271213 ศาสนากับมังสวิรัติ ปาฐกถา โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ โรงเรียน นายร้อยตำรวจสามพราน นครปฐม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2527
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์66 KB
วันที่แก้ไข8 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

271213 ศาสนากับมังสวิรัติ ปาฐกถา โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ โรงเรียน นายร้อยตำรวจสามพราน นครปฐม

วันที่ 13 ธันวาคม 2527 เจริญธรรม ท่านนักเรียนทั้งหลาย วันนี้เจาะเฉพาะให้อาตมามากล่าวมาพูด ในข้อเรื่องการทานมังสวิรัติว่ามันจะเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม หรือว่าเกี่ยวกับการพัฒนาบุคคล พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติได้อย่างไร แค่การทานมังสวิรัติ ถ้าเผื่อว่าสอดส่องข่าวคราวกระแสความนิยม หรือค่านิยมของสังคม พวกคุณทั้งหลาย ก็คงจะได้รับกระแสเหล่าน้ันอยู่ว่า ขณะนี้อาหารมังสวิรัติในประเทศไทย มีกระแสกำลังเฟื่องฟูขึ้นมาบ้างแล้ว คงจะได้ยินบ้าง อาตมาได้เน้นเรื่องอาหารมังสวิรัติ ตั้งแต่อาตมามาทำงานศาสนา ตั้งแต่บวชจนกระทั่งเรื่อยมา จนถึงปัจจุบันนี้ โดยไม่ได้เจตนาทีเดียว แต่ก็มันติดตัวมา เมื่อมันติดตัวมา แล้วอาตมาก็รู้ว่า รู้อยู่ว่า อาหารมังสวิรัติ หรือการไม่รัประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์นี่ มันเกี่ยวข้องกับศีลข้อที่1 โดยแยกกันไม่ออก นอกจากคนที่จะไปตัดเอาเองว่าคนทานเนื้อสัตว์แล้วไม่เกี่ยวกับศีลข้อ 1 เพราะว่าไม่ได้ฆ่า ถึงบางที ก็เผลอๆไผลๆ ก็ฆ่ามันอยู่เหมือนกัน เอามากิน มันก็ผิดๆ พลาดๆ อยู่ ถ้าฆ่าก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ได้ฆ่า ไปซื้อเขามา หรือว่าใครอื่นเขาซื้อมา แล้วเขามาทำให้เรากิน เราก็ปฏิเสธเสีย ว่าเราไม่ได้ เกี่ยวข้อง เราไม่ได้ฆ่า เขาก็มาทำให้เรากิน เราไปซื้อมา เขาฆ่าเป็นคนอื่น เราไม่ได้เป็นตัวคนฆ่าโดยตรง จริง มันไม่โดยตรงไปทีเดียวหรอก มันไม่ใช่ตรงเป๊ะทีเดียวหรอก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันห่างเหินเลย มันใกล้ชิดอยู่ โดยสามัญสำนึก ไม่ต้องไปเอาหมากรุกหลายชั้น หมากรุกชั้นเดียวก็เข้าใจแล้ว ว่าการกินเนื้อสัตว์ มันจะต้องเกิดการฆ่าสัตว์ ไม่ใช่เรื่องลึกลับ ยิ่งมันสมองของปัญญาชนแล้ว ก็คิดดีๆ ไม่ต้อง

อ่านต่อ

เลี่ยง แล้วมันก็เลี่ยงไม่ออกหรอก ว่าการกินเนื้อสัตว์แล้ว คือการมัน ไม่ไปถึงสภาพการต้องฆ่าสัตว์ มันไม่มีการเลี่ยง เลี่ยงกันไม่ออกน่ะ อาตมาเอง เป็นผู้ที่รู้สึกว่าถ้าจะสอนศีลข้อที่ 1 ก็บอกว่าอย่าฆ่าสัตว์ มันก็ไม่ได้ มันไม่กระเตื้อง เพราะว่าคนเรามันชินชาคำสอนอันนี้มานานแล้ว มันเป็นคำสอนตาย ที่มันไม่มีผลกระเทือน แม้จะกระทบหู พูดเข้าใส่หูอย่างไร มันก็ไม่มีปฏิกิริยาแล้ว มันเป็นคำสอนหรือคำกล่าวที่ตายแล้ว ในหมู่พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะคนไทย เถรวาท บอกว่าอย่าฆ่าสัตว์ อย่าฆ่าสัตว์ รู้แล้ว รู้แล้ว ศีลข้อ 1 อย่าฆ่าสัตว์ รู้แล้ว มันไม่มีปฏิกิริยาเลย เมื่อสิ่งใดไม่มีปฏิกิริยา พวกคุณเรียนวิชาการอะไรต่ออะไรมาแล้ว ก็คงจะทราบ เมื่อไม่มีปฏิกิริยา ทุกอย่างก็ไม่มีการพัฒนา ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการเกิดอะไรขึ้น มันก็สูญอยู่อย่างเก่า เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะสอนว่าอย่าฆ่าสัตว์ มันเซ็งแล้ว มันตายแล้ว ไม่มีปฏิกิริยาแล้ว ดังกล่าว ก็มาสอนเสียว่า อย่ากินเนื้อสัตว์ มันก็เป็นคำสอนที่ถ้าพูดกันในภาษาทางวิชาการของศาสนา หรือของธรรมะ ก็เรียกว่าเป็นอธิศีล ซึ่งไม่ใช่อธิศีลที่สูงส่ง อะไรในศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ แล้วก็บอกกำหนดลงไปว่าไม่กินเนื้อสัตว์ มันก็ไม่ใช่ อธิ หมายความว่า มันยิ่งขึ้น มันสูงขึ้นกว่าปกติแล้ว ยังไม่ได้อธิมากมายอะไร ไม่ได้สูงส่งขึ้นมากมายอะไร เล็กน้อยเท่านั้นเอง เมื่อเอาบทปฏิบัติ หรือ หลักการข้อนี้มาให้คนประพฤติ โดยไม่ต้องบอกแกหรอกว่า นี่ศีลข้อ 1 นะ ไม่ต้องไปบอก เขาก็รับ แล้วเราก็สาธยายเหตุผลอันนี้ ถ้าเราจะไปสาธยายว่า ฆ่าสัตว์ สัตว์มันเจ็บนะ สัตว์มันก็กลัวนะ สัตว์มันก็อย่างโน้นอย่างนี้นะ ก็เซ็งอีกแหละ เพราะว่า ถ้าสาธยายเหตุผลโดยตรงของอันนั้น เขาก็รู้มาแล้ว ก็เคยได้ยินมาแล้ว ได้ฟังมาแล้ว ท่องสวด สัพเพ สัตตา อเวราโหนตุ สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยทั้งหมดทั้งสิ้นอะไร ก็ท่องมานักหนาแล้ว เพราะฉะนั้น อย่าฆ่ากันเลย อย่าแกงกันเลย อะไร ก็พูดกันมามากแล้ว เพราะฉะนั้น แทนที่จะพูดอย่างนั้น ก็มาวิเคราะห์ใหม่ว่า ไม่กินเนื้อสัตว์ ดีอย่างไร ไม่กินเนื้อสัตว์ มีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์ทางช่วยเศรษฐกิจ ช่วยสุขภาพกายมนุษย์ ทำให้มนุษย์เป็นทรัพยากรที่ดีของสังคม ทางกายภาพ อาตมาอธิบายย่อๆแต่เพียงว่า มีประโยชน์ 2 อย่าง ที่จริงมีเหตุผลมากกว่านี้นะ มีคุณค่า หรือว่ามีเหตุผลมากกว่านี้ แต่ว่าเอาแต่แค่นี้ ก็พูดกันกว้างขวาง ได้แล้ว 1.มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้ใดรับประทานอาหารมังสวิรัติ มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 2.มีประโยชน์ทางสุขภาพกาย ทางชีวะร่างกาย 3-4 ซึ่งไปทางจิตภาพ อันนี้ทางกายภาพ ทางจิตภาพ ก็คือ เกิดจิตเมตตา ข้อที่ 3 ข้อที่ 4 ได้ตัดกิเลส เรื่องตัดกิเลสนี่ เป็นเรื่องพัฒนามนุษย์ อย่างยิ่ง ถ้าเผื่อว่า ใครก็ตามในโลกนี้ ได้ศึกษา จะศึกษาวิชาการความรู้ทางเทคนิค ได้ศึกษาความรู้ทางโลกๆ นี่ ศึกษาศาสตร์ทั้งหลายแหล่ ศึกษาไปเก่งกาจ สามารถ สามารถผลิต สามารถคิดนึก สามารถสร้างทั้งแรงงาน ทางฝีมือ และปัญญาให้ยิ่งใหญ่มาก ได้จริงๆ มากมายขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าเผื่อว่าไม่มีการศึกษา ไม่มีศาสตร์ ไม่มีความรู้ พัฒนาทางจิตวิญญาณ หรือทางจิตใจ ให้ลดกิเลสลงๆ แล้วความรู้ความสามารถทางฝีมือ และทางปัญญาที่ได้มากๆนั้น เป็นเครื่องมือที่เลวร้าย ทั้งเลวและทั้งร้าย ฟังดีๆนะ อาตมาไม่ได้มาดูถูกนะ อาตมาไม่ได้มาดูถูกวิชาการทางโลก วิชาการทางเทคนิค แต่อาตมากำลังวิเคราะห์ถึงสภาพที่มันเป็น แล้วมันเป็นผลอย่างนี้ มันเป็นผลเลว และผลร้ายต่อมนุษย์ คือมันจะเอาฝีมือที่สามารถ และเอาปัญญาที่มีมากขึ้นนี่ ไปเอารัดเอาเปรียบมนุษย์ในสังคม ขอซ้ำอีกที มันจะเอาความรู้ และความสามารถทางเทคนิค ทางฝีมือกับความรู้ ความสามารถ ทางปัญญา มันสมองให้เก่งเท่าเก่งเลย ยิ่งเก่งเท่าไหร่ ยิ่งชนะมนุษย์ในโลก ในสังคม ยิ่งเอาเปรียบเขา ได้มาก เพราะฉะนั้น ความล้มเหลวของสังคม อยู่ตรงนี้ ความล้มเหลวของมนุษยชาติอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่ไปศึกษา แล้วก็เร่งพัฒนาการศึกษา สอนการศึกษา ทั้งฝีมือ ความสามารถทางเทคนิค ทั้งความนึกติด มันสมอง เขาพัฒนากันเหลือเกิน เร่งกันเหลือเกิน มีอัตราเร่งในการพัฒนาความรู้ ทางด้านพวกนี้สูง มากทั่วโลก แต่เขาลืมถึงศีลธรรม จริยธรรม หรือศาสตร์ที่ลดกิเลสของมนุษย์ เขาลืม ลืมจริงๆ สังคมถึงได้เลวร้ายลงไปทุกวันๆ อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ทั่วโลก ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อาตมาไม่เคยไปเมืองนอกหรอก แต่ว่าข่าวคราวเดี๋ยวนี้ สื่อสาร คมนาคมมันข่าวมันก็มาดาวเทียมแล้ว มันไว มันถึงกันเร็วมาก เดี๋ยวนี้รู้ได้รู้ข่าวคราวเป็นไปอย่างไรๆ สังคมกำลังเป็นยังไง เราเทียบเคียงกันได้เลยน่ะ ถึงเทียบเคียงกันอย่างนั้นก็ตาม ประเทศไทย ก็ชนะโลกเขาอยู่นะ เป็นแชมป์แชมป์ ทางอาชญากรรม ประเทศไทยเรา มีการฆ่ากัน คนที่ตายเพราะถูกฆ่ามากที่สุด ประเทศอื่นสู้ไม่ได้ ไม่ได้ ถึงขนาดใน คน 1 แสนคน ตาย 27 ส่วนในประเทศอื่นเขา คนแสนคน เขาตาย ประเทศอะไร 15 เมื่อวานนี้ ก็ฟังสถิติพวกนี้คุณจำลอง ก็พูดอยู่ หยกๆ อาตมาก็จำเหมือนกัน แต่อาตมามันจำไม่เก่งเท่าคุณจำลอง สหรัฐ 10 แล้วประเทศอะไร ประเทศญี่ปุ่น เขาตายน้อยที่สุด 1.5 ญี่ปุ่นคนครึ่ง สหรัฐ 10 เมืองไทย 27 ชนะเขา น่าจะได้เหรียญทอง เหรียญทองแห่งความเศร้า เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ เราไม่คิด หรือว่าเราไม่ ไม่ได้นึกละเอียดลอออะไร เรานึกว่าเป็นผลที่ โอ๊ มันเป็นปลีกย่อย ที่จริงไม่ใช่ปลีกย่อย เดี๋ยวอาตมาจะเล่าให้ฟังว่า เรื่องแค่กินมังสวิรัตินี่แหละ จะพัฒนามนุษยชาติ และพัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติอย่างไร มันเกี่ยวเนื่องกันไปอย่างไร เรื่องอาหารการกิน เป็นกิเลส กิเลสเอามากๆ ศาสนาพุทธนี่ สอนเลย โภชเนมัตตัญญุตา การประมาณในการกินการใช้ มัตตัญญุตา จ ภัตตสมิง มีเยอะแยะ อาหารเกี่ยวกับอาหาร อาหารนี่ เป็นหนึ่งเป็นเรื่องที่ 1 เป็นเรื่องเอก เอกธัมโม เป็นธรรมะ อันเป็นที่ 1 ในเรื่องทั้งหลายแหล่ของโลก เมื่อท่านไล่ธรรมะอะไรๆทั้งหมดๆนี่เรื่องอาหารคำว่าอาหารนี่ เป็นที่ 1 คือท่านจะต้องสอน แล้วท่านจะต้องแนะนำ ทีนี้อาตมาเกริ่นแล้วเมื่อกี้ว่า ทำไมอาตมาถึงเอาเรื่องมังสวิรัติมาสอนเป็นศีล คือ เอามาสอนนี่ เอามาสอนเป็นศีล ก่อนอื่นก็ขอแซมตรงนี้ก่อน ว่าศาสนาพุทธนั้น มีหลักการศึกษา อย่างไร ศาสนาพุทธนั้นมีหลักการศึกษา เรียกว่าไตรสิกขา สิกขานี่ คือศึกษานั่นเอง ภาษาบาลีเรียกว่า สิกขา ภาษาสันสกฤต เรียกว่าศึกษานี้การศึกษา ไตรก็แปลว่า 3 การศึกษาของศาสนาพุทธนั้น คุณก็คงเคยได้ยินกันมาแล้วละ ว่าศึกษาด้วยหลักไตรสิกขา การศึกษา 3 ด้วยการศึกษาศีล อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา การศึกษาศีล ศึกษาด้วยขัดเกลาจิต แล้วก็ขัดเกลาไป จนกระทั่งถึงปัญญา เกิดปัญญา เกิดปัญญาเพราะ ปัญญาคำนี้ ไม่ใช่ความนึกคิดนะ ปัญญาคำนี้ คือ สภาพรู้ความจริง เป็นปัญญาเริ่มต้นรู้ ตั้งแต่ศีล มีความหมายอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร เอามาปฏิบัติกับเราเมื่อไหร่ วิธีปฏิบัติประจำวัน ปฏิบัติประจำวัน ใครที่จะเป็นผู้ปฏิบัติ เป็นพุทธศาสนิกชนแล้วต้องมีศีล พุทธศาสนิกชนที่ไม่มีศีล ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนมีคนถามว่า อะไรเป็นเครื่องวัดว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชน สิ่งที่เป็นเครื่องวัดของพุทธศาสนิกชน คือ ศีลของพระพุทธเจ้า ศีล 5 เป็นศีลพื้นฐาน ซึ่งพวกเราได้ยินเคยได้รู้มา ศีล 5 เป็นศีลพื้นฐาน ที่เราจะต้องมี ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่เอาของผู้อื่น ในฐานะอันเป็นขโมย ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่เมา ไม่เมาคำนี้ ลึกซึ้ง ไม่เมามันมีตั้ง 3 ตัว สุรา เมรยะ มัชชะ ไม่เมา คำแรกสุรานี่ ไม่เมา ในสภาพที่หยาบต่ำที่สุด ซึ่งสุระ แปลว่าหยาบ หรือจัดจ้าน หรือกล้า สุระนี่ แปลว่าหยาบ หรือ แปลว่า จัดจ้าน หรือแปลว่ากล้า เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่มันเมา เราไปเมาหยาบจัดจ้าน กล้า ถือว่าต่ำมากว่า เมาอบายมุข เมาการพนัน เมาสิ่งเสพติด เมาการละเล่น มหรสพ การละเล่นก็เป็นกีฬา เมาในกีฬา เมาในมหรสพ เมาในการเที่ยวกลางคืน เมาในการคบมิตรชั่ว เมาใน ความเกียจคร้าน เราเมา คำว่าเมานี่ ไม่ใช่ว่าไปกินเหล้า แล้วก็ เดินโซเซ ไม่ใช่นะ เมานี่ หมายความว่า เราไร้สำนึก ไร้สติ ไร้ ปัญญา ที่เราจะรู้ว่า สิ่งนี้ควรหรือไม่ควร เราไม่รู้เลยว่ามันไม่ควร แล้วเราก็ไปเมามายกับมัน ไปตกเป็นทาสมัน ต้องบริโภค ต้องบริโภค เอาละ คำว่าบริโภค นี่แหละเป็นคำว่าอาหาร คำว่าบริโภคนี่แหละเป็นคำว่าอาหาร เพราะฉะนั้น คำว่าอาหารนี่ มันจะคลุมกว้างไป ไม่เฉพาะแต่อาหารที่กินเข้าปาก กินเข้าปาก ลงท้อง คำว่าอาหารนี่ ในศาสนา ท่านสอนไว้ถึง 4 1.กวฬิงกราหาร คือ อาหารที่เรารู้กันแล้ว อาหารที่กินเข้าปาก แล้วก็เคี้ยวกลืนลงไปในท้อง เพื่อสังเคราะห์ชีวิตร่างกายไว้ เรียกว่ากวฬิงกราหาร ส่วนอาหารต่อๆไปนั้นก็มี ผัสสาหาร มีมโนสัญเจตนาหาร มีวิญญาณาหาร อีก 3 ผัสสาหาร ก็ คือสิ่งที่มาผัสสะ แล้วเราก็พอใจ อย่างเราสูบบุหรี่ นี่ เป็นผัสสาหาร ผัสสะได้รส ได้กลิ่น สูบเข้าไป แล้วก็เอามาเลี้ยงชีวิต หรือ ตาเราได้กระทบรูปสวย เราพอใจเราก็ดูดดื่ม ดื่มความสวย นั่นก็คือ ผัสสาหาร ได้ฟังเสียง เพราะๆ มันก็มีกิเลส แต่เราไม่รู้ ไม่ได้เรียน ก็ไม่รู้ เราก็ดื่มเสียงเพราะนั้นใส่ใจ ทำให้กิเลสที่มันชอบ มันติดอยู่แล้วก็อ้วน กิเลสก็อ้วนวันอ้วนคืน พวกนี้ เป็นเรื่องของกิเลสทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น คำว่าอาหาร หรือคำว่า ที่เราจะต้องมาเรียนรู้สิ่งที่เราบริโภค จนกลายเป็นนักบริโภค หรือเป็นผู้ที่ตกเป็นทาสบริโภคนิยม เราก็จะสรุปรวม หรือว่าสิริรวมลงไปในความหมายพวกนี้ทั้งสิ้น คราวนี้กลับมาหามังสวิรัติเสียก่อน ซึ่งเป็นกวฬิงกราหาร เป็นอาหารที่เคี้ยว กลืนเข้าไปในปากเป็นอาหารเลี้ยงชีวิต อาตมากล่าวแล้วว่า มันเกี่ยวข้องกับศีลข้อที่ 1 เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาเลิก ไม่กินเนื้อสัตว์ เมื่อเรามาตั้งศีลตั้งให้ตัวเอง เราจะไม่กินเนื้อสัตว์ ตอนนี้เข้าภาคปฏิบัติแล้ว ปฏิบัติธรรมจะเกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติกินมังสวิรัติ จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรม อย่างไร เกี่ยว ข้องกับศาสนา หรือเกี่ยวข้องกับการพัฒนาตัวเราเอง พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติอย่างไร มันจะเข้ากันอย่างนี้ เมื่อเราตั้งศีล เมื่อเราไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วเราก็ปฏิบัติสังวรตน ไปไหน เมื่อไหร่ เราก็จะไม่กินเนื้อสัตว์ ระวัง มีสติ อย่าเผลอ อย่าเมา เมาไปหยิบลูกชิ้นเด้งใส่ปากเสียแล้ว ตาย เราถือศีล เอ้า ลงกระเพาะเสียแล้วจะอ้วกออกมาก็ไม่ได้ ไอ้อย่างนี้ เรียกว่าเมาจัด เมาจนไม่มีสติ จนไม่รู้สึกตัว กินเข้าไปจนกระทั่ง ทั้งๆที่เราตั้งใจแล้ว สมาทานแล้วว่าเราจะไม่กินเนื้อสัตว์ แบบนี้มันเมา เมาประเภทที่หมดสติสัมปชัญญะ ปัญญาเลยไม่รู้เรื่อง เอาไอ้ที่เราชอบ ไอ้ความชอบ กิเลสมันขึ้นหน้า จนกระทั่ง เผลอไผลเอามันกินเคี้ยวกลืนลงกระเพาะไปจนได้ อย่างนี้เป็นต้น เมาไม่รู้หนักเลยอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเอง เราสมาทานแล้ว เราไม่กินนี่ เราก็จะสังวรตน หัดฝึกสติ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เกี่ยวข้องสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เราสัมผัสไอ้สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่มีเป็นเนื้อสัตว์มาผสมมาอะไรมา จะท่าไหน ทางไหนก็แล้วแต่ ถ้าเป็นอาหาร หรือเป็น สิ่งที่เราจะต้องเอามากิน เอาประเด็นง่ายๆนี่ก่อน ประเด็นกินๆนี่ กินเข้าปากนี่ ถ้ามันเป็นเนื้อสัตว์ เราจะต้องไม่เอาเข้าปาก เราจะต้องไม่กินมันให้ได้ การ สังวรอบรมอย่างนี้ อบรมตนอย่างนี้ได้ฝึกจิต เราจะรู้ เราจะเห็นเลยว่า เมื่อคุณติดเนื้อสัตว์นี่ คุณไม่กินนี่ คุณจะรู้เลยว่า จิตมันร่ำร้อง มันอยากกิน ยิ่งเนื้อสัตว์บางอย่าง ใครติดลาบบ้าง ใครติดก้อยบ้าง ใครติดน้ำตก ใครติดเกาเหลาเนื้อ ใครติดก๋วยเตี๋ยวเนื้อไก่ ใครติดอะไรก็แล้วแต่เถอะที่เป็นอาหารเกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์หรือบางคนก็ติดเนื้อปลา ปลาทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ อาหารอย่างนั้น อย่างนี้ เมื่อคุณติด คุณเสพติดอยู่ เมื่อคุณตั้งใจจะสมาทาน ไม่กิน จะเลิก อาการกิเลสจะปรากฏกับคุณ มันจะอยาก มันจะ แหม ยิ่งสัมผัส ผ่านนี่เขาผัดมาแล้ว โอ้โห นี่มันกลิ่นปิ้งปลาเค็ม แหม เราชอบเหลือเกิน ปลาเค็มนี่ มีนักปฏิบัติธรรมเราคนหนึ่ง รองศาสตราจารย์ อาภรณ์ ติดปลาเค็ม แกติดปลาเค็ม ถามว่าอะไรที่ประทับใจในอาหารที่ติด ปลาเค็มว่าอย่างนั้น แหม กว่าจะเลิกได้ เขาปิ้งอยู่ที่ไหน กลิ่นมันมารู้เลย รู้เลยว่านี่กลิ่นปลาเค็ม แทบจะรู้เลยว่าปลานี่ ปลาอะไร ปลาเค็มอะไร แหม มันแล้วมันได้กลิ่นมาแล้ว มันก็ยั่วยวน น้ำลายออก แหม มันหิว มันอยาก อื้อหือ ต้องตัดกิเลสตัวนี้ นี่ละคือกิเลส บอกแล้วว่าปฏิบัติธรรมแล้ว ปฏิบัติไม่ ไม่กินมังสวิรัติ เอ๊ย ไม่ใช่ ไม่กินมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อสัตว์ กินมังสวิรัตินี่ จะได้ตัดกิเลส จะได้เกิดเมตตา นี่ทางจิตภาพ จะได้ลดเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเราจะดี ไม่ใช่ลดหรอก เศรษฐกิจของเราจะเจริญ เศรษฐกิจส่วนตัวเรานี่ จะเจริญ หรือแม้แต่ ตอนนี้เกี่ยวพันไปถึงสังคมด้วย เราไม่กินเนื้อสัตว์นี่เศรษฐกิจทางสังคมก็เจริญ เพราะคนอื่นเขาไม่ได้เลิกเนื้อสัตว์ เมื่อคนอื่นเขาไม่ได้เลิกเนื้อสัตว์ นี่นั่งอยู่นี่ ไม่กินเนื้อสัตว์ทั้งนั้นแหละ นี่คนพวกนี้ ไม่กินคนหนึ่ง ก็บายมาแล้วคนหนึ่ง ไม่กิน 2 คน ก็บายมา 2 ไม่กิน 3 ก็บายมา 3 ไม่กิน 5 ไม่กิน 10 ไม่กิน เป็น 100 ก็บายมาแล้ว เนื้อสัตว์อยู่ในสังคม อยู่ในโลก มันก็ เน้ือสัตว์อยู่ในสังคม อยู่ในโลก มันก็เหลือมากขึ้นใช่ไหม เมื่อเหลือมากขึ้น ราคาของเนื้อสัตว์ ก็ควรจะลดลงใช่ไหม ราคาเนื้อสัตว์ ก็ควรจะถูกลง เพราะของมันเหลือ ของมันมากตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อของมันมาก ราคามันต้องลดลง หรือเอาล่ะ คุณบอกว่า ลดลงมันยังไม่ชัด มันไม่แย่งชิงกัน เมื่อเราบายออก เราไม่ทานเนื้อสัตว์เนื้อสัตว์ ก็ต้องเหลืออยู่ในคนที่เขาทาน เขาก็ง่ายขึ้น เพราะการแย่งชิงเนื้อสัตว์ ในจำนวนหนึ่ง มันต้องมีจำนวนหนึ่งแหละ เมื่อเราไม่กินนะ คนจำนวนนี้ เราเลิกออกมาตั้งมากคน หลายคนการแย่งชิงเนื้อสัตว์ก็น้อยลงๆ การกระเบียดกระเสียรที่แย่งชิงน้อยลง ความสงบในสังคมก็ดีขึ้น ความสงบในสังคมก็ดีขึ้นแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ฟังดีๆนะว่ามันจะเกี่ยวข้องไปถึงสังคมอย่างไร แม้แต่เศรษฐกิจ หรือเศรษฐศาสตร์ เชิงที่กล่าวง่ายๆนี้ เกี่ยวข้องไปจนกระทั่งถึงระบบ ของประเทศ เกี่ยวข้องไปมาก เพราะคนกินเนื้อสัตว์นี่ ต้องใช้แรงงาน และวัตถุดิบ ที่จะสร้างเนื้อสัตว์มากินนี่ เปลืองมากกว่าการผลิตพืชมากินถึง 9 เท่า ถึง 9 เท่าฟังดีๆน่ะ เพราะฉะนั้น เราสร้างพืชมา ให้คนสร้างพืชมากินนี่ จะเร็ว เพราะพืช ปลูกเร็ว เกิดเร็วไว ทันการใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งวัตถุดิบ ที่จะสร้างนี่ สร้างพืชขึ้นมากินนี่ ทุ่นกว่าการสร้างเนื้อสัตว์มากินในทางเศรษฐศาสตร์ถึง 9 เท่า เพราะฉะนั้น เมื่อเราไม่กินเนื้อสัตว์ เรามากินพืช ก็ทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดเศรษฐกิจที่ดี ลด หรือประหยัด หรือแทนที่จะไปเที่ยวได้หลงใหลเนื้อสัตว์ที่จะทำให้เศรษฐกิจหนักหนาขึ้นไปอีก เพราะพืช ผัก ธัญญาหาร มันก็เป็นอาหารของคนที่ สมบูรณ์ไม่ขาดอาหารอะไร ไม่ขาดเลย นอกจากไม่ขาดแล้วยังเป็นประโยชน์คุณค่าทางสุขภาพ เมื่อกี้บอกแล้ว ทางเศรษฐกิจ และทางสุขภาพร่างกาย เพราะกินเนื้อสัตว์เป็นทางมาแห่งโรค มะเร็งเป็นตัวเอ้ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเก๊า โรคเบาหวานอีกมากโรค ไขมันอุดตันเส้นเลือด เพราะไขมันเป็นไขมันอิ่มตัว ไขมันจากเนื้อสัตว์ หรือไขมันอิ่มตัว ส่วนไขมันจากพืช เป็นไขมันสลายตัวได้ เพราะฉะนั้น ไขมันพวกนี้ มันก็จะก่อให้เกิดไอ้คลอเลสเตอรอลน่ะ อยู่ในมนุษย์ จะเป็นโรคนานาสารพัด เพราะฉะนั้น เมื่อมากินพืช ยิ่งกลับเป็นความดีแก่มนุษยชาติ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่สัตว์กินทั้งพืชทั้งเนื้อสัตว์ ไม่ใช่ มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช พิสูจน์ได้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช นิดเดียว อาตมาไม่วิเคราะห์หลายข้อมันมากเลย เหตุวิเคราะห์มีเยอะแยะ วิเคราะห์เพียงแง่ที่จะให้คุณฟังว่า ถ้าคุณกินแต่พืช ตั้งแต่บัดนี้ กินมังสวิรัติไปนะ ตั้งบัดนี้ จนตายคุณไม่ตาย ไม่ตายไว ถ้าคุณกินแต่เนื้อสัตว์ ไม่กินพืชเลย แม้แต่ข้าว คุณก็ไม่ต้องกินนะเพราะข้าวก็คือพืช คุณกินแต่เนื้อสัตว์ๆเนื้อสัตว์ เลี้ยงชีวิตด้วยแต่เนื้อสัตว์ๆ อายุสั้น เหมือนอย่างชาวเอสกิโม ชาวเอสกิโม อายุเฉลี่ย 27 ครึ่ง 27 ปีครึ่ง ชาวเอสกิโม นี่อายุ เพราะชาวเอสกิโม ไม่มีพืชกิน มีจะต้องกินแต่เนื้อสัตว์ กินปลา กินแมวน้ำ กินสัตว์อะไรที่มันมีอยู่ในถิ่นของเขาน่ะ ชาวเอสกิโมนี่ มีอายุเฉลี่ย 27 ปีครึ่ง อายุสูงสุด 40 กว่าปี แก่เฒ่าที่สุด อายุ 40 กว่าปี น่ะชาวเอสกิโม แล้ว 40 กว่าปี นี่ไม่มีกำลังวังชาแล้ว บ้อลัดแล้ว ชาวเอสกิโมนี่เขาก็ให้ไปนั่งในน้ำแข็ง โน่นไปนั่งแข็งตัวในน้ำแข็งข้างนอกโน่นตาย ชาวเอสกิโมเขามีวัฒนธรรมอย่างนั้น คนแก่แล้ว ไปนั่งแข็งตาย อยู่ในก้อนน้ำแข็งข้างโน่น แก่แล้วไม่มีกำลังล่าสัตว์ไม่ได้ เขาก็ให้ไปนั่งตาย คนแก่ ซึ่งอายุ 40 กว่าเป็นสูงสุด เพราะฉะนั้น ค่าเฉลี่ยของอายุของชาวเอสกิโม ที่กินเนื้อสัตว์นั้น 27 ปีครึ่ง นี่เป็นสถิติที่จริงน่ะ ส่วนชาวอเมริกาใต้ ที่เป็นชาวกินแต่พืช อายุ 100 กว่าปี 90 ปี เป็นธรรมดา อายุ 90 เป็นธรรมดา อายุเกิน 100 110 120 130 ก็มี เขากินแต่พืช กินเนื้อสัตว์บ้าง ก็น้อยมาก กินแต่เนื้อสัตว์บ้าง ก็น้อยมาก ดังนี้เป็นต้นหรือแม้แต่คุณจะไปพิสูจน์ก็ได้ คุณไปกินแต่เนื้อสัตว์ ไม่กินพืช อายุคุณไม่ ไม่ช้าไม่นาน ตาย แต่ถ้าคุณกินแต่พืช ไม่มีปัญหาเลย เพราะว่าคนกินแต่พืช นี่ชาวเว็ทเจ็ททีเรี่ยน ชาวมังสวิรัตินี่ มีเป็นไม่รู้กี่ชั่วอายุคน อย่างอินเดียเขามีนี่ ไม่รู้กี่ชั่วอายุคน เขากินบริสุทธิ์มาไม่รู้กี่ต่อกี่ต่อกี่ทอดมา นับไม่รู้นับเยนเนเรชั่นไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ได้ไปไปจับว่าตั้งต้นเมื่อไหร่ ที่เขากินมังสวิรัติกัน ชาวอินเดีย มีตระกูลกินมังสวิรัติกัน มากมายน่ะ นี่เป็นเรื่องง่ายๆเหตุผลง่ายๆ มีแง่อื่นอีกมากมาย คนมีฟันกราม คนมีเล็บ เป็นเล็บแบบกีบ เล็บไม่ใช่เล็บแบบ Claw แบบเล็บ แบบเหยี่ยว เล็บแบบหมา หมาแมวอะไร พวกนี้ไม่ใช่ หรือสิงห์เสือ ไม่ใช่น่ะฟันก็ฟันกราม ต่อม การระบาย เหงื่อไคล ก็ระบายทางผิวหนัง รูขน ไม่ได้ระบายทางจากลิ้น เหมือนสัตว์พวกกินเนื้ออย่างหมานี้ ต้องระบายอากาศ ระบายอะไรออกทางลิ้นสัตว์ เสือ สิงห์เหมือนกัน อะไรพวกนี้ เยอะแยะหลายอย่างมากมาย ต้องให้ทางนักศึกษาวิทยาศาสตร์เต็มๆน่ะพูด อาตมาเองอาตมาไม่ค่อยคล่อง ไม่ค่อยถนัด ไม่ละเอียดลออนักน่ะ เอาละขอปิดเรื่องนี้น่ะ ปิดเรื่องที่ว่า เราเองเราผิด ผิดความเป็นมนุษย์ ผิดกับตระกูล เพราะฉะนั้น ชีวิตร่างกายของมนุษย์ ถึงสั้นลง สั้นลง แล้วก็ไม่เจริญอยู่เรื่อยๆ เป็นชีวิต หรือเป็นร่างกายของมนุษย์ ที่ผิดพลาดนานมาแล้ว เพราะฉะนั้น คนนี่นับวันที่แย่ลงไปทุกที ทีนี้พูดถึงเรื่องเกี่ยวข้องกับการพัฒนาตนเอง เมื่อมาปฏิบัติธรรม ปฏิบัติกินมังสวิรัตินี้ได้ ปฏิบัติธรรมตรงที่เศรษฐกิจดี เดี๋ยวอาตมาจะวนกลับไปหาเรื่องเศรษฐกิจนี่มาก และสุขภาพดี จิตวิญญาณมีเมตตา ตอนนี้เข้าหาธรรมะแล้ว ไม่กินเนื้อสัตว์ มังสวิรัตินี่ เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรม ตรงเกิดเมตตาธรรม เกิดการตัดกิเลส นี่คือจิตภาพ ในด้านจิตภาพ นี่แหละเกี่ยวข้องทางปฏิบัติธรรม หรือ เป็นเรื่องของศาสนาตรงนี้ เพราะฉะนั้น ใครมาฝึกหัดแล้ว คุณจะปรากฏของคุณ เอง ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมนี่ มากคนเลย ได้สารภาพ แต่ก่อนนี้นี่ เราเจองูนี่ ต้องฆ่า ยุงมากัดเรา ก็ไม่ไว้หน้าตบ แมลงวงแมลงวัน มด แมดอะไรมันมาเก่งมากัด ไม่ได้เคยเอ็นดูมันเลย ไม่ได้เคยที่จะมีจิตสำนึก มโนธรรมสำนึก อะไรเลยว่าเขามีชีวิต เราก็มีชีวิต จะไม่มี หรือมีก็น้อยเต็มที นอกจากคนมีบารมี มาเดิม มีบารมีในจิตวิญญาณมาเดิม บอก เอ๊ ไอ้สัตว์พวกนี้ ก็สงสารมันน่ะไม่ฆ่า ไม่อะไร มันมีนะ ในคนที่มีบารมีอย่างนี้มาเดิม มี แต่ถ้าโดยธรรมดา ที่คนมันมอมเมากันอยู่ ในสังคมนี่แล้ว ไอ้เรื่องพวกนี้ ไม่เกี่ยงละ ไม่เกี่ยว มดมันมากัดเรา ก็บี้หัวเท่านั้น มันก็ตายแล้ว ก็ตัวนิดเดียว ยุงมันกัดหรือ ตายแล้ว ก็มือฝ่ามือ เท่านี้ ยุงมันตัวเท่านี้ๆเอง ตับ เติบ แบนเบินหมดแหละ แป๊ะเดียว ก็ตายแล้ว สัตว์อื่น สัตว์ใด สัตว์เป็นงู เป็นเงี้ยว เป็นสัตว์โน่นสัตว์นี่ โอ๊ ไม่ไว้ ไม่เหลือ ฆ่าตะพึด ตะพือ ผู้ที่มาปฏิบัตินี่ได้เกิดผลกับตัวเองทั้งนั้นเลยว่า โอ๊ แต่ก่อนนี้ เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ พอมาปฏิบัติแล้ว แม้แต่งงู เราก็ เออ ต้องพยายามไม่ฆ่ามัน เอามันไปที่อื่น ต้องป้องกันตนด้วยปัญญามนุษย์ ไม่ใช่ผลีผลามฆ่ามันเลย ฆ่ามันเท่าไหร่ก็จะไปเหลือหรือช้างตัวเบ้อเร่อเบ้อร่า คนก็ยังฆ่ามันตายหมด แม้จะมีไดโนเสาร์ทุกวันนี้ คนก็ต้องฆ่าได้ สัตว์จะใหญ่แค่ไหน ไม่ได้พ้นมือคนหรอก คนนี่มันใหญ่ที่สุดแหละในโลก แม้จะตัวแค่นี้ก็ตาม มันใหญ่น่ะ เพราะฉะนั้น เราจะไปทำร้าย ทำลายมันทำไม ขนาดช้างตัวเบ้อเร่อเบ้อร่า เรายังมาขี่คอคิดดูแล้วก็กัน มันเป็นการสร้างเมตตาขึ้นมาจริงๆ ในชีวิตมนุษย์ ยิ่งคุณไปทำงานกับประชาชน หน้าที่ของคุณ ต่อไปจะไปปฏิบัติงานกับประชาชนที่พบทุกข์ ประเดี๋ยวก็ต้องไปนั่งรับคำร้อง ต้องไปนั่ง แล้วประเดี๋ยวคนก็ขึ้นไปโรงพักมามากมายก่ายกอง คุณจะต้องต้อนรับคนที่มีทุกข์ทั้งสิ้น มาฟ้องมาแจ้งความ มาอะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ มากมาย หรือแม้แต่คนเขาทำผิด ทำอะไรทำ ถูกฟ้อง ถูกกล่าวหา ถูกอะไรต่างๆนานา คุณก็จะต้องไปพบ ไปพบ แล้วเราก็จะ ต้องให้ความสุจริตหรือให้ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ให้ความซื่อตรง ไม่ลำเอียงอะไรให้แก่เขาอย่างมากมาย ไม่ได้เห็นแก่หน้า แก่เนื้ออะไรขึ้นไปอย่างนี้เป็นต้น จิตอย่างนี้ไม่ได้เกิดได้ด้วยความเดาเอา เรารู้แล้ว ด้วยความหมาย เรารู้แล้วด้วยปัญญา เราก็นึกว่า ไม่ยากอะไร ยากนะคุณ ยากนะ คนจะจิตเมตตา เกื้อกูล เอื้อเฟื้อ เสียสละแก่ผู้อื่นยากนะ โลกนี้ร่ำร้องหาความเสียสละที่แท้จริง มากเหลือ เกิน โลกนี้ร่ำร้องหามาก ทุกวันนี้ ยี่งแร้นเข็ญ แร้นเข็ญมากในเรื่องความเสียสละที่จริงใจจริงจัง เพราะฉะนั้น เราปฏิบัติธรรมนี่ เราอบรมจิตใจ อบรมจิตใจ ใจเราจะเมตตา ที่เมตตา เพราะเราลดกิเลส ซึ่งเป็นจิตภาพข้อที่ 2 เกี่ยวเนื่องกัน อาตมาอธิบายไปบ้างแล้วเมื่อกี้นี้ เมื่อเราไม่กินเนื้อสัตว์ ตั้งศีลให้แก่เราเอง เราไปกระทบ มันมากระทบ จมูก มัน เห็นแล้วโอ้โห เนื้อสด แหม ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ไม่ช้า หยิบเข้าปากแล้ว อื้อฮือ แหม เนื้อยำ เนื้อปิ้ง แฮมเบอเกอร์ อะไรก็แล้วแต่ ที่ตัวคุณเองคุณชอบอะไร ก็ตามใจ เบคอนไม่ใช่เบเกอร์ คุณเห็นคุณสัมผัสด้วยตา แม้แต่ได้ยินเขาคุยเขาพูด แหม! เมื่อคืนนี้ โอ้โห ลายแซบเหลือเกิน เมื่อคืนนี้ ไปที่นั่นที่นี่ มันก็ เอ เราฟังแล้ว ก็น้ำลายไหลแล้ว เมื่อเรายิ่งตั้งจิตว่า เราจะไม่กิน จะไม่กินแล้ว นี่ นั่นแหละ กิเลสตัวจริง เกิดปรากฏของคุณเสมอ แล้วคุณจะต้องพิจารณามันเสมอ ด้วยวิธีการในการพิจา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน