591216_บันทึกงานมหาปวารณา ครั้งที่ ๓๔ ปฐมอโศก (สารอโศก).docx
เนื้อหาในไฟล์
591216_บันทึกงานมหาปวารณา ครั้งที่ ๓๔ ปฐมอโศก (สารอโศก)
งานมหาปวารณาของชาวอโศกครั้งที่ ๓๔ ในปี ๒๕๕๙ ได้จัดขึ้นหลังจากเหตุการณ์สำคัญของชาวไทยคือ เหตุการณ์การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ในราชวงจักรีของปวงชนชาวไทย นำมาซึ่งความวิปโยค กำสรวล ร่ำไห้ ไปทั่วทั้งแผ่นดินไทย แต่ด้วยพระบารมีที่พระองค์ได้ทรงโพธิกิจ ช่วยพลิกฟื้นชีวิตของประชาชนไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ท่านมาตลอด ๗๐ พรรษา ทำให้ชาวไทยเรียนรู้และซึมซับนำเอาพระราชปณิธาน พระราชจริยวัตรของพระองค์ท่านมาปรับใช้ โดยการเปลี่ยนความโศกเศร้าเป็นพลังแห่งการทำดี เป็นการทำดีเพื่อพ่อ กันทั้งแผ่นดิน จนเกิดปรากฏการณ์ ระเบิดแห่งความรัก Bomb of love. ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ท้องสนามหลวงนั่นเอง งานมหาปวารณาปีนี้ จึงได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมเทิดทูนความดีงาม ความเสียสละของพระองค์ท่านไปด้วยกัน โดยมีการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับเหตุการณ์การสวรรคตครั้งนี้ด้วย วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม 2559 ถึงวันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2559 ได้มีการจัดค่าย “ขอทำความดีเพื่อพ่อ” ซึ่งมีนักเรียนสัมมาสิกขา 5 โรงเรียนและนักเรียนปวช.ปี 1 ของชาวอโศก จำนวน 39 คน มาร่วมจัดเตรียมงานมหาปวารณาที่ปฐมอโศก ค่ายนี้ในแต่ละวัน นักเรียนในค่าย “ขอทำความดีเพื่อพ่อ”จะได้ไปร่วมแจกอาหาร ไปเป็นจิตอาสาช่วยงานเก็บขยะ ที่ท้องสนามหลวงอีกด้วย วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2559 ประชุมมหาเถระ ที่ชั้นล่างศาลางาน มีสมณะมหาเถระประชุมจำนวน 25 รูป
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน 2559 เวลา 5.00 น. สมณะ 24 รูป สิกขมาตุ 5 รูปนำโดยสมณะเดินดิน ติกขวีโร ร่วมการอบรม การศึกษาบุญนิยม เรื่องการพัฒนาตนเอง ของครูและบุคลากร ผลการประชุมสรุป คุร
อ่านต่อ
ุจากทุกสถาบันการศึกษามาทำข้อตกลงว่า กลับไปจะพัฒนาตนเองอย่างไร และจะมารายงานความก้าวหน้า ในการประชุมครั้งต่อไป เวลา 13.00 น. ประชุม สิกขมาตุ โดยมีสมณะ 13 รูป สิกขมาตุ 21 รูป นำโดยสมณะเดินดิน ติกขวีโร ที่ห้องประชุมชาวบ้าน ณ ชุมชนปฐมอโศก
วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2559 (วันประชุมมหาปวารณาของสมณะ) เวลา 4.15 นาที พ่อครู นำสวดมนต์ก่อนเปิดประชุมมหาปวารณา ครั้งที่ 34 จากนั้นจึงเป็นการการประชุมมหาปวารณา ซึ่งก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย ราบลื่น ง่ายงาม แน่นเนียนใน
สิ้นสุดพิธีกรรมมหาปวารณาของสมณะชาวอโศกภายใน 1 วัน โดยเสร็จสิ้นเวลา 17.00 น. จากนั้นสมณะทั้งหมดร่วมถ่ายภาพหมู่กับสมเด็จปู่วิชิตอวิชชาที่หน้าปฐมอโศก
วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2559 เวลา 6.30 นาที พ่อครูนำหมู่สมณะออกบิณฑบาต เป็นการตักบาตรเทโวหลังมหาปวารณา ก่อนออกบิณฑบาต พ่อครูได้อบรมหมู่สมณะเรื่องการเดินบิณฑบาต ให้มีความสำรวมอินทรีย์ สำรวมกาย วาจา และให้ฝึกสมถะเพิ่มขึ้น เดินให้เท้าพร้อมคนข้างหน้า นับเป็นความกรุณาของพ่อครูอย่างสูงต่อหมู่สมณะ เริ่มบิณฑบาตตั้งแต่หน้าศาลางานที่เคยเป็นโรงพิมพ์หนังสือของชาวอโศกแต่บัดนี้ไม่ได้ใช้งานเรื่องโรงพิมพ์แล้วเป็นอาคารเอนกประสงค์ไป มีลุงจำลอง ศรีเมือง พร้อมคุณป้าศิริลักษณ์มาใส่บาตรตั้งแต่ต้นๆแถวเลยทีเดียว ญาติโยมยิ้มแย้มแจ่มใส ใส่บาตรกันด้วยความยินดี พ่อครูบิณฑบาตเสร็จ คุณจุ้ย นิวัชและลูกชายคุณแน่แท้ พร้อมภรรยาและลูกคือดช.พุทธแท้ ก็มาถวายเครื่องกันหนาวให้พ่อครูและหมู่สมณะ เวลา 9.00-10.00 น. สมณะเดินดินสมณะบินบนแสดงธรรมก่อนฉัน โดยได้มีการแจ้งผลการประชุมมหาปวารณา
รายงานการประชุมมหาปวารณา ครั้งที่ ๓๔ วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ณ โบสถ์พุทธสถานปฐมอโศก
สมณะมีทั้งหมด ๙๒ รูป สมณะเข้าร่วมประชุม ๘๔ รูป สมณะลาป่วย ๘ รูป (๑.ส.น่านฟ้า สุขฌาโน ๒.ส.นึกนบ ฉันทโส ๓.ส.ถนอมคูณ คุณกิตตโณ ๔.ส.หินกลั่น ปาสาณเลโข ๕.ส.แก่นหล้า วัฑฒโน ๖.สมณะพอจริง สัจจาสโภ ๗.สมณะสอน โสปาโก ๘.ส.ธาตุบุญ ธาตุปุญโญ)
ปรากฏการณ์ของคนไทยบริเวณท้องสนามหลวง ที่ต่างมาเสียสละด้วยใจจริง ไม่หวังผลตอบแทน เป็นปรากฏการณ์ Bomb of love. อันเป็นความเจริญก้าวหน้าในแนวทางอเทวนิยม ซึ่งถือเป็นแสงสว่างที่เกิดขึ้นในช่วงปลายของกลียุค เป็นกระแสแห่งโลกุตรธรรม
หมู่สมณะได้เห็นอันตรายที่มาจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้เสื่อมจากธรรมะได้ จึงได้มีมติให้สมณะที่ละเมิดกฏระเบียบของหมู่ในการใช้โทรศัพท์มือถือ ว่าเป็นผู้ว่ายากสอนยาก เป็นผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส หากถูกสงฆ์ตักเตือน หรือสวดประกาศครบ ๓ ครั้ง ต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นจากอาบัติได้ ทั้งนี้ก็เพื่อดำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ และความมั่นคงของทางพุทธศาสนา
เรื่องการล้างพิษตับด้วยการกินน้ำมันมะกอก พ่อครูได้ประกาศห้ามไม่ให้มีการล้างพิษตับอย่างเป็นองค์รวมภายในชุมชนชาวอโศกทุกชุมชน แต่อนุญาตให้ทำเป็นการส่วนตัวได้ แต่ก็ยังมีบางชุมชนยังมีการจัดคอร์สล้างพิษตับอยู่อีก หมู่สงฆ์ก็จะให้สมณะที่รับผิดชอบดูแลชุมชนไปช่วยเตือน หากเตือนแล้วไม่หยุดต่อไปพ่อครูอาจไม่รับนิมนต์ไปชุมชนนั้นหรือก็อาจเชิญคนที่ทำผิดออกจากชุมชนต่อไป
อาหารที่มีส่วนประกอบพิมพ์ไว้ที่ซอง หรือระบุไว้ชัดเจนที่ภาชนะบรรจุอาหารนั้นๆว่า มีส่วนผสมของไข่ หรืออาจมีส่วนผสมของไข่ ญาติโยมไม่ควรซื้อมาใส่บาตร เช่นเดียวกับบะหมี่ซองที่ไม่ได้ระบุว่า “เจ”
การบิณฑบาตของนักบวช ที่ประชุมได้กำชับว่า พึงสงบสำรวม ทั้งกาย และวาจา หากไม่มีความจำเป็นก็มิพึงพูดคุยกันขณะบิณฑบาต พ่อท่านกล่าวว่างานบิณฑบาตก็เป็นงานสร้างพุทธศาสนาที่สำคัญประการหนึ่ง ศาสนบุคคล และสมณะลงอาราม
สมณะช่วยงาน บุญนิยมทีวี มี ๔ รูปคือ สมณะคมลึก เมตตจิตโต, สมณะลั่นผา สุชาติโก, สมณะหินมั่น สีลาปากาโร, สมณะใต้ดาว เหฏฐานักขัตโต ปัจฉาสมณะ พ่อท่านฯ- สมณะเดินดิน ติกขวีโร และคณะ (สมณะสมณะพิสุทธิ์ พิสุทโธ สมณะขยะขยัน สรณีโย สมณะดินไท ธานิโย สมณะหนักแน่น ขันติพโล และสมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ) คณะปัจฉาของพ่อท่าน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากองเลขาฯ สมณะเดินดิน ติกขวีโร - สมณะดินไท ธานิโย สมณะบินบน ถิรจิตโต - สมณะโพธิสิทธิ์ โพธิสิทโธ สมณะผืนฟ้า อนุตตโร - สมณะนวกะภูผาฟ้าน้ำ สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ - สมณะเลื่อนลิ่ว อรณชีโว
สมณะป่วยแห่งปี ๑.สมณะกรรมกร กุสโล ๒.สมณะน่านฟ้า สุขฌาโน ๓.สมณะเบิกบาน ธัมมนิยโม ๔.สมณะถนอมคูณ คุณกิตตโณ ๕.สมณะนึกนบ ฉันทโส ๖.สมณะแก่นหล้า วัฑฒโน ๗.สมณะธาตุบุญ ธาตุปุญโญ
คณะเอาภาระสงฆ์ (คภส.) ๑.สมณะผืนฟ้า อนุตตโร ๒.สมณะถ่องแท้ วินยธโร ๓.สมณะขยะขยัน สรณีโย ๔.สมณะฟ้าไท สมชาติโก รวมทั้งอุปัชฌาย์อีก ๓ รูปด้วย คณะอาจารย์โรงเรียนนวกะ มี ๒ รูป ได้แก่ อาจารย์ ๑ ( สมณะบินบน ถิรจิตโต ) อาจารย์ ๒ (สมณะผืนฟ้า อนุตตโร ) สมณะลงอาราม ปี ๒๕๕๙ (สมณะทั้งหมดมี ๙๒ รูป)
พุทธสถานสันติอโศก ๑๙ รูป สมณะสมณะพิสุทธิ์ พิสุทโธ สมณะเลื่อนลิ่ว อรณชีโว สมณะน่านฟ้า สุขฌาโน สมณะกล้าดี เตชพหุชโน สมณะเมืองแก้ว ติสสวโร สมณะกอบชัย ธัมมาวุโธ สมณะขยะขยัน สรณีโย สมณะชนะผี ชิตมาโร สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ สมณะซาบซึ้ง สิริเตโช สมณะเบิกบาน ธัมมนิยโม สมณะคมลึก เมตตจิตโต สมณะกล้าจริง ตถภาโว สมณะลานศิลป์ วชิโร สมณะดงเย็น สีติภูโต สมณะชัดแจ้ง วิจักขโณ สมณะลั่นผา สุชาติโก สมณะธรรมทาบฟ้า รวิวัณโณ สมณะแด่ธรรม ธัมมรักขิโต
พุทธสถานปฐมอโศก ๑๒ รูป สมณะกรรมกร กุสโล สมณะเสียงศีล ชาตวโร สมณะแน่วแน่ สีลวัณโณ สมณะฝุ่นฟ้า อัคคชโย สมณะนาทอง สิงคีวัณโณ สมณะดาวดิน ปฐวัตโต สมณะบินก้าว อิทธิภาโว สมณะตรงมั่น อุชุจาโร สมณะวิเชียร วิชโย สมณะเมฆฟ้า นภมังคโล สมณะธาตบุญ ธาตุปุญโญ สมณะขยันยอม วิริยธโร
พุทธสถานศีรษะอโศก ๕ รูป สมณะถ่องแท้ วินยธโร สมณะดวงดี ฐิตปุญโญ สมณะผองไท รตนปุญโญ สมณะแก่นหล้า วัฑฒโน สมณะพอจริง สัจจาสโภ
พุทธสถานศาลีอโศก ๕ รูป สมณะลือคม ธัมมกิตติโก สมณะเน้นแก่น พลานีโก สมณะเลื่อนฟ้า สัจจเปโม สมณะพันเมือง ภทันโต สมณะสอน โสปาโก
พุทธสถานสีมาอโศก ๕ รูป สมณะสร้างไท ปณีโต สมณะแก่นผา สารุปโป สมณะฝนธรรม พุทธกุโล สมณะดินทอง นครวโร สมณะสยาม สัจจญาโณ
พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ ๑๕ รูป สมณะบินบน ถิรจิตโต สมณะผืนฟ้า อนุตตโร สมณะร่มเมือง ยุทธวโร สมณะโพธิสิทธิ์ โพธิสิทโธ สมณะฟ้ารู้ นโภคโต สมณะชุบดิน วิชชานันโต สมณะฮังดิน ภูมิคโต สมณะแม่นใจมั่น จิตตถาวโร สมณะค้ำดิน ภูมิปูรโณ สมณะจนแจ้ง อัสสกจาโร สมณะคมเย็น ถามวโร สมณะถักร้อย ธัมมธโร สมณะสู่บุญ ปุญญคโต สมณะพ้นพิษ วีสมุตโต สมณะอุดม อุตตโม
พุทธสถานราชธานีอโศก ๒๒ รูป สมณะพอแล้ว สมาหิโต สมณะเด็ดขาด จิตตสันโต สมณะแดนเดิม พรหมจริโย สมณะคิดถูก ทิฏฐุชุกัมโม สมณะฟ้าไท สมชาติโก สมณะเด่นตะวัน นรวีโร สมณะสมชาย ตันติปาโล สมณะคมคิด ทันตภาโว สมณะคำจริง วจีคุตโต สมณะแก่นเกล้า สารกโร สมณะถนอมคูณ คุณกิตตโณ สมณะหินกลั่น ปาสาณเลโข สมณะมือมั่น ปูรณกโร สมณะข้าฟ้า ฐานรโต สมณะหินมั่น สีลาปากาโร สมณะถักบุญ อาจิตปุญโญ สมณะใต้ดาว เหฏฐานักขัตโต สมณะขุนศึก อโยมโน สมณะด่วนดี สุชโว สมณะเพียงพอ สันตุฏฐิธัมโม สมณะหินจริง วีรปาสาโณ สมณะดินทน ธีรภัทโธ สังฆสถานทะเลธรรม 1. สมณะดินดี สันตจิตโต 2. สมณะเทินธรรม จิรัสโส 3. สมณะนาไท อิสสรชโน
***พ่อครูสมณะรัก โพธิรักขิโต และปัจฉาฯ (สมณะเดินดิน ติกขวีโร สมณะดินไท ธานิโย สมณะหนักแน่น ขันติพโล และสมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ) ไม่ลงอารามประจำที่ใด
โศลกธรรมงานมหาปวารณา : สุทฺธิ เยว สกลโลเกสุ สพฺพมาวสาเน ชินาติ (ร้อยแก้ว) สกลโลเกสุ สพฺพํ ชินาติ สุทฺธิวนฺติเม (คำฉันท์) สุทธีว สกลโลเก สพฺพมาวสาเน ชิเน (คำฉันท์)
ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก..ในที่สุด
เวลา 10.00 - 11.00 น. พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ แสดงธรรม พ่อครูว่า...วันนี้เป็นครั้งที่ 34 ในการมหาปวารณาของเรา คำว่า ปวารณา คำนี้ภาษาบาลีแปลว่า ให้ว่ากล่าวได้ ตำหนิได้ ให้ชัดๆคือด่าได้ ต้องยอมให้ด่าได้ ยอมให้ว่ากล่าวตำหนิได้ คนที่ยอมให้ว่ากล่าวตำหนิได้ เป็นคนประเสริฐเป็นคนเจริญ คนที่ยอมไม่ได้ ตินิดติหน่อยไม่ได้ คนนั้นเป็นคนต่ำเป็นคนมีอัตตาเป็นคนไม่เจริญ ใครจะตำหนิเขาก็ต้องตำหนิสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ความรู้เขาจะมีหรือไม่มีก็ตาม เขาตำหนิก็คือว่าสิ่งที่เราประพฤติอยู่เป็นอยู่นั้นว่ามันไม่ดี เขาจึงตำหนิ เขาไม่อยากให้ทำ เพราะฉะนั้นการตำหนิจึงเป็นเจตนาดีของคน เป็นจิตที่เจตนาดี แต่คนที่ไปปฏิเสธจิตเจตนาดีของคน นี้คือคนโง่ เป็นคนโง่ เพราะฉะนั้นคนโง่ย่อมเป็นคนชั่วเจริญไม่ได้ ชั่วเพราะไม่ให้มีคนติ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ให้คนติไม่ให้คนด่าคนว่าได้แตะต้องได้คือคนชั่ว คนยึดอัตตา คนที่ไม่มีอัตตาไม่ถือตัวถือตน ไม่มีตัวไม่มีตนแล้วเป็นคนที่ใครติก็ได้ด่าก็ได้ว่ากัน จริงๆแล้ว คนติคนด่าคนว่า คนที่ถูกติถูกด่าทุกวันนั้น จิตใจของเขานั้นสำคัญ ผู้บรรลุธรรมจริงเป็นอรหันต์จริง ใครจะด่าจิตก็เฉยๆ จิตก็ไม่สะดุ้งสะเทือนแต่ไม่ใช่หน้าด้านนะ นิ่งเฉย แล้วรับฟังเขาพูดเขาด่า คนนี้ด่าได้จัดจ้านมาก ไปสรรหาคำด่าได้เก่ง ทั้งหยาบทั้งแรง เราก็ฟังรู้ ว่าคนนี้เก่งใช้ลีลาการด่าดูไม่ดุเดือดไม่หยาบคาย แต่ลึก ด่าได้ลึก เราก็ฟังออกฟังด้วยปัญญาไม่มีพลังงานแตกต่างอะไรเลย มันโล่งเลย จะเปิดฟังอย่างใสสะอาดอย่างครบบริบูรณ์ ข้อสำคัญคือเขาไม่เสียใจไม่ดีใจไม่น้อยใจ เพราะคนนั้นรู้แล้วว่า การติเป็นสิ่งที่ประเสริฐ และอาจจะอธิบายการตำหนินี้ว่าคือการด่าก็เป็นสิ่งประเสริฐ คนที่เห็นว่าการตำหนิการด่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะทำ คนนั้นโง่ที่สุดเลย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการติติง เป็นการบอกเรื่องชั่วเรื่องไม่ดี ดูให้รู้ตัวและแก้ไขมันเป็นการเจริญพัฒนา ถ้าใครที่เข้าใจอย่างที่ อาตมาสาธยายไป แล้วชัดเจนในปัญญา จิตใจที่มีพลังปัญญาทำให้ทุกอย่างมีพลังสูง ปัญญาเป็นพลังแรงมากด้านพลังงานที่สูง โดยเฉพาะมันสูงที่ใจของเรา มันมีพลังกับใจของเราเอง ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้แล้วใครจะมาพูดค้านแย้ง คนละเรื่องกับใจเรา ใจเราก็ไม่หวั่นไหวไม่สะดุ้งสะเทือนไม่ขึ้น ไม่เคลื่อนไปจากความหนักแน่นคงที่ยืนหยัดยืนยันไปอย่างเดิม แต่ไม่ใช่อย่างที่ปฏิเสธผลักหรือไม่ยอมรับ แต่รับฟังอย่างเข้าใจสิ่งที่เขาด่าเขาติ แล้วเราจะรู้ความจริงในนั้นชัด ผิดหรือถูกเราก็วินิจฉัยตามปัญญาของเรา ถ้าเรามีปัญญามากก็วินิจฉัยได้ถูกมาก ถ้าเรามีปัญญาน้อยก็วินิจฉัยได้ถูกน้อยกว่าผิด ก็เป็นความจริงตามที่แต่ละคนจะมีปัญญา คนที่ไม่ศึกษาให้ดีจะสับสน ไปยึดถืออย่างผิดๆ สิ่งที่ไม่ควรกลับไปยึดถือสิ่งที่ควรกับไม่ยึดถือ จึงเป็นการศึกษาหาสัจธรรมให้ดี ใจของเราก็เป็นให้ได้ตามที่เรารู้เรียกว่าเป็น อุภโตภาควิมุติ วิมุติทั้งสองส่วนคือ 1. เราเข้าใจด้วยปัญญาของเราแล้วว่าสิ่งที่ดีคืออย่างนี้จิตที่ไม่ถูกคืออย่างนี้ 2. จิตของเราที่มันยังผิดอยู่เราก็ทำให้ถูกได้ ถ้าเรารู้ว่าจิตใจที่ดีที่ถูกคืออย่างไร แต่ยังเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราให้เป็นตามความถูกต้องนั้นไม่ได้ตามความจริงไม่ได้คนนั้นก็ได้จะรู้ คนที่จิตใจดีแล้วถูกต้องแล้ว แต่ไม่มีปัญญารู้ว่าเราถูก คนนี้ก็สามารถที่จะเพี้ยนไปจากสิ่งที่ถูกเดิมของตนได้ ตนเองมีความถูกต้องอยู่ดีแล้ว คนอื่นมาพูดให้ฟังก็เพี้ยนไปตามสิ่งที่ไม่ถูกที่เขามาพูดให้เราฟังแล้ว เพราะเราไม่มีปัญญารู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกแล้ว เราประพฤตินั้นถูกแล้วคนนี้จึงไม่มั่นคงไม่ยืนหยัด คนที่มั่นคงคนที่ยืนหยัดนี่แหละ ขออภัยเช่นอาตมาเป็นต้น อาตมามั่นใจในสิ่งที่ถูกต้องก็ยืนหยัดยืนยัน เถรสมาคมหรือคนที่เข้าใจไม่ตรงกับอาตมาเขาก็ว่าอาตมา ด่า ใช้กฎหมายจะมาบังคับให้อาตมาเปลี่ยนแปลง แล้วกระไร อาตมาแพ้คดีที่ว่าความด้วย ทางโน้นเขาชนะ อาตมาแพ้แต่อาตมาไม่ใช่ผู้ผิด อาตมามั่นใจ ในเมืองไทยมีความดีงามอันประเสริฐที่คนไทยมีปัญญารู้ ประชาชนคนไทยฉลาด ที่รู้ว่าคุณงามความดีของคนที่ปฏิบัติที่มีพระจริยวัตรที่ดีนั้นคือในหลวงหรือ ชื่นชมความดีงาม คนที่มีปัญญาจะชื่นชม คนโง่ไม่มีปัญญาจะต่อต้านในหลวงลบหลู่นั่น คือคนโง่ แต่ทุกวันนี้คะแนนเสียงมวลประชาชนที่แสดงออกเป็นคะแนนเสียงที่ยอมรับคุณค่านี้ใช่ไหม ไม่ใช้แต่ในประเทศไทย กระจายไปถึงนอกประเทศ แล้วเป็นปรากฏการณ์ Bomb of love.ที่ไอน์สไตน์ได้เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้กับลูกสาวบอกว่าต่อไปปรากฏการณ์ของโลกจะ Bomb of love.ให้ลูกเก็บจดหมายนี้ไว้ ลูกก็ไม่รู้เรื่องว่าจดหมายนี่คืออะไร Bomb of love. Bomb of love.พลังงานระเบิดเถิดเทิง ของกระแสคุณงามความดีของผู้ที่เป็นคุณงามความดี คุณงามความดีของในหลวงเป็นคุณงามความดีที่ครบถ้วนในเรื่องของ อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ เป็นคุณค่าคุณธรรมพฤตินัย เป็นพลังงานชนิดนี้ครบ อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ครบ ๕ ภาพ ซึ่งเรามีผู้ที่ทรงพฤติอันนี้ ตลอด ๗๐ ปีมา ทุกคนเข้าใจและสรุปผลให้คำตอบ ว่าพระองค์เผยแพร่อย่างนี้ พาประชาชนเป็นอย่างนี้ถูกต้องที่สุด จำนวนคนไทยมีปัญญา เห็นดีเห็นงามเห็นด้วย ว่าใช่ แค่นี้คือคำตอบแล้ว ก็เป็นการลงคะแนนเสียงประชาธิปไตยว่านี่คือคุณธรรมพฤติกรรม ความเป็นมนุษย์ต้องเป็นอย่างนี้ สุดยอดสุดเลิศจะต้องเคารพบูชาในคุณงามความดีของมนุษย์ ต้องประพฤติให้ได้อย่างนี้ นี่คือการแสดงออกเป็นเครื่องชี้บ่ง เป็นการให้คะแนนอันนี้ทั้งหมด ไม่ใช่กระแสในเมืองไทยและต่างประเทศก็สนองอันนี้ ยอมรับอันนี้ด้วย นี่คือปรากฏการณ์ของโลกของสังคมโลกสมัยนี้ ยุคนี้ คือเขารับรู้กันทั้งหมดทั่วโลกเลย สรุปว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เจริญที่สุดในโลก
เวลา 14.00-16.00 น. ประชุมสถาบันบุญนิยม มีสมณะร่วมประชุม 17 รูป โดยมีพ่อครูได้กรุณามาเปิดประชุมให้
เวลา 18.30 น.ที่เวทีธรรมชาติมีรายการภาคค่ำ ชาวอโศกร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี น้อมเกล้าระลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นมีการขับรองเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ -คุณจตุพล จิตดาพล ร้อง เพลงใกล้รุ่ง เพลงลมหนาว เพลงชะตาชีวิต -คุณเพียงดาว ประดับดิน ร้อง เพลงสายฝน เพลงยามเย็น เพลง Oh i say. -คุณทิพวรรณ ปิ่นภิบาล ร้อง เพลงแสงเดือน เพลงแผ่นดินของเรา -คุณสุทธินันท์ จันทระ ร้อง เพลงอาทิตย์อับแสง เพลงความฝันอันสูงสุด จากนั้นชาวอโศกร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี
วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2559 เวลา 03.30 น. สมณะดินดี สันตจิตโต นำสวดมนต์ทำวัตรเช้า สมณะเดินดิน ตกขวีโร นำเวียนธรรมในหัวข้อ “โพธิสัตว์” เวลา 06.30 น. พ่อครูนำหมู่สมณะบิณฑบาต 2 สายภายในชุมชน หลังจากกินทบาทที่ศาลามีการประชุม ค.ก.ร. เน้นให้ร่วมปลูกผักอะไรมาเป็นวัตถุดิบแก่งานโรงบุญอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท้องสนามหลวง เวลา 9.00 - 11.00 น. รายการวิถีอาริยธรรม งานมหาปวารณา โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท สมชาติโก พ่อครูได้เทศนาเรื่อง อรหันตโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ คือผู้ที่มีอาริยะคุณ ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า รู้แจ้งใน จิต เจตสิกรูป นิพพาน รู้แจ้งในรูป 28 ทำให้แจ้งในรูปที่ 28 รู้แล้วทำให้บริบูรณ์ หากไม่รู้รูป 28 ที่มีชีวิตินทรีย์ ในอินทรีย์เรายังมีเทวดาเก๊ ต้องทำให้จิตเป็นเทวดาจริงเกิดโอปปาติกสัตว์ เกิดเพราะดับกิเลสได้จริง จิตจึงเกิดใหม่เป็นจิตสะอาด เป็นจิตว่างจากกิเลสไม่ใช่จิตว่าง เพ้อไป ว่างลอยลม พระพุทธเจ้าสอนใน จุฬสุญญตาสูตร ว่า ศาลานี้ว่างจากช้าง ศาลานี้ว่างจากม้า ศาลานี้ว่างจากคน มันต้องมีเหตุปัจจัยว่า ว่างจากอะไร ? แต่ทุกวันนี้เรียนกันว่าว่าง จิตว่าง ขออภัยอย่างท่านพุทธทาสว่าจิตว่างแล้วมันว่างจากอะไร? ว่างจากกิเลสหรือไม่? ว่างจากกามภพ รูปภพ อรูปภพหรือไม่? เขาพูดถูกว่า ว่าง คือสะอาด สว่าง สงบ แต่ก็วน เขาแยก กายกับจิตไม่ออก จิตของผู้ที่บรรลุแล้ว ก็ยังมีอยู่ครบครันแต่กิเลสไม่มี สรุป คือว่างจากกิเลส อาสวะ อนุสัย เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ว่า อาสวะคืออะไร ? ตั้งแต่อาสวะ 1. คือสักกายทิฏฐิ ต้องเรียนรู้จนจิตมีญาณปัญญารู้สักยทิฏฐิอย่างพ้นวิจิกิจฉา(2) มีวิธีกำจัดกิเลสอย่างมีศีลพรตที่สัมมาทิฏฐิ(3.)แล้วก็ทำ อย่าทำแบบลูบคลำทิฏฐิตนเอง เล่นหัวกับกิเลสอยู่ไม่พ้น ก็ต้องทำให้พ้นสังโยชน์ 3 (1.)สักกายทิฏฐิ (2.)วิจิกิจฉา (3.)สีลลัพพตปรามาส ฝึกฝนพ้นสังโยชน์ 3 ก็เป็นโสดาปัตตผล ก็เป็นอรหันต์ชั้นที่ 1 เป็นโพธิสัตว์ระดับหนึ่งเรียกว่าโสดาบันโพธิสัตว์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 1 เมื่อเป็นสกิทาคามีตัดกิเลสได้อีกเป็นอรหัตตผลของระดับสกิทาคามี เป็นโพธิสัตว์ขั้นที่ 2 เป็นอนาคามีก็นัยเดียวกันเป็นโพธิสัตว์อนาคามีเป็นโพธิสัตว์ระดับ 3 อรหันต์ก็เป็นโพธิสัตว์ระดับที่ 4 เป็นอนิยตโพธิสัตว์ต่อไป
สรุปคือ โพธิสัตว์คือ ผู้ที่เหนือกว่าอรหันต์ อรหันต์ของพุทธไม่ใช่หนีไปจากโลก ปลีกเดี่ยวไปป่าเขาถ้ำ ขอยืนยันว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของคนป่า แต่เป็นศาสนาของคนเมือง พระพุทธเจ้าของอาตมาเป็นคนเมือง สอนคนในเมืองจนบรรลุโลกุตรธรรม ส่วนใครจะถือว่าพระพุทธเจ้าสอนคนให้ไปป่าเขาถ้ำก็พระพุทธเจ้าคนละองค์กับที่อาตมาเข้าใจ
เวลา 14.00 - 16.00 น. สมณะ 13 รูป สิกขมาตุ 2 รูป นำโดยพ่อครูประชุมการจัดงานตลาดอาริยะ เวลา 17.00-18.00 น. สมณะ 10 รูป สิกขมาตุ 2 รูป ประชุมการจัดผังบุญนิยมทีวี โดยจะเริ่มออกอากาศตามผังอันใหม่ในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00 20 นาฬิกา รายการเวทีภาคค่ำดำเนินรายการโดยคุณรอยใบไม้ มุณีเวช และคุณใหม่เสมอ เป็นการแสดงการร้องเพลงโดยศิลปิน ชาวอโศกและภายนอกอโศก -คุณหรั่ง ร็อคเคสตร้า(ชัชชัย สุขขาวดี) ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีมหาราชา เพลงเหนือเกล้า -คุณซึ้งบุญ บูรณกิตติ ร้องเพลง หยาดเหงื่อของพ่อ -คุณขวัญจีรา ยัพราษฏร์ คุณตะวันเตือน วรรณวงษ์ ร้องเพลง ล้นเกล้าเผ่าไทย -คุณเทพ ทูลใจ ร้องเพลงอาลัยพ่อหลวง สดุดีมหาราชแผ่นดินสยาม และยังมีศิลปินท่านอื่นๆอีก โดย เพลงสุดท้าย เพลงขอเป็นข้าฯรองบาททุกชาติไป โดยคณะประสานเสียงโพชฌงค์ 7 จากนั้นพ่อครูให้ธรรมะสรุปจบงานในครั้งนี้โดยชี้ให้เห็นการแสดงวันนี้ว่าเป็นการแสดงออกที่ดี
พ่อครูได้เทศนาในรายการวิถีอาริยธรรม งานมหาปวารณาปีนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า… ในประเทศไทยขณะนี้บรรยากาศกระแสสังคมเป็นพลังงานของพฤติกรรมของมนุษย์มากๆคนรวมกันเข้า จนกระทั่งเป็นคนไทยทั้งประเทศ อาการเคลื่อนไหวต่างๆของมนุษย์คนไทยนี้ มันส่อแสดงบอกแจ้งถึงความเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ ที่ว่านี้ ในประเด็นของความแสดงออกของประชาชนทั้งมวล เขาแสดงออกว่าเขาศรัทธาเลื่อมใสเทิดทูนบูชาคนผู้หนึ่ง คือพระเจ้าแผ่นดินของไทย พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 นี้ คนเราเมื่อรู้ค่า ของสิ่งที่มีค่า เสร็จแล้ว ของมีค่านั้นพรากไป ของมีค่านั้นหลุดมือไป คนที่รู้ค่าจริงๆว่า โอ้โห! ของมีค่านั้นเราควรจะมีด้วย อยู่ด้วยไม่ควรจะพรากไป แต่เมื่อพรากไปแล้ว จิตวิญญาณที่รู้สึกอย่างจริงจังหรือคุณค่า เป็นคนในชาติที่ดีที่ถูกต้องที่ประเสริฐด้วย หลุดไปนี่ ก็เกิดอาการเสียดาย แล้วก็กลายมาเป็นเสียใจ เสียใจที่ตัวเองช้าไป ไม่ได้ แม้แต่ผู้ที่ได้บ้างแล้ว ก็น่าจะได้ ยิ่งๆเท่าเทียมกับพระองค์ นี่เป็นการแสดงออกของกรรมกริยาของมนุษย์คนไทยขณะนี้ ทั่วประเทศเลยแสดงออกมาให้เห็ นเป็นปรากฏการณ์อย่างแท้จริง มันก็แสดงว่า 1. คนไทยมีปัญญา คนไทยมีปัญญารู้ว่า สิ่งที่ดีที่ประเสริฐจริงนั้นคืออะไร? ซึ่งมีในองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรานี้ เขาเห็นแล้วมีปัญญารู้แล้วเข้าใจแล้ว 2. เมื่อมีปัญญารู้แล้ว เขาก็จะต้องนับถือเทิดทูนบูชา ยกย่อง จึงมาแสดงอาการเทิดทูนบูชายกย่อง กันอย่างพรักพร้อม ผู้ที่รู้จริง จิตใจมีความรู้สึกอย่างนั้นจริง และตอนนี้เป็นโอกาส มันต้องเป็นโอกาส เพราะว่าในขณะที่พระองค์ยังทรงพฤติกรรม ท่านทรงสอน ทรงบอก ทั้งวจีกรรม กายกรรม มโนกรรม แสดงออกพร้อมหมดถ้าคนเข้าใจ แต่ตอนนี้สิ้นพระชนม์ลงแล้วก็จบแล้วในกายกรรม วจีกรรม ส่วนมโนกรรมก็ไปตาม ทิศทางของพระองค์ 3. คนก็อาลัย ไม่อยากให้จากไป อยากให้กลับคืนมา ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นความจริงอันนี้ก็ยิ่งเกิดความอาลัยที่มาก ๆๆๆ คนที่แสดงออกอาการจริงนี้จึงเต็มไปหมด บทสรุป งานมหาปวารณาครั้งนี้ ชาวอโศกได้มาศึกษา บุคคลที่เป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีรูปธรรม ให้เราเห็นได้ชัดเจนจาก ปรากฏการณ์ ระเบิดแห่งความรัก Bomb of love. ที่กำลังเกิดอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ และทำให้เราได้ตระหนักถึง คุณค่าประโยชน์ต่อโลกของพระโพธิสัตว์ ว่าท่านเป็นบุคคลที่มีค่ามากแค่ไหน มีพระคุณกับตัวเราเองและต่อมวลมนุษยชาติมากแค่ไหน หากปราศจากท่าน โลกนี้จะร้อนแรงรุนแรงเลวร้ายลงอีกมากแค่ไหน ชาวอโศกจักต้องตระหนักถึงข้อนี้อย่างสำคัญ และจะได้เร่งขวนขวายพัฒนาตนเองให้เข้าถึงอาริยคุณไปตามลำดับ จึงจะเข้าสู่ความเป็นโพธิสัตว์ไปเป็นลำดับขั้นของแต่ละคน โดยเฉพาะขณะที่พระโพธิสัตว์บนดินที่มีชีวิตอยู่ก็ยังมาให้เราสัมผัสอย่างเห็นๆ ได้ยินท่านพรำ่สอนอยู่มิเว้นวัน หากเราไม่เพียรปฏิบัติธรรม ให้ได้อาริยคุณในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นี้ ก็จะเสียชาติเกิดเป็นโมฆบุรุษได้ เพราะว่าเมื่อวันใด เราได้จากท่านไป หรือเมื่อวันใด ท่านได้จากเราไป วันนั้นเราอาจต้องเสียน้ำตาแห่งความอาลัย เกิดความโศกเศร้าเสียดาย อย่างคนเป็นโมฆบุรุษก็เป็นได้...เอวัง