270601 ทำวัตรเช้า มรรค 8 วิชชา 8 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2527
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์372 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

270601_ ทำวัตรเช้า มรรค 8 วิชชา 8 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์

พ่อครูว่า…เรามาต่อการใช่ขณะ หรือการไม่ใช่ขณะ การที่มิใช่สมัย หรือ การที่ใช่สมัย ...ตอนนี้ เราได้พูดถึงมุมที่มันไม่ใช่ จาก อขณสูตร อขณะ มันก็บอกแล้วว่า มันไม่ใช่ อขณะ หรือ อักขณะนี้ มันไม่ใช่ ไม่ใช่ขณะ...ไม่ใช่สมัย ทีนี้ คำว่า"ขณะ" มันลึกซึ้งขนาดไหน เราก็กำลังพูดกันอยู่ รวมทั้งขณะที่รวมไปเป็น วันเวลา ในเหตุการณ์ที่เกิดพร้อม ...ตั้งแต่หยาบ ประกอบไปด้วยนอก...ประกอบไปด้วยพฤติกรรมข้างนอกไปจนกระทั่งถึงขณะในจิต ขณะจิตหนึ่ง ... ขณะข้างใน อาการ อารมณ์ ขณะนั้น ไม่ใช่ขณะ ขณะนั้นมันเสีย ขณะนั้นมันไม่ดี มันเป็น นรก ... มันเป็นเดรัจฉาน มันเป็นเปรตวิสัย มันเป็นปีติวิสัย หรือมันเป็นเทพนิกาย ผู้มีอายุต่อๆๆ ไป หรือ มีอายุยืนขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นเทพนิกาย ชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือ แม้จะ...วนจะกลับจะวนมาเกิดในประจันตชนบท...อยู่ในพวกมิลักขะ คือ พวกไม่รู้ดี รู้ชอบอะไร อันเป็นสถานที่ที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปมา ก็อย่างนั้น ก็แน่นอนละ โอกาสเช่นนั้น ก็เป็นโอกาสเสีย เป็นขณะที่เสีย หรือแม้แต่กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขาก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเราจะขยายความมิจฉาทิฏฐิออกไปอีก เราไปถึง 3 แล้ว เราจะขยายต่อไปอีก ให้พิสดารขึ้นไป เพราะว่า นั่นเป็นหลัก มิจฉาทิฏฐิ 10 นี่ เราจะได้ศึกษากัน ศึกษาให้เป็นหลัก ให้รู้มั่น รู้ชัด เพราะว่ามันเป็นคีย์ เป็นกุญแจที่จะไข เพราะว่ามันจะสอดร้อย เราจะ รู้ปรมัตถธรรม จะรู้จิต เจตสิก ก็รู้ทิฏฐินี่ ให้จริงให้จัง กรรมทำอย่างไร แล้วก็มีองค์ประกอบขยายอย่างไร ตั้งแต่ทิฏฐิ 10 แล้วก็ยังองค์ 6 ของทิฏฐิ 10 เข้าไปอีก แล้วเราก็จะต้องเรียนถึงมรรค องค์อื่นๆ อีกนะ สังกัปปะก็ดี วาจาก็ดี กัมมันตะก็ดี อาชีวะก็ตามนะ พยายาม ส

อ่านต่อ

ติ องค์ทั้ง 7 ซึ่งมีองค์ธรรม ตั้งแต่อาชีวะไป ก็มี องค์ธรรม 4 ตั้งแต่ ...ไม่ใช่ ตั้งแต่วาจาเลยทีเดียว ไม่ใช่ว่า ไม่ใช่ว่า อาชีวะ ตั้งแต่วาจาไป วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีองค์ธรรม 4 ส่วนพยายาม วายามะ กับสตินั้น มีองค์ธรรม 2 ถูกกับผิดเท่านั้นเอง ...เป็นมิจฉา หรือสัมมา ตามสัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐิ ถ้าทิฏฐิเป็นสัมมา วายามะ กับสติ ก็เป็นสัมมาตาม ถ้าทิฏฐิ เป็นมิจฉา วายามะ กับสติ ก็เป็นมิจฉาตาม อย่างนี้ เป็นต้น ไม่ใช่เข้าใจแต่ภาษา ท่องได้ไว้สำหรับสอบ แต่เราจะเข้าใจอย่างซาบซึ้ง เข้าใจอย่างมีกลไก มีลีลากลไกขององค์ธรรมต่างๆ ของวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะไปปฏิบัติมรรค ให้เกิดอริยมรรค ถ้าเราพลาดโอกาสจากอริยมรรคเสียขณะใด ขณะนั้น เราก็หล่น หรือ ล่วงไป ทำขณะให้ล่วงไปทุกขณะไป

ปฏิบัติมรรค ให้เกิดอริยมรรค เพราะฉะนั้น จะต้องเป็นผู้บุคคลผู้ประกอบตามอริยมรรค อันประกอบด้วยมรรคองค์ 8 นั้นคือ พรหมจารี หรือ คือ เสขบุคคล บุคคลผู้มีสิกขา 3 ของ พระพุทธเจ้า เสขะก็คือ การศึกษา คือศึกษาบุคคลผู้มีสิกขา 3 ของพระพุทธเจ้า เดินบทอยู่ในทาง อยู่ในมรรคา หรือ มรรค การปฏิบัติมรรค หรืออยู่ในมรรคา ไปเรื่อยๆ ตราบใดเพิ่มอริยคุณ หรือว่าเกิด แม้เพียงเราควบคุม รู้เป็น สติสัมโพชฌงค์ เป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยสัมโพชฌงค์ เป็นโพชฌงค์ 3 เดินบทอยู่ เรามีสติ รู้ตัวอยู่จริงๆ ในขณะใด ขณะใด... รู้กาย รู้วาจา รู้มโน และเราก็วิจัยรู้ว่า นี่เป็นสัมมา นี่เป็นมิจฉา หรือเรียกอีกหลายคำ แบ่งย่อๆ ว่า เป็น ...กุศล อกุศล แบ่งเป็นทุจริต สุจริต อะไรก็แล้วแต่ วิจัยออกมาได้ชัดเจน แล้วเราก็เลือก พยายามหาวิธี...สร้างอิทธิวิธีให้แก่ตนเอง เพื่อจะได้เกิดคุณค่าให้แก่ตน สำรวมกาย ให้กายมันเข้าสู่กุศล หรือ สู่สุจริต มันก็เข้าสู่สัมมา อย่างน้อย แม้มันจะไม่สมบูรณ์ มันก็เป็นสัมมา อันยังเป็นสาสวะ ยังไม่ได้ถอนอาสวะสิ้น...ยังไม่ หมดสิ้น อย่างสมบูรณ์ เป็นพระอริยะ อันหมดกิเลสจริง แต่มันได้กำไร คือ มันสามารถปราบได้ ปรับได้ สามารถดีขึ้น มากบ้าง น้อยบ้าง ก็ต้องเพียรพยายาม ถ้าไม่ได้ทำจริงๆ เลย ไม่ได้ปรับกลไกเหล่านั้นจริงๆ เราจะไปได้ยังไง มันได้เพราะเราปรับได้ เพราะเราทำจริงๆ เกิดการกระทำ เกิดกรรม เกิดการสร้างกรรมแล้ว อย่างของพระพุทธเจ้านี่ คุณจะเห็นได้ว่า ทฤษฏีของท่านนี่ชัดเจน รู้สภาพเลยว่า ข้าศึกเป็นยังไง อาการของกิเลสเป็นอย่างไร และเราทำอย่างไร กิเลสมัน จึงลดลง แม้คุณจะเข้าใจไม่ได้อย่างละเอียด เพราะว่ามันไม่มีตัวไม่มีตัวตน มันไม่มีปุ่ม ไม่มีปม กดตรงนี้ งัดตรงนี้ ดัดตรงนี้ มันไม่มีตัวตน แต่คุณก็รู้ว่า ตรงนี้ต้องข่มหน่อยนะ ตรงนี้ ต้องกดหน่อย ตรงนี้ต้องใช้ปัญญา ตรงนี้ต้องใช้อะไรคลายอย่างนั้น อย่างนี้อะไรก็แล้วแต่...นี่ภาษาบอกคุณ คุณก็ทำ อ้อ อย่างนี้ พิจารณารู้อย่างนี้ แค่นั้น มันก็คลาย แหม ตัวนี้ ต้องใช้กำลังกดข่ม ต้องใช้การปลดปล่อย หาอันอื่นมากลบเกลื่อนบ้าง อะไรก็แล้วแต่ ถ้าเผื่อว่า มันยังไม่สามารถ เราก็จะต้องทำจนสามารถ อย่างสามารถ ให้มันได้จริงๆ ด้วยฝีมือของเรา เราจะรู้ความจริงเลยว่า เราต้องจำนนว่า เอ๊ย เราไม่ใช่ว่า เราไม่มีกิเลส เรามีกิเลสนะ เราจะได้หรือไม่ได้ เราจะรู้ชัดเจนว่า เราทำได้ นะ มันไม่เก่งชักเก่งขึ้นแล้ว เป็นปฏิปัสสัทธิวิมุติแล้ว มันชักจะคล่องแคล่วขึ้น ซ้ำซากขึ้นมาก็ชักจะสงบลงได้ เบาบางลงได้...เก่งจนกระทั่งเป็นนิสสรณวิมุติแล้ว...พอรู้พั้บ พอเข้าใจพั้บ สลัดออกได้ไว นิสสรณวิมุติ ... ไม่ต้องยากเลย มันช่ำชอง แคล่วคล่องเป็นวสี มีอำนาจ หรือมีความแคล่วคล่อง ทำได้ง่ายขึ้น ง่ายขึ้น จนสุดท้าย รู้เลย พอมาสัมผัสแตะต้องเรานี่ อยู่กับอันนี้ สิ่งนี้ เราก็สมุจเฉทวิมุติเด็ดขาด สมุจเฉทหมายความว่า ขาดสูญอย่างต่อเนื่อง ...ขาดสูญอย่างต่อเนื่อง วิมุติได้ อย่างขาดสูญ อย่างต่อเนื่อง มาสัมผัสก็ไม่เกิดอาการเลย รู้เลยว่า มันขาดสูญแล้ว ขาดสูญแล้ว จนคุณจะมั่นใจในสมุจเฉทวิมุตินั้น ว่า เออ เด็ดขาด... เราไม่ได้ ตั้งอกตั้งใจ เราไม่ได้ไปเที่ยวได้...ระมัดระวังตัวอะไรนัก มันแตะต้องก็เฉย เป็นอุเบกขาฐาน ... ไม่ได้สังวรสำรวมอะไรก็ตาม มันมาสัมผัสแตะต้อง บางทีกระแทกเราด้วย อ้อ เจ้านี่เหรอ ไม่มี อาการที่จะเกิดชอบ เกิดชัง อาการ ที่จะเกิดเป็น...อาการอะไร นิวรณ์ทั้ง 5 หรือ อาการอะไรอื่นๆ ก็แล้วแต่ ซึ่งมัน ไม่ใช่บทบาทสงบ สนิท มัน... อุปกิเลส มันมีอาการนิดหน่อย แผ่วเบา ขนาด เล็กๆ น้อยๆ ธุลีละออง ขนาดไหนก็ตาม เราจะรู้ความแยบคาย จะเห็นว่า มันแยบคาย ละเอียดลออ มันแยบคายประณีตน่ะ ทั้งแยบคาย ทั้งประณีต สุขุม ละเอียดน่ะ เห็นความประณีต เห็นความละเอียด นิปุณะ เห็นความประณีต เห็น ความละเอียดอย่างชัดแจ้ง…

มรรคองค์ 8 เราต้องรู้นะ เราต้องเรียนถึงความประณีต ความละเอียดนั้นโดยจริง ไม่ใช่ว่าเรามานั่งฟังแต่ภาษา สภาวะมันละเอียดอ่อนเป็นยังไง มันเล็ก มันน้อย เป็นยังไง เราไม่ประมาท แม้โทษภัยอันมีประมาณน้อย ดับให้สนิท จะไม่มีอะไรกระเพื่อม ไม่มีอะไรไหว ไม่มีอะไรลอยขึ้นน่ะ ไม่มีอะไรลอยขึ้นมาอีกเลย ไม่มีอะไร นิ่ง สนิท ... ไม่มีธุลีหมอง ธุลีเริงอะไรเลย สงบ สนิท ดับสนิท สงบสนิท เป็นอุเบกขาฐาน ไม่ทุกข์ ไม่สุข อุเบกขา ไม่ใช่เฉยเด๋อๆ แต่มันเฉยลึกซึ้งเหลือ เกิน ...เฉยลึกซึ้งมาก ก็เดินฐานโพชฌงค์ 7 ไปในการปฏิบัติด้วยทฤษฏีใหญ่ คือ มรรคองค์ 8 นี่แหละควบคุม ทั้งคิด ทั้งวาจา ทั้งการกระทำ ให้เป็นอาชีพ มีความพยายาม มีสติอยู่ในเหตุผลของสัมมาทิฏฐิ องค์ธรรมหลักใหญ่ทิฏฐิ และก็มีองค์ธรรมของทิฏฐิ 10 ก็ยังมีองค์ 6 สังกัปปะ ก็ยังมีองค์ 7 สังกัปปะนี่ คือจิต เป็นมนสิการ ทิฏฐิ ก็เป็นจิต เป็นความเข้าใจ เป็นความเห็น เป็นตัวปัญญานำ เราเรียกปัญญานำ เรียกกลางๆ ว่า ปัญญาทิฏฐิ แล้วมันก็จะสั่งสมลงเป็นสัมมาญาณ สัมมาญาณ มีสัมมาวิมุติ มีสัมมาญาณ สัมมาวิมุติ สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ จนเต็มไป จนสมบูรณ์ พอเหมาะ เป็นสัมมานี่ สัมมานี่ เป็นคำกลาง พอเหมาะพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไม่โต่ง... เป็นความจบบริบูรณ์ ไม่ใช่ความล้นความเกิน และก็ไม่ใช่ความ...ไม่ใช่ได้จนล้นจนเกิน ไม่ใช่ ไม่ใช่น้อยไป ไม่ใช่พอดี พอดีน่ะ... แล้วก็สั่งสมลงไป แล้วมันที่ใช้คำว่า พอดี เพราะว่า คำว่า...คำว่าสมบูรณ์ คำว่าอย่างกลาง หรือว่าอย่างมัชฌิมา หรือว่าอย่างสัมมานี่ มันไม่ใช่... ไม่ใช่สภาพที่เหมือนอย่างโลกีย์ๆ มันต้องมีการปรับกับเหตุ ปัจจัยเสมอ เวลาเราสูญนี่ เลิศยอดสุดนะ จิตสูญนี่ เราสูญแล้ว สุญญภาพ สุญญตา กิเลสไม่มี ไม่มีเกิดอีก เป็นอมตธาตุน่ะ เป็นอมตธาตุ ไม่เกิดอีกจริง นั่นจริง แต่เรามีชีวิตอยู่ เรายังมีกรรมกิริยา เรายังมีสังกัปปะ เรายังมีวาจา เรายังมีกัมมันตะ เรายังมีอะไรกระทำอยู่ แล้วเราจะต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาเลือกเฟ้น รู้ว่าเราจะทำอะไร สัมมานี่ คือ อย่างไร เพราะฉะนั้น บางทีนี่ กฎระเบียบวินัย ท่านว่าไปอย่างโน้น ท่านว่าไปให้สูงขึ้นๆ สูงขึ้น เป็นขั้นเป็นตอน ทีนี้ ผู้จะทำนี่ จิตสูญนะ แต่ทำตามกฎระเบียบนั้น ตามฐานของผู้นั้นๆ ท่านอนุโลมตามฐานผู้นั้น แต่ตัวท่านเอง ท่านไม่ได้ทำ ท่านทำ ท่านไม่ได้ทำ เช่น เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เรามีตัวอย่างง่ายๆ อย่างเยอะแยะ พระนี่ เปิดเสียง แหม ธรรมคีตะ มีเพลงเลยนะ แต่ท่านไม่ได้เพลงน่ะ ท่านไม่ได้เล่นเพลงกับคุณหรอก ท่านไม่ได้สนุกเพลงกับคุณหรอก แต่คุณต้องกินเพลง แต่คุณต้องใช้เพลงเป็นฐานอาศัย อย่างเปิดธรรมคีตะ ให้คุณเป็นคนเปิดเอง ทำเอง อย่าว่าแต่เปิดเลย ประกอบด้วย..ทำเป็นเรื่องเป็นราว ทำเป็นอะไรออกไปให้คุณน่ะ เอาไปใช้น่ะ ธรรมคีตะ อย่างนี้ เป็นต้น มันมีเพลงมีกานท์ผิดศีลนะ ผิดศีลธรรมดาๆ แค่ศีล 8 เท่านั้นเอง ไม่ใช่ศีลใหญ่ศีลโตอะไรด้วยซ้ำ อย่างนี้ เป็นต้น จิตท่านว่าง จิตท่านว่างจากอันนี้นะ ใครไม่ว่าง ก็ต้องปฏิบัติอยู่ และ เป็นเหตุปัจจัย ใครยังประกอบสิ่งเหล่านี้ ยังไม่ว่าง จิตมันยังมีอะไรต่ออะไร ต้องประกอบอย่างน้อย ก็ให้เป็นสัมมา เป็นสัมมาอย่างสาสวะ น่ะ ต้องให้ลดลงๆ ไม่ใช่เป็นมิจฉาไปเลย โดยไม่รู้ตัว โดยไม่รู้มันกลืนมันกินขณะเสียไปเรื่อยเลย เผลอไผล ตกหล่นไปเรื่อยๆ ซวยนะ เพราะฉะนั้น คำว่าขณะ จึงสำคัญ จึงจะต้องรู้กายกรรม วจีกรรม การงาน สมเหมาะสมควรกับการงาน เราทำการงานนี้ไป ไปๆ เราก็รู้ถึงจิตเร็ว มีวิปัสสนาญาณ มองปร๊าด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทะลุเข้าไป จนกระทั่ง เหมือนกับมองทะลุแก้วไพฑูรย์ ที่มีเส้นด้ายอยู่ ร้อยอยู่ที่กลางใจนั้น ซึ่งอธิบายแล้ว อธิบายอีก อภิญญาเกิด วิชชาเกิดอย่างนี้เสมอ วิปัสสนาญาณ หรือ ญาณทัสสนะ มีอวัยวะน้อยใหญ่ ไม่บกพร่อง มีอินทรีย์ครบถ้วน ... ตา หู จมูก ลิ้น กาย ครบถ้วน อวัยวะน้อยใหญ่ อะไรอื่นๆ พร้อมพรั่ง มีกรรมกิริยาอะไรครบถ้วน กระทำอยู่อย่างสมบูรณ์ เหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่ปร๊าดมองไป มีวิปัสสนาญาณ รู้ประกอบนอก จนกระทั่งหยั่งไปถึงจิตใน เห็นจิตย้อมด้วยกิเลสหรือไม่ สีเขียว สีเหลือง สีแดง แล้วก็ปรับโดยมโนมยิทธิ สามารถปรับ สามารถถอด ... ถอดความสะอาดออกมา ถอดจิตให้สะอาดออกมาจากกิเลสเหมือน ถอดดาบจากฝัก ถอดงูจากคราบ...ถอดไส้หญ้าปล้องออกจากหญ้าปล้อง ถอดได้ มัน..อยู่ด้วยกันนั่นแหละ มันไม่ไปอื่นหรอก กิเลส มันก็อยู่ตรงนั้น มันไม่ได้ถอด มันไม่ได้เอากิเลสไป เขวี้ยงทิ้งตรงไหน ถอดคราบ ก็งูออกจากคราบ มันก็ไม่ได้ไปเห็นคราบงู ไม่ได้เอาคราบงูไปทิ้งลงไปเผาไปอะไร มันไม่ได้เป็นวัตถุธรรม มันสลายไปในตัวตรงนั้นแหละ กิเลสมันก็ละลายไป เพราะมันไม่มีตัวตน กิเลสมันไม่มีตัวจริงหรอก มันอุปาทานขึ้นมาใส่จิตเราน่ะ ถอดไส้หญ้าปล้องออกจากหญ้าปล้อง ถอดดาบออกจากฝัก มันก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน อย่างดาบกับฝัก แต่มันก็อยู่ด้วยกันนั่นแหละ มันไม่แยกกัน ไส้หญ้าปล้อง กับหญ้าปล้อง มันก็ไม่แยกกัน ดาบกับฝัก มันก็ไม่ได้แยกกัน แต่มันก็แยกกัน เมื่อถอดได้ มันก็รู้ว่า ถอดได้ ถอดงูออกจากคราบ ก็รู้ว่า ถอดงูออกจากคราบ แต่มันก็ไม่ได้แยกกันหรอก คราบงูก็เอาไป เป็นชิ้นไปให้คนอื่น เพราะเราทิ้งกิเลส เราก็เลยเอียนกิเลส กิเลสนี้ก็เลยหล่น คนอื่นก็เลยเก็บกิเลสนั้นไป เปล่า... ไม่มีตัว ไม่มีตนของเรา หรือคนอื่น จะมาเอาของเราไป ก็ไม่ได้ กิเลสของเราน่ะ เขาเอาของเขาแล้ว ก็ไปซักซ้อมกิเลสของเขาเอง เขาเอาไปอุปาทานเอง เขาไปติด ไปยึดของเขาเอง ถ้าเขาไม่สร้าง เขาก็ไม่มี มันไม่มีเนื้อ มีตนที่จะต้องไป... แหม มันเหมือนเชื้อโรคติดต่อ พอ พอเราละกิเลส พอเราเอากิเลสออก กิเลสก็เลยปล่อยลงไป คนอื่นก็เลยมารับเชื้อนี้ไปเลย เอากิเลสนี้ไป เป็นท่อนๆ ตัวๆ อะไร มันไม่เป็นตัวตนอย่างนั้น มันอยู่ในกันเองนี่ มโนมยิทธิ ท่านอธิบายมีความหมายอย่างนั้น ว่าถอดคราบออกจากงู ถอดงูออกจากคราบ ถอดดาบออกจากฝัก อะไรนี่ แล้วเรามีมโนมยิทธิ ถอดได้จริงๆ ถอดให้มันสะอาดออก จิตวิญญาณสะอาดออกจากกิเลส กิเลสเหมือนฝัก...ดาบเหมือนกับจิตสะอาด งูเหมือนกับจิตสะอาด คราบเหมือนกับกิเลส หญ้าปล้องก็เหมือนกับกิเลส ไส้หญ้าปล้องก็เหมือนกับจิตสะอาด อย่างนี้ เป็นต้น ถอดออกทุกทีไป ทำทุกทีไป ล้างชำระทุกทีไป ทำได้ มีอิทธิวิธีใด ก็สามารถสร้างอิทธิวิธีให้แก่ตัวเอง นานาประการ ทำได้หนึ่งก็หนึ่ง...มีหนึ่ง แล้วก็ทำได้มาก เนรมิตได้มาก ไอ้กิเลสมากๆ ก็ทำให้หาย ให้สูญไป ไม่มีเป็นไม่มีก็ได้ ทำเป็นหนึ่ง ก็ให้หายไป ก็ได้ ให้ปรากฏก็ได้ ต่างๆ นานา สามารถที่จะทำให้พลิกแพลง ทวนกระแส เหมือนเดินบนน้ำ มันก็แข็ง เหมือนดำไปในดิน มันก็อ่อน อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ลุยอยู่เหมือนกับอยู่ในภูเขา กองภูเขา กองกำแพง เดินทะลุภูเขา กำแพง เหมือนกับเดินไป เดินไปว่างๆ สบายขึ้นทุกที ยิ่งเหมือนนกน้อยปีกแข็ง จะเหาะ จะบิน.. เหาะลอยได้ เหมือนนกน้อยปีกแข็ง เบา ว่างขึ้น สบาย อิสรเสรีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนนกน้อยจริงๆ นะ มีอิทธิฤทธิ์ ที่จะสามารถสามารถลูบคลำพระอาทิตย์ พระจันทร์ได้ ด้วยฝ่ามือ สามารถเลย มันจะเก่ง จะแข็งยังไงนี่ อย่าว่าแต่มันกระแทก มันมีฤทธิ์มีแรงขนาดไหนนี่ เราสามารถแตะต้องเหมือนกับเราแตะต้อง แตะต้องกิเลสนั้นอยู่ มีฤทธิ์แรงด้วยเหมือนลูบมันได้ด้วยฝ่ามือ... แหม มันมีฤทธิ์ มีเดชจริงๆ จะยิ่งจะใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ พระจันทร์ สำนวนเขายิ่งใหญ่นะ พระอาทิตย์ พระจันทร์ เพราะสมัยก่อน ยังไม่รู้ดารา ดาราศาสตร์ยังไม่เก่ง แต่เทียบเคียงแล้ว เขาเห็น พระเจ้าด้วย พระอาทิตย์ พระจันทร์ นี่ เขาเห็นเป็นพระเจ้าที่มีฤทธิ์ มีแรงมากมาย อยู่ไกลด้วย แล้วเขาสามารถลูบคลำพระอาทิตย์ได้ด้วยมือ ลูบคลำพระอาทิตย์ พระจันทร์ได้ด้วยฝ่ามือ มันจะมีฤทธิ์ร้อนแรงขนาดไหน ก็ลูบคลำได้จริงๆ อะไรจะไปร้อนเท่าพระอาทิตย์ล่ะ เข้าใกล้ก็ไม่ได้ แต่ก็สามารถลูบคลำได้น่ะ เอาอำนาจ เอาอำนาจ ใช้อำนาจทางกาย เคยตั้งข้อสังเกต ฟังให้ชัด นี่ เขาอธิบายไว้ชัดน่ะ ทำไมไม่ใช้ว่า ใช้อำนาจทางจิต เขาถอดจิต แต่พระพุทธเจ้าท่านอธิบาย กลับบอกว่า ใช้อำนาจทางกาย ไปได้ตลอดพรหมโลก เรียกว่า องค์ประชุมจะหยาบขนาดไหนขึ้นมา ก็อยู่ในเมืองพรหมนั่นเอง ไม่ใช่ไปถอดจิต ไปเมืองพรหม เขาอธิบายกันอีกอย่างบอกว่า ต้องถอดจิตนั้นไปเมืองพรหม นั่น มันอยู่ตรงเมืองของจิต ไม่ใช่เมืองของกาย แต่คำของพระพุทธเจ้านั้น ท่านตรัสบอกว่า ใช้อำนาจทางกายไปได้ตลอดพรหมโลก อย่างนี้ เป็นต้น ไม่ใช่ภาษาตื้นๆ นะ กว่าจะเข้าใจ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ตัวเองก็รู้สึกว่า ยังไม่เก่งเท่าไหร่ บอกตรงๆ ยังรู้สึกว่า ยังไม่เก่งเท่าไหร่ ที่จะมีปฏิภาณ นิรุตติภาษา สื่อมาได้ให้นี่ มันง่ายกว่านี้ ชัดกว่านี้กับพวกคุณ แต่ก็รู้สึกว่า เก่งน่าดูแล้ว แต่ยังรู้สึกว่า มันยังไม่ถึงคือ จริงๆ นะ มีเพชรที่ยังอยู่ในเก๊ะ ที่ยังงัดออกมาไม่ได้ เพชรที่อยู่ในเก๊ะ ที่ยังงัดออกมาไม่ได้ แหม มันรู้สึกว่า เพชรอันนั้น มันเยี่ยมกว่านี้นะ ที่รู้นี่นะ ตัวรู้ของตัวเอง ตัวเข้าใจของตัวเองนี่ เหมือนเพชรที่อยู่ในเก๊ะ ที่ยังงัดออกมาไม่ได้ จะเอามาโชว์คุณนี่ มันยัง...เอ๊ ทำไมเราจะเอาออกมาโชว์คุณ ยังโชว์ไม่ได้ น่ะ แต่รู้ว่ามันลึกกว่านี้ มันละเอียด มันชัดกว่านี้ ตัวเองชัดน่ะ ชัดกว่าที่ตัวพูดออกไปนี่ พูดออกไป บรรยายออกไปแล้ว มันก็...ยังไม่ถึง ยังไม่ถึงใจ ยังไม่ถึงตัวรู้นั้น ยังไม่ชัดเท่าตัวที่ตัวรู้เองนั้น แต่ก็พยายามที่จะให้ชัด พยายามที่จะสื่อให้มันดีๆ ที่สุด แต่รู้สึกยังไม่ครบ ยังไม่ครบน่ะ พยายามเก่งและ ไม่ได้ออมมือนะ ไม่ได้ออมมือ พยายาม พวกคุณก็ตั้งใจรับ ตั้งใจฟัง ตั้งใจพิสูจน์ของตัวเอง แล้วพวกคุณก็จะรู้ จะรู้ จะรู้ของจริงพวกนี้ไปน่ะ

วิชชา 8 มีอิทธิวิธีต่างๆ นานา แล้วมันก็ชำนาญ แล้วมันก็จะลึกซึ้งขึ้น ดังที่กล่าวนี่ จนมีอำนาจแข็งแรง เรียกว่า ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปติ สัมผัส โลกธรรมอันนั้นอยู่นี่ ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ โลกธรรมนั่นเอง โลกธัมเมนี่ โลกธรรม สัมผัสโลกธรรมใด ก็แล้วแต่ เราก็แบ่งโลกธรรมมาตั้งแต่อบาย กาม โลกธรรมเสียเอง จนกระทั่งอัตตา อะไรต่างๆ เราก็แบ่งมา จนอธิบายกันย่อยๆ และยังย่อยกว่านี้อีก และมาปฏิบัติจริง สัมผัสจริง มันไม่หวั่นไหว มันอเนญชาน่ะ ตั้งมั่น จนอเนญชา เป็นฌาน เป็นวิมุติที่แท้จริง อยู่เหนือมัน มีฤทธิ์ มีเดช รู้แม้แต่บางเบาเป็นอโสกะ วิรัชะ ธุลีหมอง ธุลีเริง ก็ไม่มี จะเป็นธุลี จะเป็นอณูขนาดไหน ปรมาณูขนาดไหน ก็ไม่ ไม่ลอยเหนือขึ้นมา ไม่อุทธัจจะสังโยชน์ ไม่มีอุทธัจจะนี้ยังผูกตัวเองอยู่ ไม่มีสิ่งที่ลอยเหนือขึ้นมา อุทธัจจะนี้ คือสิ่งที่ลอยเหนือ แล้วก็เห็นสิ่ง ที่ลอยเหนือนั้น โดยพยัญชนะ อุทะ+อัจจะ อุทะนี่ เป็นความลอยเหนือ หรือ เบื้องบน อุทะนี่ แปลว่า ความลอยเหนือ หรือเบื้องบน ไม่มีอะไรลอยเหนือขึ้นมาให้เห็นเลย ไม่มีอะไร มันเบานะ มันเบา เหมือนของไม่ใช่ของหนักแล้ว ของเบาเป็นละอองลอย ธุลี นิดหน่อย เราก็มีอัจจะ สามารถจะรู้ มีแสงสว่าง ที่จะจับอันนี้ได้ จะละเอียด จะเล็ก จะน้อย จะธุลีละอองขนาดไหน ก็มีเครื่องมือจับ สามารถ สัมผัสติด สามารถรู้เท่าทันสิ่งที่เป็นสังโยชน์สุดท้ายในอุทธัจจะ จะเล็กจะน้อย จะธุลีละอองขนาดไหน เราก็อยู่เหนือสิ่งนี้ อวิชชาดับสิ้น เพราะมีวิชชา มีธาตุรู้ ตรัสรู้ ธาตุโพธิ ธาตุโพชฌะ โพชฌะ องค์แห่งการตรัสรู้ รู้เท่าทัน รู้แล้วก็รู้วิธีฆ่า และก็ฆ่าได้ จนกระทั่งมันไม่ลอยขึ้นมาอีกแล้ว ไอ้อย่างนี้ เคยลอย ไอ้อย่างนี้ เคยมี ไม่มี ไม่เหลือเลย ไม่เกิดอีก ไม่มีเกิด ไม่มีอุทะใดๆ น่ะ ไม่มีอุทะใดๆ ไม่มี แม้แต่จะมีเป็นกิริยาอะไร อาการอะไรอยู่ในจิตน่ะ กิริยาอาการ มาอธิบาย เป็นลักษณะของแบบ คนโลกนี่ เป็นกิริยาอุทธัจจะนี่ เขาไปอธิบายกิริยาขวยเขิน อุทธัจจะ นี่ขวยเขิน ทำไมขวยเขิน ขวยเขิน เพราะตัวเองนี่ ผิด มีผิด มีสิ่งไม่ดีอยู่ แล้วเราก็ยอมรับ ยอมรับความผิดนี้โดยดุษณี ก็จะมีกิริยาอิตถีภาโวอยู่ ว่าเรายังไม่สะอาด ยังไม่บริสุทธิ์ ยังไม่สูงสุด ยังมีอะไรอยู่ เพราะฉะนั้น ก็มีกิริยาเขาจับได้ กิริยาขวยเขิน นี่เขาจับได้ เอามาเป็นกิริยาหยาบแล้ว เขาจับได้ ... มันยังมีบกพร่องเท่านั้นเอง สุดท้าย ยังมีบกพร่อง เรายังไม่สนิท ยังไม่แน่นิ่ง ยังไม่มั่นคง ยังไม่จริงจัง ยังมีอะไรกระดุกกระดิก ยังมีกระดุ๊กกระดิ๊ก หมดดับสนิท ไม่มีอะไรแล้ว หยั่งลงตัวสมบูรณ์แล้ว ก็ หมดกระดุ๊กกระดิ๊ก ไม่มีอะไรขวยเขิน ไม่มีผิด ไม่มีใครจับได้ ไม่ใช่ไม่มีใครจับได้ เพราะซ่อน เพราะมันไม่มี จึงไม่มีใครจับได้ แม้เราเอง เราก็จับไม่ได้ ในเราน่ะ เพราะมันไม่มี มันหมด มันดับสนิท จับไม่ได้นี่... หมายความว่า มันไม่มี ไม่ใช่ว่ามันมี แต่จับไม่ได้ ถ้ามันมีแต่จับไม่ได้อยู่ เรียกว่า เราเอง เรายังไม่ตรัสรู้ เรายังไม่สว่างสุด เรายังมัวๆ หม่นๆ อยู่น่ะ ... อ้านี้ได้ไล่ตัวฐานที่มันกินความไปจนกระทั่งถึงอวิชชา 9 ประการ... แต่ไม่ได้ไล่ไปถึง 9 หรอก ไล่อิทธิวิธีเท่านั้น เราก็จะสูงสุดรู้เจโตปริยญาณ ไล่ตัวจิตนั้นแหละ ไปจนกระทั่งถึงวิมุติ จนถึงวิมุติ อวิมุติ สมาธิ สมาธิ ก็จะถึงสมาหิต อสมาหิต ... นี่ลัด ลัดเลยนะ ก็พูดกันมามากแล้ว เจโตปริยญาณ 16 ก็พูดกันแล้ว กระทำได้จริงแล้ว เราก็ระลึกทบทวน มีโสตทิพย์ มีเจโตปริยญาณ ทำน่ะ เป็นเป็นท่าทางปฏิบัติ เสร็จแล้ว เราก็ทบทวน.. ตรวจสอบบุพเพนิวาสานุสติญาณ เห็นความเกิด ความดับ จนไม่เห็นความเกิด มีแต่ความดับ ดับอยู่ ดับอยู่ สมุจเฉทอยู่ สมุจเฉทอยู่ สมุจเฉทอยู่ จนเห็นแน่ใจว่า ดับสมุจเฉทเด็ดขาด ขาดสูญอย่างต่อเนื่อง จนคุณเห็นเลยว่า อ้อ... อนุสัย อาสวะ ก็ไม่มีแล้ว กระทุ้งกระแทก กระเทือน ด้วยบทบาทนั้น บทบาทนี้ คุณจะรู้ได้ด้วย ตัวเองเลย จนเกิดการรู้รอบ จนเกิดการรู้แจ้ง และธาตุรู้ที่เป็นตรัสรู้นี้ มันจะบอกคุณเอง ก็เราเคยสมมุติเป็นภาษา ไม่รู้จะสมมุติอะไร ก็เลยสมมุติว่า คนเราขี้สุดเราก็รู้ว่าเราสุด นอกจากอาการไม่ดีเท่านั้นเอง เป็นคนท้องเสีย ท้องปวด ท้องมวน ท้องไม่ปกติ มันก็ขี้สุดก็ไม่รู้สุด สุดแล้ว เอ๊อ มันก็ยังเหมือนไม่สุด ไอ้อย่างนั้น คุณก็รู้แล้วอาการของคุณ แต่ว่า สมุจเฉทนี่ มันหมายความว่า สุดอยู่ เรื่อย สุดอยู่เรื่อย มันเป็นปกติ มันรู้ว่า อาการขี้สุด เป็นยังไง มันก็สุดเป็นปกติ มันไม่มีคนไข้ มันไม่ได้เป็นคนเจ็บป่วยอะไร มันธรรมดา... เมื่อคุณเป็นคนธรรมดา เมื่อคุณขี้สุด คุณรู้เลยธรรมดา เพราะฉะนั้น คุณจะเกิดความมั่นใจ มั่นใจเข้าไปทุกทีเลยว่า เออ เราขี้สุดแล้ว การขี้สุดเป็นอย่างนี้ แล้วมันก็ไม่เคยมีอะไรอีก ไม่มี ถ้าเผื่อว่ามีอีก ก็ท้องเสีย ทีนี้ มันเป็นปกติแล้ว มันจะมั่นใจ ... มันแน่ มั่นคง จนสักวันหนึ่ง คุณก็จะรู้ว่า กลไกที่เราได้ทำนั้น อย่างนั้นๆ นี่ เด็ดขาด เหมือนกับคนที่ขับรถ รู้ฝีมือ เหมือนกับคนขับรถจักรยาน รู้ฝีมือ แต่ก่อนนี้ ต้องจับแฮนด์เดิ้ล แหม อย่างนี้เลย กดแล้วกดอีก ระวังอีก พอเก่งแล้ว ไม่ต้องจับก็ได้ หลับตาก็ได้ ไม่ต้องจับแฮนด์เดิ้ล ขี่ แน่ใจมั่นคง...แม่นมั่น สบายมาก ไม่ต้องไปจับหรอก ปล่อยมือ ปล่อยแฮนด์ ปล่อยที่จับ จะหลับตา...ระวัง แต่ไอ้พื้นมันเท่านั้นแหละ แต่ถ้าแน่ใจแล้วว่า พื้นไม่มีอะไรแล้ว ไม่ต้องดูพื้นก็ได้ แต่ธรรมดาของธาตุรู้นี่นะ มันมีธาตุรู้ มันจะมีสติ สัมปชัญญะ มันจะรู้รอบ รู้กาย รู้องค์ประชุม รู้อะไรต่ออะไร ไม่ใช่หลับตาขี่รถ เปรียบเหมือนอย่างนั้น ไม่ใช่ แต่มันรู้จนกระทั่งเหมือนหลับตาขี่รถ เพราะว่า มันแน่ใจในความ ... ไอ้นี่ ไม่ต้องกังวลแล้ว มันจะมาเมื่อใด มันจะมาด้วยหลับตา หรือลืมตา ฉันก็สบายทั้งนั้น แต่ในธาตุของการตรัสรู้นั้น ไม่ได้ไปหลับตา เหมือนกับอย่างสมมุติ ขี่รถอย่างนี้ สมมุติวัตถุโลก มันไม่เหมือนกับสภาวธรรมที่แท้จริง สภาวธรรมที่ แท้จริงนั้น ตรัสรู้แล้วนี่ มันเกิดการรู้อยู่พร้อมไว แววไว เร็วไว องค์ฌานทั้ง 4 มุทุภูเต กัมมนีเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต ก็ครบครัน องค์ฌาน อะไรครบหมด องค์ฌานของทิฏฐธรรมสุขวิหารก็ครบ องค์ธรรมของสันตวิหารก็ครบ ไม่ใช่ว่าไม่มีนะ ไม่ใช่ว่าผู้บรรลุฌานอรูปฌานแล้ว รูปฌานหายไป ไม่ใช่นะ ผู้ที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แล้วไม่ได้หมายความว่า เมตตาหายไป เหลือโด่เด่แต่อุเบกขา เปล่า ผู้ที่มีโพชฌงค์ 7 แล้ว ไปถึงฐานอุเบกขาแล้ว ไม่ได้หมายความว่า สติหายไป ธัมมวิจัยหายไป วิริยะหายไป เปล่าเลย ยิ่งแคล่วคล่อง ยิ่งชำนาญ สติยิ่งเต็ม ธัมมวิจัยยิ่งเร็ว ไวเลย คล่องแคล่ว มุทุภูเต ธัมมวิจัยเก่ง วิริยะ เหมือนกับไม่ต้องวิริยะเลย ตัวขยัน เหมือนกับไม่ต้องเข็น ไม่ต้องดันมันเลย มันเพียร มันขยันของมัน มันทำงานของมันโดยอัตโนมัติ เร็วไวเลย เหมือนกับเข้าเกียร์ปุ๊บ เกียร์ 4 เลย แล้วเกียร์ 4 ประเภทมีเกียร์ 1 อยู่ในตัว มีทั้งแรงหนัก แรงดัน ที่ไหวแล้วคล่องปริ๊ด เหมือนเกียร์ 4 เลย พอเข้าเกียร์พั้บ เกียร์เดียวเลย พรวด จาก 1 ถึง 4 อย่างเร็ว อย่างนี้ เป็นต้น นี่ อธิบายเทียบเคียงสภาพพวกนี้ประกอบเท่านั้น แต่ที่จริง มันยิ่งกว่าไอ้วัตถุธรรมพวกนี้ ไม่ใช่ไม่มีของต้นนะ คนที่ได้ปลายแล้วนี่ ไม่ใช่หายไปของต้น เหมือนอย่าง เหมือนอย่างกับเขาที่อธิบายฌาน 4 มีวิตกวิจาร วิตกวิจารหายไป แล้วก็มีปีติ ปีติหายไป ลดปีติ ปีติก็เลยสุข สุดลดไป จึงเกิดอุเบกขา เขาอธิบายอย่างนั้นน่ะ มันก็เคยอธิบายซ้อนให้ฟังแล้วว่า ไม่ใช่ มันยิ่งขึ้น จริง จะอธิบายว่าลดก็ลดในส่วนอุปกิเลส เราไม่ต้องวิตกวิจารมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ได้วิตกวิจาร ตัววิตกวิจารนี่แคล่วคล่องเลย ตัววิตักกะ คือ ความคิด ตัววิจาระคือ พฤติการณ์ พฤติกรรมของอาการ ของกายก็ดี วาจาก็ดี จิตก็ดี คล่อง ไว รู้ได้เร็ว จนกระทั่ง...มันไม่ใช่ไม่มี แต่ก่อนคุมมันไง วิตกวิจาร ถึงมาแปลว่า กังวล สำรวม อูย สำรวมคอย ไม่ต้องคุมแล้วตอนนี้ มันเป็นแล้ว ไม่ใช่มันไม่มีวิตกวิจาร มีวิตกว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน