chapter3 (1).pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 3 3 วิธีดําเนินการวิจัย ในบทนี้ กล่าวถึงแบบแผนการวิจัย ผู้เข้าร่วมในการวิจัย บริบทของการศึกษา เครื่องมือ ในการวิจัย การรวบรวมข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล และคุณภาพของการออกแบบงานวิจัย 3.1 แบบแผนการวิจัย งานวิจัยนี้ ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในรูปแบบของการศึกษา เฉพาะกรณี ในลักษณะมุ่งหาคําอธิบาย (An Explanatory Case Study) และนําการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มาใช้กับข้อมูลบางส่วน เพื่อสนับสนุนในการอธิบายปัจจัยของการเปลี่ยน พฤติกรรมของเกษตรกร ใช้กระบวนการหาความรู้แบบอุปนัย (Inductive method) “โดยทําการวิจัย เริ่มต้นจากสิ่งที่จําเพาะเจาะจง คือ ข้อมูลที่ได้มาจากประชากรที่เลือกมาจํานวนหนึ่ง นําไปสู่สิ่งที่ ทั่วไป คือ ข้อสรุปในรูปของคําอธิบายหรือกรอบแนวคิดทฤษฎี ซึ่งสามารถนําไปใช้ได้ทั่วไปกับ ประชากรและสถานการณ์ในวงกว้างนอกเหนือจากที่ถูกเลือกมาเพื่อการวิจัย ภายใต้เงื่อนไขและ องค์ประกอบที่คล้ายคลึงกัน” (ชาย โพธิ์สิตา, 2550 : 31-32, 168) เหตุผลที่เลือกรูปแบบนี้ เพราะ ต้องการหาคําอธิบายเรื่องที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ โดยแบ่งการศึกษา ออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ 3.1.1 ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาเอกสาร เป็นการแสวงหากรอบแนวคิดทฤษฎี (Theoretical Framework) เพื่อนํามาเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล และในการวิเคราะห์ กระบวนการเปลี่ยน พฤติกรรมของเกษตรกร โดยศึกษาในเรื่อง 3.1.1.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3.1.1.2 ทฤษฎีการเปลี่ยนพฤติกรรม 3.1.1.3 วัตถุประสงค์และองค์ประกอบของโครงการฝึกอบรมแนวทางบุญนิยม 3.1.1.4 งานวิจัยเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง 3.1.2 ขั้นตอนที่ 2 การวิจัยภาคสนาม เป็นการแสวงหาข้อมูลเชิงประจักษ์จากเกษตรกร กลุ่มศึกษาและก
อ่านต่อ
ลุ่มเปรียบเทียบ โดยอาศัยแนวทางจาก คําถามการวิจัย (Research Questions) และ วัตถุประสงค์ของการศึกษา (Objective of the Study) โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม () (Questionnaire) การสัมภาษณ์ (Interview) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และการ สังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) 3.1.3 ขั้นตอนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการบูรณาการผลการศึกษาเอกสารและ ผลการวิจัยภาคสนามเข้าด้วยกัน นําข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อตอบคําถามการวิจัยในการศึกษา กระบวนการเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกร 3.2 ผู้เข้าร่วมในการวิจัย (Participants) ผู้เข้าร่วมในการวิจัย คือ เกษตรกรในเขตจังหวัดอุบลราชธานี ที่ผ่านโครงการฝึกอบรม การดําเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่มีแนวทางบุญนิยมเป็นพื้นฐาน ซึ่งดําเนินการโดยชุมชนบุญ นิยมราชธานีอโศก 3.2.1 การเลือกเกษตรกรผู้เข้าร่วมในการวิจัย 93 เลือกแบบยึดจุดมุ่งหมายของการศึกษาเป็นหลัก (Purposeful Sampling) โดย พยายามเลือกให้ได้ตัวอย่างหลากหลายรูปแบบ และสถานที่ ที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และมี หลักฐานให้เชื่อว่าเหตุการณ์หรือกระบวนการที่เกิดขึ้นมีอะไรหลายอย่างที่จะทดสอบแนวความคิด ในการวิจัย” (ชาย โพธิ์สิตา, 2550 : 128-129) เช่น มีพื้นที่ในการทํากินแตกต่างกัน มีการรวมกลุ่มทํา กิจกรรมในลักษณะที่แตกต่างกัน เป็นต้น ผู้ให้ข้อมูลไม่กําหนดจํานวนเพศ เนื่องจาก งานวิจัยของ สุรชัย ยะเครือ (2550) สรุปว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับการเปลี่ยนพฤติกรรมไม่มีนัยสําคัญ จํานวนผู้ให้ข้อมูลขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้มา หากยังมีความแตกต่างกัน จะทําการเก็บข้อมูลรายต่อไปอีก จนได้คําตอบที่ซ้ําๆกัน เมื่อคําตอบจากผู้ให้ข้อมูลเริ่มเหมือนกัน ก็จะหยุดเก็บข้อมูล โดยผู้ให้ข้อมูล ในการวิจัย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ม 3.2.1.1 กลุ่มศึกษา การเลือกผู้เข้าร่วมในการวิจัย แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ผู้ให้ข้อมูลก่อนการฝึกอบรม เลือกจากเกษตรกรที่ผ่านการ ฝึกอบรมหลักสูตร กสิกรรมไร้สารพิษ เศรษฐกิจพอเพียง ในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งมีจํานวนประมาณ 5,000 คน โดยเลือกผู้เข้าอบรมรุ่นวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2551 จํานวน 198 คน มีผู้ตอบ แบบสอบถามก่อนการฝึกอบรม จํานวน 177 คน เหตุผลที่เลือกรุ่นนี้ เพราะ หลังจากที่ผ่านการอนุมัติ โครงร่างในการวิจัย ได้ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ทดลองและพัฒนาเครื่องมือในการวิจัยกับเกษตรกร ที่เข้าฝึกอบรม 3 รุ่น จนเห็นว่ามีความเหมาะสมในการที่จะนําไปใช้งาน ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่มีการ ฝึกอบรมในรุ่นวันที่ 27-31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 โดยผู้เข้าฝึกอบรมมีจํานวนใกล้เคียงกับรุ่นที่ ทดสอบเครื่องมือในการวิจัย มาจาก 2 อําเภอ ซึ่งมีพื้นที่ในการทํากินแตกต่างกัน กล่าวคือ 122 อําเภอวารินชําราบเป็นพื้นที่ราบ เกษตรกรส่วนใหญ่ทํานา ส่วนอําเภอน้ํายืนพื้นที่เป็นเนินสูงๆ ต่ําๆ อยู่ใกล้ภูเขา เกษตรกรส่วนใหญ่ทําสวนผลไม้และไร่มันสําปะหลัง 123 ขั้นตอนที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลหลังการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 6 เดือน เลือกจาก เกษตรกรผู้ตอบแบบสอบถามก่อนการฝึกอบรม จํานวน 76 คน ของผู้เข้าฝึกอบรมรุ่นวันที่ 27-31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 วิธีการเลือก หลังการฝึกอบรมประมาณ 9 เดือน ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือน พฤษภาคม 2552 เป็นการไปติดตามเกษตรกรผู้ตอบแบบสอบถามก่อนการฝึกอบรม จากรายชื่อและ ที่อยู่ที่มีอยู่ กําหนดหมู่บ้านที่มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 2 คนขึ้นไปเป็นเป้าหมาย เนื่องจากมีโอกาสสูงที่ จะตามพบเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมและสามารถขอสัมภาษณ์ได้ โดยให้มีการกระจายครอบคลุม หลายพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่หลากหลาย หลังจากสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล จํานวน 46 คน ข้อมูลเริ่มซ้ํา กัน จึงหยุดการสัมภาษณ์ มีข้อมูลที่สมบูรณ์ทั้งหมด 46 คน มาจาก 16 หมู่บ้านของ 9 ตําบล ใน 2 อําเภอ คือ อําเภอวารินชําราบ จํานวน 18 คน และอําเภอน้ํายืน จํานวน 28 คน لو ตารางที่ 15 จํานวนผู้ตอบแบบสอบถามก่อนอบรม ผู้ให้ข้อมูลหลังการอบรม และข้อมูลที่สมบูรณ์ ลําดับ ของกลุ่มศึกษา ที่อยู่ของเกษตรกร ผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ให้ข้อมูล | ข้อมูล ก่อนอบรม หลังอบรม สมบูรณ์ (คน) (คน) (คน) อําเภอวารินชําราบ 1 บ้านศรีไคออก หมู่ที่ 4 ตําบลเมืองศรีไค 4 2 2 12 2 บ้านแมค หมู่ที่ 5 ตําบลเมืองศรีไค 3 1 1 5 3 บ้านโนนแดง หมู่ที่ 5 ตําบลโพธิ์ใหญ่ บ้านโพธิ์ออก หมู่ที่ 6 ตําบลโพธิ์ใหญ่ บ้านโพธิ์ตก หมู่ที่ 8 ตําบลโพธิ์ใหญ่ 8 3 3 5 2 2 2 1 1 6 บ้านบุ่งหวายออก หมู่ที่ 8 ตําบลบุ่งหวาย 3 2 2 7 บ้านบุ่งหวาย หมู่ที่ 18 ตําบลบุ่งหวาย 3 2 2 8 | บ้านสนามชัย หมู่ที่ 10 ตําบลห้วยขะยุง 9 | บ้านนาชุม หมู่ที่ 5 ตําบลสระสมิง 3 2 2 4 2 2 10 บ้านโนนหนาด หมู่ที่ 9 ตําบลสระสมิง 6 1 1 รวม 41 18 18 C 124 ตารางที่ 15 จํานวนผู้ตอบแบบสอบถามก่อนอบรม ผู้ให้ข้อมูลหลังการอบรม และข้อมูลที่สมบูรณ์ ลําดับ ของกลุ่มศึกษา (ต่อ) ที่อยู่ของเกษตรกร ผู้ตอบ ผู้ให้ข้อมูล ข้อมูล แบบสอบถาม หลังอบรม สมบูรณ์ ก่อนอบรม (คน) (คน) (คน) อําเภอน้ํายืน 1 บ้านสุขวัฒนา หมู่ที่ 2 ตําบลเก่าขาม 2 บ้านบูรพา หมู่ที่ 5 ตําบลยาง 3 บ้านทุ่งพัฒนา หมู่ที่ 12 ตําบลยาง บ้านประเสริฐแสนสุข หมู่ที่ 5 ตําบลบุเปือย 0 4 5 บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 7 ตําบลบุเปือย บ้านแสงเจริญ หมู่ที่ 8 ตําบลยางใหญ่ รวม รวมทั้งหมด 7 6 6 10 9 9 7 7 7 6 2 2 3 3 3 2 1 1 35 28 28 76 46 46 3.2.1.2 กลุ่มเปรียบเทียบ เกษตรกรผู้ให้ข้อมูล จํานวน 43 คน มีข้อมูลที่สมบูรณ์ จํานวน 38 คน มาจาก 11 หมู่บ้าน ของ 8 ตําบล ใน 8 อําเภอ คือ อําเภอสําโรง อําเภอวารินชําราบ อําเภอนาเยีย อําเภอน้ําขุ่น อําเภอเมือง อําเภอตระการพืชผล อําเภอเดชอุดม และอําเภอศรีเมืองใหม่ เลือกจากเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรม หลักสูตร สัจธรรมชีวิต ในปี พ.ศ. 2544-2549 ซึ่งรวมกลุ่ม กันทํากิจกรรมแตกต่างกัน 4 รูปแบบ มีสมาชิกจํานวนรวม 114 คน วิธีการเลือกเกษตรกรผู้เข้าร่วมในการวิจัย มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 โดยการแนะนําจากผู้ปฏิบัติงานการฝึกอบรมของชุมชนบุญ นิยมราชธานีอโศกที่รู้จักกับเกษตรกร ขั้นตอนที่ 2 ผู้วิจัยสํารวจข้อมูลเบื้องต้นโดยการไปเยี่ยมเยือนพูดคุยกับ เกษตรกรที่ได้รับการแนะนําจากผู้ปฏิบัติงานการฝึกอบรมฯ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่สามารถ ให้ความรู้หรือข้อมูลได้มากที่สุด (Information-rich cases) ขั้นตอนที่ 3 ตัดสินใจเลือกกลุ่มและบุคคลที่จะเป็นผู้เข้าร่วมในการวิจัย ประกอบด้วย 125 1) เกษตรกรที่มีการเปลี่ยนพฤติกรรม จากการเป็นผู้ผลิตอย่างเดียว มา เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้นําผลผลิตมาจําหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง โดยรวมกลุ่มกันนําผลผลิตพืชผัก ผลไม้ไร้สารพิษไปจําหน่ายที่ร้านอุทยานบุญนิยม ซึ่งเป็นร้านค้าของชุมชนบุญนิยมราชธานีอโศก อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี คือ กลุ่มตลาดพืชผักไร้สารพิษอุทยานบุญนิยม มีสมาชิกกลุ่ม จํานวน 13 ครอบครัว เกษตรกรผู้ให้ข้อมูล จํานวน 13 คน มีข้อมูลที่สมบูรณ์ 11 คน 2) เกษตรกรที่มีการเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถพัฒนาตนเอง และ รวมกลุ่มกันพัฒนาชุมชนจนเป็นศูนย์การศึกษาเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรจากชุมชนอื่น คือ กลุ่ม โรงเรียนชาวนาเกษตรอินทรีย์ บ้านดอนหมู หมู่ที่ 10 ตําบลขามเปี้ย อําเภอตระการพืชผล จังหวัด อุบลราชธานี มีสมาชิกกลุ่ม จํานวน 46 ครอบครัว เกษตรกรผู้ให้ข้อมูล จํานวน 11 คน ข้อมูล สมบูรณ์ทั้ง 11 คน 3) เกษตรกรที่มีการเปลี่ยนพฤติกรรม พัฒนาตนเอง แต่ยังไม่สามารถ พัฒนาชุมชนเป็นศูนย์การศึกษาเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรจากชุมชนอื่นได้ คือ กลุ่มโรงเรียนชาวนา เกษตรอินทรีย์ บ้านดอนโพธิ์ หมู่ที่ 1 ตําบลวาริน อําเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี มีสมาชิก กลุ่ม จํานวน 11 ครอบครัว เกษตรกรผู้ให้ข้อมูล จํานวน 5 คน ข้อมูลสมบูรณ์ทั้ง 5 คน 4) เกษตรกรที่มีการเปลี่ยนพฤติกรรม พัฒนาตนเอง แต่ยังไม่สามารถ พัฒนาชุมชนเป็นศูนย์การศึกษาเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรจากชุมชนอื่นได้ คือ กลุ่มปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ บ้านเล็กน้อย หมู่ที่ 16 ตําบลกลาง อําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี มีสมาชิกกลุ่ม จํานวน 44 ครอบครัว เกษตรกรผู้ให้ข้อมูล จํานวน 14 คน มีข้อมูลที่สมบูรณ์ 11 คน ตารางที่ 16 จํานวนสมาชิกกลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลและข้อมูลที่สมบูรณ์ ของกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มเกษตรกร สมาชิกกลุ่ม ผู้ให้ข้อมูล ข้อมูลสมบูรณ์ กลุ่มตลาดพืชผักไร้สารพิษอุทยานบุญนิยม กลุ่มโรงเรียนชาวนาเกษตรอินทรีย์ บ้านดอนหมู กลุ่มโรงเรียนชาวนาเกษตรอินทรีย์ บ้านดอนโพธิ์ กลุ่มปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ บ้านเล็กน้อย รวม (คน) (คน) (คน) 13 13 11 46 11 11 11 5 5 44 14 11 114 43 38 3.3 บริบทของการศึกษา ลักษณะสภาพแวดล้อมของชุมชนที่ผู้เข้าร่วมในการวิจัยพักอาศัย ได้แก่ ที่ตั้งและพื้นที่ ของชุมชน ลักษณะภูมิประเทศ การประกอบอาชีพ และ จํานวนประชากร ตารางที่ 17 บริบทของหมู่บ้าน ที่ผู้เข้าร่วมในการวิจัยพักอาศัย สถานที่ ที่ตั้งและพื้นที ลักษณะภูมิประเทศ อาชีพ จํานวน ประชากร บ้านศรีไคออก ตั้งอยู่ห่างจากตัวอําเภอวา เป็นที่ราบลุ่ม สภาพดิน อาชีพหลัก หมู่ที่ 4 รินชาราบไปทางทิศใต้ เป็นดินร่วนปนทรายและ ทํานา รวม 648 คน จํานวน ตําาบล ระยะทางประมาณ 10 มีลําห้วยตองแวดไหล อาชีพเสริม เมืองศรีไค กิโลเมตร ผ่าน ทําไม้กวาด ครัวเรือน 162 ครัวเรือน อําเภอ พื้นที่ประมาณ 2,272 ไร่ รับจ้าง ค้าขาย วารินชําราบ บ้านแมด หมู่ที่ 5 ตําาบล ตั้งอยู่ห่างจากตัวอําเภอวา เป็นที่ราบสูง ฤดูฝนน้ํา อาชีพหลัก รวม 758 คน รินชาราบไปทางทิศใต้ ท่วมไม่ถึง เหมาะสําหรับ ทํานา ระยะทางประมาณ 15 ปลูกพืชไร่ พืชสวน อาชีพเสริม เมืองศรีไค กิโลเมตร รับจ้าง จํานวน ครัวเรือน 195 ครัวเรือน อําเภอ พื้นที่ประมาณ 2,319 ไร่ วารินชําราบ บ้านโนนแดง | ตั้งอยู่ห่างจากตัวอําเภอวา เป็นที่ราบลุ่ม สภาพดิน อาชีพหลัก รวม 904 คน หมู่ที่ 5 รินชําราบไปทางทิศใต้ ตําบลโพธิ์ใหญ่ ระยะทางประมาณ 17 อําเภอ กิโลเมตร วารินชําาราบ พื้นที่ประมาณ 4,248 ไร่ เป็นดินร่วนปนทราย ทํานา จํานวน อาชีพเสริม ทํา ครัวเรือน 208 ตะกร้า ครัวเรือน ทางมะพร้าว รับจ้าง บ้านโพธิ์ออก ตั้งอยู่ห่างจากตัวอําเภอวา เป็นที่ราบลุ่ม สภาพดิน อาชีพหลัก รวม 607 คน หมู่ที่ 6 รินชําราบไปทางทิศใต้ เป็นดินร่วนปนทราย และ ทํานา จํานวน ตําบลโพธิ์ใหญ่ ประมาณ 16 กิโลเมตร มีลําห้วยตองแวดไหล อาชีพเสริม ครัวเรือน 158 อําาเภอ พื้นที่ประมาณ 2,319 ไร่ ผ่าน ปลูกพริก ครัวเรือน วารินชําราบ รับจ้าง 126 () ตารางที่ 17 17 บริบทของหมู่บ้าน ที่ผู้เข้าร่วมในการวิจัยพักอาศัย (ต่อ) สถานที่ ที่ตั้งและพื้นที่ ลักษณะภูมิประเทศ อาชีพ จํานวน ประชากร บ้านโพธิ์ตก อยู่ห่างจากตัวอําเภอ เป็นที่ราบลุ่ม สภาพดิน อาชีพหลัก รวม 370 คน หมู่ที่ 8 วารินชําราบไปทางทิศใต้ เป็นดินร่วนปนทราย ทํานา จํานวน ตําบลโพธิ์ใหญ่ ประมาณ 16 กิโลเมตร อาชีพเสริม ครัวเรือน 89 อําาเภอ พื้นที่ประมาณ 1,840 ไร่ รับจ้าง ครัวเรือน วารินชําราบ บ้านบุ่งหวาย อยู่ห่างจากตัวอําเภอ เป็นที่ราบลุ่ม สภาพดิน อาชีพหลัก รวม 509 คน ออก หมู่ที่ 8 วารินชําราบไปทางทิศ เป็นดินร่วนปนทราย ทํานา จํานวน ตําบลบุ่งหวาย ตะวันตก ประมาณ 12 อาชีพเสริม ครัวเรือน 128 อําเภอ กิโลเมตร พื้นที่ประมาณ ทําไม้กวาด ครัวเรือน วารินชําราบ 916 ไร่ ทางมะพร้าว บ้านบุ่งหวาย อยู่ห่างจากตัวอําเภอ เป็นที่ราบลุ่ม สภาพดิน อาชีพหลัก รวม 301 คน หมู่ที่ 18 วารินชําราบไปทางทิศ เป็นดินร่วนปนทราย ทํานา จํานวน ตําบลบุ่งหวาย | ตะวันตก ประมาณ 12 อาชีพเสริม ครัวเรือน 74 อําเภอ กิโลเมตร พื้นที่ประมาณ ทําไม้กวาด ครัวเรือน วารินชําราบ 754ไร่ ทางมะพร้าว บ้านสนามชัย อยู่ห่างจากตัวอําเภอ เป็นที่ราบ ติดกับแม่น้ํามูล | อาชีพหลัก รวม 769 คน หมู่ที่ 10 วารินชําราบไปทางทิศ และลําห้วยขะยุง มีแหล่ง ทํานา จํานวน ตําบลห้วยขะยุง ตะวันตกเฉียงใต้ น้ําผิวดินหลายแห่ง แต่ อาชีพเสริม อําาเภอ ประมาณ 23 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ําตื้นเขิน รับจ้าง ครัวเรือน 179 ครัวเรือน วารินชําราบ พื้นที่ประมาณ 965 ไร่ บ้านนาชุม อยู่ห่างจากตัวอําเภอ เป็นพื้นที่ราบสูง สภาพดิน อาชีพหลัก หมู่ที่ 5 วารินชําราบไปทางทิศใต้ เป็นดินร่วนปนทราย ทํานา ตําบลสระสมิงประมาณ 32 กิโลเมตร อาชีพเสริม รวม 692 คน จํานวน ครัวเรือน 109 อําเภอ พื้นที่ประมาณ 2,695 ไร่ ทอเสื่อ ครัวเรือน วารินชําราบ เพาะเห็ด กะเทาะเม็ด มะม่วงหิม พานต์ 127 ตารางที่ 17 บริบทของหมู่บ้าน ที่ผู้เข้าร่วมในการวิจัยพักอาศัย (ต่อ) สถานที่ ที่ตั้งและพื้นที่ ลักษณะภูมิประเทศ อาชีพ จํานวน ประชากร บ้านโนนหนาด อยู่ห่างจากตัวอําเภอ เป็นพื้นที่ราบสูง สภาพ อาชีพหลัก รวม 409 คน หมู่ที่ 9 วารินชําราบ ไปทางทิศใต้ ดินเป็นดินร่วนปนทราย ทํานา จํานวน ཝཱ ตําบลสระสมิงประมาณ 30 กิโลเมตร อาชีพเสริม อําาเภอ พื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ รับจ้าง ครัวเรือน 98 ครัวเรือน วารินชําราบ บ้านสุขวัฒนา อยู่ห่างจากตัวอําเภอน้ํายืน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบ อาชีพหลัก รวม 832 คน หมู่ที่ 2 ไปทางทิศเหนือ ถนนสาย ลุ่ม ดินร่วนปนทราย ทํานา จํานวน ตําบลเก่าขาม เดชอุดม-น้ํายืน ประมาณ อาชีพเสริม ครัวเรือน 190 อําเภอน้ํายืน 14 กิโลเมตร เลี้ยงสัตว์ ครัวเรือน พื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ เพาะเห็ดฟาง ค้าขาย บ้านบูรพา หมู่ที่ 5 ตําบลยาง อยู่ห่างจากตัวอําเภอน้ํายืน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบ ไปทางทิศเหนือ ประมาณ ลุ่ม ดินร่วนปนทราย 21 กิโลเมตร พื้นที่ อาชีพหลัก รวม 342 คน ทํานา ไร่มัน จํานวน สําปะหลัง อําเภอน้ํายืน ประมาณ 1,735 ไร่ สวนยางพารา ครัวเรือน 82 ครัวเรือน อาชีพเสริม รับจ้าง บ้านทุ่งพัฒนา อยู่ห่างจากตัวอําเภอน้ํายืน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบ อาชีพหลัก รวม 452 คน หมู่ที่ 12 ไปทางทิศเหนือ ประมาณ ลุ่ม ดินร่วนปนทราย ทํานา ไร่มัน จํานวน คําบลยาง 21 กิโลเมตร พื้นที่ สําปะหลัง ครัวเรือน 97 อําเภอน้ํายืน ประมาณ 1,765 ไร่ สวนยางพารา ครัวเรือน อาชีพเสริม รับจ้าง 128 บ้านเกษตร สมบูรณ์ อยู่ห่างจากตัวอําเภอน้ํายืน เป็นที่ราบสูงสลับเนินเขา อาชีพหลัก ไปทางทิศเหนือ ประมาณ มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ส่วน ทํานา ทําไร่มัน รวม 824 คน หมู่ที่ 7 10 กิโลเมตร พื้นที่ หนึ่งเป็นสภาพป่าที่ สําปะหลัง จํานวน ครัวเรือน 185 ตําบลบุเปื่อย | ประมาณ 4,260 ไร่ ชาวบ้านร่วมกันดูแล ทําสวนผัก ครัวเรือน อําเภอน้ํายืน อาชีพเสริม รับจ้าง 130 3.4 เครื่องมือในการวิจัย (Research Instruments) ผู้วิจัยใช้เครื่องมือหลายรูปแบบในการเก็บข้อมูล ด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างข้อมูลแบบ สามเส้า (Data Triangulation) (Denzin. 1970 : 301) เป็นการตรวจสอบและสร้างความสมดุล (check and balance) ความถูกต้องตรงประเด็น (Validity) นําไปสู่ความน่าเชื่อถือได้ (Reliability) เครื่องมือสําหรับใช้ในการเก็บข้อมูลวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการจดบันทึกการทํางานในภาคสนามของผู้วิจัย เครื่องมือเหล่านี้ได้ ทดลองใช้กับเกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรม ที่ชุมชนบุญนิยมราชธานีอโศก และปรับปรุง ข้อบกพร่อง ก่อนที่จะนําไปใช้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมในการวิจัย โดยมีผู้ปฏิบัติงานด้านการฝึกอบรม ของชุมชนราชธานีอโศก จํานวน 29 คน เป็นผู้ร่วมงาน ซึ่งได้มีการประชุมชี้แจงกระบวนการและ การมีส่วนร่วมในงานวิจัยให้แก่ผู้ร่วมงานก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติงาน รายละเอียดของเครื่องมือและการพัฒนาเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ดังนี้ 3.4.1 แบบสอบถาม (Questionnaire) 3.4.1.1 ที่มาของแบบสอบถาม คําถามในแบบสอบถามได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม และกรอบ แนวคิดในการวิจัย ซึ่งพบว่า ปัญหาที่เกษตรกรได้รับเนื่องจากการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ (1) ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ รายได้น้อยกว่ารายจ่าย และหนี้สินเพิ่มขึ้น (2) ด้านสังคม ได้แก่ อาชีพไม่มั่นคง ครอบครัวไม่อบอุ่น และสุขภาพเสื่อม และ (3) ด้านค่านิยม ได้แก่ การมีน้ําใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลลดลง และการติดอบายมุข คือ สุรา บุหรี่ การพนัน ในการแก้ไข ปัญหาดังกล่าว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เลือกชุมชนบุญนิยมชาว อโศกเป็นศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้กระบวนการฝึกอบรมเป็นเครื่องมือ ในการเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกร แบบสอบถามจึงสร้างขึ้นเพื่อนําไปใช้เก็บข้อมูลในการ อธิบายปัจจัยของการเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรม จากชุมชนบุญนิยมราชธานี อโศก เพื่อเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนพฤติกรรมและความมั่นคงยั่งยืนของพฤติกรรมที่เปลี่ยน 3.4.1.2 วัตถุประสงค์ของการใช้แบบสอบถาม 1) สร้างภาพรวมของเกษตรกรผู้เข้าร่วมในการวิจัย 2) ทดสอบคําถามที่จะนํามาใช้ในการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างของทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนและหลังการอบรม และความแตกต่าง ของกลุ่มบุคคล 131 3.4.1.3 การพัฒนาและทดสอบแบบสอบถาม การสร้างคําถามในแบบสอบถาม ได้รับคําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ นํามาทดสอบและพัฒนาก่อนที่จะนําไปใช้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมในการวิจัย ส่วนใหญ่ จะเป็นคําถามแบบปลายเปิด เพื่อต้องการได้คําตอบที่หลากหลาย ซึ่งจะนําข้อมูลมาสรุปประเด็นเพื่อ ตอบคําถามในการวิจัย เกษตรกรที่เข้าฝึกอบรมในรุ่นวันที่ 22-26 เมษายน 2551 มาจาก อําเภอ ตระการพืชผล และอําเภอกุดข้าวปุ้น รวมจํานวน 103 คน ได้รับเลือกเพื่อการทดสอบแบบสอบถาม ครั้งที่ 1 ผลการทดสอบ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามเขียนคําตอบไม่ครบถ้วน หรือตอบไม่ ตรงคําถาม อาจจะเป็นเพราะ บางคําถามยากต่อการเข้าใจ ทําให้นึกคําตอบไม่ออก จึงปรับปรุงโดย จัดให้มีคําตอบที่ผู้ตอบสามารถเลือกได้มากขึ้น โดยรวบรวมมาจากคําตอบของเกษตรกรใน แบบสอบถามแบบปลายเปิด และลดคําถามแบบปลายเปิดให้น้อยลง การทดสอบครั้งที่ 2 ใช้แบบสอบถามกับผู้เข้าฝึกอบรมรุ่นวันที่ 29 เมษายน-3 พฤษภาคม 2551 เป็นเกษตรกรมาจาก อําเภอตระการพืชผล อําเภอศรีเมืองใหม่ อําเภอกุด ข้าวปุ้น และอําเภอโขงเจียม รวมจํานวน 200 คน ยังพบข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขอีกคล้ายกับครั้งแรก แต่น้อยกว่า จึงปรับปรุงแบบสอบถามอีกครั้ง การทดสอบครั้งที่ 3 ใช้กับผู้เข้าฝึกอบรมรุ่นวันที่ 11-15 พฤษภาคม 2551 เป็นเกษตรกรมาจากอําเภอพิบูลมังสาหาร อําเภอสิรินธร อําเภอโขงเจียม และอําเภอศรีเมืองใหม่ รวมจํานวน 250 คน พบว่า มีความบกพร่องไม่มากนัก จึงปรับปรุงอีกครั้ง แล้วนําไปใช้กับผู้เข้า ฝึกอบรมที่เลือกเป็นเกษตรกรกลุ่มศึกษา ในรุ่นวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2551 มาจากอําเภอน้ํายืน อําเภอวารินชําราบ โดยแจกแบบสอบถามให้ผู้ที่เข้ารับฝึกอบรมทุกคนตอบคําถามในเช้าวันแรก ก่อนการอบรม หลังจากได้รับแบบสอบถามคืน หากพบว่าข้อมูลที่ตอบไม่ครบถ้วนชัดเจน ผู้วิจัยจะ สอบถามด้วยวาจาเพิ่มเติมเป็นรายบุคคลในระหว่างที่มีการฝึกอบรม มีผู้ตอบแบบสอบถาม จํานวน 177 คน 3.4.1.3 รายละเอียดของแบบสอบถาม แบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้ว รายละเอียดแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1) ข้อมูลทั่วไป ได้แก่ ชื่อ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ศาสนา สถานภาพ ด้านครอบครัว การสมรส จํานวนบุตร จํานวนพี่น้องร่วมสายโลหิต จํานวนสมาชิกในครัวเรือน อาชีพ ประสบการณ์ในการฝึกอบรม เพื่อสร้างภาพรวมของเกษตรกรที่เข้าร่วมในการวิจัย 2) ข้อมูลเกี่ยวกับการดําเนินชีวิต เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนพฤติกรรม ของเกษตรกรก่อนกับหลังการอบรมไม่น้อยกว่า 6 เดือน ได้แก่ 132 (1) ข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ การมีที่ดินทําการเกษตร การใช้ ปุ๋ยในการเกษตร การกําจัดศัตรูพืชและวัชพืช รายได้จากการเกษตร รายได้นอกการเกษตร รายจ่าย ในครัวเรือน และสภาพหนี้สิน (2) ข้อมูลทางด้านความเป็นอยู่ในครอบครัว ได้แก่ การมีปัญหา ขัดแย้งกับผู้อยู่อาศัยในบ้านเดียวกัน การช่วยกิจการงานของครอบครัว การปรึกษาหารือกันใน ครอบครัว สภาพความอบอุ่นของครอบครัว การปฏิบัติตนเองเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนในครอบครัว สุขภาพกาย และสุขภาพจิต (3) ข้อมูลทางด้านการทํางาน ได้แก่ การเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมอาชีพ หรือกลุ่มกิจกรรมทางสังคม บทบาทในกลุ่ม การมีน้ําใจทํางานช่วยเพื่อนบ้าน ความสามารถใน การผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารเพื่อการบริโภคในครอบครัว (4) ข้อมูลทางด้านค่านิยม ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เล่นการ พนัน ความสนใจในการศึกษาปฏิบัติธรรม และการถือศีล 3) ข้อมูลระดับความพร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เข้ารับการ ฝึกอบรม และข้อมูลด้านระยะเวลาที่เปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่าง ความพร้อมและระยะเวลาที่เปลี่ยนพฤติกรรม ข้อมูลระดับความพร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เข้ารับการ ฝึกอบรม ใช้แนวคิดของทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนพฤติกรรม (Transtheoretical Model of Change) ในส่วนที่กล่าวถึงระดับขั้นของการเปลี่ยนแปลง (Stages of Change) เพื่อเป็นตัวชี้วัดความพร้อมที่ จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยการสอบถามระดับความสนใจในการเปลี่ยน พฤติกรรม แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ระดับที่ 1 ไม่สนใจปัญหา (Precontemplation) ระดับที่ 2 ลังเลใจ (Contemplation) ระดับที่ 3 เตรียมตัวพร้อมปฏิบัติ (Preparation) ระดับที่ 4 ลงมือปฏิบัติ (Action) ระดับที่ 5 กระทําต่อเนื่อง (Maintenance) ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม นํามาเป็นโครงสร้างในการสัมภาษณ์ 3.4.2 การสัมภาษณ์ (Interviews) ใช้ในการเก็บข้อมูลเรื่องเดียวกันจาก 3 แหล่ง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูล คือ แหล่งที่ 1 เกษตรกรผู้เข้าร่วมในการวิจัย แหล่งที่ 2 ผู้นําในหมู่บ้าน หรือบุคคลที่ทราบ รายละเอียดเกี่ยวกับ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive