620327_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ใครทำให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
620327_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ใครทำให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1XaT5gIsP-IIvcuQD4n85vS-x9YnxzNXApEsBRk68tBY/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1uggvfMvm9JO4rcNiUNRESsyTryGRc8xl สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพุธที่ 17 มีนาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ในช่วงนี้ประเทศไทยเรากำลังดูเหมือนว่าจะไม่ได้พูดถึงเรื่องความสุขทุกข์ของประชาชนเท่าไหร่ เขาคุยกันแต่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลใครจะมีอำนาจ เขาบอกว่าจะมีประชาธิปไตยจะมีเลือกตั้งแล้วประชาชนมีความสุขหรือความทุกข์เพิ่มขึ้น แต่ดูแล้วคงจะทุกข์มากเพิ่มขึ้นเพราะมีความแตกแยกแบ่งเป็นฝักฝ่ายกันเพิ่มขึ้น พระเจ้าก็ออกแบบยาก ฝั่งที่บอกเป็นฝ่ายรัฐบาลมีเสียง Popular vote มาก ส่วนฝั่งที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยบอกว่ามีคะแนนสส.มากกว่า
พ่อครูว่า…อาตมาเต็มใจที่จะเสียพลังงานทำสิ่งนี้ให้แก่มวลมนุษยชาติที่จะได้สิ่งที่ควรจะได้ขึ้นมา _guru x 1 วันที่ผ่านมา….. สาธุครับ หาชมนักบวชที่นำพาผู้คนปฏิบัติได้เป็นรูปธรรมตามคำสอนพุทธองค์ เท่าที่ตระเวนศึกษาคบค้ามา สำนักอื่นๆแม้กระทั่งวัดป่า ส่วนใหญ่ก็ดีเฉพาะครูอาจารย์ มีลูกศิษย์ปฏิบัติลดละได้ก็น้อยนัก บางสำนักคน้อยก็เห็นลูกศิษย์ใกล้ชิดก็เอาชื่อเสียงของครูอาจารย์มาเรี่ยไรหากิน น่าเศร้าใจ พอหน้าเทศกาล วันสำคัญทางศาสนา หรือของครูอาจารย์ก็ค่อยมารวมตัวกันที เสร็จก็แยกย้ายไปทำมาหากิน ตามวิถีโลกๆ เบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบกันทั้งโดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว ทั้งเจตนาและไม่เจตนา ไปวันๆ เวลาทุกข์ใจที ก็ไปวัด เหมือนไปทำสปา ไปนั่งหลับตาทำสมาธิให้ใจสงบ แล้วก็กลับมาใช้ชีวิตโลกๆแบบเดิม คน้อยไปมาก็เยอะ ก็เห็นมีแต่ที่นี่สาม
อ่านต่อ
ารถสร้างเป็นชุมชนเป็นหมู่บ้าน ถือศีล ทำมาหากินเกื้อกูลกันภายใน ที่เหลือจุนเจือขายราคาถูกแก่รอบข้างภายนอก จะหาหมู่บ้านไหนในเมืองไทยที่ถือศีลห้าทั้งหมู่บ้าน สภาพแวดล้อมดี ทั้งคน ทั้งวิถีชีวิต ไม่มีแหล่งอบายมุข ไม่มีการพนัน ไม่มีตั้งวงกินเหล้า เปิดเพลงเสียงดัง ไม่มีสัตว์เลี้ยงเห่าหอนรบกวนเพื่อนบ้าน ลูกเด็กเล็กแดงมีสภาพแวดล้อมที่สงบ สะอาด ปลอดภัย นักบวชก็มีช่วงเวลาเยี่ยมถามไถ่ สารทุกข์สุกดิบคนในชุมชน ไม่ใช่เอาแต่จำวัด หรือเทศน์อย่างเดียว งานบุญก็ทำตามสาระในพระพุทธศาสนา ไม่มีจ้างโชว์มาเต้นจำบ๊ะ เด้งหน้าเด้งหลัง หาได้ที่ไหนในประเทศนี้
พ่อครูว่า...ที่นี่ก็มีส่วนบกพร่องบ้าง แต่อาจไม่หยาบคาย อาตมามองเห็นอย่างนั้นนะ จริงๆแล้วก็ไม่ได้หยาบคาย อย่างโลกที่เขาจัดจ้าน แม้หยาบอย่างละเอียดเราก็มีน้อย จนคนโลกๆมองเผินว่าเราไม่มีผิด แต่เรามองกันเองบางคนก็ยังหนักอยู่ แต่เป็นสะเก็ดผง คนส่วนใหญ่กลบ จะว่าไม่มีเสียเลยอย่างหยาบก็ไม่ใช่ แต่มีน้อย ส่วนรวมละเอียดดี สำรวมสังวรดีหรือมีส่วนที่บรรลุแท้ก็ไม่ต้องสังวรสำรวมมาก เป็นเช่นนั้นเองตถตา เป็นของจริงตามคำสอนพระพุทธเจ้า ขอขอบคุณในคำชม พวกเราฟังแล้วก็อย่าเหลิง ถ้าเปลี่ยนปฏิบัติให้สูงขึ้น
สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน จิตตก กับ จิตว่าง _ปุญญา ธัมมา...คำว่าจิต ตกนั้น "ว่าง "มีคำอธิบายอย่างไรฝากถามพ่อครูด้วยค่ะ ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อที่เงื่อนไขนั้นๆที่ทำให้จิตตกนั้น"ว่าง" ครับ/เฉลิมชัย ล้อลีลา พ่อครูว่า...จิตเราตอนนี้เลื่อมใสศรัทธาอะไรอยู่ เมื่อเขามีความประพฤติไม่ตรงกับความเห็นของเรา เราก็เลยว่าชักอย่างไรไม่ถูกนะ จิตมันก็ตก ว่าง ลดศรัทธาลง อย่างที่เรารักชอบอยู่ พอไม่ตรงกับสเปคของเราที่กำหนดไว้ Specification เมื่อมันผิดไปจากสเปคที่เรากำหนดไว้ ก็บอกว่าเป็นไปได้อย่างไรเขาไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ ผิดเพี้ยนไปจากที่เรากำหนดหมาย ถือว่าบกพร่องถือว่าไม่ดี จิตก็ตก ศรัทธาตกนั้นแหละจิตตก ความยินดีความเชื่อถือความยอมรับมันลดลง ลดวูบลงทันทีเป็นต้น เรียกว่าจิตตก ส่วนจิตว่าง คำว่า ว่างก็มีความหมาย ว่างโดยอธิบายไม่ได้ไม่มีเหตุไม่มีผล จิตว่างๆอย่างไม่มีเหตุปัจจัยไม่มีหนึ่งไม่มีสอง มันว่างก็ต้องว่างอย่างมี 1 มี 2 ให้เทียบเคียง 1. มีจิตที่ธาตุสามารถรับรู้ว่าอันนี้คืออะไร อ๋อ อันนี้คือว่างๆ มันก็ต้องมี 2. หนึ่งจิตธาตุรู้คือเรา สองอันนี้คือว่าง คือมีสอง จิต กับ ว่าง คำว่า ว่างก็ต้องอธิบาย มีจิตวิญญาณธาตุรู้เท่านั้นจึงจะรู้ความ ว่าง อุตุนิยาม พีชนิยามไม่มีธาตุรู้หรอก พลังงานมันดูดหรือผลักก็ไม่รู้ตัว พีชนิยามเป็นชีวะพอรู้ว่าดูด แต่ดูดเฉพาะความเป็นตัวตน ไม่ดูดแรงเอาเป็นเอาตายต้องทะเลาะตอบโต้อะไร มันรักษาตัวเองอยู่ได้แล้วไม่ทะเลาะกับใคร มันก็จะมี Specification ของมัน ในความรู้การกำหนดหมายของมันว่าเอาอย่างนี้ กำหนดสิ่งนั้นขณะนั้นอย่างนั้น ต้องมีธาตุนั้นธาตุนี้วิตามินนั้นวิตามินนี้มีสารนั้นสารนี้ เพื่อเอามาสังเคราะห์ในร่างของมัน เข้ามาได้มันก็เอามันไม่แย่งชิงใครมันดูดได้ตามสมควร มีแรงดูดเท่าไหร่ อันอื่นรักษาแรงดูดสู้มันไม่ได้มันก็ดูดมาสังเคราะห์เป็นตน ไม่ถือว่าแย่ง เมื่อมาเป็นจิตนิยามมีประสิทธิภาพแย่ง ดีไม่ดีฆ่าคนอื่นด้วย เซลล์เดียวของสัตว์นี้เริ่มฆ่าอันอื่นแล้ว มันไม่รู้ว่าเป็นชีวะหรือไม่เป็นชีวะด้วยมันเป็นวัตถุมันก็ทำลายเอามาเป็นของมัน เป็นพีชะหรือเป็นสัตว์มันก็เอามาทำลายแล้วมาเป็นของมัน ยิ่งเชื่อโรคนี่เซลล์มันทำลายแหลกเลยไม่รู้เรื่องพวกจุลินทรีย์ ระดับแบคทีเรียไวรัสเล็กๆ มันจะไปรู้เรื่องอะไรหรือ มันจะต้องเอาเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะต่อสู้มันไม่ได้ก็เสร็จมันเสร็จเชื้อโรค เสร็จพลังงานเซลล์เล็กเซลล์น้อยนี้หมดเป็นต้น เมื่อสูงขึ้นมาเป็นจิตนิยามเป็นสัตว์โลกก็พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ พยายามหาวิธีทำลายสิ่งที่มันจะทำรายได้สูงขึ้นเรื่อย ดูดก็แรง ทำลายก็แรง จนกระทั่งมีภูมิธรรม ว่านี่เป็นคนดีอย่าไปทำลายนะ ยังเป็นโลกีย์ จะไปทำลายไปช่วยคนอื่นเขาดีกว่าแต่ก็มีคุณธรรม ยังไม่รู้จักจิตจริงๆเลยที่จะมีภาวะตีกลับ ว่า อัตตาตัวตนคืออะไร สภาวะอุตุธาตุ พีชธาตุคืออะไรกรรมกิริยาที่จะมีการสังขารสังเคราะห์กันคืออะไร จิตชาวโลกียะยังไม่รู้จักรายละเอียดของธรรมะนิยาม 5 ยังแยกไม่ออก แค่ 3 แยกอุตุ พีชะ จิตก็แยกไม่ออก ยิ่งเป็นพลังงานระดับกรรมนิยาม จนกระทั่งเป็นผู้จัดการอภิสังขาร จัดการปรุงแต่งปรับปรุงเองอย่างมีอำนาจ อย่างมีความสูงเหนือจึงเรียกว่าอุตระ จนเป็นจิตนิยามที่ทำกรรมทำกิริยาทำปฏิกิริยาเก่งเหนือ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้สูง สูงมากจนกระทั่ง ต้องการจะให้มีหรือไม่ให้มีได้เรียบร้อย โดยเฉพาะรู้ว่าคนอื่นเขาก็เป็นพลังงาน อุตุ ไม่มีพยาบาท ไม่มีรัก ไม่มีกรรมวิบาก แม้พีชะก็ไม่มีกรรมวิบากไม่มีจิตอาฆาต ไม่มีสุข ทุกข์ แต่พอมาเป็นจิตแล้ว แม้แต่สัตว์เซลล์เดียวเราก็หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่อย่าไปทำร้ายเขาถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ถ้ามันเป็นเชื้อโรคที่จะมาทำร้ายเราก็ขออนุญาตที่จัดการมันได้ เพราะเราต้องรักษาส่วนใหญ่ไว้ มันเป็นวิบากเหมือนกัน แต่วิบากอย่างไรเราก็สร้างกุศลจนวิบากนี้ไล่ไม่ทัน เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลใจกันเกินไปเหมือนกับอย่างศาสนาเชน พระมหาวีระแก้ผ้าเดินเลย สัตว์เล็กน้อยเท่าไหร่ก็ไม่แตะต้องแม้แต่แบคทีเรีย ชีวิตก็เลยแคบ วันๆไม่ต้องทำอะไร เพราะมันต้องสัมผัสเกี่ยวข้อง ดีไม่ดีอะไรก็สูญเสียไปเรื่อยๆ แต่ระวังหากไม่เหลือวิสัยเราก็อย่าไปทำร้ายสัตว์แต่ว่าเป็นอุตุนิยามหรือพืชก็ใช้ได้ ชีวิตจริงไม่ได้หาเรื่องที่เป็นพิษภัย แม้แต่สัตว์ร้ายเราก็ไม่ได้คลุกคลีไม่สร้างขึ้นในสังคม คนที่ร้ายๆเข้ามาไม่ได้ ซึ่งมันมีพลังออร่า พลังงานกัมมันตภาพรังสี ที่มีพลังกันไว้ไม่ให้ลาภยศสรรเสริญโลกีย สุขเข้ามาได้ พลังงานที่ไร้สภาพแสงสีเสียง ไร้รูปพวกนี้มันเป็นพลังงานที่มีลิสซิ่ง มันไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่เป็นเรื่องลึกที่มีจริง เพราะฉะนั้นเข้ามาแตะต้องมาใกล้ไม่ได้อยากจะเข้ามาทำร้ายก็ไม่ได้ จะเป็นเหมือนอิทธิปาฏิหาริย์ ที่ปกป้องเราตามแต่บารมีของแต่ละคน ไม่ใช่เราจะไปหาเอานะแต่ต้องสร้างตัวเองจนมีบารมีเต็มแล้วมันจะเกิดขึ้นมาได้ สรุปแล้วจิตว่างคือจิตว่างจากสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ร่วมรวมด้วย ศาลานี้ว่างจากช้าง ว่างจากสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ว่างจากสิ่งที่เป็นพิษภัย แม้จะไม่เป็นพิษภัยแต่มันเหลือเกินที่เราจะไปเกี่ยวข้องไปช่วยได้เราก็ต้องวาง ในสิ่งที่เป็นพิษภัย บั่นทอนหรือมีสูญเสียน้อยสุด ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดได้หรือว่าว่าง คำว่าว่างโดยอธิบายอะไรก็ไม่ได้แล้วจะปฏิบัติได้อย่างไร แต่นี่มีความว่างจากกิเลสและมีประโยชน์คุณค่าต่อสังคม คุณจะว่าอย่างไรก็ของคุณแต่ของเราจะว่างอย่างนี้ ว่างอย่างนี้ก็สบายแล้ว ผู้ที่อยู่ด้วยกันก็เข้าใจกันก็สบายแล้วและมีประโยชน์คุณค่าด้วย มีประโยชน์ต่อเราต่อมวลที่เราจะเกี่ยวข้องด้วย รวมแล้วมีพลังงานสร้างสรรสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นได้ด้วย จะได้มากยิ่งขึ้นและเป็นโทษภัยน้อยลง เราก็มีความหมายอย่างนี้ ทำอย่างจริงจังไม่ออมมือทำได้เต็มที่เท่าไหร่เท่านั้น เราไม่เก่งเท่าที่เราเก่ง ใครจะเก่งกว่าที่คุณเองเก่งเชิญ
_Wanalee Prisa 1 วันที่ผ่านมา ปล่อยให้ฝ่ายอาณาจักรเขาคิดเขาทำเถอะน่ะครับ จะน่าศรัทธากว่าครับ พ่อครูว่า...คุณยังแยกศาสนจักรออกจากอาณาจักร คุณก็แบ่งฝักฝ่ายก็เป็นเรื่องของคุณ แต่ว่าอาตมาเลิกแยกเลิกแบ่งฝักฝ่ายแล้ว เลิกใจดำ เลิกเป็นตัวกูของกู แต่คุณจะแยกก็แยกไปสิเรื่องของคุณ แต่อาตมาอยู่ได้และที่อยู่นี่ อาตมาไม่ได้แยก แต่คนที่ไม่เข้ามาเขาเข้ามาไม่ได้ _คนไทย อินเตอร์ 1 วันที่ผ่านมา "อย่าวิจารณ์เรื่องการเมืองเลย"" อยู่ในศีลในธรรมดีแล้วท่าน "อย่ามาเดือดร้อนกับเรื่องการเมืองเลย" "นั่งสมาธิเถอะอย่าวิจารณ์เลย ทำให้ประชาชนแตกแยกกัน
อยู่ในธรรมเถอะท่าน อย่าเกี่ยวข้องทางโลกเลย ทำให้ประชาชนขัดแย้งเฉยๆๆๆๆ ""พุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว""
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ใครทำให้เกิดประชาธิปไตย พ่อครูว่า...พระพุทธองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ขอยืนยันการเมืองไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดเรื่องเลวร้าย แต่คนที่ทำการเมืองเลวร้ายเป็นของส่วนตัวเขา แต่คำว่าการเมืองเป็นสิ่งที่ดีงามของมวลมนุษยชาติ การเมืองคืออะไร
ใคร?ทำให้เกิดประชาธิปไตย
1) “ระบอบ”จักเกิดได้ โดยใคร สะเปะสะปะทำกันไป ไป่แจ้ง ว่า“ประชาธิปไตย” ไฉนถูก แท้วา โลกจึ่งเพี้ยนล้วนแล้ง สัจจไร้ไกลลิบ
(2) “อธิปไตย”ศัพท์นี้ คือ“อำนาจ” เรื่อง“โลก”ต้องฉลาด รอบรู้ “อัตตา”ยิ่งเด็ดขาด กำจัด มันเลย อำนาจ“ธรรม”เกิดกู้ กอร์ปด้วย“องค์ ๓”
(3) ถามหน่อยโลกยุคนี้ รู้ทัน กระนั้นฤา เห็นสับสนพัลวัน ซับซ้อน “อัตตา-โลก”บ่รู้กัน สักอย่าง จึ่งต่างเล่ห์ยอกย้อน แย่งยื้อประจัญบาน
(4) ยิ่ง“การเมือง”ยุคนี้ วิปริต(ผิดเพี้ยน) ต่าง“ฉลาดโลกีย์”คิด เบี่ยงบ้า ชาติจึ่งเกิดวิกฤต(อันตราย) ประชาธิป- ไตยแฮ ซึ่ง“อัตตา”คนจัดกล้า บ่รู้ทำ“กรรม”
(5) หากทำ“อิสระ”ให้ มวลประชา “พ้นทาส-ปลดศักดินา” มนุษย์แท้ “ประชาธิปัติยา” จึ่งจัก จริงเอย “ขยันรับใช้-รู้แพ้- ชนะได้-ไร้ตัวตน”
(6) “ประชาชน”เป็นผู้มอบ ให้เรา ใช่ข่มใช่แย่งเขา นั่นบ้า เราสละมิใช่เอา ตรงสัจ “ธรรม”เทอญ หากวิศิษฏ์วิเศษฟ้า ชนะร้อยเปอร์เซ็นต์
(7) เป็น“การเมือง”วิสุทธิ์ซึ้ง เบ็ดเสร็จ คล้าย“เผด็จการ”แต่เด็ด กว่าล้ำ เพราะ“อิสระ”ครบ“เคล็ด- วิชชา”จาก พุทธแล Unity of diversity ย้ำ หนึ่งพร้อมพลังหลาย
สไมย์ จำปาแพง
4 ก.พ. 2562
[นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 344 ประจำเดือนมีนาคม 2562] 1) “ระบอบ”จักเกิดได้้ โดยใคร สะเปะสะปะทำกันไป ไป่แจ้ง ว่า“ประชาธิปไตย” ไฉนถูก แท้วา โลกจึ่งเพี้ยนล้วนแล้ง สัจจไร้ไกลลิบ พ่อครูว่า... ทุกวันนี้ ประเทศในโลกนี้ก็เป็นประชาธิปไตยเกือบหมดแล้ว จริงๆแล้วประชาธิปไตยจะต้องมีความเห็นต่างโดยเป็นปกติ ไม่ใช่เห็นฝ่ายเดียวจะต้องมีฝ่ายค้านด้วย แล้วผู้ที่ดูแลส่วนใหญ่ส่วนถูกต้องก็ต้องรู้ ต้องศึกษา minority ส่วนน้อย แม้ประชาธิปไตยที่มีกฎระเบียบวัฒนธรรมจะดีแล้วส่วนน้อยก็ต้องให้สิทธิเขา เป็นminority right แม้ส่วนน้อยจะเป็นฝ่ายค้านก็ต้องดูแลเขา ไม่อย่างนั้นไม่มีการเปรียบเทียบไม่เป็นเทวะธรรมะ 2 ต้องมีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลตลอดกาลนาน ถ้าสมบูรณ์แบบคือ ฝ่ายประชาธิปไตยที่เป็นรัฐบาลจะมีส่วนใหญ่ฝ่ายค้านจะมีส่วนน้อย แต่ก็ต้องรู้จักให้สิทธิ right มีความหมายถึงทั้งสิทธิและความถูกต้อง ไม่ใช่ไปตีทิ้งเขา ประชาธิปไตยต้องมี Majority Rule Minority Right
(2) “อธิปไตย”ศัพท์นี้ คือ“อำนาจ” เรื่อง“โลก”ต้องฉลาด รอบรู้ “อัตตา”ยิ่งเด็ดขาด กำจัด มันเลย อำนาจ“ธรรม”เกิดกู้ กอร์ปด้วย“องค์ 3” เขาเรียนรัฐศาสตร์ว่า การเมืองคือการแสวงหาอำนาจ คนที่มีอำนาจจะได้เป็นนักทำงานการเมือง ก็ว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิดแต่ไม่ถูก ที่ถูกต้องคืออำนาจมีแต่มีความลึกซึ้งซับซ้อนว่าอำนาจนั้นเราไม่ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา อำนาจนั้นเป็นของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นประชาชนส่วนใหญ่เขาชอบเขายินดีเขายกอำนาจให้เรา นั่นคือได้อำนาจที่เขาให้ แม้เขาให้เราก็อย่าเหลิงว่าเขาให้อำนาจเราแล้ว เราก็รับมาเอาอำนาจนั้นมารับใช้เขา เป็นสิริมหามายาเขายิ่งให้เรา เรายิ่งให้เขา เขายิ่งอยากให้เรายิ่งจะไม่เอา เขายิ่งจะให้เรายิ่งจะไม่เอา นี่คือภาษาจบ จึงจะเกิดปฏิกิริยาที่ดีงามสูงสุด อาตมาเข้าใจอย่างนี้แล้วปฏิบัติอย่างนี้พากันทำอย่างนี้จึงได้สิ่งนี้มา แม้จะเป็นมวลที่ไม่มากอาตมามั่นใจว่าโลกในยุคนี้จะต้องมาแสวงหาเอาอันนี้ แหละเป็นโลกุตระ เขาจะขยับมาเรื่อยๆ แต่แน่นอน โลกุตระเป็นยอดของพีระมิดจะใหญ่กว่าฐานพีระมิดไปไม่ได้หรอกในโลก แต่อำนาจหรือว่าคุณงามความดีของยอดพีระมิดมีมากจะช่วยเหลือส่วนใหญ่ได้ อย่างไรประชากรส่วนใหญ่ในส่วนลึกๆของคนนั้นรู้ธาตุอะไรดีอะไรร้าย จริงๆแล้วมวลมนุษย์สามัญมีความสูงกว่าเดรัจฉาน รู้อะไรดีชั่วกว่าสัตว์เดรัจฉาน ยิ่งโลกกัปป์นี้แล้วเขาแสวงหา ลึกๆแล้วรู้ ที่ไม่หลงงมงายก็แล้วไป ส่วนที่เป็นโลกุตระอยู่ในประเทศไทยระเบิดปรมาณูของในหลวงรัชกาลที่ 9 ระเบิด ต่อมามี 13 หมูป่า แล้วจะมีอะไรอย่างอื่นอีก จริงๆแล้วชาวโลกคนไทยได้แสดงพลังงานประชาธิปไตยมาตั้งแต่ช่วงปฏิวัติรัฐบาลทรราชลงมาตั้งหลายรัฐบาล ด้วยความสวยงาม ด้วยมือเปล่าด้วยความไร้อาวุธ ไร้ความรุนแรง ไม่ทำตอบมีแต่เขามาทำเรา จนกระทั่งเขายอมแพ้ สลายไปด้วยคุณงามความดี ชนะอย่างสวยที่สุด เกิดในยุคนี้ มีในประเทศไทย พูดไปแล้วมันยกตัวตน ประวัติศาสตร์ทางรัฐศาสตร์จะต้องบันทึกแล้วเอาไปศึกษาต่อ อย่างนี้เป็นต้น อำนาจธรรมเกิดด้วยองค์ 3 คือ โลก อัตตา ธรรมะ หรือโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย ถามหน่อยโลกยุคนี้รู้ทันหรือ เห็นสับสนพัลวัน ซับซ้อน อัตตาโลก เรียนรู้ธรรมะพุทธเจ้ามี 2 อย่างนี้ใหญ่ๆ โลกคือมวลรวมทั้งหมดของ โลกกับอัตตาคือตัวเรา คือธรรมะ 2 เทวะ ยิ่งการเมืองยุคนี้ วิปริต ต่างฉลาดโลกีย์คิด เบี่ยงบ้า โลกียะวนเวียนในความเป็นตัวตนพวกของตนโง่ของตนประเทศของตน หรือจะเผื่อแผ่ก็แค่เครือข่าย มันไม่ทะลุเลยว่าหมดตัวตน ฉลาดเกื้อกว้างแต่รู้ว่าควรจะช่วยใครก่อนใครหลังใครควร ใครยังไม่ควร ไม่ลำเอียงตามสิ่งที่ควรจะเป็นไปได้ แต่ความฉลาดโลกีย์นั้นไม่รู้เรื่องก็เลยบ้ากันไปใหญ่ ชาติจึ่งเกิดวิกฤต(อันตราย) ประชาธิป- ไตยแฮ ซึ่ง“อัตตา”คนจัดกล้า บ่รู้ทำ“กรรม” ไม่รู้นิยาม 5 ไม่รู้กรรม กายกรรม วจีกรรม โลกุตรกรรมหรือโลกียกรรมก็ไม่รู้ เลยทำอย่างจัด เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ฉลาดโลกีย์เอาเปรียบเอารัด
(5) หากทำ“อิสระ”ให้ มวลประชา “พ้นทาส-ปลดศักดินา” มนุษย์แท้ “ประชาธิปัติยา” จึ่งจัก จริงเอย “ขยันรับใช้-รู้แพ้- ชนะได้-ไร้ตัวตน” ผู้ที่จะสร้างความเป็นอิสระให้ประชาชน ตนเองต้องเป็นอิสระก่อน ด้วยความสามารถต้องพยายามสร้างให้ได้ อย่างอาตมาพยายามสร้างให้คนได้รับอิสระ จาก ทาสศักดินา หรือทาสที่แยกไปอีกเยอะ ทาสวัตถุ ทาสแฟชั่นค่านิยม ทาสรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เงินทอง แม้ที่สุดทาสอารมณ์ ทาสความนึกคิดความรู้อำนาจบาตรใหญ่ มีอีกเยอะ หรือปลดศักดินา ชั้นวรรณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสีผิวหรืออะไรต่างๆ และต้องเข้าใจชั้นวรรณะ ศาสนาพุทธมีวรรณะ 9 หรืออวรรณะ 6 ไม่ได้ยึดถือแต่รู้ว่าความเป็นชั้นวรรณะในมนุษย์มันมีจริง ก็ต้องเอาชั้นวรรณะที่ดีที่สุดเช่นวรรณะ 9 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ไม่ใช่เป็นคนที่ไปยากมายากกินยากอยู่ยากมันเป็นภาระ เป็นคนบำรุงได้ง่ายไม่ใช่คนบำรุงยาก พัฒนาให้เจริญเป็นคนดีเป็นประโยชน์คุณค่าของผู้อื่นให้คนลดกิเลสอะไรก็แล้วแต่ ได้ง่ายขึ้นๆ เป็นคนมักน้อยจริงๆ ไม่ต้องการมาก มีเท่านี้ก็พอ มีจน 0 จนเป็นสังคมองค์รวมสาธารณโภคี เป็นคนมีทรัพย์สมบัติสูงไม่ยึดถือเป็นของตัวตน แม้แต่ตัวตนก็ไม่ยึดเป็นตัวตน เป็นไปได้สูงสุด เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้ อัตตา กรรม แล้วสร้างความเป็นอิสระให้พ้นศักดินา เป็นมนุษย์ที่แท้เป็นมนุษย์ที่มีจิตสูง มนุสโส ก็จะเป็นประชาธิปไตยที่จริงเลย ขยันและก็มีเงื่อนไขว่าคนเป็นนักประชาธิปไตยขยันรับใช้รู้แพ้รู้ชนะได้ แพ้ได้ชนะได้เป็นคนรู้ สมควรหรือไม่สมควรเพราะว่าความแพ้หรือชนะเป็นเรื่องสมมุติโลก ไม่ใช่เรื่องโลกุตระ เป็นเรื่องสมมุติมันก็แพ้ได้ อาตมาจึงไม่มีปัญหาเรื่องแพ้และก็เป็นผู้แพ้มาตลอด เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นผู้แพ้อยู่ไม่มีปัญหาอะไร แต่อาตมาก็ยังทำงานได้ดี จะมาทำร้ายอาตมากว่านี้ไม่ได้ อาตมาแพ้ได้แต่ผิดอาตมาไม่ยอม ผิดเราไม่ทำให้ผิด แต่แพ้ได้ ก็ชีวิตสบาย คนที่แพ้และรู้ผิดและอย่าผิด ลึกซึ้ง ขณะนี้คนที่ยังไม่รู้ว่าตนเองผิดตั้งแต่แรกจนป่านนี้ ยกตัวอย่างในประเทศไทย จะเข้ามาในประเทศไทย กระบวนการยุติธรรมจะต้องดีกว่า ก็ทำไมเวลาเขาตัดสินให้คุณชนะคุณก็ชอบ เมื่อเขาตัดสินให้คุณแพ้คุณก็ไม่ชอบ แต่ทำไมตัดสินให้คุณถูกคุณก็ชอบ ตัดสินให้คุณผิดคุณก็ไม่ชอบ แล้วอะไรผิดถูกคุณก็มายืนยันอีกตั้งหลายคดีเพื่อพิสูจน์ความจริง คุณแพ้เพียงคดีเดียวหรือ 2 คดีคุณก็มาบอกว่านี่ผิดหมด คุณกล้าก็มาพิสูจน์สิ แต่ไม่กล้ามาพิสูจน์ ที่ไม่กล้าเพราะเกรงว่าคุณไม่สุจริต ก็ให้เขาตัดสินสิ แล้วโลกยุคนี้ globalization รู้กันทั่วโลกตัดสินผิดหรือถูกให้โลกช่วยอีกไม่ต้องกลัว แน่จริงมาเลย ถ้าหากกระทรวงยุติธรรมหรือผู้พิพากษาตัดสินออกไปแล้วผิด โลกเขาก็จะไม่ไว้หน้าสัจธรรม ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะเข้าข้างประเทศไทยหรอกเขาเข้าข้างสัจธรรม แล้วคุณก็ไปพูดอยู่นอกประเทศไม่กล้าเข้ามาในประเทศ ทำกิจกรรมอะไรพวกระดมอยู่ต่างประเทศ ตอนนี้คงจะหมดตัวเล่นในกระดานหมากรุกแล้ว ถูกรุกฆาตหมดทุกตัวแล้ว ม้าเรือโคนก็ถูกรุกฆาต เหลือเบี้ยเพียงครึ่งตัว โคนก็ขาหักแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ตัวยังจะหยิ่งผยองอยู่ ก็ไม่เป็นไรเขาดูไบเราก็ดูไป เขาอยู่ดูไบเราก็ดูไปไม่ต้องไปดูไบ อยู่นี่แหละจะเกิดปฏิกิริยาเอง (6) “ประชาชน”เป็นผู้มอบ ให้เรา ใช่ข่มใช่แย่งเขา นั่นบ้า เราสละมิใช่เอา ตรงสัจ “ธรรม”เทอญ หากวิศิษฏ์วิเศษฟ้า ชนะร้อยเปอร์เซ็นต์ พ่อครูว่า..วิ คือ ยอด วิเศษคือเหลือแต่ความเป็นยอด
(7) เป็น“การเมือง”วิสุทธิ์ซึ้ง เบ็ดเสร็จ คล้าย“เผด็จการ”แต่เด็ด กว่าล้ำ เพราะ“อิสระ”ครบ“เคล็ด- วิชชา”จาก พุทธแล Unity of diversity ย้ำ หนึ่งพร้อมพลังหลาย
อย่างเช่นพลเอกประยุทธ์แม้จะมีอำนาจบาตรใหญ่แต่ก็ไม่ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 เท่าไหร่เลย ไม่เหมือนจอมพลสฤษดิ์ที่ใช้มาตรา 17 หรือแม้แต่ทักษิณ ไม่มีมาตรา 44 หรือมาตรา 17 แต่สั่งฆ่า กรือเซะเป็นต้น ฆ่าคดียาเสพติด จนป่านนี้มีคดีความก็ต้องให้มาพิสูจน์คดีความกัน หมกขยะไว้ใต้พรมอยู่ตั้งเยอะ มาเปิดพิสูจน์กันเลยใต้พรหมมีขยะเน่าหรือทอง เขาทำเองเขารู้เขาไม่มาหรอก พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าคนที่พูดโกหกทั้งที่ตัวเองรู้จะมีความชั่วเท่าไหร่เขาก็ทำได้ ไม่มีความชั่วใดที่เขาจะทำไม่ได้ นี่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ชัดเจนที่สุด เขาถึงทำได้ถึงขนาดนี้ อาตมายังนึกไม่ออกเลยว่าเขาทำได้ถึงขนาดนี้ หยามประเทศไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วเขาก็ทำหยามสิ่งสูงสุดของประเทศไทย แหม ความสามัคคีคือความขัดแย้งกันพอเหมาะ นี่คือสำนวนอาตมา จะหาความสามัคคีใดที่ไม่มีความขัดแย้งนั้นมันเป็นไปได้แต่มันไม่มีความเจริญ เป็นจอมเผด็จการขัดแย้งไม่ได้ก็เสื่อม ไม่มีอะไรขัดสีฉวีวรรณให้เกิดพลังงานเจริญสร้างสรร มันก็จะมีแต่ชรตาเสื่อมลงไปแล้วเน่า แห้งหายไป ความเจริญจะต้องมีสัมประสิทธิ์มีพลังงานที่ขัดเกลาขัดแย้งกระทบ ภาษาวิศวกรเรียกว่า มีพลังงานทด Resistance เป็นสัมประสิทธิ์ให้เกิดปฏิกิริยามีทศนิยมที่ทำให้เกิดพลังงานทวีขึ้น จึงเรียกว่าสัมประสิทธิ์ จะเป็นปฏิภาคกวีในระดับคูณ ที่เหนือกว่าบวก แต่ถ้าสูงถึงยกกำลังก็ยิ่งแรงยิ่งมาก แต่ถ้าแกน static ไม่มากพอ แต่หากคูณไปถึงยกกำลัง แต่ static ไม่พอก็เหวี่ยงล้มไปเอง เป็นหลักทางวิศวกรที่เขารู้กัน ต้องใช้ความพอเหมาะทั้งสองสภาพบวกกับลบ แกนตั้งกับแกนนอน เป็นต้น unity of diverstity มีแกนตั้งกับแกนนอน ถ้าเป็นแบบคานดีดคานงัด falcrum ที่มีแก่นแกนที่ยึดแน่นพอและมีคานยาวพอ มีพลังงานมาก อาร์คิมิดีสบอกว่าหากหาแกนตั้งให้อยู่ที่นอกโลก แล้วหาคานมางัดโลกแต่ละโลกได้ ด้วยมือแกเอง หลายพลังสู้พลังหลายไม่ได้ โดยเฉพาะจะเกิดพลังงานทางกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม เกิดขึ้นมาเป็นพลังงานสร้างสรร เมื่ออยู่ในฐานะของมนุษย์มีประธาน ISH I คือตัวประธานแล้วไม่มีพลังงานบวกลบคือ S H S คือพลังงานลบ H คือพลังงานบวก หากในนิวเคลียสก็จะมีพลังงานบวกลบ ในอุตุนิยามมีพลังงานข้างนอกเป็นตัวจัดการกระทบกระแทกจากดินน้ำไฟลมมีการเคลื่อนที่ในโลก ถ้าเป็นอุกกาบาตขึ้นที่ไปโดยดาวดวงอื่นผลักไป หากอุกกาบาต แหวกเข้าไปถึงโลกได้ ตูมลงในโลกได้แรงจนเป็นหลุมอุกกาบาตก็เป็นไปได้ สังคมมนุษยชาติมีตัวตั้ง Static และตัวที่เป็น Dynamic และร่วมกันสร้างให้เกิดหมู่กลุ่มมวลรวมอะไรกันอยู่สังเคราะห์สังขารกัน โดยมีตัวข้างในมีจิตวิญญาณโดยเฉพาะมนุษย์ เป็นจิตวิญญาณที่สูงสุดแล้วเป็นโลกุตระจะเข้าใจสภาพ 2 ที่เป็นเทวะ ที่ปรุงแต่งกันอยู่ สังเคราะห์สังขารร่วมบวกลบคูณหารกันอยู่ตามหน้าที่ ความร้อนแสงเสียงไฟฟ้าอะไรก็แล้วแต่มันก็จะมีพลังงานเหล่านี้เข้ามาจัดการจริงๆ แล้วมันก็จะอยู่ในโลก อย่างที่มหาเอกภพนี้ไม่มีทางสูญสลายนิรันดร จนเขาบอกว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระเจ้าสร้างมหาเอกภพนี้แล้วก็ควบคุมทั้งหมด อาตมาก็กำลังอธิบายว่า คุณพูดในสิ่งที่ใครก็ไม่รู้แล้วพระเจ้าอยู่ไหนก็ไม่รู้ เขาก็บอกไม่ได้ นั่นเป็นความรู้ของเทวนิยม แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเราเป็นคนนะ แต่คุณบอกว่า คุณ ตนเองให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าสิ ก็มีภาษาบอกว่าต้องช่วยตัวเองก่อนแล้วพระเจ้าจะช่วย เราก็บอกว่าเราจะช่วยตัวเองแล้วคุณไม่ต้องมาช่วยฉัน เพราะอะไร เพราะเราเรียนรู้ อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อะไรที่พาเป็นไปก็คือกรรมของกูเองไม่ใช่พระเจ้ามาสั่งอะไร ก็ล้างกรรมชั่วเราก็อยู่ดี จนกระทั่งรู้จักจิตนิยามอย่างเยี่ยมยอดเลยที่สุดท้ายมันเป็นอนัตตา อยู่ได้ด้วยพลังงานเหตุปัจจัยทั้งนั้น เมื่อสลายพลังงานเหตุปัจจัยได้จริงๆเลย ทุกอย่างก็หมดพลังงานแม่เหล็กพลังงานดูดเป็นพลังงานกับสลาย สลายมวลของอัตภาพของเราได้หมดเกลี้ยงไม่มาจับตัวตนอีกเป็นศูนย์ พิสูจน์มาตั้งแต่เราดูดเราผลักอย่างนี้ มาเป็นตัวเราตั้งแต่ขั้นอบายมุข ขั้นหยาบ ที่เป็นพิษเป็นภัยไม่มีประโยชน์ พิสูจน์แล้วมีตัวอย่างหรือประมาณ ล้านๆชนิด ชัดแล้ว หมดพลังงานในอบายมุข ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สัมผัสแล้วเราก็รู้จักจิตที่สลายอัตภาพสลายพลังงานดูด พลังงานแม่เหล็ก อยู่ต่อหน้าอันนี้แหละ แต่ก่อนมันเป็นพลังงานที่ดูดเราได้ แต่เดี๋ยวนี้เราสัมผัสของเรามันก็เฉย ไม่มีอะไร มีแต่เราจะเอาคุณมาเป็นตัวใช้งาน เอาพลังงานอบายมุขมาใช้ได้ แต่เราควบคุมคนไม่ได้เราก็ไม่เอา แต่เราเอาพลังงานคุณมาใช้ได้นะ อาตมามีวิธี อาตมาเคยคิด เช่น พลังงานของเด็กมันซนชะมัด อาตมาว่าจะทำอย่างไรเอาพลังงานพวกนี้มาใช้ ถ้าจะทำนะ เอาล่ะ สร้างโลกให้พวกนี้อยู่ อย่าให้มันดิ้น แล้วเราก็เอาเก็บเอาพลังงานความสั่นสะเทือนมารวมตัวไว้ข้างบน เอาพลังงานนี้แปรรูปมาใช้งานให้ได้ เราจะเอาพลังงานพวกนี้มารวบรวมใช้งานได้ก็ทำได้ แต่อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive