สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน จิต มโน วิญญาณ ต่างกันอย่างไรในความเป็นกาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

จิต มโน วิญญาณ ต่างกันอย่างไรในความเป็นกาย _คำถามจากคุณหินแสง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "กาย"นี้ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง ขอพ่อครูช่วยอธิบาย "กาย"ที่เป็นลักษณะอาการของ"จิต" "กาย"ที่เป็นลักษณะอาการของ"มโน" "กาย"ที่เป็นลักษณะอาการของ "วิญญาณ"ด้วยครับ ขอน้อมกราบแทบเท้าพ่อครูครับ

ตอบ...แล้วต้องพูดอีก พูดอีกต้องพูดแล้ว เอาคำตอบตรงนี้ก่อน คำว่า จิต มโน วิญญาณ คำว่าวิญญาณเป็นคำรวม อธิบายถึงพลังงานของจิตทั้งหมด คนจะมีวิญญาณ วิญญาณอกุศล วิญญาณผีนรก วิญญาณของสัตว์สวรรค์ วิญญาณของอาริยะ ธาตุรู้จะมีในนี้หมด วิญญาณคือองค์รวม แจกเป็นเจตสิก เจตสิกคือ อาการของจิตที่แยกย่อยลง แยกละเอียดถึงภายใน เป็นพลังงานสุดท้ายเรียกว่า มโน มโน เป็นองค์คู่ของธรรม คือ ธรรมารมณ์ กับมโนกรรม สุดท้ายเลย ทรงไว้ปลายเลย สรุปว่า วิญญาณเป็นคำกล่าวรวม แจกเวทนาเป็น 108 ก็คือเนื้อวิญญาณหมด แจกสัญญาออกไปอีก แจกสังขาร ที่ปรุงแต่งเป็นสัตว์นรก เทวดาเก๊ เทวดาแท้ ก็ทั้งสิ้น ก็คือแตกเจตสิก ตัวละเอียดภายในหลังสุด เรียกว่ามโน

มูลกรรมฐานเล็บ เวทนาแท้เวทนาเท็จ ทีนี้ กายกับวิญญาณ กายกับจิต กายกับมโน กาย คือ องค์ประชุมของรูปกับนาม กายนี้นอกจากรูปแล้ว มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นภายนอก ก็ต้องเข้ามาหา อุทธาหรณ์ มูลกรรมฐานห้า ผมขนเล็บฟันหนัง ก็เอาเล็บมาอธิบาย เข้าใจได้ง่ายที่สุด คนที่พิจารณาเล็บของตน ถ้าเล็บของตนถูกตัด เล็บที่ยาวออกมาข้างนอกถูกตัด ก็ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีอาการของเวทนา ไม่มีความรู้สึก ไอ้ที่มันไม่มีความรู้สึก มันก็ไม่ใช่กายของเราแล้ว ทั้งที่มันติดอยู่กับตัวเรานะ เล็บมันเป็นพีชะ เป็นพลังงาน ระดับที่ไม่มีเวทนา เป็นพีชะ ตัดออกไปขาดออกไปได้ ที่ไม่มีเวทนานี้ไม่ใช่กายเรา แม้จะติดอย

อ่านต่อ

ู่เป็นชีวะกับกายเรา แต่ไม่มีความรู้สึก พีชะไม่มีเวทนา มีแต่สัญญากับสังขาร เมื่อตัดออกไป ขาดไปแล้ว ไม่มีการเชื่อมต่อกับชีวะ เล็บที่ตัดออกไปแล้วไม่งอกแล้ว หมดชีวะ มีแต่จะสลาย เป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีชีวิตินทรีย์ ส่วนที่ไม่ใช่กายแล้ว ก็ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนา ใครพิจารณาอ่านตรงนี้ก็รู้ ถ้ามันยังมีความรู้สึกเจ็บ ก็เป็น อัตตา เป็นเราพอได้ แต่ที่มันไม่มีความรู้สึก ตัดออกไปได้นี้ มันควรจะเป็นเราไหม มันก็ไม่ใช่เราไม่ใช่กายเราแล้ว แต่ถ้ามันเจ็บ แน่นอนมันก็เป็นกาย เพราะมันเป็นจิตนิยาม คนก็ยึดเป็นเรา แต่คนโง่ๆ ทั้งที่ไม่ใช่กาย อย่างผู้หญิงยึดเล็บเป็นเรา ใครอย่ามาตัดของเรา ทั้งที่ตัดแล้ว มันก็ไม่เจ็บอะไร มันไม่ใช่กาย แต่ก็ยึดเป็นอัตตาตัวตน ของเราอีก ทั้งที่มันไม่ใช่แล้ว พิจารณากรรมฐานห้านี้ ก็จะรู้ว่า อันไหนไม่ใช่กาย อันไหนไม่ใช่กายเรา แล้วจะยึดถือไปทำไม ยิ่งถูกตัดไปแล้วก็ยึดถืออีก อันนี้โง่มาก แม้จะเป็นเวทนา เจ็บ ก็ไม่ใช่เรา มันก็อาศัยการปรุงแต่ง เวทนา ก็มีเวทนาแท้ และเวทนาเท็จ เล็บคุณ พอมันยาวมา คุณก็บอกว่า เล็บของคุณจะต้องตัดแต่ง ต้องเพ้นท์ให้สวย สวยแล้วก็ชื่นใจ ความรู้สึกที่ชื่นใจ ที่ได้เพ้นท์นี้ก็คือ เวทนาเท็จ คนปรุงแต่ง สร้างมันมาเองทั้งนั้น เล็บจะสวยด้วยธรรมชาติ หรือไม่สวย ก็แล้วแต่ มันก็เป็นความยึดถือเอง จะเวทนาแท้หรือไม่แท้ ก็อยู่ที่ความยึดถือ

มาดูเวทนา เวทนาแท้หรือเวทนาเท็จ ถ้าไปยึดในเวทนาเท็จ ก็ฉลาดน้อย (ฉลาดติดลบ) ฉลาดหารห้า ก็คือโง่คูณห้า แม้มันจะเป็นความรู้สึกจริง เป็นเวทนาแท้ ก็ยังไม่ใช่เรา จะไปยึดให้ถาวรนิรันดรก็ยึดได้ แต่คนที่พิจารณาแล้วด้วยปัญญา ก็ไม่ยึดถือเอาไว้ แต่เพียงอาศัย เมื่อปรินิพพาน เป็นปริโยสานก็ปล่อย ไม่ยึดถือ เอาเป็นอัตภาพ ที่จะเป็นพลังงานรวมตัวเป็นเราอีกแล้ว แยกไปเป็นเศษ ดินน้ำไฟลมไปแล้ว หมดอัตตา หมดอัตตนียา เป็นที่สุด มันเป็นความจริงที่ว่า มันไม่มีหรอก เป็นอนัตตา ผู้ที่เข้าใจแล้ว ก็เอาไว้เพียงอาศัย อย่างเช่นอาตมานี้ จะอาศัยอยู่ไปถึง 151 ปี

เจาะลึกคำว่า กาย มาเจาะลงที่คำว่า กาย คุณจะสามารถรู้ว่า ตนเองหมดอัตตา มีอัตตาแล้ววางลงได้ เช่น ขณะที่จิตของคุณ มันไปยึดว่า เล็บนี่ของเรา ทั้งๆที่มันไม่ใช่กายแล้ว คุณก็ไปยึดว่าเป็นเรา ก็คือคุณมีอัตตา แต่ถ้าเข้าใจว่า มันไม่ใช่กายแล้ว จะไปยึดเป็นเราทำไม ใครจะมาตัดเล็บและออกไป คุณก็ไม่อาลัยอาวรณ์ คุณก็ไม่ทุกข์สุขกับมัน ก็รู้สึกเฉยๆ นั่นคือคุณไม่มีอัตตาแล้ว หมดอัตตาแล้ว ขนาดมันเป็นเล็บ มีเวทนารู้สึกได้ด้วย มันก็ยังไม่ใช่ เพราะในที่สุด ก็ต้องพรากจากกันในที่สุด เมื่อคุณเข้าใจแล้ว ก็ไม่ยึดถือ ถ้ามันต้องมีวิบาก จะต้องเป็น ก็พยายามหลบเลี่ยงเอา ก็เท่านั้นเอง ก็ได้แค่อาศัย มันเลี่ยงไม่ได้ จะไปสร้างให้มันเจ็บเอง ก็เรื่องของคุณ ถึงเวลาที่จะปรินิพพาน มันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา พลังงานที่ไม่ได้ยึดถืออะไรไว้เลย ก็สูญได้ คนที่ไม่ได้ยึดถือเป็นตัวเรา เป็นของเรา ตั้งแต่สิ่งที่ไม่ใช่กาย สิ่งที่ไม่ใช่เวทนา สิ่งที่ไม่ใช่สัญญา สัญญาเป็นตัวที่จะไปกำหนดเรียนรู้ เป็นตัวต้นของปัญญา เป็นตัวตนของปัญญาตรงที่มัน อัญญา เป็นความรู้ระดับโลกุตระ แต่ถ้าเป็นความรู้แบบโลกียะ เรียกว่า เฉกา ไม่ใช่อัญญา อัญญา เป็นตัวต้นของความรู้โลกุตระ คนแรกของโลกุตระคือ อัญญาโกณทัญญะ _ อัญญาสิ วตโพ โกญทัญโญ อาตมาว่า พวกเราผ่านจุดโสดาบันแล้ว สัญญาที่เป็นโลกุตระ เป็นขั้นต้นของปัญญามาแล้วก็ตาม รู้ว่าอันนี้หยาบ เป็นอบายภูมิ ก็หมดภพแล้ววางเฉยได้ เลื่อนชั้นเป็นสกิทาฯ อนาคาฯ ก็มาได้เรื่อยๆ ถ้าพิจารณากายในกาย กายนอกกาย พิจารณาเห็นว่า อันไหนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ก็ใช้สัญญากำหนดรู้ว่า ยึดจริงหรือไม่ยึดจริง ถ้ามีปฏิภาณความรู้ ก็จะวางได้ทันที ถ้าไม่มีปัญญา ก็ค่อยสั่งสม ปัญญา ปัญญินทรีย์ เต็มก็เป็นปัญญาพละ ก็ต้องเกิดจากของจริง ต้องมีการสัมผัสเป็น มัคคังคะ มีกายสัมผัส แล้วอ่านของจริง มันถึงจะเป็นจริงทุกปัจจุบัน ปัจจุบันคือ ขณะที่มีองค์ประกอบครบเห็นภายนอกด้วย ยิ่งสิ่งที่มันไม่ละเอียดเกินไปนัก คนอื่นก็ร่วมรู้ได้ทันที แม้สิ่งที่ละเอียด คนอื่นก็พอรู้ได้บ้าง มันจะไม่ใช่รู้คนเดียว ต้องมีคนอื่นรู้ด้วย จึงเรียกว่า เป็นสัจจะ ยิ่งคนทั้งโลกรู้ได้เลย เช่นอันนี้สีแดง คนประสาทตาไม่เสีย ก็เห็นเหมือนกัน นอกจากคนตาบอดสี แดงคือแดง ตรงคือตรง เหลี่ยมคือเหลี่ยม สัมผัสรู้ร่วมกัน จะเรียกว่า สมมุติสัจจะก็ตาม

กายของเล็บ อัตตา ไม่เป็นอัตตา ไปถึงคำว่า กาย เล็บ ถ้าผู้ใดชัดเจนในความรู้ว่า เมื่อใดมันเป็นอัตตา เมื่อใดไม่เป็นอัตตา เล็บ ถ้าคุณเข้าใจว่า มันไม่เป็นอัตตาก็ต่อเมื่อ ไม่ใช่องคาพยพของเรา ตัดออกไปก็ถูก เป็นเบื้องต้นง่ายๆ มันเป็นคนละส่วนกับ องคาพยพของตัวเรา ก็ตัดออกไปแล้วแล้วเราก็ไม่มีเวทนา คนเริ่มเข้าใจว่า มันไม่ใช่กาย มันไม่ใช่ตัวเรา คุณ ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เล็บนี้มันก็ไม่เจ็บปวด ไม่เดือดไม่ร้อนอะไร แต่ถ้าคุณยังยึดถืออยู่ มันก็เป็นอัตตา ยังยึดเป็นเรา แต่ถ้าไม่ยึดเป็นเรา ก็ไม่เป็นอัตตา ไม่ใช่กาย ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่อัตตา ยิ่งตัดออกไป ก็ยิ่งไม่ใช่อัตตา คนนี้เป็นคนไม่มีอัตตากับเล็บ มันเป็นพีชนิยาม เท่านั้น ถ้าจิตนิยามคุณยึดเป็นเรา ก็มีอัตตาในจิตนิยาม แต่ถ้าคุณเข้าใจได้ว่า แม้เล็บส่วนที่เจ็บได้ มันก็ไม่เที่ยง ไปยึดเป็นเราก็เป็นอัตตา ก็พยายามรักษาไม่ให้เจ็บ ถ้ามันเจ็บก็ไม่สมดุล มีสิ่งกระทบกับเล็บ ก็พยายามอย่าให้เกิด ให้ระงับ หยุดสิ่งที่ขัดแย้งไปไม่รอด แล้วเกิดพลังงานที่ใช้งานอยู่สะดุด ก็เกิดอาการเจ็บหรืออาการอื่น ก็จะเข้าใจได้ว่า ถ้าแม้มันเจ็บ ก็เพราะว่า มีเหตุปัจจัยไม่สมดุล เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างอาตมา เจ็บอย่างนั้นอย่างนี้ หมอก็ยังหาเหตุไม่ได้ มันจะไปทั้งชาติก็แล้วไป ว่ามันจะมากขึ้นหรือน้อยลง สำหรับวิบาก เรื่องถูกคนทำร้าย ก็ยังไม่เคยมีใคร มาถีบมาเตะในชีวิต ทั้งที่อาตมา ยียวนไม่เบานะ มันควรจะได้เจอ แต่ไม่เจอ อันนี้ก็เห็นว่า เป็นวิบากดี แต่อย่าไปหลงทำยียวนเพิ่ม สักวันก็เจอจนได้

591202_พุทธศาสนาตามภูมิ แยกแยะกายคือ จิต มโน วิญญาณ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน