640422 เราหยุดแล้วแต่เธอสิยังไม่หยุด_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx

โฟลเดอร์บันทึกปัจฉา จาก ส.แสนดิน
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.10 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

✋ เราหยุดแล้วแต่เธอสิยังไม่หยุด ✋ . 🌞 สนทนาธรรมยามเช้าตามประสาพ่อครู และลูกๆ 22 เมษายน 2564 ที่บ้านราชฯ.. . 🙏 พ่อครูว่า...พวกเราจบไม่เป็น สรุปไม่เป็น ที่จริงเป็นอรหันต์กันเยอะแล้ว มันก็เลยวนๆๆ วิจิกิจฉาไม่หาย . ถ้าปัญญาวิมุติ แต่เจโตยังไม่วิมุตินะ มันก็มีอลังการของอัตตามานะป้องกันตัวเองอยู่ แต่กิเลสตนเองยังไม่หมดนะ . พวกเจโตวิมุต จิตเขาสะอาดก่อน แต่เขาไม่มีปฏิภาณปัญญาเข้าไปรู้ตัวเขา แต่จะว่ากันแล้ว ตัวนั้นมันตัวจริงกว่า ปัญญามันไม่ใช่ตัวจริงเท่า ตัวเจโตนี่มันดับได้ก่อนเลยนะ ปัญญานี่มันต้องมาทีหลัง เพราะฉะนั้นปัญญาวิมุติจึงค่อยได้อุภโตภาควิมุติ แต่กายสักขีเขาได้ก่อนนะ ค่อยเป็นปัญญาวิมุติแล้วค่อยเป็นอุภโตภาควิมุติ . พวกที่นั่งหลับตาไม่เข้าใกล้กายสักขี เพราะเขาไม่รู้จักกาย เขาจมที่ศรัทธาวิมุติ กดกิเลสไป ไม่ใช่กิเลสมันหมดด้วยปัญญา . 💦 สู่แดนธรรมว่า...มีข้อแม้ว่า พวกลูกๆอโศกที่มาแล้ว ส่วนมากมีเจโตวิมุติเป็นฐานอาศัยแล้วใช่ไหมครับ . 🙏 พ่อครูว่า..ใช่ๆๆ ไม่เช่นนั้นมันไม่ทนหรอก หากไม่มีเจโตเป็นหลักเป็นตัวที่ดึงไว้ มันก็ไม่อยู่หรอก ออกไปร่อนๆๆตามกิเลสหมด สู้กิเลสไม่ได้ ที่สู้กิเลสได้เพราะมีเจโตวิมุติเป็นแกน . พวกคุณพอถึงยุคพระพุทธเจ้าอุบัติ คุณก็จะเป็นอรหันต์ให้พระพุทธเจ้าหมด ...ภาษาที่จริงมันเป็นภาษา คำว่าอรหันต์เป็นภาษา อรหันต์ในอรหันต์ อรหันต์ในโสดาบัน ในสกิทาคามี มันมีอรหันต์ไม่รู้กี่ขั้นต่อกี่ขั้น . ยืดโสดาไปเยอะๆ ยืดสกิทาฯ สกิทาฯนี่เป็นตัวจริงของตัวยืด ภายนอก คุณก็ต้องเอาภายนอกด้วย หากอนาคามีก็เอาแต่ภายใน พระสกิทาคามีเอาภายนอกด้วย ภายนอกมันมีเยอะกว่าภายใน ภายในมีแต่ตัวเราคนเดียว ภายนอกมีเป็นล้านๆๆๆๆคน . เพราะฉะนั้นพระสกิทาคามีก็สามารถ “จ

อ่านต่อ

บ” กับคนอื่นๆได้เป็นคนๆ . วิธีจบ มี 1. จบด้วยวิธีตรงกันเป๊ะ นั่นก็จบแน่นอน 2. มันยังไม่เป๊ะมันยังเหลื่อมกันอยู่ อันนี้ทำให้ต้องอธิบายต้องแย้งกัน หรือยิ่งมาก ยิ่งเห็นต่างกันหลายแง่ หลายมุมหลายมิติมาก ทีนี้ก็ยิ่งต้องอธิบายยิ่งแย้งยิ่งดึง มีที่แย้งกันมากจนกระทั่งต้องบอกว่า คุณก็ของคุณก็แล้วกัน เราก็ของเราก็แล้วกัน ความเห็นของเธอกับความเห็นของเรานั้น ต่างกัน นานาสังวาส จบ . เพราะฉะนั้น คำว่า จบ ทั้งหลายแหล่ คือมันไม่มีความที่จะแย้งกันอีกแล้ว มันมีเป็น 1 เดียว กับมีบอกว่า ความเห็นของคุณก็ของคุณ ความเห็นของเราก็ของเรา ความเห็นของเธอกับของเราต่างกัน มันจะจบสองอันนี้ . สองอันที่จบนี้แหละ มันคือความจบของผู้ที่จะเป็นอรหันต์ จะเข้าใจเลยว่า อ้อ อันนี้เหมือนกันกับเราที่มีแล้ว อันนี้ไม่เหมือนกับที่เราที่มีแล้ว แล้วภาวะสกิทาคามีนี่แหละที่ยังแย้งไปแย้งมาละเอียดพวกนี้ อรหันต์จะไม่มานั่งวุ่นวายอะไรมากมาย เพราะหากเรามัวแต่ไปบอกว่า ของคุณๆๆๆมันยังมีต่างกันอีกนะ เราก็รู้ความต่างแล้วก็เอามายุ่งที่เรา มาแย้งกันอยู่นี่ เอ๊ แล้วคุณไปวุ่นอะไรกับเขา ไป ไทเกอร์ใส่เกือกทำไมล่ะ คุณก็ไม่รู้ตัว . ต้องสรุปเข้าที่ตัวเราจริงๆว่า เออ ตัวเราที่จริงมันจบ 1 แล้ว 2 เราต่างจาก 1 เราจบ 1 นอกนั้นก็เอาแต่ละคนมาเป็นภาระ มาเป็นเรื่องไปคิดกับเขาอะไรกับเขา เอ๊แล้วเรามีหรือเปล่า ไม่มีเหรือเปล่า? . ถ้าคุณเองเอาง่ายๆ มีหรือไม่มีก็ช่างหัวมันปะไร เราจบของเรา เราหยุด เราหยุดแล้วแต่เธอสิยังไม่หยุด ก็จบแล้วนี่ . เห็นไหม เราหยุดแล้วแต่เธอสิยังไม่หยุด อ้อ แค่นี้เองหรือ ก็หยุดแล้วก็จบ ที่พูดนี้หมายถึงคนที่หยุดเป็นแล้ว เป็น 1 แน่นอน อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) คุณหยุดได้แล้ว อะไรอื่นๆก็ไม่ใช่ตัวเราแล้ว ก็เราหยุดน่ะ เราหยุดน่ะ เราก็หยุดสิ ก็จบ . เพราะฉะนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็อยู่ที่หยุด ถ้าคุณจริง ก็หยุดได้ แต่ถ้าคุณหยุดยังไม่จริง ก็ต่ออีก ก็คุณยังไม่จริง 🙏 . 🙏 ถอดความจาการสนทนากับพ่อครู เช้า 22 เมษายน 2564

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน