แสดงธรรมด้วยภูมิพ่อครูจนเกิดหมู่กลุ่มสาธารณโภคี.docx
เนื้อหาในไฟล์
แสดงธรรมด้วยภูมิพ่อครูจนเกิดหมู่กลุ่มสาธารณโภคี พ่อครูว่า... อาตมาก็จะเป็นคน 3 วันดี 4 วันไข้ตลอด นอน อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นจริงตามที่อาตมาเคยพูดเคยกล่าวไว้ เพราะสังขารอาตมามันฝืนสังขารมาได้จนสุดปลายแล้ว พยายามต่ออายุค่า ต่อแล้วก็ฝืนสังขารมา ได้เกินนักษัตรหนึ่งแล้ว 72 มาถึง 84 แล้วก็ต่อมาอีกสัก 84 มาถึง 90 มันยังไม่ได้ 90 มันได้ครึ่งปีแล้ว 89 ปี 6 เดือนกว่าๆ ถ้า 5 ธันวาคมก็ 6 เดือนพอดี นี่เกิน 5 ธันวาคมมาถึงมกราคมแล้ว ก็เป็น 7 เดือนกับอีก 7 วัน เอ๊ ตัวเลขสวยๆนะ _สู่แดนธรรม... ตรงนี้ที่ผมสังเกตว่า ทำไมบรรดาพระคุณเจ้าทั้งหลาย ทำไมไม่เคยเอาวิชาเหล่านี้มาแสดงให้รู้ว่า การเจริญอิทธิบาทสามารถเจริญอายุต่อไปได้ ผมก็เพิ่งจะรู้จากพ่อท่านว่ามีแต่พ่อท่านที่เอามาแสดงความอัศจรรย์นี้ พ่อครูว่า... อ๋อมันไม่ใช่เรื่องธรรมดานะผู้ที่จะต่ออายุขัยนั้นไม่ใช่ธรรมดา ผู้จะต่ออายุขัยได้ไม่ใช่ธรรมดา เอาน่ะพูดไปแล้วมันก็เป็นการพูดเว่อร์ๆไปเท่านั้น พูดเป็นเรื่องอจินไตยเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจก็ผ่านๆไปเถอะ อาตมาก็พูดไปก็เปรยไปเท่านั้น คนบางทีก็ไม่เชื่อถืออะไรหรอก มันเป็นเรื่องพิเศษ มันเป็นเรื่องที่เกินสามัญธรรมดา _สู่แดนธรรม... ตามจริงในหลักฐานก็มีกล่าวไว้นะครับที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ พ่อครูว่า... ก็เคยนำมาอ้างอิงอยู่ _สู่แดนธรรม... แสดงว่าธรรมดามีคนทำได้ พ่อครูว่า... มีคนทำได้ อาตมาก็ยังดีใจที่ว่าอาตมาเกิดมาชาตินี้นำธรรมะพระพุทธเจ้ามา มาสืบทอดต่อนี่ แล้วอาตมาก็ยังมั่นใจว่าอาตมาทำได้ ตรงตามพระไตรปิฎกเล่มฉบับสยามรัฐนี่แหละ มีตรงก็ยืนยันอ้างอิงตามสูตรนั้นสูตรนี้ ตามพระพุทธพจน์นั้นพระพุทธพจน์นี้ อ้างอิงไปมาตลอด อันนี้แหละเป็นหลักฐานยืนยันว่า อาตมาผิดหรือถูกอันนี้ ผิดหรือถูก ซึ่งอาต
อ่านต่อ
มาก็ยืนยันแล้วออกมาอธิบายอ้างอิงแล้วว่า การที่อาตมานำธรรมะพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มาอธิบายมาประกาศสืบทอด ต่อของพระพุทธเจ้าในยุคนี้แล้วที่มันเสื่อมเต็มที่แล้วนี่ ก็ยืนยันมันเสื่อมก็พูดยืนยันว่ามันเสื่อมไม่ได้พูดเอาเองพระพุทธเจ้าก็ตรัสยืนยันไว้ อ้างอิงไว้ในอานิสูตรก็เอามายืนยันว่ามันจะเสื่อม ก็มันเสื่อมจริงๆ แล้วอาตมาก็นำมาประกาศในยุคเสื่อมนี้ คนก็เข้าใจได้ ขณะที่คนเสื่อม ยาก ถูกครอบงำทางความคิดไปในทางผิด ในความรู้ที่ผิดๆ อาตมาก็มาฟื้นขึ้นจนกระทั่งมีคนเข้าใจรับได้ และ เอาไปปฏิบัติจนกระทั่งมีเป็นหมู่เป็นกลุ่มเป็นคณะเลย เป็นคณะของชาวอโศก ที่เขาจัดว่าเป็นนิกาย เขามาว่าเราทำนิกาย ดูเหมือนจะมีคนพูดถึงเรื่องนิกาย เดี๋ยวจะได้อธิบายเรื่องนิกายกับนานาสังวาส แล้วเราก็สามารถทำได้อาตมาทำได้ถึงขนาดยืนยันว่า ทำให้พวกเรามารวมตัวกันอยู่เป็น สาราณียธรรม 6 มาอยู่กันด้วย เป็นหมู่กลุ่มเป็นชุมชนสังคมที่อยู่กันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วก็ทำมาหากินเลี้ยงชีพกัน ลาภที่ได้โดยธรรม ก็เอามาเข้ากองกลางหมด ลาภธัมมิกา ที่อาตมาขยายความด้วยภาษาสมัยใหม่ เสียภาษีให้แก่กองกลาง 100% ซึ่งเป็นเรื่องสุดพิเศษไม่มีใครทำได้ ไม่ว่าจะการบริหารในระบบคอมมิวนิสต์ ในระบบประชาธิปไตยต้องการคนผู้มีรายได้มากๆ นี่เสียภาษีเข้ารัฐทั้งหมด ไม่ใช่ทั้งหมดแต่มากที่สุด มากที่สุดเขาก็พยายาม อย่างคอมมิวนิสต์ก็ออกกฎหมายแรงน้อย เอาจากคนที่ได้มาขอกองกลางเยอะๆ ส่วนประชาธิปไตยอิสระเสรีกฎหมายก็ไม่ค่อยตรง ซูเอี๋ยกับคนรวยอะไรต่ออะไร ก็ได้เท่าที่มันได้ แต่ชาวอโศกเราทำได้ถึงขั้นเสียภาษี 100% คนที่จะทำส่วนตัวเขาก็ไปๆมาๆ ไม่ใช่สมาชิกที่อยู่ในสังคม ผู้ที่เป็นสมาชิกอยู่ในชุมชนในสังคมชาวอโศกเลย ก็ทำงานไม่ได้มีรายได้อะไรกัน ทุกชุมชนทุกแห่ง ชุมชนชาวอโศก ซึ่งเป็นเรื่องที่มันเกินที่มนุษย์มนาทั่วไปในโลกที่เขาจะทำได้ อาตมายืนยันถึงขั้น ว่าในยุคพระพุทธเจ้าก็ยังทำไม่ได้ในสังคมประชาชน เพราะมีข้อจำกัด 1. ไม่ใช่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2. ไม่ใช่ยุคทาส ที่มีนายทาสลูกทาสอะไร 3. ไม่ใช่ยุคที่คนไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน ยุคนี้ข้อจำกัดเท่านี้หมดไปไม่ใช่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใช่ยุคทาสเพราะเลิกทาสหมดแล้ว ทุกคนมีอิสรเสรีภาพเต็มที่ ที่ จะยอมรับอะไรต่ออะไรได้คือเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในชาวอโศกเสียภาษี 100% ไม่ได้บังคับ ไม่ได้ไปล่อหลอกมา ไม่ได้ไปหว่านล้อมมา ถ้าล่อหลอกมาหว่านล้อมมามันไม่ทนหรอก มาก็โดยสมัครใจเขา เขาเห็นว่าเขาอยู่ไม่ไหวเขาก็ออกไปเองเป็นอิสระ เขาอยู่ไว้เขาก็อยู่เขาอยู่อย่างจะฝืนจะทนได้ก็ฝืนทนอยู่ มันเป็นเรื่องของส่วนตัวเขาจริงๆ อิสระ _สู่แดนธรรม... ไล่กลับบ้านไม่ไปด้วย ไม่อยากกลับก็มี พ่อครูว่า... ไม่อยากกลับก็มี นอกจากมีความจำเป็นเขากลับไปบ้านก็มีไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากกลับ _สู่แดนธรรม... นี่คือภูมิของพ่อท่านที่สมกับชื่อรายการพุทธศาสนาตามภูมิ ในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวไว้ไม่กี่คำเรื่อง สาธารณโภคี พ่อครูว่า... อยู่ใน สาราณียธรรม 6 _สู่แดนธรรม... มีอยู่ใน 2พระสูตรนะครับ ใจความมีแค่ใน 2 พระสูตรซึ่งดูโดยรวมแล้วแทบไม่มีความสลักสำคัญอะไรกับความเป็นศาสนาเลย พ่อครูว่า... เป็นเรื่องสุดยอดของศาสนาเลยไม่มีศาสนาใดเทียมเท่า ไม่ใช่ไม่มีศาสนา ระบบการปกครองของสังคมประเทศไม่มีใครทำได้ นอกจากของศาสนาพุทธ แล้วที่อาตมานำมาทำได้สำเร็จในยุคนี้นี่มันเป็นเรื่องสุดวิเศษสุดยอด สุดวิเศษสุดยอดเพราะเป็นยุคที่ข้อจำกัดทั้ง 3 มันหมดไปมันจึงทำได้ ยุคพระพุทธเจ้าก็ทำได้ในองค์ สงฆ์ ในหมู่ สงฆ์ เท่านั้น ที่จะทำ สาธารณโภคี เป็นหมู่สงฆ์แต่เขาไม่รู้จักสาธารณโภคี ในหมู่สงฆ์หมู่ใหญ่เขาไม่รู้จัก นึกไม่ออกด้วยถ้าอาตมาไม่นำมาไม่มีหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกเขาก็หาว่าอาตมานอกรีตนอกทาง แต่นี่เขาเถียงไม่ได้เพราะพระไตรปิฎกยังอยู่ยืนยัน _สู่แดนธรรม... มีคนข้องใจนะครับว่าพ่อท่านนึกอย่างไร อยู่ดีๆถึงส่องเห็นและทำเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา พ่อท่านสำรวจอะไรหรือเปล่า พ่อครูว่า... ไม่ได้สำรวจเป็นไปตามเหตุปัจจัย อาตมาทำงานศาสนา เข้ามาบวชปั๊บ ไม่ได้เจตนาหรอก พอมันเกิดหมู่ชุมชนหมู่บ้าน หมู่ชุมชนของเราขึ้นมา ตั้งแต่หมู่แรกมาเรื่อยๆ มันก็เป็น สาธารณโภคี โดยปริยาย โดยอัตโนมัติมาแล้ว _สู่แดนธรรม... ตอนแรกพ่อท่านยังไม่รู้ใช่ไหม พ่อครูว่า... ไม่ ตอนแรกอาตมาก็ยังไม่รู้ว่านี่คือสภาพสาธารณโภคี แต่มันเป็นสัจจะแล้ว ตอนหลังมาก็เห็นว่าพวกเรานี่มาเห็นในพระไตรปิฎก อ้าว มี สาราณียธรรม 6 มี สาธารณโภคี (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... พ่อครูเคยบอกว่าทำตามเหตุปัจจัยไป แต่ความเป็นจริงของสังคมมันเป็นหลักฐาน เป็นสักขี ไปตามธรรม คนเราสามารถบริโภคร่วมกันได้ ต้นเหตุมาจากพระภิกษุบางรูปออกบิณฑบาตแล้วเขาไม่ใส่บาตร ถ้าปล่อยให้ท่านหากินตามลำแข้งตัวเอง ท่านคงอดตายแน่ พระพุทธเจ้าก็เลยออกกฎให้ภิกษุเฉลี่ยลาภแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ก็ทำได้แค่ภิกษุกับภิกษุเท่านั้น แต่เหตุปัจจัยก็คือพ่อท่านเห็นว่าสอดคล้องกับธรรมะที่ปรากฏขึ้นแล้ว จึงพากันสร้างระบบสาธารณโภคี พ่อครูว่า... มารวมกันเป็นกองกลาง มันเป็นไปโดยอัตโนมัติเราถึงเห็นว่ามันเป็นไปปานฉะนี้เชียวหรือ คือทุกคนทำมาหากินร่วมกันแล้วทุกคนก็ไม่เอาเงินเอาทองอะไร ไม่เอารายได้เป็นของส่วนตัว เพราะว่าเรามารวมอยู่แล้ว เราก็มามีอาชีพ อยู่ในส่วนสังคมเรา มันก็เป็นอาชีพส่วนกลาง อาชีพเรามีกสิกรรม ถ้าเป็นด้านทางอุตสาหกรรมเราก็ไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ ถึงแม้ว่ากสิกรรมก็ไม่ได้ขายอะไรมากมาย เลี้ยงกันเอามากินใช้ มาอาศัยกินใช้ แล้วก็มีค้าขายบ้าง อย่างค้าขาย แต่ไหนแต่ไรเราก็ไม่ได้ค้าขายกะจะเอากำรี้กำไรอะไรตั้งแต่ต้น จนกระทั่งมีหลักเกณฑ์ในการค้าขาย อย่างแย่ที่สุดก็ต่ำกว่าราคาตลาด 2. เท่าทุนอันดับ 3. ต่ำกว่าทุน 4. แจกฟรีอะไรอย่างนี้ ก็เป็นหลักเกณฑ์สิ่งที่เราปฏิบัติประพฤติ ไม่ได้ตั้งมาโก้ๆ หลักเกณฑ์ต่างๆนี้เราประพฤติและทำได้จริงๆ เราก็เจริญด้วยการมีหลักเกณฑ์เหล่านี้ไปตามความเจริญ 670112 ตอบปัญหาพุทธศาสนาตามภูมิพ่อครู พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก