหลายอันชัวช้าอันเกิดขึ*นแล้ว ดูกรอานนท์นี*เรียกว่าปหานสัญญาฯ” (องฺ.ทสก.2460) “ดูกรอานนท์ ก็วิราคสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี*อยู่ในป่าก็ดี อยู่ทีโคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี*ว่า ธรรมชาตินันสงบธรรมชาตินันประณีต คือธรรมเป็นทีระงับสังขารทั*งปวง ธรรมเป็นทีสละคืนอุปธิทั*งปวง ธรรมเป็นทีสิ*นไปแห่งตัณหาธรรมเป็นทีสํารอกกิเลส ธรรมชาติเป็นทีดับกิเลสและกองทุกข์ ดูกรอานนท์นี*เรียกว่าวิราคสัญญาฯ” (องฺ.ทสก.24/60) “ดูกรอานนท์ นิโรธสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี* อยู่ในป่าก็ดี อยู่ทีโคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี*ว่า ธรรมชาตินันสงบธรรมชาตินันประณีต คือธรรมเป็นทีระงับสังขารทั*งปวง ธรรมเป็นทีสละคืนอุปธิทั*งปวง ธรรมเป็นทีสิ*นไปแห่งตัณหา ธรรมเป็นทีดับโดยไม่เหลือ ธรรมชาติเป็นทีดับกิเลสและกองทุกข์ ดูกรอานนท์นี*เรียกว่า นิโรธสัญญาฯ” (องฺ.ทสก.24/60) “ดูกรอานนท์ สัพพโลเกอนภิรตสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี* ละอุบายและอุปาทานในโลกอันเป็นเหตุตั*งมันถือมันและเป็นอนุสัยแห่งจิต ย่อมงดเว้นไม่ถือมันดูกรอานนท์ นี*เรียกว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญาฯ” (องฺ.ทสก.24/60) “ดูกรอานนท์ สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ภิกษุในธรรมวินัยนี* ย่อมอึดอัด ย่อมระอา ย่อมเกลียดชัง แต่สังขารทั*งปวง ดูกรอานนท์ นี*เรียกว่า สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญาฯ” (องฺ.ทสก.24/60) “ดูกรอานนท์ อานาปานัสสติเป็นไฉน ดูกรอานนท์ภิกษุในธรรมวินัยนี*อยู่ในป่าก็ดีอยู่ทีโคนไม้ก็ดีอยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี นังคู้บัลลังก์ตั*งกายให้ตรงดํารงสติไว้เฉพาะหน้าเธอ เป็นผู้มีสติหายใจออกเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เมือหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาวหรือเมือหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมือหายใจออกสั*นก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั*นหรือเมือหายใจเข้าสั*นก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั*น ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้กําหนดรู้กายทั*งปวงหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้กําหนดรู้กายทั*งปวงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้ปีติหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้ปีติหายใจเข้าย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้จิตตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้จิตตสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักระงับจิตตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักระงับจิตตสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน