สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน สรุปเตวิชชสูตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน สรุปเตวิชชสูตร มาสู่บทเรียนที่เราได้ สำทับไว้ เตวิชชสูตร เป็นสูตรสุดท้ายที่ ท่านได้เรียบเรียงเอาไว้ พระไตรปิฎกฉบับนี้เป็นของพระมหากัสสปะเป็นผู้เป็นประธาน กับพระอรหันต์อีก 500 รูป หลังจากพระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์แค่ 2 เดือน ก็ได้เรียบเรียงทำพระไตรปิฎกเล่มนี้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ใหม่สดเป็นเรื่องที่มันจะหลุดไปบ้างผิดเพี้ยนไปบ้างก็แล้วแต่ ผ่านมาสองพันกว่าปี อาตมาก็จริงใจตามที่มีภูมิว่า กำลังบอกประเด็นที่ว่านี้เป็นสูตรที่ 13 ไม่ใช่พรหมชาลสูตรที่เป็นสูตรเริ่มต้นที่ท่านตีทิ้งสมาธินั่งหลับตาที่จะได้แต่อดีตกับอนาคตในสัญญา ปัญญามันจะมีในปัจจุบัน ลืมตาครบสัมผัสภายนอกภายในมีธรรมะ 2 ในพรหมชาลสูตรมีอันตคาหิกทิฏฐิ ก็ค่อยขยายความไป จากพรหมชาลสูตรแล้ว ที่ตีทิ้งผู้ไปปฏิบัติกับอดีตกับอนาคตไม่มีทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นิพพานจะป็นธรรมะในปัจจุบันลืมตาอยู่กับอาโลก มีแสงสว่าง ตากระทบแสง ตาไม่บอดหูไม่หนวก รู้จักตาหนวกหูบอดไหม มันหนักกว่าตาบอดหูหนวกอีกนะ อินทริยภาวนาสูตร พระพุทธเจ้าบอก อุตตรมาณพ ว่า หากอาจารย์เธอสอนแบบให้ปิดหูปิดตาอย่างนั้น คนที่ตาบอดหูหนวกก็ต้องบรรลุหมดสิ พรหม เป็นพยัญชนะ พ นี่เป็นพฤติกรรม ร คือพลังงาน ห คือแท้จริง จริงๆ เป็นตัวเศษวรรคตัวสุดท้ายเลย ห คือตัวมีตัวเป็นตัวจริงครบ ม คือจิตวิญญาณ พรหม ตัว พ.นี้เอาครึ่งเดียว จะเป็น ว ก็ได้ ว คือเศษวรรค พ กับ ว.จึงใช้แทนกันได้ เป็นพฤติกรรม พฤติบท กิริยาอาการที่ใช้งานแท้ๆ 9 คือภาวะปัจจุบันที่พลังงานเต็มสุด ปางของพระพุทธเจ้าคือ ปาง 9 ส่วน 0 นี้ พระพุทธเจ้าก็ไม่มี หรือคนมัวเมาก็ 0 ได้ ซึ่งเราไม่เอา เอา 0 อย่างมีปัญญา ในเตวิชโชสูตร พระพุทธเจ้าสอน วาเสฏฐะว่า ประเด็นสะอาดบริสุทธิ์ของเทวะ คือพรหม
อ่านต่อ
ที่เป็นวิสุทธิเทพ พระพุทธเจ้าแยกเทวดาไว้สามอย่างคือ สมมุติเทพ อุปัติเทพ วิสุทธิเทพ ๑. สมมติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ). . ๒. อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเกิดความเป็นอาริยะ) . ๓. วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) (พตปฎ. เล่ม 30 ข้อ 654) ผู้ที่ยืนยันได้มีสภาวะจริงเป็นปัจจัตตัง ก็จะชัดเจน สมมุติเทพคือโลกียะ จะมีความสุขทุกข์ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ซึ่งมันไม่มีจริง คนเราหากล้างกิเลสที่ติดใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในโลกธรรม ในตัวตนกิเลส ลดละจางคลายได้จริง ต้องศึกษาเอง สัมผัสเอง อ่านออกเองรู้เองด้วยตน เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ก็ไม่รู้จะบอกอย่างไร อาตมาก็สื่อตามสภาวะ ผู้ที่รู้ตรงชัดกับอาตมาก็ยิ่งตรงชัด ยิ่งมีมากคนตรงกันมากคนเข้าก็ยิ่งยืนยันพิสูจน์แท้จริง เป็นของจริงพิสูจน์ได้ มีธาตุรู้โลกุตระที่หลุดจากโลกีย์ แต่ก่อนต้องได้มีเป็นอย่างแรก เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว วาง จางคลาย ทีละเรื่องทีละส่วน ทีละจุดทีละรูปธรรม นามธรรม มันไม่ง่าย คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) กิเลสมันตายสนิทอย่างไม่เกิดอีกเลย แต่ก่อนมันมีในจิตเรา แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีในจิตเราเลย ตัวอื่นๆก็เช่นกัน เราก็ต้องทำต่อๆๆ จะยิ่งมีตัวอย่างของจริงที่เราปหานออกไป ยิ่งปหานออกไปเรายิ่งโล่งว่าง พลังงานดีเรายิ่งจะมีมากขึ้น เอาไปทำประโยชน์คุณค่าให้แก่ผู้อื่นได้อีก เราก็ยิ่งน้อยลงอาศัยน้อยลง มันย้อนแย้ง หมุนรอบเชิงซ้อนสลับไปมา เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ ปณีตา คือประณีตละเอียดซับซ้อน ไม่ได้ด้วยการขบคิดผกผัน เรียนรู้แต่เหตุผล ขบคิดกัน สัมพันธ์ด้วยพยัญชนะไม่ใช่แต่ต้องมีจิตที่เป็นตัวเป็น แม้ที่สุดเป็นแล้ว จะไม่เป็นก็ได้ เพราะสั่งสมเป็นแกนที่จิตแน่นแล้ว เหมือนไม่มี แต่มีเป็นฐานให้เรา ตัวมีตัวนี้คือตัวปัญญาที่แท้มันเป็นตัว ฐ ตัว ฐ. มีทั้งสระอี สระอุ สระอู มันมีตัว จ. เป็นตัวรู้ แต่ สระอี อยู่เหนือ จะมีปัญญาอยู่เหนือ เรียกวาปัญญาเป็นอุตระแท้จริง สภาวะที่ปัญญาอยู่เหนืออย่างไร มันเป็น จ ที่ สละ เอาสระอี สระอุ สลัดทิ้งไปแล้ว จ.จานเป็นตัวแจ้งตัวจริง นี่ ถ้าเรามีสภาวะตามอักษรหรือพยัญชนะ เป็นเรื่องจริงที่สุด พวกที่เรียนตำราบาลีมา มาเจออาตมาที่เป็นนักสภาวะแท้ เขาตีทิ้งเลยไม่เข้าหลักไวยากรณ์เขา เขาเรียนกันแต่บัญญัติไม่มีสภาวะรองรับ แต่อาตมาเอาสภาวะเป็นหลักแล้วดึงเอาพยัญชนะมาเข้า ก็ยังสับสนอยู่ แต่ถ้าครบกว่านี้จะชัดกว่านี้ อาตมาจึงพยายามไม่ตายให้ไว สู่แดนธรรมว่า...ที่เขาไม่เชื่อเพราะสภาวะของพ่อครูไม่ตรงกับบัญญัติเขา พ่อครูว่า...ใช่สภาวะของอาตมาไม่ตรงบัญญัติเขา เขาก็มีสภาวะแต่ไม่ลึกละเอียดเท่ากับอาตมา อาตมาอยู่แกนสภาวะ อาตมาถือว่าสภาวะเหนือชั้นกว่าบัญญัติ คนที่จะเอาบัญญัติเหนือสภาวะก็เรื่องของคุณ อาตมาเอาสภาวะเป็นหลักเอาภาษาเป็นรอง อาตมาจึงเข้าใจอัตวาทุปาทาน อุปาทานตัวที่ 4 เขาได้แต่วาทะ วาทะแปลว่าคำพูดลัทธิเรื่องราวก็ได้ คุณก็ได้แต่ปลีกๆเปลือกๆ ไม่เข้าถึงแก่น ขออภัยพูดเป็นวิชาการไม่ได้ข่มเบ่ง แม้อัตตวาทุปาทานเขาก็ไม่ไปถึงไหน
มาเข้าสู่เตวิชโช มาเอาตรงที่ความสะอาด พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องเทพไว้ 3 อย่าง ๑. สมมติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ). . ๒. อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเกิดความเป็นอาริยะ) . ๓. วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) (พตปฎ. เล่ม 30 ข้อ 654) สมมุติเทพทำเอกธรรมไม่ได้ ทำให้เป็นหนึ่งไม่ได้ ต้องเป็นสองไปตลอดกาล เทวะ แปลว่า 2 สภาวะก็เป็น 2 เป็นเมถุน ภาวะคู่ที่ปรุงแต่งกันอยู่ มีอิตถีภาวะ ปุริสภาวะผสมปนกันอยู่ แยกออกจากกันไม่ได้ แยกธรรมะสองไม่ได้ อีกอันเป็นเอกอีกอันเป็นรองแยกไม่ได้ คุณทำให้เป็นเอกธรรม ทำสภาวะที่เป็นอิตถีภาะวออกไม่ได้ก็มีสองไปเรื่อยๆ ทำเป็นหนึ่งไม่ได้ เพราะคุณไม่เรียนสัมผัสจริงวิญญาณที่เกิดจริงในขณะสัมผัส แล้วจับกิเลสออกจากจิต ทีละภาวะๆ สองก็มี อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ แล้วทำให้เป็นปุริสะได้ จนจิตสะอาดไปเป็นลำดับ610923_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ รูป 28 นาม 5 อันน่าอัศจรรย์เป็นลำดับ