สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำงานอย่างตั้งความหวังจึงไม่ทุกข์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทำงานอย่างตั้งความหวังจึงไม่ทุกข์ _ในการทำงานแต่ละครั้งเราควรจะตั้งเป้าหวังผลอย่างไรถึงจะมีความสุขครับ พ่อครูว่า...ก่อนอื่นบอกว่าคุณตั้งเป้าหวังความสุขก็เป็นสิ่งที่ผิดแล้ว คนที่หวังความสุขก็เป็นการตั้งภพชาติใส่จิตตัวเอง ความสุขเป็นของเก๊ คนที่ยังไม่เข้าใจธรรมะลึกซึ้งก็จะมีภพชาติ สุขก็มีอนาคต ซึ่งจิตของเราไปสร้างชาติสร้างภพเอาไว้ข้างหน้า เป็นแดนเป็นถิ่นเป็นอารมณ์ เป็นจิตเป็นอารมณ์ไปสั่งว่ามันมีจะมีอารมณ์อย่างนี้ๆ เสร็จแล้ว เมื่อมันมีขึ้นมามันก็จะมีแต่โตโตๆขึ้นไปเพราะมีมันจะเพิ่มมากขึ้น เราต้องให้ไม่มีๆๆๆ จนกระทั่งมันหมด มันถึงจะสูญ ทิศทาง 2 ทิศทางเท่านั้นมีกับไม่มี แค่นี้ ถ้าเผื่อว่าคุณบอกว่าจะมีความสุขครับ มันก็ผิดเป้าแล้ว ต้องไม่มีทั้งสุขไม่มีทั้งทุกข์ ของพระพุทธเจ้าสุดยอด ไม่ให้มีเป็นศูนย์ว่าง จะเป็นแบบอุเบกขากลางๆ จิตก็เป็นธาตุรู้ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงอะไร เป็นอย่างไรก็รู้ตามเป็นจริง ที่สมมุติโลกเขามีทั้งหมด จิตที่สามารถอยู่ได้อย่างรู้ความจริงตามความเป็นจริงในโลกเราก็ไม่เป็นไปตามโลก จิตก็เป็นปรมัตถ์ นอกนั้นก็เป็นสมมติของโลกเขา จิตที่เป็นปรมัตถ์คือจิตที่สูงสุดที่ไม่ไปกับโลก โลกจะเป็นอย่างไรเราก็ดูเท่านั้นเองแล้วก็ช่วยเขาไป นี่สูงสุด เพราะฉะนั้นถ้าตั้งเป้าหวังผลอะไรอย่างไรนี่ หรือทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้วไม่ต้องไปตั้งจิตหวังผลอะไรทุกอย่าง ถ้าหวังผลไม่ได้ดังหวังก็จะทุกข์ ผิดหวังก็จะพบ ไม่ต้องไปหวังผลก็จะเกิดตามเหตุ เราสำคัญที่เหตุตรวจสอบตามเหตุแล้ว ประเมินตามอนาคตังสญาณ ตามความรู้ความเข้าใจที่จะเกิดตามมา ไม่ใช่ไปมีภพไปกับอนาคต มันจะมีผลเกิดตามเหตุมาเรื่อยๆ เช่น เรารู้ว่า 1 + 1 ก็จะได้ 2 เราก็ทำ 1 ให้เต็ม สร้าง 1 ให้ถูกต้อง สร้า
อ่านต่อ
ง 1 ให้เต็ม มันก็ไปถึง 2 เอง เกิดสอง เราก็รู้ว่าถึงแล้ว เราก็ไม่ต้องไปเสียแคลอรี่เสียเวลาพลังงาน เราก็มีหน้าที่ทําไปตามตรง ความลึกซึ้งของจิตแค่ตั้งความหวัง ภาษาบาลีว่า สาเปกโข ไปประกอบสิ่งที่ไม่ว่าง สา คือ การประกอบ สะก็ประกอบแล้ว สาก็ประกอบมากขึ้น ไปสร้างความว่างให้เกิดขึ้นเป็นอะไรไปเรื่อยๆ ความว่างมันไม่มีแต่ก็ไปสร้างมันขึ้นมา มันก็ว่างหลายว่าง เสร็จแล้วก็เกิดสภาพซับซ้อนขึ้นมา มีเป็นขึ้นมาทันที อาตมาว่า อาตมาได้พยายามอธิบายธรรมะลึกละเอียดเข้าไปอีก ทุกวันๆ ซึ่งก็เป็นความเจริญ ดูให้ละเอียดลึกซึ้ง หลายครั้งก็คิดว่าเรารู้เยอะแล้วนะ แต่ทำไปก็รู้เพิ่มไปอีกยิ่งไปเจอพยัญชนะของพุทธเจ้าที่เป็นบาลีอีก ขนาดที่บันทึกในพระไตรปิฎกก็ยังไม่ครบนะ แต่มันมีเหตุปัจจัย เป็นจริงต่อเนื่องที่มีเหตุให้รู้ได้ก็ไม่มีปัญหาหากเรามีญาณรู้ได้ เช่น คำว่า ธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐไม่มีนะ อธิบายมาจากอรรถกถาจารย์สืบทอดกันมา อาตมาเจอแล้วตามบัญญัติในพยัญชนะ ไปตรวจในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ก็ไม่มีบันทึกไว้เลย ใครจะอยู่ตรงไหน พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ก็มาบอกอาตมาหน่อย แต่นานแล้วก็ยังไม่พบ แต่แม้ไม่มีในพระไตรปิฎก อาตมาสัมผัสแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่คนธรรมดาจะรู้ได้นะ ธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม คือทรงไว้ซึ่งสภาพห้าอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องจะพูดเล่น เป็นสภาวะธรรมที่ลึกซึ้งซับซ้อนปฏิสัมพันธ์กันอยู่ ละเอียดมากมาย อาตมาก็มีภูมิธรรมเพราะศึกษาตามพระพุทธเจ้ามาจนถึงบัดนี้ ก็รู้มาไม่ใช่น้อยแล้วก็ยังเห็นละเอียดลออชัดเจนและเป็นจริง เพราะว่าเรามีชีวิตจริงก็พิสูจน์กับบุคคลจริง ต้องรับสภาวะคนนี้ก็เป็นอย่างนี้คนนั้นก็เป็นอย่างนี้ ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าถูกต้องตามทฤษฎี ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอนไม่ได้ผิดเพี้ยนเลย ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้ง อาตมา ด้วยความซับซ้อนพวกนี้ว่าเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน บาลีเรียกว่า คัมภีราวภาโส คัมภีคือซับซ้อน อาภาโสคือแสงสว่าง หรืออีกคำ คือ ปฏินิสสัคคะ สัคคะคือสววรค์นิสสังคคะ คือไม่มีสวรรค์ แต่มันก็มีสวรรค์เล็กสวรรค์น้อยสวรรค์ รูป อรูป ซับซ้อนอีก ปฏิคือสภาพเกิดไปเกิดมาสะท้อนไปสะท้อนมา เกิดไปเกิดมา นิสัคคะคือไม่มีสวรรค์ จะมีสวรรค์หรือไม่ก็อยู่ที่ภูมิรู้ มันมีสวรรค์ก็ล้างสวรรค์ในจิตเรา แต่มันก็จะมีซับซ้อนเป็นสวรรค์เล็กสวรรค์น้อยสวรรค์ใหญ่น้อย สวรรค์เบี่ยงลึกซึ้งซับซ้อนมาก ต้องเรียนรู้สภาวะจริงให้ชัดเจน คนจะมีความสุข สุข มาจาก สุ คือดี กว่า ข คือว่าง ว่างนั้นแหละดี สุขะ มีความซับซ้อนทั้งพยัญชนะและสภาวะ เพราะฉะนั้นจะมีความสุขคือความว่างก็ต้องทำให้จิตมีความว่างอย่าไปยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละดี เพราะฉะนั้นถ้าไปตั้งเป้าจะไปหวังอะไรก็ไม่ดี ให้ทำเหตุอย่างเดียว เรามีวิสัยทัศน์ ไปข้างหน้า มีความรู้คำนวณไปข้างหน้า มีวิชั่น ความรู้ที่พอคำนวณไปข้างหน้าได้บ้าง ถ้าหาก 1 + 1 ข้างหน้ามันเกิดขึ้นมาก็มี 2 หรือ 1 + 2 ก็เป็น 3 อย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้ว่าถ้าเรามี 1 ทำเหตุอีก 2 มันจะได้ผลรวมกันเป็น 3 นะ เราก็ทำเหตุ อย่าไปหลงในผลตั้งเป้าไว้ ตั้งเป้าไว้ ปัจจุบันยังไม่ก้าวหน้าเลยตั้งผลไวเสียใหญ่โต แต่ตัวเหตุนั้นยังไม่ไปหน้าถอยหลังอะไรอยู่กับที่ก็เสียแคลอรี่เสียเวลา นี่คือคนไม่รู้จะเป็นอย่างนั้น 610623_รายการเอื้อไออุ่นอย่างอบอุ่น โดยพ่อครู งานคือสู่เหย้า นศ.ปธ.