271022 การเกิดโดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
271022 การเกิดโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก เมื่อ วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2527
ธรรมดาธรรมชาติของวัฏฏะ ย่อมมีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ มีดับไปหมุนวนเป็นวัฏจักรอยู่เช่นนั้นๆ ถ้าเราไม่รู้เหตุแห่งความเกิด และเราไม่ดับเหตุแห่งความเกิดจนสิ้นสนิทได้ ความเป็นวัฏจักรที่เป็นธรรมดา ธรรมชาติก็ย่อมเกิดแล้ว เกิดอยู่ เมื่อเรามาศึกษาถึงเหตุเกิดแล้วเราก็ได้ศึกษาวิธีที่จะดับเหตุเกิดจนเราได้ดับจริงๆ ฝึกฝนอบรมตน จนได้ดับเหตุนั้นสนิทถอนสิ้นอาสวะอนุสัย ก็จะไม่เกิดอีก จะดับสนิท รู้ความดับสนิท เห็นความจริง เห็นของจริงแห่งการดับสนิท ดังนั้นคำว่าการเกิดจึงเป็นจุดสำคัญ ที่เราจะต้องศึกษาที่เราจะต้องรู้เหตุแห่งการเกิด ทั้งที่ดีและที่ชั่ว ทั้งที่จะให้เกิดให้ยิ่ง ทั้งที่จะไม่ให้เกิดอีกเลย ดังนั้นในความหมายหรือในความจริงแห่งสิ่งที่จะเกิดอยู่ หรือไม่ให้เกิดอยู่จนกระทั่ง ไม่มีเกิดขึ้น ไม่มีตั้งอยู่ สูญสนิท ดับสนิทอยู่ สิ่งใดเล่าที่เราจะไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้ตั้งอยู่ สูญสนิท ดับสนิท หมดวัฏฏะ เป็นธรรมชาติไม่มี แต่เป็นธรรมะอันเป็นอมตะ เป็นธรรมะอันวิเศษยิ่ง มันจะอยู่ที่ใดเราจะต้องค้นคว้าให้เจอและเป็นผู้ที่รู้ความจริงของวัฏฏะ หรือธรรมดา ธรรมชาติ อันเกิดขึ้น และยิ่งเรายิ่งจะให้เกิดให้ยิ่งให้ตั้งอยู่ให้นาน และไม่ให้เสื่อม ไม่ให้ดับไปได้ โดยเจตนารมณ์ ก็ย่อมมีสิ่งนั้นอยู่จริง ด้วยความปรารถนาดีเช่น เราต้องการให้ศาสนาเกิดขึ้น ให้ศาสนาตั้งอยู่ ให้ศาสนาไม่เสื่อม ดังนี้เป็นต้น นั่นคือสิ่งที่เราจะให้เกิด แต่สิ่งที่จะไม่ให้เกิดอย่างยิ่ง ให้ดับสนิท ให้ไม่เกิดอีกเลย ก็คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งอาศัยจิตเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้นเราจะต้องพบตัวเกิดที่อยู่ในจิตที่เป็นแดนเกิดแท้ๆจริง มันเป็นกิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่
อ่านต่อ
อาศัยภพของจิตเท่านั้น ผู้ค้นพบ ผู้รู้วิธีดับ ผู้ดับได้ ผู้นั้นแล เป็นผู้พบอมตธรรมแล้ว เรื่องวิกัปนี่ขอเติมฝึกตนอยู่ในตัวด้วยนะ บางคนนี่มันมีความไม่กล้า ทั้งๆที่ไม่เห็นมีอะไรเลย แล้วมันก็ไม่กล้า ฝึกความกล้าอย่างหนึ่งด้วย อย่างนิดหน่อย เล็กๆ น้อยๆ มันเป็นการฝึกความกล้าหนึ่ง สองทำให้วินัยเป็นวินัย ทำให้ระเบียบเป็นระเบียบ ซึ่งเรามีเหตุผลว่า เรามีระเบียบนี้ทำไมเพื่ออะไร ในการที่จะอยู่รวมกัน ในการที่จะเรียกว่า เป็นมาตรการของกลุ่มของวัด ของที่ทำขึ้นนี่มีเหตุผลอันนั้น อาตมาเคยอธิบาย แต่วันนี้ไม่อธิบายแล้ว เราก็เป็นประโยชน์ของเราอีก นอกจากมีความกล้าก็คือ มีความลดมานะ มีความลดตัว ลดตน เพราะว่ายิ่งทำก็ยิ่งเนียน ยิ่งใน ยิ่งจะต้องรู้ เพราะรู้เหตุผลอยู่ว่า ผู้วิกัปนี่ มาอยู่กับวัดแล้วนี่จะแก่วัดเมื่อแก่วัด ก็จะต้องรู้ความจริงว่า ตัวเองนี่อยู่ทำไม นี่ทำชั่วหรือทำดี ถ้าทำชั่วแน่นอน มันมีนัยๆ ลึกๆ รู้เหมือนกันว่าเราไม่ค่อยดี เมื่อไม่ค่อยดี แล้วมันจะสะท้อนในใจเลย พอวิกัปทีหนึ่งมันจะสะดุ้ง วิกัปทีหนึ่งจะสะดุ้งเพราะเหตุผลในการวิกัปนี่ ถ้าเผื่อว่าไม่ดีเราจะท้วงหรือว่าไม่น่าให้อยู่ เราจะไม่อยู่เลย วิกัปแล้วก็ไม่ให้ต่อ นี่เขารู้เหตุผลอยู่ เพราะฉะนั้น มันรู้ๆๆๆ นี่จะอยู่วัดนี่ นานไปๆ มันแก่วัด มันก็จะเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะรู้จริงๆ ภาวะจิตนี่มันรู้แล้วคนเรา เราทำดีหรือไม่ดี เพราะฉะนั้นมันจะสะท้อนๆ ใจอยู่ตลอดเวลา ถ้าเผื่อว่า นานๆ มากๆ เข้า ทีนี้มันก็จะเป็นผลที่จะต้องขับเคี่ยวของมันเอง ขัดเป็นสัลเลขธรรมอันหนึ่งไม่ใช่ไม่มีผล มีผลมาก คนไม่ทำนั่นแหละซวยมาก คนที่ไม่เข้าใจ เอ๊ ! ทำๆ ไม ยิฏฐังมีผล ที่อาตมาให้ทำเช่นนี้นี่ ไม่ใช่ว่าให้ทำเล่นน่ะ ยิฏฐังไว้เป็นพิธีการอันหนึ่งวิธีอันหนึ่งมีผล ถ้าใครปล่อยปละละเลยผู้นั้นก็ขาดผลไม่ใช่ว่าไม่เป็นอะไร มันเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้นเองๆ นั่นแหละ แต่ใครไม่ใช้ใครไม่ทำมันก็ไม่ได้ มันก็เสียผล ยิ่งหมักยิ่งหมม ยิ่งอะไรต่ออะไรมันซุกซ่อนได้ เราเหมือนกับไม่จริงไม่จัง ที่จริงเราก็จริงไม่ใช่เหมือนไม่จริงไม่จัง มีบางคน เอ้อ เราขาดๆ เกินๆ ได้ ไม่ค่อยทำก็ได้ไม่เห็นท่านว่าอะไรจริง อาตมาไม่ค่อยว่าอะไรหรอก ไม่ค่อยไปจู้จี้จุกจิกว่า เอ๊ ทำไมจำเลย คนนี้ทำไมไม่วิกัปๆ อาตมาไม่ไปจี้ไชอย่างนั้นหรอก แต่อาตมาอาจจะเอาอันนี้แหละมาจี้ไช เมื่อบางคนที่เห็นสำคัญตอนนี้ ยิ่งขายหน้ามากกว่า ยิ่งแรงละ แต่ถ้าอาตมาไม่ทำนี่ จงรู้เถิดว่า ไม่ใช่อาตมาจะเสียผลอะไรนักหนาหรอก ตัวผู้นั้น ผู้นั้นเองนั่นแหละ จะเสียผล แล้วอย่านึกว่ามันไม่มีผล อย่านึกว่ามันไม่มีประโยชน์ นึกว่า เอ๊ ! ไม่มีอะไรเลย มี ยิ่งทำแล้วยิ่งชำนาญ ยิ่งเข้าใจ จะรู้เองเลยว่ามันอาจหาญ มันแกล้วกล้า แล้วมันก็ทำให้วินัยนี้ หรือระเบียบนี้กฎนี้ เป็นประโยชน์ต่อไป ในสังคมหมู่ เป็นวิธีการ เป็นพิธี เป็นยิฏฐัง เป็นอะไรต่ออะไรที่จะเกิดขึ้นต่อไป เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยปละละเลย อย่าไปเห็นว่าไม่สำคัญ ในสิ่งที่สำคัญ ถ้าเห็นไม่สำคัญในสิ่งที่สำคัญ มันก็ผิดพลาด ต้องเห็นสำคัญในสิ่งที่สำคัญ เอ้า อีกอันหนึ่งก็คือ ผู้ที่มาอยู่ในหมู่บ้าน อาตมาได้บอกไปแล้วว่า ผู้มาอยู่ในหมู่บ้าน ถ้ามาอยู่บ้านของตนๆ ก็ถือว่าไม่ต้องวิกัป แต่สำหรับผู้ที่ก็มีที่ของตนจะมาอยู่ละ จะมาอยู่หมู่บ้านนี้แต่บ้านเราก็ยังไม่ได้ปลูก บ้านเรายังไม่ได้ทำ เราก็มานอนวัดอาศัยวัดอยู่ แต่เราก็มีที่ของเรา กลางวันเราก็อาจจะไปอยู่ที่ที่ของเรา ปลูกต้นหมากรากไม้ ทำไอ้โน่น ทำไอ้นี่ พัฒนาที่ที่อยู่ ที่ที่พอเย็นก็มานอนศาลาวัด มานอนอยู่วัดนี่ไป ถ้าอาศัยอยู่วัดอย่างนี้อยู่ ก็เช่นเดียวกันกับมาอยู่วัด อยู่ 7 คืนขึ้นไปก็ต้องวิกัป แม้จะมีที่ แต่เราไม่ได้นอนที่ที่เราไม่ได้อยู่ ที่ที่บ้านตน เข้าใจนะ มีบ้านขึ้นแล้ว ตอนนี้ในที่วัด ในที่หมู่บ้านวัด แต่ผู้ที่อยู่บ้านของตน ไม่ได้มานอนวัด ไม่ได้มาอยู่ที่ในวัด คือมันมีซ้อนน่ะ มันมีซ้อนที่ว่าในเขตวัด ในวัดนี่ ในที่ที่จัดขอบเขตไว้ว่าเป็นวัด ไม่ได้มานอนในนี้ ก็ไม่ต้องวิกัป ไม่ได้มานอนในนี้ 7 วัน ก็ไม่ต้องวิกัป แต่ถ้าผู้ใด มานอนในวัด 7 วันต้องวิกัป นี่เป็นนัยละเอียด หรือซอยละเอียดลงไปอีกอันหนึ่ง นี่แจ้งให้ทราบ เอ้า วันนี้ป็นวันพิเศษ ที่จะได้เทศน์จนถึง 6 โมง หลังหกโมงไปแล้วก็แยกย้าย แปดโมง ไม่ใช่แปดโมงอาหารอะไรเอามาตั้งเสร็จ เอามาตั้งบุ๊ฟเฟ่ วันนี้ เสร็จเมื่อไหร่ก็มาตั้ง ฉันอะไรต่ออะไรไปก็ตาม 2 โมงก็ได้ 3 โมงก็ได้ 4 โมงก็ได้ ส่วนธรรมดา ทั้งฆราวาสและทั้งพระ แต่ตอนแรกพระท่านจะตัก ท่านจะอะไรเอาไว้ก่อนไปฉัน พระนักบวชให้นักบวชตักเสร็จแล้ว ทีนี้ญาติโยมก็ตั้งทานกัน เพราะว่า เราจะมีตรวจโรคตรวจโรคนี่ทำไม่ได้หรอก ประเดี๋ยวเขามาก็ แล้วเราจะทำงานแค่เที่ยงด้วย พวกโรงพยาบาลพวกหมู่แพทย์ หมู่คนที่จะมาทำงาน เพื่อที่จะตรวจโรค เขาทำงานแค่เที่ยง เพราะฉะนั้นก็ไม่มีไอ้นั่นอะไร พอทางโน้นบอกว่าอาหารมันจะเสร็จประมาณ 6 โมงทำไว้แล้วเมื่อวานนี้ บอกว่าทำไมปล่อยให้กลับ ๆ กันหมด นี่อาหารเขาจะเหลือนะก็คงไม่เหลือน่ะ เหลือก็ไม่เป็นไรหรอกน่ะมีที่รับ อย่างน้อยก็เรือนจำรออยู่เสมอ เราก็เอาไปให้เรือนจำอยู่บ่อยๆ เอ้าวันนี้ อาตมาก็ตั้งใจจะเทศน์เรื่องการเกิด คำว่าการเกิดนี่สำคัญมันมีหลายนัยมาก ถ้าไม่รู้การเกิดแล้วจับสภาพจุดเกิดแดนเกิดแล้ว จะให้เกิด หรือไม่ให้เกิด ถ้ารู้พวกนี้ไม่ชัดน่ะ เราก็กลายเป็นปฏิบัติธรรมเลอะๆ อยู่อย่างนั้นแหละ เข้าใจเพี้ยนๆ แล้วมันก็ไม่แม่นเป้าสับสน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่า เราเข้าใจเผินๆ กันมานานว่าเราจะไม่ให้ร่างกายนี้เกิด เสร็จแล้วเราก็ทรมานกัน เหมือนหลายลัทธิ ให้ร่างกายนี้ทรุดโทรมให้ร่างกายนี้เสื่อมผอมแห้ง แรงน้อยไปแล้วก็ไม่ได้มีสมรรถภาพอะไร เหมือนอย่างลัทธิเชน พวกชีเปลือยน่ะ ที่เราได้ดูภาพไปแล้วเมื่อวานนี้ ไปบิณฑบาต บิณฑบาตเสร็จแล้วเขาก็ใส่บาตร แล้วก็กราบอย่างดีเลย แล้วก็จะอธิษฐานหรือไม่เป็นอธิษฐานก็ตามแต่เถอะ คงตั้งใจพูดดังๆด้วย ให้อาตมาต่อหน้าอาตมา สาธุ ขออย่าให้ต้องตกไปเป็นลูกศิษย์ชีเปลือยเลยว่าอย่างนั้น ทั้งสีหน้าน้ำเสียง ลีลาจริงจังว่างั้น ว่า แหม รู้สึกเศร้าใจ รู้สึกทุเรศทุรังการ รู้สึกว่า แหม มันคงอาภัพอัปภาคเหลือกำลังแล้ว ไปเป็นลูกศิษย์ชีเปลือย พวกนั้นน่ะ คือเห็นสภาพแล้วสัมผัสแล้ว มันโอ้โฮ เจ้าประคุณเอ๋ย เราจะเห็นได้ว่า มันไม่ใช่เรื่องศิวิไลซ์ มันไม่ใช่เรื่องความเจริญ มันสุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง ให้เห็นเด่นชัดเลยว่ามันโต่งไปยิ่งกว่าพวกเรา พวกเรานี่เหมือนพวกมอซอ โลกๆที่เขาจี๋จ๋า เขาปรุงแต่งเป็นแบบโลกียะอย่างฟูฟ่าหรูหรา แล้วเขานิยมกันสร้างค่านิยมไปหลงในความงาม หลงในความสวย เขาก็เรียกของเขาว่า ความเจริญ ความพัฒนา ความศิวิไลซ์ของเขานั่นแหละจนมาก และมันก็มีนัยที่ซ้อน มันมากเกินจนกระทั่งทำให้คนเป็นทุกข์หนักเป็นภาระ เป็นเรื่องผลาญเป็นเรื่องทำลาย แล้วเป็นเรื่องแย่งชิงวุ่นวายกัน เกิดทุกข์ทรมานกัน เดือดร้อนมาก นี่เป็นทิศทางของค่านิยมของโลกียะ มันทำให้คนทุกข์อย่างนั้น ส่วนพวกสุดโต่งไปในทางที่ไม่เกิดๆๆๆ แล้วก็ไม่สร้างอะไรให้เกิด ไม่ทำอะไรให้เกิด จนลัทธิพวกชีเปลือยนี่ ถึงขนาดเขาจะไปนั่งอดข้าว แล้วก็นั่งสมาธินี่ นั่งอดข้าวให้ แห้งลง ๆๆๆๆๆๆ แล้วก็ให้ตายไปเลยนั่น เขาถือว่า นั่นแหละอมตธรรม ถึงนิพพาน คนนั้นน่ะทำเก่งถึงเก่ง เขาจนถึงขนาดนั้นน่ะ เรื่องร่างกายตายนี่ เขาถือว่าร่างกายนี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ร่างกายนี่ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก เพราะฉะนั้นใครสามารถถึงจริงๆนี่ เขาจะทำอย่างนั้น เพราะว่า พวกที่เขาถือว่าถึงขั้นอรหันต์ของเขานี่ เวลาจะตายแล้วจะต้องไปนั่ง แล้วก็ไม่กินข้าว ไม่กินอะไร นั่งทน ทนจริงๆ พวกนี้ทนมาก แล้วก็แห้งลงๆๆๆ แล้วเขาก็ตาย แต่เขาถือว่าคนนี้ องค์นี้ล่ะเยี่ยมยอดเลยแล้วเขาก็อยู่กันอย่างนั้นละอยู่กันทรมานร่างกายไป ดัดตนไป ทำอะไรต่ออะไรไป ไม่เอาภาระโลกีย์โลกอะไร ร่างกายผอมๆ แห้งๆ กร่องๆแกร่งๆ อย่างนั้นน่ะ แล้วมันก็สมประกอบด้วย มันเป็นคนดำที่เราเห็นตัวอย่างนะ ถ้าเป็นคนขาว มันก็คงไม่น่าเกลียดเท่านั้นนักหรอก ทีนี้กลายเป็นคนดีเสียด้วย มันก็เลยดู แหม น่าเกลียดพิลึก ผอมกะหรองกะแหรง ไม่ได้เรื่อง มันเกินมันเห็นเด่นชัด โดยเขาไม่รู้ว่า ควรให้เกิดหรือไม่ควรให้เกิด เขาไม่รู้ร่างกายนี้ควรให้เกิดขนาดใด มีสันโดษขนาดใด มีความพอเหมาะ สัมมาพอดีขนาดใด เขาไม่รู้เขาไม่เข้าใจ อาตมาเห็นว่า แหม ลัทธิพุทธนี่ เป็นลัทธิที่ไม่ค้านแย้งกับโลก ไม่ค้านแย้งกับเมื่อใดๆ ไม่ค้านแย้ง อกาลิโก สัมมา มัชฌิมา ปานกลาง อยู่ในจุดที่ดีที่สุด ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ดีที่สุด อาตมาจะลองไล่เรื่องการเกิด ไปเป็นตั้งแต่ระดับวัตถุ ไปจนกระทั่งถึงที่สุด มนสิการเป็นแดนเกิด แล้วก็จะรู้ยิ่งเห็นจริงว่าอะไรที่เราจะไม่ให้เกิด ให้ดับสนิท ซึ่งเป็นวิสามัญลักษณะ ซึ่งอาตมาได้พยายามเน้นจุดนี้ขึ้นมาอีกพอสมควรตอนนี้ เน้นถี่แล้วอธิบายถี่ เพราะจะขยายเรื่องไตรลักษณ์ และวิสามัญของไตรลักษณ์ พอเราเรียนรู้มาตั้งแต่เรื่องไตรลักษณ์นี่ เรียนรู้ไม่มีปัญหาอะไร เรื่องไตรลักษณ์ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นธรรมดาสามัญไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เรารู้ขอตรงนี้ก่อนขอเจาะตรงนี้ก่อนนิดหนึ่งว่า ร่างกายขันธ์นี้มันเกิดขึ้น แล้วมันก็ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป ร่างกายนี้อะไรเป็นเหตุให้เกิดอยู่ อาหารเป็นเหตุ อาหารเป็นหนึ่ง ร่างกายนี้ด้วยรูปขันธ์ อะไรเป็นเหตุ อาหาร คือข้าวสุก ขนมสด อาหาร คือกวฬิงการาหาร เป็นเหตุสำคัญใหญ่หลัก ซึ่งใครก็รู้อันนี้ เพราะฉะนั้น ให้อาหารมันกินอยู่เมื่อไหร่คือเหตุเกิด เราไม่ได้ดับเหตุ เราไม่ได้อดอาหารเหมือนกะอย่างพวกเชนที่เขาทำอย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่เคยให้อดอาหารตาย รู้ว่าเหตุเกิด แล้วเราไม่ได้ดับเหตุนั้น แม้พระพุทธเจ้าซึ่งวันจะปรินิพพาน ท่านก็ยังรับประทานอาหารก็ยังให้เหตุเกิด เหตุก็เกิดเพราะเราให้เหตุอยู่ให้อาหารเป็นเหตุ ร่างกายก็ยังเกิดอยู่อย่างนี้เป็นต้น เราไม่ได้ไปดับเหตุอาหารนะ สิ่งที่ให้เกิดเกิดไป เหตุคืออาหาร ก็ให้มันกินไป ให้สมควรพอเหมาะ สัมมา เมื่อได้สัมมาร่างกายก็อยู่อย่างสมบูรณ์พอดี สมดุลไม่อ้วนไป ไม่ผอมไป ไม่อ่อนแรงไป ไม่มีพลังงานแคลลอรี่มากเกินไป จนกระทั่งไปหาปี๊บเตะ ไปวุ่นวายอะไรเดือดร้อนอยู่ในสังคม ไม่ไปทำอะไรเกินๆ การๆ แรงไป เพราะว่ามันไม่รู้ความจริง พอดีพอเหมาะของชีวิต ไม่รู้ความพอดีของเหตุ ให้อาหารมันมากไป มันก็ไปสังเคราะห์แคลลอรี่มากไป แคลลอรี่มากไป มันก็ฟุ้งซ่านมากไป มันก็ไปเที่ยวได้สร้างได้ทำอะไรต่อ อะไรเยอะเกินไป วุ่นวายเกินไป มันเป็นธรรมดาแต่ถ้าพอดี มันก็พอดี แล้วเราก็ไม่ได้ดับเหตุนี้ อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ ถ้าเผื่อว่าเรารู้จักตัวเหตุที่เราจะไม่ให้เกิดชัดเจนว่า ตัวนี้ไม่ให้เกิด อะไรไม่ให้เกิด พระพุทธเจ้าสอนในเรื่องทุกข์ เหตุแห่งความทุกข์ ดับทุกข์ ดับเหตุแห่งความทุกข์ แล้วก็มีชีวิตเป็นธรรมดา ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นคนธรรมดาเหมือนชาวบ้าน ปฏิปทา คามินีปฏิปทา แต่ดับทุกข์ ไม่มีทุกข์ เพราะรู้เหตุอย่างชัดแจ้ง ดับเหตุดับสนิทอย่างชัดแจ้งไม่มีเกิดอีก เห็นความไม่เกิด ไม่ใช่ว่าตายไปแล้ว ถึงจะไม่เกิด ไม่ใช่ร่างกายนี้ตายแน่ ร่างกายนี้จะเกิดอีก ไม่เกิดอีก เราจะรู้ด้วยญาณปัญญา เราจะตั้งจิตเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก เรารู้ด้วยปัญญา มันมีความลึกซึ้งมากตรงนั้น คุณฟังอาตมาพูดนี่ คุณฟังแต่ภาษา แต่คุณยังไม่รู้ เพราะคุณยังไม่เป็นพระอรหันต์ คุณยังไม่รู้หรอกว่ามันไม่เกิดอีก มันเป็นอย่างไร แต่ก็มีตัวน้อยมีรอบเล็กรอบน้อยให้คุณได้พิสูจน์ เช่น เราดับสนิทกิเลสในจิตที่เป็นแดนเกิดในสัมภวะ เราดับกิเลสในจิตตัดกิเลสเรื่องใดอันใด เราชัดนี้เป็นเหตุ มีผัสสะกับอันนี้แล้วละก็เป็นเหตุ ตั้งแต่ผัสสะข้างนอก เราทนไม่ได้ จนเราทนได้ แต่ก็ยังมีเกิดใน เป็นอนาคามีภูมิ ยังเหลือรูปราคะ อรูปราคะอะไรอยู่ เราก็ดับรูปราคะ อรูปราคะจนสิ้นเกลี้ยง ถอนอนุสัยอาสวะไม่เหลือไม่เหลือเลย เมื่อไม่เหลือจริงๆ ก็ไม่เกิดอีก คุณจะรู้เลยว่ากิเลสเราไม่เกิด วัฏฏะของกิเลสเรื่องนี้ไม่มีอารมณ์ ไม่มีอาการที่เกิดเพราะเหตุนี้ แม้แต่ผัสสะในที่เรียกธรรมารมณ์ในจิตเอง ข้างนอกนี่พอผัสสะยังไง เราก็ทนได้ แล้วก็เฉยวางไม่เดือดร้อน ไม่ไปทำอะไรกับมัน ไม่ไปปรุงไปแต่ง ไม่ไปเมถุนกับมันเลย ข้างนอกน่ะ ข้างในแม้มันจะมีสภาพอาการ เราก็ไม่มีจริงๆเลย เห็นสนิทรู้ รู้จริงๆ รู้ของคุณเลยว่า รู้ความประชุมลง รู้เวทนา เวทนาเป็นความประชุมลง เอาสูตรนี้ก็ได้มาก่อน มูลสูตร เรามีฉันทะเป็นมูล เรามีความยินดีพอใจ เข้าใจ ดีใจ หรือใจของเราดีแล้ว เราพอใจแล้ว ใจเราพอ ใจเรารู้ ใจเราเห็น เรายินดี มีฉันทะนี่ เป็นความยินดี มีความสบายใจ มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด มีตัวกิริยาการงาน การกระทำได้จริงๆ อยู่ที่จิตเป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นเหตุเป็นเหตุเกิด เป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง มีความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือว่ามันไม่สุข มันไม่ทุกข์ มันเป็นอัพยากฤต มันเป็นสภาพที่ไม่ต้องเป็น มีสมาธิเป็นประมุข มีสมาธิเป็นที่ตั้ง แล้วมันจะมั่นคงแข็งแรงตั้งมั่น ตั้งมั่นจริงๆ คุณให้ดับ ให้ตั้งมั่นก็ดับตั้งมั่น คุณให้เกิดตั้งมั่น ก็เกิดตั้งมั่นอยู่ อย่างพระพุทธเจ้านี่ มีความเกิดตั้งมั่น จนสร้างศาสนาให้เกิด จนสร้างศาสนานี่เกิดมาตั้งหลายพันปีแล้ว ตั้งมั่นอยู่เดี๋ยวนี้ หลายพันปีแล้ว คำว่าตั้งมั่นนี่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะฉะนั้นถึงบอกว่า เดี๋ยวจะพูดเรื่องการเกิดนี่ให้พิสดาร ให้มากกว่านี้ให้ฟัง มีสมาธิเป็นประมุขเป็นความตั้งมั่นเป็นประมุข เป็นสิ่งที่จะเป็นแกน เป็นแก่นนำ เป็นหัวหน้านำ ที่จริงแกนแก่นจริงๆนั้นวิมุติ แต่ว่าอันนี้เป็นตัวนำ ตัวที่ตั้งมั่น แล้วก็เป็นตัวหลักตัวนำ ตัวที่จะต้องพาเป็นพาไปได้เกิดนำนี่ มันจะต้องเกิด จะมีอะไรที่จะนำไปได้จริงๆ ถ้ามันหมดสมาธิ หมดความตั้งอยู่ ไม่มีอะไรตั้งอยู่แล้ว แล้วก็ไม่มีความแข็งแรง เหลวๆ เละๆ มันจะไปนำอะไรไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น สมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นใหญ่มีปัญญาเป็นยิ่ง ท่านแปลในพระไตรปิฎกท่านแปลว่าอย่างนั้น ซึ่งอาตมาเอง อาตมาก็เห็นด้วยอยู่ แต่ก็ยังไม่ถนัดคำนั้นทีเดียว แต่ก็เห็นว่าดี อาตมาก็ยังนึกว่าคำไหนจะเหนือกว่านั้น จะดีกว่านั้น ก็ยังไม่งาม มันง่ายมันสั้น มีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่งก็ดี แต่ในพระบาลีของท่าน มีสติเป็นอธิปไตย ภาษาบาลีว่าอธิปไตยมีปัญญาเป็นอุตรอธิปไตย ก็มันยิ่งใหญ่น่ะ มันมีอำนาจอธิปไตย มีสติเป็นใหญ่เป็นอำนาจใหญ่ แล้วก็มีปัญญานี่เป็นตัวเหนืออุตร พระบาลีใช้ตัวนั้นมาแปลเป็นไทยว่า ยิ่งว่าใหญ่นี่ก็ดี มีตัวปัญญาเป็นตัวอยู่เหนือ คลุม ดูแลจัดแจงเลย อันไหนให้เกิดก็ปัญญาตัดสิน อันไหนไม่ให้เกิด ก็เป็นตัวปัญญาตัดสินไม่ให้เกิดแล้ว โดยไม่ต้องไปทำงานอีกแล้ว มันก็ไม่เกิดอยู่เป็นธรรมดาก็รู้ ปัญญาคือตัวตัดสินเป็นปัญญาวิมุติ หรือเป็นวิมุติญาณทัสนะอยู่อย่างชัดเจนอีกเหมือนกัน ส่วนอะไรจะให้เกิด จะเกิดมาก เกิดน้อยเท่าไหร่ ปัญญาเป็นตัวอุตร เป็นตัวคลุมอยู่เหนือเลย เหนือชั้นอุตร ปัญญาเป็นตัวเลิศ ตัวยอดอยู่อย่างนั้นจริงๆ มีวิมุติเป็นแก่นเป็นสาระ มีมุติเป็นแก่น มีอมตะเป็นที่หยั่งลงๆ เป็นโอฆธะ ภาษาบาลีใช้คำว่า โอฆธะ มีนิพพานเป็นที่สุด ปริโยสานในมูลสูตรนี่ ประเดี๋ยวจะอธิบายขยายค่อยๆ ออกไปแต่จะเน้นตรงที่เกิด จะเน้นตรงที่เกิดแล้วเข้าใจตัวเกิด หรือคำว่าเกิดอะไรนี่ ให้ชัดเจนไม่เช่นนั้น เราก็ไม่รู้เรื่อง เอ๊! เราจะไม่ให้เกิดแล้วอะไรไม่ให้เกิด แล้วอะไรให้เกิด ถ้าพระพุทธเจ้ามีความเข้าใจผิดนะ มีความหลงผิดอย่างเผินๆ เหมือนอย่างลัทธิพุทธในเมืองไทย นี่พูดกันง่ายๆ แล้วจะไม่ให้เกิด แต่ที่จริงตัวเองก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าตัวเองก็กินข้าวให้ร่างกายเกิดอยู่ แล้วความดีให้เกิดก็ไม่รู้ว่าเราจะทำดี ขี้เกียจ ไม่ขยัน ไม่ขวนขวายที่จะสร้างดีให้เกิด ดีชั้นไหน ขนาดไหนที่ควรให้เกิด ที่จริงดีที่สุดก็ควรให้เกิดทั้งนั้นแหละ ดีเป็นประโยชน์ คุณค่าของสิ่งที่ดีเรื่องอะไรจะให้ดับ โลกนี้จะไปให้ความดีดับทำไม เขาไม่เข้าใจ ถ้าใครไปยึดดีอยู่ยังไม่เป็นอรหันต์ แหม อยากเป็นอรหันต์ แต่ไม่เข้าใจอย่างชัดแจ้ง ถ้าพระพุทธเจ้าคิด เออ เราไม่ขวนขวายหรอก ดีมันก็เป็นธรรมดา ชั่วก็เป็นธรรมดา เราไม่ติดดีไม่ยึดดี ไม่ยึดชั่ว กลางๆ เราเป็นอรหันต์ ศาสนามันจะมาให้เกิดเหลือให้คุณทุกวันนี้เหรอ ท่านอุตสาหะขวนขวายเท่าไหร่พระสาวก มหาสาวก คุณไม่ต้องดูมหาสาวกอะไรมาก ดูพระโพธิรักษ์นี่ก็ได้ขวนขวายเท่าไหร่ เหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่ ยังแค่นี้เลย วิเศษอะไรกันนักหนาก็แค่นี้เองพวกคุณก็ได้ของคุณได้วิเศษอะไรกันนักหนา ยังอีกไกล หรือใกล้ จวนอรหันต์หรือยังละ จวนหรือยัง ก็รู้อยู่กันอยู่อย่างนี้น่ะแล้วจะมานั่ง แหม เราไม่ยึดดี ไม่ยึดชั่ว ยึดดีไว้เดี๋ยวไม่เป็นอรหันต์ มันซับซ้อนน่ะ อาตมาไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนี่ มันซับซ้อนลึกซึ้งมากๆ แล้วก็เรียนกัน โอ้ เรียนกันแต่ละคนนี้หวัดๆ อย่างกะตัวเองรู้ซับรู้ซ้อนรู้ชัด รู้เจนเหลือเกิน เห็นแล้วก็อื่อ แหม ไม่รู้จะทำยังไง แล้วก็ยึดตัวเองเสียด้วยน่ะ โอ้โฮ เขาสอนมาเก่าแก่ เกจิอาจารย์ๆอะไรสอนมา ต้องเอาเชื่อเก่าแก่มีอะไร พระโพธิรักษ์องค์เดียว แล้วก็มาพูดโด่ๆ เด่ๆ บาลีก็ไม่เคยเรียนมาไม่มีครูไม่มีอาจารย์ด้วย อะไรอย่างนี้ต่างๆนานา ซึ่งอาตมาเห็นใจอาตมาต้องแสดงฤทธิ์อันนี้ อาตมาต้องทำให้เห็นให้ได้เพราะอาตมารู้ อาตมารู้อะไรหลายอย่างของอาตมา อาตมาต้องพิสูจน์ อันนี้เป็นอลังการของอาตมา อลังการของอาตมาคืออะไร? อลังการของอาตมาคือความจน คือความกระจอก อลังการของอาตมาคือความจน คือความกระจอก คือความไม่มีอะไรที่จะไป ใครสัมผัสปุ๊บ ต้องเห็นทึ่งปั๊บเลย ไม่ อาตมาต้องแสดงความมีเนื้อ โดยที่ไม่มีเนื้อ ภาษาซับซ้อนแล้ว อาตมาต้องแสดงความมีเนื้อ โดยความไม่มีเนื้อให้เขารู้ ให้เขาเชื่อให้เขายอมรับให้ได้ ถ้าเศรษฐีมีเงินทอง มีอลังการอะไรอย่างนั้น อย่างนั้นโลกๆ เป็นโลกีย์ตรงๆนี่ ไปให้เขาสัมผัสเขาก็ยอมซูฮกรับนับถือมันก็ไม่ประหลาดอะไร แต่เป็นเศรษฐีที่ไม่มีสตางค์ เศรษฐีที่ไม่มีเงินเลย เขาก็มานับถือว่าเราอุดม เรามีความอุดมสมบูรณ์เขาต้องทึ่ง เพราะเราไม่มีอะไรเลยจนไม่มีสตางค์ ก็ไม่มีจริงๆ แต่เราสมบูรณ์น่ะ ขยายความขึ้นมานิดหนึ่งอย่างนี้ เป็นต้น อาตมาไม่มีอลังการและอาตมาเจตนาอลังการอะไร จะไม่ใช้แม้แต่ปาฏิหาริย์อื่น อาตมาจะเอาอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์เท่านั้นให้เพียว นี่เป็นตัว นี่เป็นของอาตมา เพราะฉะนั้น อาตมามีสิ่งเหล่านี้เป็นอลังการ มีความไม่มีเป็นอลังการ เป็นเครื่องประดับของอาตมา แล้วเราจะแสดงให้คนนับถือความไม่มี ความกระจอก ความจน ความมักน้อย เน้นตัวมักน้อย ปางนี้ต้องเน้นอันนี้ด้วย อาตมาปางนี้ สมัยนี้ก็ต้องเน้นอันนี้ด้วย เพราะว่ามันหลงไอ้ใหญ่ไอ้โต ไอ้หรู ไอ้หรา จนมันพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว ปางนี้ต้องเน้นอันนี้ด้วย ข่มไอ้ที่ใหญ่ ข่มไอ้ที่หรูหราฟูฟ่า อย่างนี้จริงๆ อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น เราก็มารู้ให้ชัดลงไปว่าอะไรให้เกิดอะไรไม่ให้เกิด อะไรควรที่จะเข้าใจอย่างแน่แท้แล้ว จะไปเบลอๆ ไม่แม่นไม่คมไม่เข้าใจ ถ้าไม่เช่นนั้น เราจะเข้าใจศาสนาพุทธไม่ได้ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาทำลายสังคม ไม่ใช่ศาสนาทำลายมนุษย์ ไม่ใช่ศาสนาทำลายความดี ไม่ใช่ศาสนาจะมาเที่ยวได้ด้อยที่สังคมเขานิยมมนุษยชาติในโลก คนในโลกเขานิยมศาสนาพุทธไม่ค้านเลย แต่ลึกซึ้งละเอียดลออ สิ่งที่ควรจะเจริญอย่างนั้น อย่างนั้นไม่มีปัญหา ใครๆฟังอาตมานี่นะ แล้วก็อาตมาพามาทำหมู่เมือง หมู่บ้านนี่ อาตมาพยายามกด พยายามที่จะให้ลดให้มักน้อย บ้านหลังเล็กให้อยู่กันน้อยๆ อะไรนี่ อาตมาไม่ได้สอนให้คุณมาอยู่บ้านหลังเล็กหลังน้อย ก็อยู่กันกุฏิใครกุฏิมัน งกก่องอขิง ไม่ก่อไม่สร้างไม่สรร ไม่ใช่น่ะ อาตมาบอกว่าเราจะมาจนน่ะ แต่เราจะไม่จน มันมีคู่เคียงอธิบายประกอบจนที่สุด อาตมาบอกว่าจะมีสถาปัตยกรรมที่จะสร้าง อาจจะเป็นวังหินอ่อนขลิบทองเลยก็ได้ คุณฟังดีๆ ก็จะรู้ว่าอาตมา ไม่ใช่ว่าอาตมาจะดับสูญ ให้พวกคุณเป็น กระจอกไปหมดแล้วจะไม่มีอะไรน่ะ มีน่ะ จะสร้างใหญ่ถึงขนาดที่อาตมาเปรยไปอย่างที่ว่านั่นด้วย แต่อาตมาก็ไม่ได้มุ่งหมายสร้างได้ไม่ได้ อาตมาไม่เกี่ยวเรื่องนั้น ไม่เกี่ยว ไม่ได้ก็ไม่ว่า เพราะสมัยนี้ไม่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องไปอวดโอ่อะไรเขา แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่มีปัญหา แต่อาตมาก็บอกแนวโน้มแล้วว่าไม่ใช่อาตมานี่โต่งไปข้างหนึ่งเลยนะ อีกข้างหนึ่งไม่มีอะไร ไม่ใช่ อาตมารู้โลกที่เขาจะอลังการด้วยความหรูหราฟู่ฟ่าสวยงาม อาตมาเข้าใจทั้งสิ้นแล้ว เราก็ไม่ได้ด้อยน้อยหน้าเขาหรอก เรารู้จะทำหรือไม่ทำ แล้วเราไม่ทำแล้วก็ไม่น้อยหน้า ไม่ได้เป็นปมด้อยปมเสียอะไรอย่างนี้ เป็นต้น อาตมารู้ว่าทิศทางหรือว่าความควรว่าอะไรควรจะ จะมีขนาดไหนประมาณขนาดไหนที่จะเป็นประโยชน์ คุณค่าของสิ่งที่จะสังเคราะห์หรือสังขารออกมา อาตมากำหนดสังขาร ประมาณสังขารได้ ที่ทำงานนี่ก็ประมาณสังขารมาตลอดเวลา อาตมาอยู่เหนือสังขารไม่ใช่สังขารเกิด หรืออำนาจกิเลส อำนาจอยากจะสังขารปรุงมากก็ไม่รู้ ปรุงน้อยเกินไปก็ไม่รู้ ไม่ใช่รู้สังขาร เหนือสังขาร เข้าใจสังขารปรุง เพราะฉะนั้น อะไรไม่ให้สังขารให้ดับเลย เราก็ดับดับให้สนิทดับให้ตาย อันนี้ไม่ต้องให้เกิดอีกเลยก็ต้องดับ อันนี้ให้เกิดอยู่ก็ต้องให้เกิด ให้เกิดอย่างยิ่ง ต้องให้เกิด อย่างนี้เป็นต้น จับตั้งแต่เรื่องของความยินดี เอาสูตรนี้เป็นหลัก เรามียินดีเป็นรากเป็นมูล เป็นเค้าเงื่อนเป็นต้นทางมีความยินดี เพราะฉะนั้น ก็ขอเปรยปรายกับพวกคุณเลย อาตมาพูดมามากพูดบ่อยกับพวกคุณ คุณพอใจจะอยู่นี่ คุณอิสรเสรีภาพของคุณนะคุณยินดีพอใจของคุณเอง อาตมาไม่ได้ปกปิด เพราะฉะนั้นจะมาตู่อาตมาอะไรไม่ได้ มีฉันทะของคุณเอง ความยินดีที่ว่านี้มีความพอใจ มีความรู้ ใช้ความรู้เป็นตัวตัดสินของตนๆ ของใครก็ของมัน ตัดสินแล้วว่าดีน่ะ อย่างนี้ดีหรอก เอ้า เอาอันนี้ล่ะ เป็นตัวต้นทางเป็นตัวรากเค้าเป็นตัวต้นน่ะ จะไปเรียกอะไรล่ะ มีมูลรากเป็นเค้าเงื่อนเป็นจุดเริ่มต้น คุณต้องมีความยินดีพอใจ ความหมายอันนี้ ถ้าใครเข้าใจชัดเป็นปฏิภาณ จะเห็นได้ว่าอันนี้แหละ คือความอิสรเสรีภาพ ไม่ใช่เรื่องของการเผด็จการ ไม่ใช่เรื่องของการมาบังคับกดขี่ ข่มเหงน้ำใจอะไร น้ำใจเป็นของคุณ คุณเป็นผู้ยินดีคุณเป็นผู้ไม่ยินดี คุณเป็นผู้พอใจจะเอาไม่พอใจจะเอา เป็นของคุณเอง เพราะฉะนั้น ของคุณพอใจจะเอายินดีเอง นี่เป็นตัวอาตมาถือว่า เงื่อนไขอันนี้ชัดเจนมากของพระพุทธเจ้า อันนี้เป็นมูลเป็นต้นเค้า ถ้าที่จริงสูตรนี้นี่ มันมีอย่างนี้ๆ พระพุทธเจ้าเคยตรัสถามภิกษุ เพื่อจะสอนสูตรนี้ว่า นี่เธอทั้งหลาย เธอมาปฏิบัติธรรมหรือมาศึกษานี่ เธอมีอะไรเป็นมูล มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นอะไรนี่ ท่านว่าอย่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive