สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน พระอภิธรรมคืออะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน พระอภิธรรมคืออะไร _พระไตรปิฎกกับพระอภิธรรมมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร พ่อ ครูว่า...พระไตรปิฎกก็คือสามตะกร้า ตะกร้า 1 ใส่พระวินัยตะกร้า อีกอันนึงใส่พระสูตร อีกตระกร้าหนึ่งใส่พระอภิธรรม ถามว่าพระไตรปิฎกกับพระอภิธรรม (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ก็ตอบครบแล้วไง พระไตรปิฎกคือ 3 ตะกร้า พระอภิธรรมก็คือตะกร้าหนึ่งของพระไตรปิฎกก็จบแล้วไง นี่ก็พูดเป็นรูปธรรม ธรรมดา เนื้อหาสาระคือ คําสอนพระพุทธเจ้าที่รวบรวมเรียบเรียงไว้แล้วใช้เป็นคัมภีร์หลักฐานก็มีสามตะกร้านี้เท่านั้นเรียกว่าพระไตรปิฎก นอกนั้น ไม่ใช่ พระไตรปิฎกคือข้อเขียนคำร้อยเรียงของพวกอาจารย์ต่างๆ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าที่รวบรวมมาตั้งแต่เดิมที่เรียกว่าพระไตรปิฎก อาตมาไม่อ่านคำสอนของคนต่างๆแต่เอาพระไตรปิฎกเป็นหลัก อภิธรรมคือ ธรรมะชั้นสูงที่เข้าถึงจิตเจตสิกรูปนิพพานผู้ที่อธิบายธรรมะถึงขั้นอภิธรรมแล้วทำให้ผู้ที่ฟังแล้วปฏิบัติธรรมะถึงจิตเจตสิกได้ พวกเราปฏิบัติไปถึงเวทนาเจตสิกถึงขั้นธรรมะ 2 กำจัดอกุศลเวทนาให้เป็นกุศลเวทนาได้ ทำให้เป็นเนกขัมมสิตเวทนาได้ เป็นอภิธรรมล้วนๆ พวกเราก็ได้ประโยชน์ไปตามลำดับ จนสังคมพวกเราทุกวันนี้เป็นสัปปายะ 4 เพราะว่าพวกเราได้ฟังธรรมะแล้วปฏิบัติตามจนมีมรรคผลสมควรแก่ธรรมจริง แล้วก็เป็นผลให้เราได้อาศัยสบายเป็นสัปปายะ 4 อยู่อย่างนี้คือสถานที่ที่ดี สถานที่นี้คนพาลไม่เข้ามาคนชั่วไม่เข้ามาเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะมีธรรมะสัปปายะ มีนักปฏิบัติธรรมอยู่อาศัยมีเครื่องอาศัยเป็นอาหาร 4 กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร รู้เจตนาของตน ผู้ใดปฏิบัติธรรมไม่รู้จักธรรมะ 2 คือรูปกับนาม แล้วก็นามนี่แหละ รูป 28 นาม 5 เวทนาสัญญาเจตนาผัสสะมนสิการ ต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่ทํามนสิการปฏิบัต
อ่านต่อ
ิต้องทำใจในใจให้เป็นถ้าคนที่ทำใจในใจไม่เป็นหรือมิจฉาทิฏฐิก็จะไม่ได้ผลเลย ยกตัวอย่าง พวกนั่งหลับตา เขาทำใจในใจ มนสิการ แต่เขาทำแบบมิจฉาทิฏฐิทำไม่เข้าร่องรอยของพุทธเจ้า เพราะว่าปฏิบัติธรรมแบบไม่มีเวทนา นาม 5 ขาดเวทนา ขาดผัสสะ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็เลยไม่มีทั้งเวทนาไม่มีผัสสะ จะเอาสัญญาไปกำหนดก็เป็นการกำหนดที่วิปลาสกำหนดผิด สัญญาไปกำหนดอดีตหรืออนาคต ไม่มีตัวจริงที่เป็นเวทนาเกิดในปัจจุบันนี้ เวทนา ในปัจจุบันมันเกิดทุกข์หรือสุขหรือเป็นเวทนาที่มีกิเลสประกอบ แล้วคุณก็ต้องวิจัยแยกแยะกิเลสให้ได้ แล้วกำจัดกิเลสตัวนี้ มันจึงเป็นปัจจุบันธรรม เป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ไปหานิพพานปัจจุบัน ผัสสะไม่มีเวทนาไม่มี นี่คือนาม 5 เขาตกไปหมด สัญญา กับเจตนา เจตนาคือ คุณจะต้องรู้มโนสัญเจตนาที่เป็นเจตนา 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คุณต้องรู้กามก่อน ปฏิบัติกิเลสกามก่อน จนหมดกามก็เหลือภวตัณหา ทำที่ภวตัณหาอีก รูปภพ เป็นภวตัณหาขั้นกลาง มาดับอรูปภพก็เป็นภวตัณหาข้นปลายหมดก็เป็นวิภวภพ ดับกามภพ รูปภพ อรูปภพ หมด ตัณหา คุณก็เป็นเจตนาที่สมบูรณ์แบบบริบูรณ์ มีผัสสะต้องทำใจเป็นมนสิการเป็น แต่ว่ามนสิการทุกวันนี้แปลว่าเป็นพิจารณาเฉยๆ มันไม่ใช่ แต่แปลว่าทำ มนสิการ ไม่ได้แปลว่าพิจารณาแต่แปลว่าทำ ทำที่ใจ ก็ไปแปลว่า พิจารณา เพราะว่ากำหนดไม่ถึงสภาวะธรรม นักบาลีเปรียญ 9 ก็แปลว่า ให้ถ่องแท้แยบคายเท่านั้นไม่ได้ไปถึงที่เกิด เขาก็ว่าพิจารณาแยบคายอะไรไม่รู้ แต่ที่จริงให้มนสิการ แยกแยะกิเลสในจิต แล้วทำเวทนา ระหว่าง เคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนา หากทำธรรมะสองนี้ได้ จับให้เข้าเป้า ทั้งมโนปวิจาร 18 แล้วทำให้เป็นเนกขัมมะให้ได้ นี่คือหัวใจศาสนาพุทธ ไปนั่งหลับตาจะเกิดมโนปวิจาร 18 ได้อย่างไร? มโนปวิจาร ต้องเกิดทางทวาร 6 แล้วมีสุข ทุกข์ อุเบกขา แล้วแยก เนกขัมมะกับเคหสิตะให้ได้
พวกเราหากไปนั่งฟังอ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์เข้าไปซักถามน่าจะสนุกนะ _สู่แดนธรรมว่าไม่สนุก...เขามีอีกแบบแล้วยึดมั่นถือมั่นแบบเขา _ดุลเพชรว่า...หากเราพูดนอกกรอบเขาแย้งเขาไม่ได้ก็จะถูกกันออก _สู่แดนธรรมว่า..มันเป็นธรรมะไหม? พ่อครูว่า..เขาว่าคำนี้เลย610920_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 16