น้ำใจของพ่อแม่ (ซึ้งมาก ถ้าอ่านจบ).doc.docx

โฟลเดอร์ตำนาน นิทาน นิยาย นอกอโศก
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข3 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

น้ำใจของพ่อแม่ (ซึ้งมาก ถ้าอ่านจบ) วันแต่งงาน ด้านหน้าโรงแรมสภาพแออัด จอแจยุ่งเหยิง คุณแม่ถามฉันว่า " สองคนที่นั่งอยู่ตรงมุมๆคล้ายขอทานเป็นใคร? "ยามที่ฉันมองไป มี ชายชราคนหนึ่งกำลังจ้องฉันอยู่ ด้านข้างยังมีหญิงชราอีกคน เมื่อรู้ว่าฉันกำลังมองพวกเขารีบก้มหัวลง ฉันไม่รู้จักพวกเขา แต่ก็ไม่คล้ายขอทาน เสื้อผ้าที่สวมใส่ยังใหม่อยู่ แม้แต่จีบรอยพับยังมองเห็นได้ คุณแม่บอกพวกเขาคล้ายขอทาน คงเป็นเพราะสาเหตุที่ร่างกายคุดคู้ ดั่งเป็นโรคกระดูกอ่อน ข้างกายคุณยายมีไม้ท้าววางอยู่ คุณแม่พูดว่า "เทียนฉือ เป็นเด็กกำพร้า ฝ่ายเขาไม่มีญาติมา หากไม่รู้จักก็ไล่พวกเขาออกไปเถอะ สมัยนี้ขอทานร้ายกาจมาก ชอบมาคอยอยู่หน้าโรงแรม เห็นบ้านไหนจัดงานมงคล ก็จะปลอมตัวเป็นญาติเพื่อมากินดื่มฟรี" ฉันบอกว่าไม่เป็นไรเรียกเทียนฉือมาถามแล้วกัน เทียนฉือลุกลี้ลุกลนจนชนดอกไม้ที่ฉันกำอยู่ในมือร่วงลงพื้น สุดท้ายเออเออ ออออ บอกว่าเป็นคุณลุงคุณป้าของบ้านเขาเอง ฉันมองค้อนแม่ นึกในใจ เกือบจะไล่ญาติเขาออกไปแล้ว คุณแม่ถามเทียนฉือ "เธอเป็นเด็กกำพร้าไม่ใช่หรือ แล้วญาติมาจากไหนล่ะ?" เทียนฉือเป็นคนที่กลัวคุณแม่ ก้มหัวลงแล้วพูดว่า "เป็นญาติห่างๆเป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้ติดต่อกัน" แต่การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ทางบ้านไม่มีญาติมาสักคน ในใจรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ใจยิ่ง ฉันซบลงที่ไหล่จองเทียนฉือ ตำหนิเขาที่มีญาติมาก็ไม่บอกแต่แรก สมควรให้พวกเขาย้ายโต๊ะใหม่ ในเมื่อเป็นญาติก็ไม่ควรที่จะไปนั่งที่โต๊ะสำรองเทียนฉือห้ามไว้แล้วพูดว่า "ให้พวกเขานั่งตรงนั่นเถอะ หากนั่งโต๊ะอื่นแล้วพวกเขาอาจดื่มกินไม่สะดวก" กระทั่งงานเลี้ยงดื่มกินเริ่มแล้ว โต๊ะนั้นก็นั่งเพียงคุณลุงคุณป้าสองคน ตอนถึงพิธีบ่าวสาวคารวะขอบคุณแขกผู้มาในงาน เดินถึงโต๊ะนั้น เทียนฉือชะงักลัง

อ่านต่อ

เลชั่วครู่ แล้วจูงมือฉันเดินเฉียดพวกเขาไป ฉันหันกลับไปมอง เห็นพวกเขาก้มหัวลงต่ำมาก คิดๆแล้วฉันลากมือเทียนฉือเดินกลับไปหา "คุณลุงคุณป้า พวกเราทั้งสองมาคารวะสุราแก่พวกท่าน" ทั้งสองคนเงยหัวขึ้นมา มีอาการที่ไม่อยากจะเชื่อจ้องมาที่ฉัน ทั้งสองผู้ชราล้วนมีเส้นผมที่ขาวโพลน ดูไปแล้วชรามาก อายุน่าจะเจ็ดแปดสิบปีแล้ว ดวงตาคุณป้าว่างเปล่า ถึงแม้ใบหน้าตรงกับฉันแต่แววตาไม่อยู่นิ่ง ฉันลองเอามือโบกไปมา ไม่มีปฏิกิริยา ที่แท้คุณป้าเป็นคนตาบอด "คุณลุงคุณป้า นี่คือภรรยาผม'เซี่ยวเจี๋ย' พวกเราตอนนี้กำลังคารวะสุราพวกท่านอยู่" เทียนฉือใช้สำเนียงเสียงคนชนบทย้ำเตือนพวกเขา "ออ ออ" คุณลุงลุกขึ้นมาด้วยท่าทีโอนเอน มือซ้ายเกาะไหล่คุณป้าไว้ มือขวายกถ้วยเหล้าขึ้นมาด้วยความสั่นเทา หลังนิ้วมือเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นเหมือนดั่งรังไหมสีเหลืองๆ เล็บหนาๆในร่องยังคงไว้เศษดินดำๆ วันเวลาที่ผ่านไป หน้าสู้ดินหลังสู้ฟ้า ทำให้เอวของพวกเขาโค้งงอแล้ว ฉันตะลึงเมื่อเห็นว่าขาขวาของคุณลุงนั้นว่างเปล่า คุณป้าตาบอดคุณลุงพิการ เป็นคู่สามีภรรยาแบบไหนกันน่ะ? ไม่ต้องยืนขึ้น พวกท่านนั่งลงเถอะ ฉันเดินไปประคองพวกเขา คุณลุงส่ายไปมาแล้วแล้วนั่งลง คุณป้าไร้สาเหตุอยู่ๆก็สะอึ้นร้องไห้ คุณลุงลูบหลังเธอเบาๆโดยไม่พูดอะไร คิดจะปลอบใจพวกเขาแต่เทียนฉือลากฉันออกมาก่อนฉันพูดกลับเทียนฉือว่า "รอเวลาที่พวกเขากลับบ้าน ให้เงินไปบ้างเถอะ น่าสงสารมาก พิการทั้งสองคน คิดไม่ตกว่าพวกเขามีความเป็นอยู่อย่างไร" เทียนฉือพยักหน้าไม่พูดอะไร โอบกอดฉันแน่น วันส่งท้ายปีเก่าปีแรกหลังแต่งงาน เทียนฉือบอกว่า ปวดกระเพาะไม่กินข้าวเย็นก็เดินกลับไปนอนที่ห้อง ฉันให้คุณแม่ช่วยเคี่ยวข้าวต้มแล้วก็ตามเข้าไปในห้อง เทียนฉือนอนอยู่บนเตียงนัยต์ตายังมีน้ำตาคลออยู่ ฉันบอก "เทียนฉือไม่ควรทำแบบนี้ วันสิ้นปีปีแรกก็ไม่อยู่ทานข้าวเย็นร่วมกัน ซ้ำมาที่ห้องยังทำตัวเยี่ยงนี้อีก ทำอย่างกับว่า ทางบ้านฉันปฎิบัติไม่ดีต่อเธอ ขอให้เป็นวันเทศกาลเธอก็จะปวดกระเพาะ ไฉนเลยจะมีเรื่องประจวบเหมาะเช่นนี้ ที่จริงแล้วฉันรู้ว่า เธอไม่ได้ปวดกระเพาะ พูดซิ มันเรื่องอะไรกันแน่?" เทียนฉือเงียบไปนานแล้วจึงพูดว่า "ขอโทษ เขาเพียงแค่คิดถึงคุณลุงคุณป้า และพ่อแม่ที่จากไปแล้ว กลัวว่าอยู่ที่โต๊ะทานข้าวแล้วกลั้นไม่อยู่ ทำให้พ่อแม่ไม่พอใจได้ ถึงอ้างว่าปวดกระ เพาะ" ฉันกอดเขาไว้แล้วพูดว่า "ช่างเป็นเด็กที่โง่นัก คิดถึงพวกเขา หลังปีใหม่แล้วพวกเราไปเยี่ยมพวกเขาก็ได้ อีกอย่างฉันก็อยากรู้นักว่า พวกเขาใช้ชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร" เทียนฉือบอก "ช่างเถอะ ถนนในป่าเส้นนั้นเดินทางลำบากมากเธอจะเหนื่อยเสียก่อน หากวันหน้าสร้างถนนใหม่แล้ว พวกเรามีเด็กแล้ว ค่อยพาเธอไปหาพวกเขาก็แล้วกัน" ในใจฉันอยากจะพูดว่า: รอพวกเรามีเด็กแล้ว เวลานั้นพวกเขายังจะมีชีวิตอยู่หรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ไม่กล้าพูดออกมา ได้แต่พูดว่า "ส่งเงินและสิ่งของไปให้บ้างก็แล้วกัน" ปีที่สอง ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ฉันประจวบเหมาะมีภารกิจอยู่ที่อื่น วันไหว้พระจันทร์ไม่สามารถกลับบ้านได้ ฉันคิดถึงเทียนฉือและพ่อแม่เป็นพิเศษ ฉันเลยคุยโทรศัพย์กับเทียนฉืออย่างยาวนาน ฉันถามเทียนฉือ "หากคิดถึงฉันจนนอนไม่หลับจะทำยังไง?" เทียนฉือบอกว่า "เล่นเน็ตหรือไม่ก็ดูทีวี ไม่ไหวอีกก็นอนลงถ่างตาไว้แล้วคิดคิด คิดตะบี้ตะบันคิด" คืนนั้น พวกเราคุยกันจนกระทั่งมือถือร้อนและแบตหมด นอนอยู่บนเตียงในโรงแรม มองดวงจันทร์กลมๆนอกหน้าต่าง ฉันยังไงก็นอนไม่หลับ ถ่างตาแล้วน้ำตาไหลเพราะคิดถึงเทียนฉือ คิดถึงคุณพ่อ คิดถึงคุณแม่ คิดว่าเทียนฉือ ก็น่าจะนอนไม่หลับ ไม่แน่อาจจะกำลังท่องเว็บอยู่บนเน็ต พลิกตัวแล้วฉันก็เปิดเครื่องคอมฯ ยื่นขอสมัครเป็นสมาชิกใหม่ โดยใช้ชื่อว่า "อ่านคุณ" คิดจะหยอกล้อเทียนฉือ หาอยู่สักครู่ เทียนฉืออยู่จริงๆ ฉันเป็นฝ่ายยื่นคำขอเป็นเพื่อนเอง เขายืนยันรับไว้ ฉันถามเขาว่า "วันดีดีที่ทุกครอบครัวสังสรรค์กัน เธอทำไมมาท่องอยู่บนเน็ตล่ะ?" เขาพูดว่า "เป็นเพราะภรรยาผมติดภารกิจอยู่ข้างนอก คิดถึงเธอจนนอนไม่หลับ เลยมาท่องเน็ต" ฉันพอใจกับคำพูดนี้มาก ก็พิมพ์ต่อไปว่า "ภรรยาไม่อยู่บ้าน สามารถหาคนรักอื่นบนเน็ตทดแทนชั่วคราวก็ได้" ครึ่งค่อนวันเขาถึงเคาะออกมาว่า "หากคุณคิดจะหาคนรักบนเน็ต ขอโทษ ผมไม่ใช่คนที่คุณต้องการหาลาก่อน" "ขอโทษ ฉันไม่ใช่จะสื่อความหมายเป็นแบบนั้น คุณอย่าพึ่งโมโห" ปา ปา ปา ฉันรีบกดส่งออกไป ผ่านไปสักครู่ เขาถามฉัน "แล้วทำไมคุณก็ท่องอยู่บนเน็ตล่ะ?" ฉันพูดว่า "ฉันทำงานอยู่ข้างนอก เวลานี้คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ สักครู่ที่ผ่านมาพึ่งคุยโทรศัพย์กับเพื่อนผู้ชายเสร็จ ก็ยังนอนไม่หลับ เลยมาเข้าเน็ต" "ผมก็คิดถึงพ่อแม่ แต่ว่าท่านไม่ได้อยู่ด้วย ลูกต้องการเลี้ยงดูแต่ทำไม่ได้ " "ท่านไม่ได้อยู่ด้วย ลูกต้องการเลี้ยงดูแต่ทำไม่ได้ พูดยังไง?" ฉันเอาคำพูดนี้พิมพ์ซ้ำกลับไป ฉันรู้สึกมึนงง เทียนฉือทำไมถึงพูดอะไรออกมาเช่นนี้ ? "คุณชื่อว่า ' อ่านคุณ ' วันนี้ผมก็จะให้คุณได้อ่านสักครั้งแล้วกัน เรื่องบางเรื่องเก็บไว้ในใจนานๆอาจจะป่วยไข้ได้ หากได้ระบายออกมาบ้างอาจจะสบายขึ้น อีกทั้งยังไงเธอและผมก็ไม่รู้จักกัน เธอก็คิดเสียว่า ฟังนิทานไปเถอะ" จากนั้น ฉันไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เทียนฉือเก็บไว้ก้นบึ้งของหัวใจตลอดมา "สามสิบปีที่แล้ว พ่อของผมอายุใกล้ห้าสิบแล้วยังไม่ได้แต่งงาน เป็นเพราะว่าขาพิการอีกทั้งทางบ้านก็ยากจน จึงไม่มีสาวใดยอมแต่งงานด้วย จากนั้น มีชายชราขอทานจูงผู้หญิงตาบอดมาที่หมู่บ้าน ชายชราป่วยหนักมาก พ่อเห็นแล้วก็สงสารพวกเขาจึงให้มาพักที่บ้านตนเอง แต่ไม่คิดเลยว่าชายชรานั้นตั้งแต่เข้ามาในบ้านก็ป่วยจนไม่เคยลุกขึ้นมาได้ เลย หลังจากนั้นลูกสาวของชายชราก็คือหญิงสาวที่ตาบอด ได้แต่งงานกับพ่อของผม ปีถัดมาได้ให้กำเนิดผม บ้านผมมีฐานะที่ยากจน แต่ทว่าผมไม่เคยอดแม้แต่มื้อเดียว พ่อกับแม่ทำนาไม่ได้ไม่มีรายได้จึงรับจ้างคนอื่นปอกข้าวโพด หลังจากปอกมาทั้งวันทั้งสิบนิ้วพุพองห้อเลือด วันรุ่งขึ้นใช้ผ้าพันแล้วปอกต่อเพื่อให้ผมได้ไปโรงเรียน ที่บ้านเลี้ยงแม่ไก่ไว้สามตัว สองตัวออกไข่ไว้เพื่อขาย อีกตัวออกไข่เพื่อให้ผมกิน แม่บอกว่า ตอนยังขอทานอยู่ในเมืองได้ยินมาว่าเด็กที่ไปโรงเรียนล้วนกินไข่ไก่ ลูกบ้านเราก็ต้องกิน วันหน้าจะได้ฉลาดกว่าเด็กในเมือง แต่พวกท่านไม่เคยกินเลย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นคุณแม่ตอกไข่ลงหม้อแล้ว จากนั้นใช้ลิ้นเลียไข่ขาวที่คงเหลืออยู่ในเปลือก ฉันกอดแม่แล้วร้องไห้ใหญ่ บอกว่า ต่อไปไม่ว่ายังไงจะไม่ยอมกินไข่อีกแล้ว คุณพ่อเมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุแล้ว โมโหจนจะเอาไม้ตีคุณแม่ สุดท้ายผมยอมประนีประนอม ต่อไปเราสามคนจะต้องกินด้วยกัน ถึงแม้พวกท่านจะเห็นด้วย แต่ทุกครั้งพวกท่านก็แค่ทำเป็นพิธี เอาฟันแตะๆเท่านั้น ผู้คนในหมู่บ้านไม่เคยเรียกชื่อของผม ล้วนเรียกผมว่า คนของบ้านคนตา บอดขาพิการ คุณพ่อคุณแม่ได้ยินใครเรียกผมเช่นนั้น มักจะไล่ตีผู้นั้นอย่างไม่คิดชีวิต คุณแม่มองไม่เห็นก็จะหยิบเศษอิฐทุ่มมั่ว ปากก็ด่าว่าไอ้พวกชั่วร้าย พวกเราตาบอดขาพิการ แต่เด็กของเราสมบูรณ์ไม่ยอมให้พวกเจ้าเรียกเช่นนั้น อนาคตข้างหน้า พวกแกไม่มีสักคนที่จะมาได้ดีกว่าเด็กของ เราได้ ปีนั้นผลการสอบชั้นมัธยม เด็กของบ้านคนพิการสอบได้อันดับหนึ่งของจัง หวัด ข่าวแพร่สะพัดออกไป ทำให้คุณพ่อคุณแม่แสนภูมิใจ เชิดหน้าชูตาได้เป็นครั้งแรก ทางอำเภอช่วยออกค่าเล่าเรียนและอีกจิปาถะให้แก่ครอบครัวเรา วันที่ส่งผมไปเรียน คุณพ่อเป็นครั้งแรกที่ได้ออกจากป่า ตอนขึ้นรถน้ำตาผมไหลไม่หยุค คุณพ่อมือหนึ่งถือไม้ท้าวค้ำยันอีกมือเช็ดน้ำตาให้ผม พูดว่าเข้าเมืองแล้วต้องตั้งใจเรียน จากนั้นก็หางานทำในเมืองแล้วแต่งงานซะ คนอื่นถามถึงพ่อแม่ของลูก ลูกก็บอกเขาไปว่า ลูกเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่มิเช่นนั้นแล้วคนอื่นจะดูถูถลูกได้ โดยเฉพาะการหาคู่แต่งงาน เธอจะดูแคลนได้ จะทำให้เจ้าพลาดการมีคู่ครอง เช่นนั้นแล้วจะทำให้ข้าไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษ คุณพ่อ ผมขอร้องคุณพ่ออย่าพูดอีกเลย นี่มันอะไรกัน ยังไม่ทันไรเลย ก็ให้ผมอย่ายอมรับความเป็นพ่อแม่ลูกกันแล้ว คุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า นี่เป็นเรื่องจริงต้องเชื่อฟัง ลูกจำไม่ได้แล้วหรือ ตอนอยู่โรงเรียน เพียงแค่บอกว่า ลูกเป็นคนของบ้านคนพิการ คนอื่นก็มองลูกด้วยสายตารังเกียจแล้ว แรกเริ่มแม้แต่คุณครูก็ไม่ปลื้มลูก ฉะนั้นต่อไปวันข้างหน้าหากพาสาวคู่ครองในเมืองกลับมาบ้าน ก็ให้บอกไปว่า พวกเราเป็นแค่ลุงเป็นป้า คุณแม่พูดจบก็ปาดน้ำตา คุณพ่อพูดต่อว่า อย่าพาคู่ครองมาที่บ้าน หากพามาแล้ว แม่ของลูกอั้นไม่อยู่ต้องเผยความลับออกมาแน่ จากนั้น นำไข่สิบกว่าฟองไว้บนอกผมแล้วจูงคุณแม่จากไป" น้ำตาฉันไหลออกมาไม่หยุค ความพิการไม่ใช่ความผิดของพวกท่าน นั้นเป็นเพราะสวรรค์ไร้ความยุติธรรม แต่ทว่า พวกท่านก็ได้ให้กำเนิดเทียนฉือที่สม บูรณ์ออกมา เทียนฉือคนโง่คนนี้มีพ่อแม่เช่นนี้ งดงามสมบูรณ์ไร้ที่ติอีกแล้ว ฉันโมโหมาก ทำไมเขาถึงมองฉันจะเป็นคนอย่างที่เขาคิด "งั้นหลังจากนั้น เธอก็บอกคู่ครองว่าพวกท่านเป็นลุงเป็นป้าหรือ?" ฉันพิมพ์คำถามนี้กลับไป "อันที่จริงผมก็ไม่เชื่อที่พวกท่านพูดไว้ คู่ครองของผมต้องการนั้นคือตัวผม ไม่ใช่พ่อ แม่ผม ทำไมถึงไม่สามารถยอมรับว่าเป็นพ่อเป็นแม่ได้ ทว่าผมจากบ้านมาสิบปี คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยไปหาผมที่โรงเรียนแม้แต่ครั้งเดียว ปีแรกที่ผมทำงานแล้วผมคิดที่จะพาพวกท่านไปเที่ยวเล่นในเมือง พวกท่านไม่ยินยอม บอกว่า หากให้ผู้อื่นรู้ว่ามีพ่อแม่ที่พิการจะทำให้ผมเสียหน้า มีผลกระทบต่อการที่จะมีคู่ครอง ซึ่งชีวิตพวกเขาอยู่แต่ในป่าไม่คิดที่จะจากไปแล้ว คุณแม่ยังพูดด้วยว่า ตัวท่านนี่แหละที่มาจากตัวเมือง ก็ไม่รู้สึกว่าในตัวเมืองมีอะไรดี หลังจากนั้น ผมมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ยามที่ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้ว เลยพาเธอกลับบ้านสักครั้ง ใครจะคาดคิด เมื่อถึงบ้านแล้วแม้แต่ข้าวมื้อเย็นก็ไม่อยู่กินด้วยก็ไปแล้ว ผมไล่ตามไปเธอพูดว่า ใช้ชีวิตอยู่กับคนแบบนี้แม้เพียงวันเดียวเธอก็อยู่ไม่ได้ ซ้ำยังพูดว่า ต้นกำเนิดของคนในบ้านผมมีปัญหาวันหน้ามีลูกด้วยต้องไม่แข็งแรงแน่ ผมโมโหมากให้เธอไปได้ไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี กลับมาถึงบ้าน คุณแม่นั่งร้องไห้ คุณพ่อก็ด่าผม หาว่าไม่เชื่อฟังท่าน ต้องการให้ไร้ผู้สืบสกุลหรือไง? หลังจากนั้น ผมก็ได้คบเพื่อนหญิงคนที่สอง ซึ่งก็คือคนที่เป็นภรรยาผมในปัจจุบัน ผมรักเธอมาก แม้ยามฝันยังกลัวสูญเสียเธอไป อีกทั้งครอบครัวเธอร่ำรวยเงินทอง ญาติๆก็เป็นบุคคลชั้นสูงในสังคม เคยมีประสบการณ์ครั้งก่อนหน้า ผมหวาดกลัวมากจึงจำต้องอกตัญญู ทว่ายามถึงวันปีใหม่หรือเทศ กาลต่างๆ ผมมักจะคิดถึงพวกท่าน ขอบคุณเธอมากที่รับฟังผมระบายมาตั้งมากมาย ตอนนี้จิตใจผมสบายขึ้นเยอะเลย" หลังออกจากเน็ตฉันยังคงไม่มีความง่วง คนเรามักกล่าวกันว่าบุตรไม่รังเกียจที่มีมารดาขี้เหร่ สุนัขไม่รังเกียจครอบครัวที่ยากจน ดูซิ!พวกเราทำอะไรไว้? ฉันเข้าใจเทียนฉือที่ไม่สามารถทำอะไรได้ และ เข้าใจความทุกข์ภายในใจคุณพ่อคุณแม่ของเขา แต่ ใครจะรู้บ้างว่า ทำให้ฉันที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาก่อนหน้า ต้องตกลงไปในวังวนห้วงแห่งความไร้รักไร้คุณธรรมไปด้วย ยามท้องฟ้าใกล้แจ้ง ฉันเดินไปเคาะห้องผู้จัดการแผนก บอกเขาว่า ต่อจากนี้ทุกเรื่องราวในภารกิจที่คงเหลือ ให้เขามีอำนาจเด็ดขาดในการจัดการเรื่องราวที่คงเหลือ ฉันมีธุระจำเป็นต้องรีบไปจัดการให้แล้วเสร็จ ภารกิจที่เหลือก็ขอไหว้วานคุณแล้วกัน จากนั้นฉันจัดเก็บสัมภาระอย่างเรียบง่ายแล้วตรงดิ่งไปที่สถานีรถ ยังดี ที่ยังทันรถเที่ยวแรก ถนนสายนั้นเดินทางด้วยความยากลำบากจริงๆ แรกเริ่มขายังพอมีกำลัง แต่หลังจากนั้น เท้าเสียดสีจนพุพอง เดินแทบไม่ไหวอีกต่อไป เป็นช่วงเที่ยงวันพอดี แดดก็จ้ามาก ฉันได้แต่หอบหายใจ น้ำดื่มที่เอามาก็ดื่มแทบหมดแล้ว อีกทั้งฉันไม่รู้ว่า หนทางข้างหน้าอีกยาวไกลเพียงใด ถอดรองเท้าออกบีบเค้นจุดพุพอง ยามนั้นเจ็บปวดจนฉันร้องเสียงหลงออกมา อยากโทรศัพย์ให้เทียนฉือมารับฉันกลับบ้านจริงๆ ท้ายสุดก็อดทนไว้ได้ เก็บดอกต้นกกข้างทางมารองไว้ใต้เท้า รู้สึกสบายขึ้นมาก คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ของเทียนฉือยังทำงานหนักอยู่ที่บ้าน ขาเกิดพละกำลังขึ้นมาทันทีลุกขึ้นยืนแล้วเดินต่อไป ตอนที่หัวหน้าหมู่บ้านพาฉันมาถึงประตูบ้านของเทียนฉือ แดดยามเย็นที่ถูกแผดเผามาก่อนหน้าแดงฉาน กำลังส่องไปที่ต้นพุทราแก่ที่อยู่หน้าบ้าน ใต้ต้นพุทราคุณลุงนั่งอยู่ อ้อ.. ไม่ใช่ซิ..ต้องเป็นคุณพ่อของเทียนฉือถึงจะถูถ คุณพ่อเมื่อเทียบกับงานแต่งงานแก่ไปอีกมาก มือยังคงปอกข้าวโพดอยู่ ไม้ท้าววางอย่างสงบพิงกับขาข้างที่พิการ คุณแม่คุกเข่ากับพื้น เพื่อเตรียมกวาดเก็บเมล็ดข้าวโพดที่ตากแดดแห้งแล้ว กำลังใช้มือกวาดเข้าหาตัวเอง นี่! เปรียบเสมือนเป็นภาพวาด ภายในภาพวาดก็คือ พ่อแม่ที่งดงามสมบูรณ์ที่สุดในปฐพี ฉันเดินเข้าหาพวกท่านทีละก้าวๆ คุณพ่อมองเห็นฉัน ข้าวโพดที่ยังกำอยู่ในมือพลัดตกสู่พื้น ปากอ้าค้าง แล้วถามด้วยความตกตะลึง "เธอ..เธอทำไมถึงได้มานี่?" คุณแม่ที่อยู่ข้างๆ คล่ำหาแล้วถาม:พ่อ.."ใครมาเหรอ?" "เทียน.....คนของบ้านเทียน.....เทียนฉือ หา! อยู่.....อยู่ไหน?" คุณแม่ตื่นตกใจหาทิศทางที่ที่ฉันยืนอยู่ ฉันโค้งงอเอว วางกระเป๋าลง จากนั้นจับมือท่านไว้ ต่อหน้าพวกท่านแล้ว ฉันพกพาความละอายเจ็บลึกๆที่อยู่ในใจคุกเข่าลงโครม: "พ่อ แม่ ! ฉันมารับพวกท่านกลับบ้านแล้ว !" คุณพ่อไออย่างแห้งๆสองครั้ง น้ำตาไหลลงอาบแก้มที่เต็มไปด้วยริ้วรอย "ข้าบอกแล้ว ลูกของข้าข้าไม่ได้เลี้ยงเปล่า" คุณแม่เอามือทั้งสองข้างถูกับร่างตัวเองไปมา จากนั้นโอบกอดฉันไว้ น้ำตาเป็นสายๆไหลออกจากนัยต์ตาที่ว่างเปล่าอุ่นๆไหลลงสู่ต้นคอของฉัน ยามที่ฉันพาคุณพ่อคุณแม่ออกจากหมู่บ้าน มีการจุดประทัดฉลองด้วย ฉันได้ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกภูมิใจเชิดหน้าชูตาอีกครั้ง ตอนเทียนฉือเปิดประตูออกมา เห็นหนึ่งซ้ายหนึ่งขวาที่ยืนอยู่ข้างกายฉันคือคุณพ่อคุณแม่ตกใจไม่น้อย ยืนตะลึงอยู่เช่นนั้นพูดอะไรไม่ออกสักคำ ฉันพูด " เทียนฉือ ฉันคือคนที่ใช้ชื่อว่า ' อ่านคุณ ' ฉันรับคุณพ่อคุณแม่เรากลับมาแล้ว คุณพ่อคุณแม่ที่งดงามสมบูรณ์เยี่ยงนี้ ทำไมเธอถึงยอมที่จะใหัพวกท่านอยู่ในป่าล่ะ?" "ขอบคุณ " เทียนฉือสะอึ้นร้องไม่เป็นเสียง โอบกอดฉันไว้แน่น เหมื่อนคุณแม่ของเขาที่น้ำตาอุ่นๆไหลอาบต้นคอฉัน อ่านแล้วซาปซึ้งใจ ผู้ที่รักพ่อแม่ของตนเอง บุตรที่มีความกตัญญูทั้งหลาย แชร์บทความนี้ต่อๆกันไป ผู้คนทั้งหลายจะได้ปรนนิบัติดูแลพ่อแม่ด้วยดี ที่มา : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1474086766199307&set=a.1410094345931883.1073741828 . 100007939923103&type=1&relevant_count=1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน