620213_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หลักฐานว่าพ่อครูคือผู้สยังอภิญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
620213_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หลักฐานว่าพ่อครูคือผู้สยังอภิญญา IF NOT HIM THEN WHO. IF NOT NOW THEN WHEN. อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1FStXldEo_1LlSXHGoeucaBlIb2KX5eDsVTIJuc4Cuas/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1JGR3xL0yOB5NrTsRNlRzWbNzycBq6Tns
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 9 ค่ำเดือน 3 ปีกุน เลข 13 เป็นเลข Lucky Number มีเหตุการณ์สำคัญในบ้านเมืองหลายเรื่อง เป็นวันที่กกต.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความยุบพรรคไทยรักษาชาติ อันนี้เป็นข่าวใหญ่ที่กลบข่าวแกนนำพันธมิตร ถูก ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 8 เดือนในคดียึดทำเนียบรัฐบาล มีหลายคนบอกว่า ลุงจำลองไม่น่าจะติดคุกตอนอายุเยอะเลยว่าจะเสียเกียรติประวัติ แต่เราดูแล้วว่าน่าจะเป็นเกียรติประวัติมากกว่า ดูจากชีวิตมหาตมะคานธี ก็ติดคุกเข้าออกคุก อยู่หลายครั้ง หนังชีวิต จบด้วยแกนนำแต่ละคนไปเป็นรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี แบบนี้เป็นหนังไทยไม่มีอะไรจะต้องลุ้น แต่ถ้าจบด้วยการต่อสู้ด้วยการเสียสละ แม้แต่วาระสุดท้ายของชีวิตที่ลุงได้ทำคุณงามความดีมาตลอด ตอนท้ายยังต้องเสียสละต่อไปอีก บางคนบอกว่าระบอบทักษิณหมดไปแล้วก้าวข้ามไปได้แล้ว แต่เรื่องจริงคือเรายังต้องไปกันต่ออีก เมืองไทยยังคงไม่สามารถสงบต่อไปได้ ตราบใดที่กระบวนการบ่อนทำลายบ้านเมืองยังมี และจะมีผู้กล้าออกมาต่อสู้ยอมเสียสละแม้แต่วาระสุดท้ายของชีวิต ก็ต้องรับผลในการต่อสู้นี้ คิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นประวัติศาสตร์ ชีวิตเคยนึกถึงตอนพ่อครูและพวกเราได้เข้าไปให้กำลังใจแกนนำอยู่ในทำเนียบรัฐบาล สมณะก็ไปนั่งล้อมแกนนำ คืนนั้นแกนนำก็มีเวลาคุยธรรมะกับพ่อครู นั่งกันจนสว่างรอตำรวจจะลุ
อ่านต่อ
ยเข้ามา ในยามวิกฤตอย่างนั้นเห็นได้อย่างหนึ่งว่า แต่ละคนก็มีปฏิภาณรู้ว่าไม่มีอะไรดีกว่าการคุยธรรมะ ในยามวิกฤตจริงๆของชีวิต มันก็ทำให้ทุกคนต้องหาทางออก ถ้าทุกคนสบายกันหมดคงไม่มีใครคิดหาทางออกเท่าไหร่ เหตุการณ์ครั้งนี้ก็อาจจะดีก็ได้ที่แต่ละคนต้องมาลุ้นว่าจะทำให้เราไม่ทุกข์ได้อย่างไร พ่อครูบอกวิบากท่านดี ชาตินี้ท่านไม่เคยทำร้ายใครไม่เคยเตะใครสักคน พาพวกเราไปชุมนุมก็ไม่มีเรื่อง โดนคดีทางการเมืองนั้น ศาลชั้นต้นก็ยกฟ้องตอนที่เราไปผิดพระราชบัญญัติความมั่นคง ไปปิดถนน แต่ศาลชั้นต้นก็ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ก็ยกฟ้องตามศาลชั้นต้นและไม่ให้ฏีกาอีก ประวัติพ่อครูทานอาหารมังสวิรัติวันละมื้อตั้งแต่ทำงานโทรทัศน์ เป็นโฆษกโทรทัศน์ก็ทานอาหารมังสวิรัติวันละ 1 มื้อ เมื่อออกบวชแล้ว ขณะที่หนังกำลังดัง แฟนก็มี ตอนนั้นมีโลกธรรมมีแฟนแต่ก็มาออกบวช เมื่อออกบวชแล้วก็มาช่วยมนุษย์ เขาก็จะไปเทียบกับเกจิต่างๆว่า ต้องบำเพ็ญไม่ยุ่งกับใคร มันก็เป็นคนละภาวะ เขาเอาช่วงที่บำเพ็ญมาเทียบกับช่วงที่สลัดคืนมันก็ตรงกันข้ามกัน สิ่งที่พ่อครูพูด ไม่ว่าจะเป็นธรรมะก็ตรงกันข้ามกับความเข้าใจของคนสามัญทั่วไป แม้แต่เรื่องประชาธิปไตย ท่านถิรจิตโตก็บอกว่า จะมีพ่อครูพูดคนเดียวหรือเปล่าว่าประชาธิปไตยไทยกำลังไปได้สวย นายกคนนี้ดีกว่านายกอีก 28คน อันนี้ก็ไม่มีใครพูด แม้แค่รูปธรรมของประชาธิปไตย ไม่ต้องพูดถึงโลกุตรธรb รมเลย ก็จะไปกันคนละอย่าง พวกฝ่ายค้านบอกว่านายกฯควรหยุดพูดได้แล้วแต่นายกฯก็บอกว่า ต้องพูดต่อไปเพื่อทำความเข้าใจประชาชน พ่อครูก็คงต้องพูดต่อไปเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องที่ยากมาก
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ธรรมะการเมืองเรื่อง หรม.ครน. พ่อครูว่า...การเมืองกับธรรมะเรื่องเดียวกัน คุณเป็นคน จะอยู่ในเมืองหรือจะอยู่ในป่าก็แล้วแต่ คุณก็ต้องมีธรรมะทั้งนั้น เพราะฉะนั้นธรรมะกับการเมือง มันจะแยกกันไม่ได้ จริงๆก็แยกได้ถ้าคุณจะแยกไปแบบศาสนาเชน หนีเข้าป่าเลย เดี่ยวๆแก้ผ้าโทงๆ กินนอนขี้เยี่ยว เสร็จแล้วก็รอวันตาย อดทนไม่เอาอะไรสักอย่าง เป็นแต่เพียงว่าไม่กลั้นใจตายเท่านั้น ปล่อยให้ตายตามธรรมชาติ แหม ก็มีตัวอย่างของลัทธิแบบนี้สุดโต่ง ชีวิตที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นชีวิตที่ประโยชน์สูงประหยัดสุด ประหยัดสุดก็ไม่ได้หมายความว่าสุดโต่งไปอย่างศาสนาเชนที่กล่าวไปแล้ว แต่ประหยัดยังได้สัดส่วน เหมือน หรม. ครน.ที่เขาคำนวณกันอย่างได้สัดส่วน แม้จะเป็นการคูณก็มีตัวคูณที่ร่วมน้อย แม้จะหารก็หารได้ แต่ก็พยายามให้ได้มาก ในความหมายของคณิตศาสตร์แท้ก็จำเพาะเอาแต่ตัวเลขตัวคูณร่วมน้อยตัวหารร่วมมาก แต่ในความหมายของสัจธรรมแล้ว หรม.กับครน.นี้มันลึกซึ้ง คูณ หมายถึงการเพิ่มอัตราการก้าวหน้ามากกว่าบวก การคูณก็อย่าตะกละตะกราม คูณให้เป็น Coefficient สัมประสิทธิ์ที่ได้อัตราส่วนที่ไม่เร่งกันไป เรียกว่าคูณร่วมน้อย แต่ให้มันก้าวหน้าไปเป็นปฏิภาคทวี จนอะไรอะไรก็วิ่งไม่ทัน มีแต่อัตราส่วนที่จะคูณอะไรก็วิ่งไม่ทัน หนักเข้าก็ต้องมาเป็นยกกำลังมันก็จะเร็วเกินไป เพราะฉะนั้นในการเพิ่มต้องดูแลคนอื่นดูแลองค์รวมดูแลเพื่อนฝูงด้วยเป็นต้น หาร หมายความว่าทำลายตัดออกตัดลง แต่ไม่ใช่ตัดออกมากเข้าเลยไม่ก้าวหน้าไม่มีเหลือเชื่ออะไรเลยศูนย์เลย อันนั้นก็หมายความว่าจะทำ 0 แต่ทีนี้เราไม่ได้ทำศูนย์แต่เราทำให้ได้สัดส่วนไปได้ดี หรือให้ไปยังมีการก้าวหน้าอย่างคูณร่วมน้อยหรือหารร่วมมากให้เป็นไปอย่างก้าวหน้าอย่างดี ทรง อยู่อย่างดีและนานได้สัดส่วนที่พอเหมาะอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความหมายที่ขยายความจะทำให้พิสดารให้แตกต่าง คณิตศาสตร์ก็เอาแต่ตัวเลขคูณหารไปใช้งานทางคณิตศาสตร์มิติเดียว แต่ความหมายทางธรรมนั้นมันลึกซึ้ง
_SMS วันที่ 11 ก.พ. 2562 (สำมะปี๋ชี๋วิต)
_3867กราบอนุโมทนาธ.พ่อครูทำการบ้าน ในครอบครัว!ทำการเมืองในชุมชน!ทำการศาสนาในบวรสุขสงบพอเพียงด้วยธ.วรรณะ9ตามรอยคำสอนพ่อฯร .9ฯ ดับฝุ่นกิเลสควันอัตตาพ้นทุกขวิกฤติภัยรุนแรงลามโลกธ.สาธุ!คนโลกเงียบ! พ่อครูว่า...ดีฟังแล้วก็สรุปผลมา
_แก้วลา ไชยวงค์ · กราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพและศรัทธา ที่พึ่งทางใจของลูกนอกอโศก (ทั้งทางธรรมและทางโลก)หวังพึงพระบารมีในหลวง ร.๙ ร. ๑๐ พร้อมทั้งบารมีพ่อครู บารมีท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ บารมีในการบำเพ็ญศิลปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบของญาติธรรมชาวอโศกทุกท่าน ปกป้องบ้านเมือง เจ้าค่ะ
_นรสิงห์ · มีกุศลวันหน้าจะ.ไปรวมกลุ่มชาว.. อโศกครับ _ปิ๋ม สวีเดน คิดถึงพ่อท่านค่ะแต่ช่วงนี้ลำบากกับการทำมาหากินปลดหนี้ปลดสินเลยไม่ได้มีสมาธิในการเขียนข้อความมาร่วมรายการทางทีวีที่พ่อท่านแสดงธรรม ดิฉันก็ลำบากสุดๆค่ะ ก็ไม่โทษใครหรอกค่ะ พยายามปลอบใจตัวเองว่าปัญหาเราสร้างขึ้นมาเองค่ะ เจออุปสรรคในการทำงานก็พยายามทำจิตทำใจให้สงบค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะพยายามตั้งใจเขียนข้อความมาถึงพ่อท่านค่ะซาบซึ้งในความกรุณาของพ่อท่านที่จะสอนคนให้เป็นคนดีและกอบกู้ศาสนาพุทธโดยการปฏิบัติอย่างเต็มจิตเต็มใจเป็นเวลา 48 ปี
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ตอบปัญหา concept ความเป็นพระอรหันต์ _เอซุส เวสเกต (พระประสิทธิ์ พลจันทร์) วันนี้กระผมว่าง กระผมขอโอกาสสนทนากับพ่อครูสัก ๒-๓ คำถามนะครับ ...เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยและมองว่าท่านพ่อครูยังหลงสำคัญตนผิดอยู่นะครับ ก็คือ ที่ท่านบอกว่า พระหลายๆรูป มีเถระสมาคมบ้าง หลวงตามหาบัวบ้าง พุทธธาตุบ้าง หลวงพ่อคูณบ้าง เหล่านี้เป็นต้น เป็นพระเก๊ เป็นอรหันต์เก๊ ท่านพ่อครูเอาอะไรมาเป็นมาตฐานในการชี้วัดตัดสินว่า พระองค์ไหนเก๊ พระองค์ไหนแท้ครับ? ...และที่ท่านพ่อครูบอกว่าตัวท่านเองเป็นพระอรหันต์นั้น พ่อครูมีหลักฐานยืนยันในเป็นอรหันต์ของตนเองไหมครับ ยกตัวเอย่างเช่น ...ถ้าทางโลกียธรรม =ก็อุปมาว่า เมื่อนักเรียนนักศึกษาที่เรียนจบหลักสูตรในสถาบันของตนๆแล้ว ทางคณะอาจารย์ในสถานับนั้นๆก็จะได้มอบใบประกาศนียบัตรเป็นเครื่องยืนยันว่านักเรียนนักศึกษาคนนี้จบจากสถาบันนั้นๆมาจริงๆ เมื่อนักเรียนนักศึกษาคนนั้นนำวุฒิการศึกษาคือใบประกาศนียบัตรไปยืนแสดงให้ผู้คนทั่วไปหรือบริษัทห้างร้างต่างๆดู เมื่อผู้คนทั่วไปหรือบริษัทห้างร้านต่างๆเหล่านั้นเขาตรวจสอบสืบค้นข้อมูลที่นักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นนำมาแสดงแล้ว ปรากฏว่าจบมาจริงสามารถสืบกลับไปหาสถาบันต้นตอที่นักเรียนนักศึกษาเหล่ากล่าวอ้างมาในตอนยื่นใบสมัครงาน เขาจึงยอมรับนับถือและรับเข้าทำงาน อย่างนี้้ป็นต้นครับ...ถ้าทางโลกุตรธรรม=ก็ต้องมีครูบาอาจารย์รับรองให้ ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ก็ให้การยอมรับนับถือ อย่างเช่นพระในสมัยพัทธกาลคือ พระอัญญาโกญฑัญญะที่ท่านได้ฟังธรรมจักรกัปปวัตสูตรจากพระโอฏฐ์พระพุทธเจ้าแล้วได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันแล้ว พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยปัญญาญาณ จึงทรงตรัสรับรองการบรรลุธรรมของพระอัญญาโกณฑัญญะนั้นว่าถูกต้องจริงในท้ายที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาธรรมจักรกัปปวัตนสูตรนั้นในทันทีถึง ๒ ครั้งซ้อนว่า "อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติฯ เรื่องพระอัญญาโกณฑัญญนี้มีหลักฐานกล่าวไว้มากมายในหนังสือต่างๆทั้งหนังสือเรียนธรรมบทบาลี มนต์พิธี แม้พระไตรปิฎกก็กล่าวไว้ ซึ่งหนังสือเหล่านี้ชาวพุทธทั่วไปถึงทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นหนังที่มีเนื้อหาสาระเมื่อปฏิบัติตามอย่างถูกขั้นตอนแล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง (แม้แต่องค์สมเด็จพระสังฆราชก็ยังให้การยอมรับในหนังสือเรียนเหล่านี้ถ้าไม่เชื่อกระผมถ้ามีเวลาว่างก็นิมนต์ลองเดินทางไปสอบถามท่านเองโดยตรงก็ได้ครับ เพราะว่าตอนนี้พระสังฆราชเป็นพระรูปเดียวในประเทศไทยที่พ่อครูยอมรับว่าเป็นพระดี) อย่างนี้เป็นต้นครับ ...แล้วท่านพ่อครูมีใครเป็นผู้ให้การรับรองความเป็นอรหันต์ของท่าน เหมือนหรือคล้ายๆ กับพระพระอัญญาโกณฑัณญะ บ้างไหมครับ ช่วยแสดงหลักฐานเป็นพยานบุคคลที่สาธุชาวพุทธส่วนใหญ่ให้การยอมรับนับถือมาให้ดูสักคนหน่อยครับ เพื่อคนที่เขายังไม่รู้จะได้รู้ ร่วมถึงผมด้วย ถ้ามีหลักฐานพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือได้จริงมายืนยันกระผมคิดว่าจะมีผู้คนอีกมากหันไปศรัทธาและปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านครับ รวมถึงกระผมด้วยนะครับ ...วันนี้คงจะพอแค่นี้ก่อนนะครับโอกาสหน้าค่อยสนทนากันใหม่ครับ ...ถ้าพ่อครูมีเวลาว่างก็ช่วยตอบให้กระผมและชาวพุทธทั้งหลายได้หายข้องใจในความเป็นอรหันต์แท้ของท่านด้วยครับ...กราบขอบพระคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงครับผม...หากมีถ้อยคำใดๆที่ไม่สุภาพจาบจ้วงลบหลู่ท่านพ่อครู ขอได้โปรดอโหสิกรรมให้ผมด้วยนะครับ...กราบขอบพระคุณอีกครั้งครับ พ่อครูว่า…อ้อ อโหสิอยู่แล้ว คุณพูดสุภาพดีด้วยซ้ำไป คนพูดแรงอาตมาก็อโหสิทุกคนไม่ได้ติดใจถือสาพยาบาทใคร เพราะความพยาบาทไม่มีจริงๆ อาตมาหยุดพยาบาทเด็ดขาดมานานแล้ว เรื่องพยาบาทอาตมาไม่มี ก็สบาย ประเด็นที่คุณเอซุส เวสเกตุ จับประเด็น คือ อาตมาเป็นอรหันต์ตามความรู้ของท่านประสิทธิ์ พลจันทร์ ว่า อรหันต์ต้องเป็น Concept อย่างที่ท่านเข้าใจ ซึ่งอาตมาก็ต้องขออธิบายตรงนี้ว่าความเข้าใจของท่านเรื่องพระอรหันต์นั้น ยังไม่สมบูรณ์ยังไม่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ ยังมีความผิดเพี้ยนอยู่ในความเข้าใจเรื่องอรหันต์ มันเป็นเชิงเทวนิยม ออกนอกทิฐิออกนอกทฤษฎีออกนอกระบบ ออกนอกคำสอนพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยนไปตั้งแต่น้อยจนถึงมาก และมันมากจนกระทั่งเกือบจะไม่เหลือเชื้อ อาตมาขอใช้คำว่าเกือบ ที่จริงมันไม่เหลือแล้วล่ะ มันมีแต่ในตำราว่ามีโลกุตรธรรม อาตมาก็มาฟื้นโลกุตรธรรมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตรว่า ต่อไปโลกุตรธรรมจะหายไปจะเหลือแต่คำสอนที่ไพเราะเพราะพริ้งประโลมโลก เหมือนกับกลองที่แต่เดิมเรียกว่ากลองอานกะ แต่ว่า เมื่อเวลาผ่านไปกลองนั้นก็ไม่เหลือเนื้อเดิมอีกแล้วเป็นเนื้อใหม่เปลี่ยนไปหมดแต่ยังชื่อเรียกว่ากลองอานกะอยู่ อาตมาก็ต้องมาฟื้นคืนความรู้เก่าที่เคยหายไปแล้ว ก่อนอื่นก็ลองวางเรื่องที่คุณเข้าใจมาแต่เดิมนั้นทิ้งไปเสีย ให้ศึกษาปฏิบัติตั้งแต่ศีลสมาธิปัญญาวิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ ที่อาตมาพยายามอธิบายให้ฟังไปเรื่อยๆ ก็จะทบทวนศีลสมาธิปัญญาวิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ และเรื่องพิสดารอีกเยอะแยะ และก็วนมาหาศีลอีกแต่ก็มีความลึกซึ้งเพิ่มขึ้นมีคนที่อธิบายไปตามลำดับก็ฟังคนอื่นด้วย ไม่ใช่ฟังแต่อาตมา ประเด็นสำคัญคือ ขณะนี้ศาสนาพุทธผ่านมากว่าครึ่งแล้ว 2600 กว่าปี มันไม่เหลือเชื้อของศาสนาพุทธแท้จริงแล้วแม้แต่ทางเถรสมาคมท่านพุทธโฆษาจารย์ ท่านพุทธโฆษาจารย์ หรือ ท่านประยุทธ์ ปยุตโต คนเขาก็นับถือกัน แต่ก็มีเนื้อที่อาตมาบอกไปกับทั่วไปแล้วว่ามีเรื่องที่ท่านเข้าใจผิดอีกหลายอย่าง อันนี้ก็ไม่ได้รื้อฟื้นไม่ได้เตรียมตัวมาพูดถึงท่าน ประยุทธ์ ปยุตโต ตอนนี้ท่านเป็นสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ ก็เหลืออีกตำแหน่งเดียวก็ขึ้นเป็นสังฆราชเท่านั้น แต่ก็มีธรรมเนียมเรียงตามอาวุโสอีก อาตมาก็ไม่ได้ไปวุ่นวายทางระบบเถรสมาคม ส่วนระบบของอาตมานั้นไม่มีใครขึ้นมาเป็นสังฆราช มีแต่พระธรรมดา อาตมาก็เป็นพระธรรมดาไม่มีสังฆราชไม่มีเจ้าคุณ ที่เขาเรียก พ่อครู ไม่ใช่ตำแหน่งชั้นพระครูนะ เขานับถือว่าเป็นพระหรือสมณะอายุมาก เป็นพ่อ แล้วมาสอนเป็นครูก็เลยเรียกพ่อครู ประเด็นสำคัญคืออาตมา กว่าอาตมาจะประกาศตัวเองว่าเป็นอรหันต์ ก็เป็นพศ. 2558 อาตมาทำงานมาแล้วตั้งแต่ 2513 จนถึง 2558 ก็ถึงได้ประกาศชัดเจน ส่วนข้างในก็พอรู้กัน ส่วนที่ประกาศเป็นสาธารณะนั้นก็คือมีนาคม 2558 ไม่ใช่ว่าอาตมาจะมาประกาศเล่นๆ ที่จะประกาศยังอยากอวดโอ่ แต่เพราะถึงเวลาวาระเท่านั้น แม้แต่อาตมาประกาศว่าตนเป็นสยังอภิญญา ที่ท่านพยากรณ์ไว้ ไม่ว่าในโลกยุคไหนหรือยุคนี้ที่คนอยู่มีศาสนาพุทธนี่แหละ คุณนับถือเป็นพุทธศาสนิกชน ทั้งโลกนี้คุณเป็นพุทธ คุณเห็นไหมในโลกนี้มีใครที่เป็น สยังอภิญญา แล้วมีอัตถิโลเก คือมีไหมที่เป็น เป็นสมณะพราหมณ์ผู้เป็น สยังอภิญญา มาประกาศโลกนี้ โลกหน้า อาตมาก็อธิบายหมด เรื่องโลกนี้ โลกหน้า เรื่องสัตว์เรื่องชีวะ ก็มีคนฟังแล้วก็เข้าใจปฏิบัติตามได้ผลอย่างแจ่มแจ้ง สัจฉิกัตวา อย่างแจ่มแจ้งรู้ยิ่ง ด้วยตน มาประกาศ ปเวเทนตีติ และก็ยังตั้งใจจะไม่ตายง่ายๆ พยายามหาวิชาหนังเหนียว จะอยู่ไปอีกเพื่ออธิบายต่อไป เพราะคนยังเข้าใจยังไม่ได้มาก ไม่ได้อยากอยู่ไปเพื่อได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เหนื่อย อยู่ต่อไปก็เหนื่อย ทำงาน แต่เพื่อประโยชน์ของผู้ที่เป็นมนุษยชาติทั้งหลายควรจะได้รู้ได้ปฏิบัติเอา ไม่ใช่เพื่อมาแลกลาภจากคุณ คุณได้ความรู้จากอาตมาแล้วก็จะได้มานับถืออาตมาต้องได้รับยศสรรเสริญหรือมายกย่องอาตมาไม่ใช่นะไม่มี อาตมาไม่ได้กำหนดเอาอย่างนี้ ส่วนใครจะกตัญญูกตเวทีรู้สึกว่าเป็นคุณค่า จะให้ความนับถือยกย่องตอบแทนบูชาก็แล้วแต่ จะไม่นับถือไม่บูชาก็ไม่เป็นไร แล้วแต่ อาตมาไม่ได้ยึดติดไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทนแต่อย่างใด ส่วนใครที่จะให้สิ่งที่เหมาะสมดีและสมควรก็ไม่เป็นไรก็เป็นความดีของคุณ กว่า อาตมาจะประกาศตัวเองว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา คนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีหลักฐานยืนยันในพระไตรปิฎก อยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร อาตมาก็ขยาย จนทำมหาจัตตารีสกสูตร เป็นหนังสือเรื่องสมาธิพุทธเล่มต่อเท่านี้ ยังไม่ละเอียดด้วยซ้ำไปจะมีเล่ม 2 อีก แต่มันคงข้ามพ้นที่จะรวมเล่ม 2 แล้ว เพราะว่ามีเล่มอื่นที่ละเอียดกว่าสมาธิพูดอีก อาตมาพิมพ์หนังสือออกไปจำนวนเลยกว่าล้านเล่มแล้ว เลยร้อยเรื่องแล้ว ก็พิมพ์แจกไปเยอะแยะ หากรวมหนังสือพิมพ์เราคิดอะไรก็คงถึงสองล้านเล่มแล้วกระมัง ที่อาตมาพูดออกไปไม่อยากอวดตัวไม่ได้เบ่งตัวเองไม่ได้หลงตัวเอง แต่ต้องย้ำยืนยัน ก็ว่าศาสนาพุทธได้ถูกกลบเกลื่อน จนคนที่บรรลุธรรมบอกไม่ได้พูดไม่ได้ เดาเอา มันเป็นศาสนาอาริยะเดาหรืออรหันต์เดา มันเป็นอย่างนั้น เขาพูดไว้เลยว่าผู้ที่บรรลุแล้วมาบอกตัวเองว่าตนเองบรรลุก็คือผู้ไม่บรรลุ ซึ่ง เป็นคำพูดที่ขัดแย้งกับ โลหิจสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า “โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง” (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๕๘) จึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดความจริงยืนยันให้ชัดเจน ดีนะที่มีหลักฐานเหล่านี้ให้อาตมาอ้างอิงไม่อย่างนั้นอาตมาหนักมากเลย เป็นกุศลของอาตมา ที่อาตมา จำเป็นจะต้องพูดเพราะว่า เขาไม่รู้ว่ามันมีจริงๆหรือคนที่จะบรรลุอรหันต์ คนบรรลุจริงๆมันเป็นอย่างไร แล้วทีนี้คนบรรลุมันก็ไม่ได้เป็นดัง Concept ของคนทั่วไปเข้าใจ ความคิดองค์รวมของคนทั่วไปเข้าใจเป็นมิจฉาทิฐิ เข้าใจว่าพระอรหันต์จะต้องนั่งบื้อแข็งไม่พูดไม่จา ของจริงต้องนิ่งใบ้ พูดได้ไม่ใช่ของจริง อะไรอย่างนี้ แล้วจะต้องนิ่งกระดุกกระดิกไม่ได้ อาตมาต้องเอาหลักฐานต่างๆนานามาอ้างอิงยืนยันว่าศาสนาพุทธนะ ยิ่งบรรลุ จิตยิ่งทำให้เกิดกาย เป็นกายที่คล่องแคล่วว่องไวรวดเร็ว จิตจะมีพลัง คนที่บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าจิตใจจะยิ่งทำให้กายคล่องแคล่วว่องไว จะเป็นกายของเวทนาก็ว่องไว สัญญาสังขารก็ว่องไว แน่นอนว่าวิญญาณก็เป็นชื่อรวมของเวทนาสัญญาสังขาร เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุธรรมแล้วจิตใจจะคล่องแคล่วว่องไว พยัญชนะเรียกว่า กายปาคุญญตา จะเป็นความคล่องแคล่วว่องไวของกาย เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ จะเป็น กายมุทุตา กายจะมีประธานของจิตเรียกว่าจิตมุทุ คือจิตหัวอ่อน แต่ไม่ใช่อ่อนนิ่ม เป็นความอ่อนอย่างแข็งแรง ไม่มีภาษาไทยจะพูด แล้ว แต่เรียกว่าจิต มุทุ จิตมี มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต แต่เขาไปแปลกันว่าจิตอ่อน มันก็เลยไม่ตรงกับความเป็นจริง ในความเป็น มุทุจิต ซึ่งเป็นจิตที่แข็งแรงเพื่อป้องว่องไวมีประสิทธิภาพสูง สามารถมีความเร็วไวทั้งทางด้าน Static และ dynamic จิตมีความแข็งแรงมากจะวิ่งก็รวดเร็วคล่องแคล่ว มีทั้งพลังบวกและพลังลบที่ จัดเร็วไว แข็งแรงสุดยอด เพราะฉะนั้นจึงมีพลังงานที่ทำงานได้ดีมาก
คนไทยในศาสนาพุทธทุกวันนี้อธิบายอย่างอาตมาไม่ได้ นี่ไม่ได้คุยตัวเองนะ พูดความจริงให้ฟังกัน ถ้าใครอธิบายได้ดีกว่าอาตมา พาให้อาตมาไปกราบเคารพหน่อย แล้วอาตมาจะได้เรียนรู้จากท่าน เป็นภันเตที่อาตมาต้องคารวะต้องเคารพ ก็จะได้อาราธนาท่านเชิญท่านช่วยอาตมาด้วย ก็ยิ่งดีสิ อาตมาก็ยิ่งสบาย มีผู้รู้ยิ่งกว่าอาตมา อาตมาก็ได้แต่ประกาศว่าใครเป็นผู้พี่ก็ประกาศตัวมามาอธิบายให้น้องฟังหน่อย อาตมาพูดไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นสรุปแล้วที่อาตมาต้องประกาศตัวเองเพื่อยืนยันให้รู้ว่า อาตมาอธิบายไม่ได้หรอก และไม่ทำท่าทางท่าทีลีลา ที่สมบูรณ์แบบ ที่เหมาะสมกับยุคสมัย ก็ยาก เพราะอายุนี้มันต้องแสดงอย่างนี้แหละ ยิ่งกว่ายุค Hard Rock ต้องแสดง นัจจะ คีตะ วาทิตะ ท่านแปลนัจจะว่าแค่ท่าทางฟ้อนรำ คีตะคือเพลง วาทิตะคือคำกล่าวที่ตกแต่งประดิษฐ์ประดอย ซึ่งแต่อย่างนั้นก็ไม่ผิดแต่เป็นความตื้น แต่นัยยะลึกซึ้งของท่าทีลีลา นัจจะที่แรงหรือเบาที่สุภาพเรียบร้อยก็ได้ คีตะ สุ้มเสียงสำเนียง จะตกแต่งมากมายก็ได้หรือเป็นสุ้มเสียงสำเนียงที่ถูกต้อง มีรัสสระหรือทีฆสระให้ถูกต้อง อาจจะมีที่ต้องเน้นเสียงบ้าง แต่ก็ไม่ต้องเป็นเพลงอย่าง คีตะ ทิตะคือ เฟ้นคำ ที่เหมาะสมมาใช้ บางคำเหมือนคำหยาบ แต่ไม่ใช่ เป็นคำที่เหมาะสมกับเหตุปัจจัยที่สื่อสารคำนี้แล้วมันจะรู้ได้ชัด เป็นประโยชน์ ไม่ได้มีความหยาบในหัวใจเลย แต่พยัญชนะคนที่ยึดถือใช้กันว่าเป็นคำหยาบ ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นก็เลยบอกว่าคุณอย่ามาใช้คำหยาบ เราก็บอกว่าเรามาใช้ในสภาวะที่แม้จะเป็นคำหยาบแต่มันไม่หยาบ นี่เป็นเรื่องของสิริมหามายาเป็นความสลับกันรวดเร็ว เหมือนกับการพูดกลับกันไปกลับกันมา อันนี้ยิ่งยากเลยในเรื่องสิริมหามายา อาตมาก็ขยายความจนพวกเราเข้าใจแล้ว และก็สร้างประโยชน์ทำประโยชน์อะไรได้แล้วศึกษาได้เป็นภาษาคำนี้สื่อว่าคืออะไร อย่างนี้เป็นต้น อาตมาพูดนี้ ไม่ได้เพื่อแก้ตัวโดยให้คนมาเคารพนับถือ แต่ขยายความให้มันลึกซึ้งขึ้นไปอีก ผู้ใดที่ยังไม่ได้ซึ้งก็จะได้ประโยชน์ แต่ผู้ใดที่เพ่งโทษมีอคติในใจก็ไม่มีปัญหาหรอกแน่นอนฟังไม่ขึ้นแน่นอนทำอะไรไม่ได้ แต่สำหรับผู้ที่ตั้งใจศึกษา สุสสูสังละภะเตปัญญัง ตั้งใจฟังด้วยดีจะเกิดความรู้เกิดปัญญาอย่างแท้จริง ก็ขอยืนยันอีกอันหนึ่งว่า ความเป็นอรหันต์ของอาตมานั้นที่พระประสิทธิ์สงสัยมา ตรงกับตำราไหม ก็ตรง ตรงที่สุด โดยเฉพาะรากฐานของตำรา ไม่ใช่คนยุคใหม่อรรถกถาจารย์เขียน ขยายความที่ผิดเพี้ยนไปเรื่อย จนกระทั่งกลายเป็นอรหันต์เก๊ ที่อาตมาใช้ศัพท์ เป็นอรหันต์เดา อรหันต์เก๊ ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆอาตมาก็เลยสุดสงสารจึงต้องมายืนยันความจริง อาตมาแสดงท่าทีลีลาออกไปตลอด กายวิญญัติ วจีวิญญัติ จากมโนเป็นประธาน ขอยืนยันว่าอาตมาผสมส่วนให้เป็น นัจจะคีตะวาทิตะ ที่ปรุงแต่งออกไปยังได้สัดส่วนจัดสรรองค์ประกอบดี เหมาะสมที่จะสื่อสารให้คนรับฟังแล้วเข้าใจทันที ได้มีความลึกและมากเท่าที่อาตมาจะเก่ง ไม่ต้องการอวดดีจะเห็นว่าเหมาะสมกับกาละเทศะทุกอย่าง ไม่ต้องการทำโชว์ว่าไอ้นี่เพราะไอ้นี่สวยไอ้นี่สุภาพไอ้นี่แรงดีให้ดีได้สัดส่วน ที่มันเป็นแบบนิยมสะใจแบบของคนโลกนับถือ ไม่ใช่ แต่ประมาณที่ทำออกไปทุกกายวิญญัติ วจีวิญญัติ จากมโนเป็นประธาน สื่อสารให้คนรับได้เข้าใจได้ดีที่สุดลึกที่สุดสมบูรณ์ เจตนาอย่างนี้ไม่มีอื่นเลย เพราะฉะนั้นจะไปเอาท่าทีลีลาของอาตมานั้นก็อาจจะไม่ตรง แต่ไม่ผิดหรอก เพราะท่าที่ลีลาแรงก็ได้ แต่คุณจะไปเอาท่าทีลีลาของพระพุทธเจ้า มาเทียบกับอาตมามันคนละยุค พระพุทธเจ้าจะตรัสนั้นแต่ละคนนิ่งหมดเลยเพราะบารมีท่านเยอะ แต่อาตมาพูดอะไรคนไม่เชื่อเกือบทั้งนั้น ส่วนพระพุทธเจ้าตรัสอะไรคนเชื่อคนนิ่งหมดเลย ส่วนอาตมาพูดนั้น คนไม่เชื่อหมดเลยไม่นิ่งหมดเลย แกว่งเสี้ยนเลยไม่ได้เรื่องอย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็แสดงการส่ายหัวให้ดูด้วย ก็ดูเหมือนไม่สุภาพ แต่อาตมาก็สื่อสารให้เข้าใจเท่านั้นเอง จึงยากถ้าคุณจะถือด้วยอาการ แล้วเอาอาการนั้นมาตัดสินเป็นเครื่องประกอบตาม กาลามสูตร คุณไปยึดถือว่าถ้าเป็นอาการอย่างนี้มันไม่ใช่มันก็ผิดหมด มันคนละกาละเวลา สรุปแล้วอาตมาจะทำให้รู้ความจริงว่าดูอาตมาให้นานๆให้ครบให้มาก จุดสำคัญก็คือ อาตมาไม่มีกิเลส ไม่มีความต้องการมาให้เป็นตัวตนเพื่อตัวตน 1. ไม่มีกิเลส 2. ไม่มีตัวตน 3. ไม่มีทิฏฐิลามกที่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนไม่มี เอาแค่ 3 ประเด็นนี้ก็พอ 3 ประเด็นนี้ถ้าคุณเข้าใจแล้วคุณติดตามศึกษาอาตมา อาตมาไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอาตมาไม่ได้ต้องการลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เอาแค่ 3 ประเด็นนี้ คุณมาคอยตรวจสอบอาตมาเลยกี่วันกี่เดือนกี่ปีมา 3 ประเด็นนี้คุณให้เป็นอาริยะเป็นอรหันต์ได้ไหม สะอาดบริสุทธิ์ใน 3 ประเด็นนี้ เอาง่ายๆสั้นๆ ไม่มีตัวตนไม่มีกิเลส ไม่เพื่อลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเลย เอาแค่ 3 ประเด็นนี้อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาไม่มี ไม่มีเพื่อลาภยศ ไม่มีที่ทำด้วยกิเลสไม่ได้ทำเพื่อตัวตน ถ้าไม่มีจริงๆบริสุทธิ์สะอาดแค่ 3 ประเด็นนี้คุณให้เป็นอรหันต์ได้ไหม แต่อาตมาเขียนไว้ถึง 12 ประเด็น อาตมาเขียนจากของตัวเอง คุณลักษณะ 12 ของ พระอรหันต์ผู้มีอิสระยิ่ง . 1. เป็นคนหมดทุกข์ (ดับทุกข์อริยสัจ) 2. เป็นคนไม่มีภัย 3. เป็นคนมีคุณค่า 4. เป็นคนทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถ่ายเดียว 5. เป็นคนไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง 6. เป็นคนมีเมตตาจริง 7. เป็นคนมีอุเบกขาจริงแท้ 8. เป็นคนไม่ทำบาปแล้ว 9. เป็นคนทำแต่กุศล 10.เป็นคนได้ประโยชน์ตนครบแล้ว ไม่มีประโยชน์ตนที่ต้องทำให้ตนอีกแล้ว 11. เป็นคนรู้จักสวรรค์ นรก นิพพาน ถูกถ้วน 12. เป็นคนรู้จักและมีนิพพานสัมบูรณ์
อุเบกขามีองค์ธรรมคือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปริสุทธา เป็นจิตที่บริสุทธิ์จากโลกธรรมจากกิเลส ปริโยทาตา บริสุทธิ์อย่างนั้นแหละแม้จะปรุงแต่งไปเปื้อนกับโลกจะมีผัสสะกับโลกกระทุ้งกระแทกกระเทือนอย่างไรจิตก็ยังบริสุทธิ์อยู่อย่างเดิมอย่างเดิม จะทำงานแปดเปื้อนขนาดไหนเราก็ประมาณของเราเองเราก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใสเหมือนเดิม มุทุ จิตเร็วไวหัวอ่อนรู้ไว ง่ายต่อการดัด รวดเร็วคล่องแคล่ว มีความแข็งแรงปราดเปรียว กัมมัญญา ท่านแปลว่า สละสลวย เหมาะควรแก่การงาน หมายความว่าเป็น อัญญา ซึ่งอัญญาคือ ปัญญาทางโลกุตระ เป็นการกระทำการงานที่ประกอบด้วยปัญญาโลกุตระ การงานของคนๆนี้จึงมีแต่โลกุตระไม่เป็นโลกียเลยและเป็นกุศลเท่านั้น ไม่เป็นบาปเป็นบุญด้วยสุดท้ายเป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่มีบาปไม่มีบุญ ปภัสสรา จะทำงานอยู่กับโลกอย่างไรจิตก็ไม่หม่นหมอง มีเเต่ผ่องแผ้วอยู่อย่างนั้นตลอดกาล นี่เป็นคุณสมบัติ 5 ประการ ที่ อาตมามีของตนเองจึง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive