620830 รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่ม2.docx
เนื้อหาในไฟล์
III • ต่อจากฉบับที่ ๓๑๘ ฉบับที่ ๓๑๙ ฉบับ ๓๑๘ กำลังพูดถึงการปฏิบัติสะกดจิต(hypnotize) เช่น “การหลับตาทำสมาธิ”นั้น มันเป็นการสะกดจิตให้จดจ่ออยู่ที่ ลมหายใจเป็นกสิณ แท้ๆชัดๆ มันไม่ได้มี“การวิจัยกายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม” กระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงจิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ เป็นต้น(ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ซึ่งมี systems analysis ชัดเจน)อย่างเป็น “กระบวนการ”(process) แต่อย่างใดเลย มันไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “อกุศลจิต”ตัวไหนสงบระงับไป หรือ“อกุศลเจตสิก”ตัวใดสงบระงับไป อย่างรู้ๆเห็นๆ“จิต-เจตสิก” ตัวนั้นๆชัดๆ โต้งๆ อย่างจับมั่นคั้นตาย แม้“กระบวนทัศน์”(paradigm)ก็ยังไม่มี มีแต่รวบจิตเข้าไป รวมจิตเข้าไป ทำจิตใจให้ๆหยุด ให้สงบ ด้วย“การสะกดจิต”(hypnosis)เข้าไปๆๆๆ ทำจิตให้นิ่ง หยุดคิด หยุดฟุ้ง หยุดทำงาน ไม่ให้จิตคิดปรุงวิจัยวิจารในเรื่องใดๆ มีแต่พยายาม“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)ให้หยุดอยู่นิ่งๆ“เป็นหนึ่ง”(เอกธรรม) แบบกดข่มเอาดื้อๆ ไม่มี“ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”เลย ด้วยวิธีการข่มจิต การบังคับจิต ให้หยุดคิด หยุดปรุง หยุดวิจัย หยุดวิจาร ให้ทำจิตนิ่งๆ เฉยๆ จิตเข้าไปอยู่ใน“ภวังค์” ถ้าทำได้แล้วก็ถือว่า ทำจิตสงบได้แล้ว ก็เป็น“ความสงบ” ชนิดหนึ่ง เช่นกัน แต่ได้แค่“จิตสงบ”ที่เป็นความสงบอยู่ภายในจิตเท่านั้นในช่วงที่ทำ“สมาธิหลับตา” เท่านั้น ลืมตาออกมาจากภวังค์ก็ไม่ใช่แล้ว ซึ่งการปฏิบัติภายใต้“ทิฏฐิ”เช่นนี้มันก็ เป็น“การปฏิบัติตามความรู้ความเห็น(ทิฏฐิ)ที่เข้าใจ”แบบสามัญ“สมาธิโลกีย์”ปกติทั่วไป เป็น“สมาธิ”พื้นๆ สมาธิสาธารณะดื่นๆสากล เพราะต่างพอรู้ เรียนรู้ได้ไม่ยาก พูดอธิบายกันก็เข้าใจง่าย ไม่ลึกซึ้ง ไม่พิเศษอะไร “จิตสงบ”ที่ผู้ทำได้ มันก็แค่ได้“ฌาน ๔ ระดับ”ที่มี “จิ
อ่านต่อ
ตอุเบกขา”ในความเป็น“เคหสิตอุเบกขาเวทนา”เท่านั้น ยังมิใช่“โลกุตระ” ซึ่งไม่ใช่“ฌาน ๔”ระดับที่มี“จิตอุเบกขา”ในความเป็น “เนกขัมมสิตอุเบกขา” อันเป็น“โลกุตรธรรม”(Supra mundane) หรือสมาธิที่ทำจิต“ดับมืดดำ”(กิณหะ)ได้แล้วก็จะหลงถือว่า “จิตที่ดับดำมืด”นี่แหละเป็น“จิตที่งดงามน่าได้น่ามี”(สุภกิณหะ)เป็น “จิตที่ทำได้ก็ดีงามแล้ว”(สุภกิณหะ) เป็น“จิตนิโรธ” แต่ยังเป็นแบบสามัญ“โลกียะ”(mundane) “ธรรม”เช่นนี้ก็เป็น“เอก”ชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า“เอกธรรม” เท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีสะกดจิต(hypnosis) ทำจิตให้เป็น“สมาธิ”แบบสามัญทั่วไปที่ไม่ต้องเรียนรู้“วิธีการ”ต่างๆ ที่เรียกว่า “มรรค ๘” หรือ “โพชฌงค์ ๗”แต่อย่างใด ขอให้เข้ามีนั่ง“หลับตา”เป็นเท่านั้น ก็มาฝึกนั่งทำ“สมาธิ” สำเร็จเป็นที่สุดได้แน่ๆ ซึ่งมันยังไม่ใช่“ธรรม”ที่เป็น“เอก” หรือทำให้“จิตเป็นหนึ่ง” ชนิดเรียกได้ว่า ทำจิตให้มีผลเป็น“เอกัคคตาจิต” ตามแบบพุทธศาสนาที่“สัมมาทิฏฐิ”แน่นอน เพราะเป็นวิธีพาซื่อ มิติเดียว ระนาบเดียว ง่ายๆ ตื้นๆ คือทำให้“จิตหยุด-จิตนิ่ง”กันดื้อๆ แค่นั้น เป็น“การสะกดจิต”เข้าไปๆๆๆๆ เรียกในภาษาอังกฤษว่า meditation ซึ่งมันยังไม่ใช่ Supra concentration ที่เป็นแบบของ พระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ที่พระองค์ตรัสรู้ เรียกว่า“สัมมาสมาธิ” ที่ลืมตาทำได้ในชีวิตดำเนินอยู่ตามปกติของคนสามัญ ซึ่งมีอิริยาบถยืนเดินนั่งนอน หรือทำนั่นทำนี่ไปแบบคนธรรมดาๆ ทำ“สมาธิ”หลับตาแบบ meditation นั้น ก็แค่เป็นวิธีรู้กันอยู่ทั่วไปเป็นสามัญ มันไม่ได้ยากเย็น มันไม่ได้เรียนรู้ชั้น-รู้เชิงของความ“ฉลาดเฉโก” ซับซ้อน ซ่อนเชิง อะไรเลย ทั้งๆที่“ฌานหลับตา” ที่แสน“ฉลาดเฉโก”นั้น มันวิบัติวิตถารหายนะแท้ๆ มันไม่ได้วิจิตรวิศิษฏ์ประเสริฐศรีสูงส่งเป็นคุณวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม)ประกอบการศึกษาอบรมฝึกฝนในตนแต่อย่างใดเลย เพราะมันไม่ได้นำ“ความรู้”หลากหลายต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายแจกแจงไว้ให้แก่โลก อย่างพิเศษพิสดาร ไม่รู้ว่ากี่สูตรต่อกี่สูตรอันมีนัยะลึกล้ำมากมายใดๆมาใช้ เช่น ไม่สามารถเรียนรู้“เวทนา ๑๐๘” แล้ว“ทำเวทนา ๒ ให้เป็นเวทนา ๑” ตามวิธีการของพระพุทธเจ้าเป็นผลสำเร็จ(ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ) ก็ทำไม่ได้. จึงไม่เกิด“อธิศีลสิกขา-อธิจิตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา” และไม่บรรลุ“วิมุติ”ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ-สัมมาปฏิบัติ-สัมมาปฏิเวธไปตามลำดับๆ ทีี่สามารถเห็นในชีวิตของคนผู้ปฏิบัติธรรมอย่างสัมมาทิฏฐิรู้อยู่-เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียว(ชานโต ปัสสโต วิหรติ)ได้ ส่วนผู้ที่ปฏิบัติแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิ ก็จะเจริญ“ไตรสิกขา” บรรลุธรรมเป็นมรรค-ผลไปตามลำดับพระพุทธวจนะว่าไว้จริงๆ เช่น เดิมผู้ปฏิบัติทำอาชีพ“มิจฉาชีพ”อยู่ ก็จะบรรลุธรรม เป็นมรรค-เป็นผล ชนิดที่รู้อยู่-เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั่นทีเดียว ก็จะ ละเลิก“มิจฉาอาชีวะ ๕” ได้เป็นลำดับๆสู่ “สัมมาอาชีวะ ๕”อย่างเห็นๆเลยจริงๆ (๑) “อาชีพ”ลำดับต่ำสุด ที่ตรัสไว้ว่า“กุหนา”คือ “อาชีพทุจริต”ขี้โกงไม่สุจริต ไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นทุจริตขั้นชั่วบาปที่สุด มีวิธี การโกง หรือเป็นกระบวนการโกงครบ“ทุกกรรม”กันอยู่ ทั้งทางกาย-วาจา-ใจ จึงเป็น“งานอาชีพ”ขี้โกง ทุจริตหนักอยู่เต็มรูปเต็มนาม ผู้ปฏิบัติบรรลุมรรคผล ก็จะละเลิกงาน“มิจฉาชีพ”นั้นได้จริงๆ เห็นได้ตั้งแต่ทางพฤติกรรมภายนอกกายกรรม และวจีกรรม ถ้าเจริญยิ่งๆในใจภายในกิเลสก็ลดได้จริง จนถึงขั้นสูงสุด ผู้นั้นแหละคือผู้มีสัมมาทิฏฐิ เมื่อมีสัมมาปฏิบัติ และบรรลุสัมมาปฏิเวธแท้ๆ “กุหนา”นี่เป็น“มิจฉาอาชีวะ” ข้อที่ ๑ ผู้ปฏิบัติธรรมที่ถือศีลจริง อยู่ใน“หลักปฏิบัติไม่ผิด” (อปัณณกปฏิปทา) นั่นคือ ปฏิบัติ“สำรวมอินทรีย์ ๖-โภชเนมัตตัญญุตา -ชาคริยานุโยคะ”จะเจริญ“อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา”และบรรลุ “วิมุติ”จากการปฏิบัติธรรม โดยเกิด“ศรัทธา-หิริ-โอตตัปปะ-พหูสูต-วิริยะ-สติ-ปัญญา”(สัทธรรม ๗)จิตใจเจริญขึ้นจริง การปฏิบัติ“ศีล”แล้ว“จิตใจ”ก็เจริญขึ้น ประกอบด้วย“ปัญญา” เจริญ “จิต”ละหน่ายลดกิเลส คลายโลกียะ ฉะนี้คือ ความเจริญ “ฌาน ๑-ฌาน ๒-ฌาน ๓-ฌาน ๔” และมี“วิชชา ๘”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “สมมุติธรรม-ปรมัตถธรรม”ตามแบบพุทธที่“สัมมาทิฏฐิ” ครบ “จรณะ ๑๕ วิชชา ๘” ซึ่งจะไม่ใช่“ฌาน ๑-ฌาน ๒-ฌาน ๓-ฌาน ๔”ที่เกิดจากการนั่งหลับตาปฏิบัติแบบโลกียะ เกิดสมาธิ meditation เท่านั้น จิตของผู้ปฏิบัติธรรมที่เกิดความเจริญเช่นนี้แล เมื่อจิตเกิด “หิริ-โอตตัปปะ”จริง ผู้นี้ก็เป็น“เทวดา”(ผู้มีจิตใจเจริญ) เห็นจิตใจของตนเอง“เป็นเทวดา”ได้จริงๆในบัดปัจจุบันนี้ทีเดียว ซึ่งไม่ใช่จะไปเป็น“เทวดา”ต่อเมื่อชีวิตร่างกาย“ตายไป”แล้วโน่น แต่เป็น“เทวดา”แท้จริง เทวดาที่“จิตใจของผู้ปฏิบัติ” บรรลุผล เจริญอย่างสัมมาทิฏฐิ เพราะเป็นจิตใจในปัจจุบันนี้กันทีเดียวที่“มีหิริ(ความละอายต่อชั่วต่อบาป)-มีโอตตัปปะ(ความเกรงกลัวต่อชั่วต่อบาป)”กันจริงๆ คนผู้ปฏิบัติธรรมนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงจาก“อาชีพชั่วต่ำ” พัฒนาขึ้นไปทำ“อาชีพ”ที่ดีกว่าเดิมแน่นอน ผู้บรรลุธรรมจริงก็ จะเลิก “มิจฉาชีพ”ที่โกง(กุหนา)ได้จริง เป็นอันดับแรก จึงชื่อว่า “บรรลุธรรม” ด้วย“ปัญญา”รู้จริงรู้แจ้งจริงว่า งานนี้ชั่วต่ำ เป็นอกุศลกรรม” “จิตใจ”ก็มีความละอายต่อการงานชั่ว(หิริ) เกรงกลัวต่ออาชีพต่ำ(โอตตัปปะ)นั้นแท้ๆ ไม่ใช่แค่“รู้”แบบตรรกะ หรือ“รู้”แบบเฉโก แต่“รู้”แบบ “ปัญญา”หยั่งรู้สัมผัสเนื้อแท้ของ“ความจริง ๒ ภาวะ”ทั้ง“สมมุติและปรมัตถ์”ไม่ขัดแย้งกันเป็น“สัจจะหนึ่งเดียว” จึงเลิกหรือหยุด“งานชั่วที่ทำอยู่นั้น”ได้จริง ไม่ปฏิบัติ “มิจฉาชีพหรืองานเลี้ยงชีพต่ำที่เคยทำมาก่อนนั้นๆ”ต่อไปอีกแล้ว ฉะนี้คือ การบรรลุธรรมขั้น“พ้นมิจฉาอาชีวะ” การเกิดปัญญาบรรลุธรรม จึงมิใช่แค่รู้แล้วก็“กดข่มใจตนไว้ไม่ทำงานนั้น”จนได้ หรือการบรรลุธรรมที่เป็น“ปัญญา”ก็มิใช่แค่รู้แจ้งชัด นั้นคืิอ มีจิตใจ“ว่าง”ชนิดที่เพ้อๆมี“ความว่าง”ฝันๆไปกับจินตนาการที่เป็นปรัชญาตรรกะต่างๆ อันปรากฏอยู่แต่“ความนึก-ความคิด”เท่านั้น แต่เป็นการบรรลุธรรม ทั้ง“ปัญญา” ทั้ง“เจโต” กิเลสนั้นลดละไปจริงๆ ไม่ทำ“กุหนา”(การโกง)ใน“อาชีพ”ข้อ ๑ อีกแล้ว ก็ตรงตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าเป๊ะเลย อ้างอิงยืนยันหลัดๆได้ในชาติปัจจุบัน (๒) “ลปนา”คือ อาชีพที่ทุจริต ขี้หลอก ไม่สุจริต ไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งขั้นนี้ ก็ยังถือว่าทุจริตหยาบอยู่ เช่นกัน มีวิธีการหลอกลวง หรือเป็นกระบวนการหลอกลวงกันทาง“วจีกรรม”อยู่ หยาบหนักหนาสาหัสแท้ๆ ทำทุกข์ร้ายกาจให้มวลชนได้สุดๆ ซึ่งยังทุจริตอยู่ทั้งรูปทั้งนาม เต็มสภาพของการหลอกลวงทางวาจา ที่พูดสุภาพหวานจ๋อยอย่างยิ่งด้วยซ้ำ นี่เป็น“มิจฉาอาชีวะ” ข้อที่ ๒ ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ มีคดีดังกล่าวนี้ให้เห็น อย่างที่เป็นอยู่ ป่านนี้ยังจัดการกันไม่ได้สำเร็จเรียบร้อย เห็นของจริงกันมั้ย (๓) “เนมิตตกตา”คือ อาชีพที่งดเว้นทุจริตขี้โกง(กุหนา) ขี้หลอก(ลปนา)ได้แล้ว ด้วยการข่มภายนอกไว้ ซึ่งไม่มีทางกายกรรมและวจีกรรม โดยการถือศีล ๕ และกำลังปฏิบัติตน ให้สุจริตในขอบเขตขั้นต้น ตามแบบ“สัมมาอาชีพ”ของพระพุทธเจ้า คือ ปฏิบัติ“ไตรสิกขา” เพื่อทำกิเลสใน“จิต”ลดละ และที่สุด“ดับสนิท” ไปให้ได้จริงๆ ได้แก่ การปฏิบัติ“อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา” โดยมี“สัมมาสติ -สัมมาวายามะ” ห้อมล้อม“สัมมาทิฏฐิ”ที่เป็นประธานอยู่ แล้วช่วยแก้ไข“กายต่ำหยาบ”ที่เป็นภายนอก ได้แก่ “กายสังขาร-วจีสังขาร” ให้เกิด“สัมมา”ในงานอาชีพเจริญขึ้นๆ พ้นจาก“อาชีพที่เป็น“มิจฉาชีพ ๕”พัฒนาสู่“สัมมาอาชีวะ ๕” โดยพ้นขั้นอบายมุขแล้ว นั่นก็คือ ชีวิตไม่กุหนา(การโกง)แล้ว และขั้นลปนา(การหลอก)ก็ทำต่อจนไม่แล้ว ตอนนี้กำลังปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลตามเจตนาอยู่โดยไม่ต้องหวังผล ทำให้“สัมมาปฏิบัติ”เท่านั้น เรียกว่า กำลังอยู่ในขั้น“เนมิตตกตา” (กำลังเสี่ยงโชคขึ้นสู่ขั้นสูงจากที่ได้แล้วต่อไปอีก) นักปฏิบัติที่อยู่ในอาการเช่นนี้แลคือ ผู้มี“ผลสำเร็จขั้นต่ำ กำลังปฏิบัติให้เจริญศีล ๕”อยู่อย่างเอาจริงเอาจังเป็น“ศีล ๕” ที่“อธิ”ๆๆๆ ขึ้นไปเรื่อยๆตามความเพียร หรือผู้ที่บรรลุผล“ศีล ๕”บริบูรณ์แล้วกำลังเลื่อนขึ้นสู่ “ศีล ๖-๗-๘”ไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าปฏิบัติ“เนมิตตกตา”ในระดับต่อๆไปในนัยะเดียวกัน เป็น“โสดาบัน”แล้ว และกำลังปฏิบัติเพื่อภูมิสูงขึ้นคือ สกทาคามี ดังนั้น “มิจฉาชีพ ๕ ขั้น” ซึ่งมี“กุหนา-ลปนา-เนมิตตกตา-นิปเปสิกตา-ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา” ถ้าพ้น“สองขั้น”คือพ้น “กุหนา-ลปนา”ได้ กำลังปฏิบัติอยู่ขั้น “เนมิตตกตา” คนผู้นี้ก็คือ ผู้ที่มี“ผลพ้นอบายภูมิ”มาได้แล้ว เป็น“โสดาบัน”เต็มตัว “เนมิตตกตา”นี้ เป็นช่วงปฏิบัติ“ช่วงกลาง” จึงยาวและ มีหลายขั้นมากกว่า“ช่วงใดๆ” ซึ่งล้วนนับว่าเป็น“เนมิตตกตา”ทั้งนั้น ความเจริญของ“เนมิตตกตา”ก็พัฒนาขึ้นไปจนกระทั่งบริบูรณ์แต่ละขั้นๆ เมื่อได้ผลบริบูรณ์แล้ว ก็เป็นอันจบสิ้นผลนั้น แล้วอย่าไปเอาตัวเองไป“มอบตนในทางผิด”หรือไป“รับใช้ -ช่วยคนผิด”อีกล่ะ ถ้าขืน ตนทำบริสุทธิ์ได้แล้ว แต่ยังไปรับใช้“คนผิด” รับใช้นายทุนอยู่อีก อย่างนั้นชื่อว่า ยังไม่พ้นอาชีพขั้น ๔ “นิปเปสิกตา” ต้องไม่มอบตนรับใช้คนผิดอีก จึงจะเป็นผู้“พ้นมิจฉาชีพ” ขั้น ๔ “นิปเปสิกตา” เหลือขั้นสูงสุดคือ “ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา” ซึ่งเป็นขั้นผู้ทำงานไม่รับใช้คนผิดแล้ว(พ้นนิปเปสิกตาแล้ว) ก็ทำงานไม่รับรายได้อีกด้วย ทำงานฟรี ทำได้เท่าไหร่ก็เข้าสู่กองกลางทั้งหมด คือ เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วก็อยู่ร่วมกินใช้ไปกับกองกลางตามที่มี ที่ได้ ไม่เกี่ยง ไม่วุ่นวาย ไม่มากเรื่อง สบายๆ ได้รับสวัสดิการเท่าใด เราก็ยอมรับตามนั้น ซึ่งจะเป็นไปตามบารมีของแต่ละคน มันจะได้เต็มที่หรือเต็มที ก็บารมีของแต่ละคนแน่ ผู้ทำงานฟรี คือ เสียภาษี ๑๐๐% อยู่กับหมู่ เป็นอยู่ยังชีพไปกับกองกลางเยี่ยงนี้แลเรียกว่า เศรษฐกิจบุญนิยม“สาธารณโภคี” “สาธารณโภคี”ที่ว่านี้ จึงเป็นหมู่ชนชื่อว่า“ประชาธิปไตย” หรือแม้“คอมมูน” ก็เป็นประชาธิปไตยหรือคอมมูนที่ดียอดสุด อิสระเสรีพ้นระบอบ“เผด็จการ”แท้จริง ผู้พ้น“มิจฉาชีพ”ขั้นสูงสุด“พ้นลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา” ได้แท้ จึงเป็นผู้มี“สัมมาอาชีพ”ขั้นเยี่ยมยอด สูงสุดแล้วในประดา “อาชีพ”ของประดา“คน”ในโลก เป็นระบอบการปกครองที่ดีสุดสูงสุด สาธยาย“สัมมาอาชีพ”ไว้แค่นี้ก่อน ทีนี้“สัมมากัมมันตะ ๓” โดยปรับเน้นพฤติกรรมที่เป็น “มิจฉา”ภายนอกให้ได้อย่างสำคัญ ตาม“ศีล ๕” อันนับตั้งแต่เบื้องต้นไป ตามลำดับ “สัมมากัมมันตะ ๓” ได้แก่ ผู้บริสุทธิ์ใน ๓ เรื่องนี้ “ไม่ฆ่าสัตว์-ไม่เอาของผู้อื่นที่ไม่ใช่ของเรา-มีคู่คนเดียวหรือเรื่องของกามคุณ ๕” ก็ไม่จัดจ้านแล้ว เช่น เบื้องต้นจริงๆ ก็เพียงตัวเราไม่ฆ่าสัตว์ใดเลย แต่อาจจะกินเนื้อสัตว์อยู่ โดยเราเองก็ไม่ซื้อไม่ขายเนื้อสัตว์(ถ้าค้าขายอยู่ก็ไม่พ้นมังสวณิชชาข้อ ๑ ใน ๕) ไม่ค้าขายสัตว์เป็น(ถ้าค้าขายอยู่ก็ไม่พ้นสัตตวณิชชาข้อ ๑ ใน ๕) ผู้นี้ก็อาจจะมีภูมิ“โสดาปัตติมรรค” แต่ยังไม่ปฏิบัติจึงยังไม่เกิด“ผล”แน่นอน สำหรับ“ศีลข้อ ๒-๓”ก็ดังที่ได้อธิบายผ่านมาแล้วว่าโสดาบันก็พ้น“กุหนา-ลปนา”แล้ว เป็นผู้ปฏิบัติขั้น“เนมิตตกตา”ให้สูงขึ้น ทีนี้“สัมมาวาจา ๔”นั้น คือ โสดาบันขั้นต้นก็เพียงเป็นผู้ที่บริสุทธิ์“ไม่โกหก” ก็ถือว่าดีก่อนอื่นแล้ว พูดหยาบ-พูดส่อเสียด -พูดเพ้อเจ้อ ก็ไล่เรียงปฏิบัติให้เจริญเรื่อยๆไปให้ได้ “โกหก”แท้ๆตรงๆนั้นไม่แน่นอน แต่อาจจะมีการใช้วาทะเพื่อประโยชน์อันควรแก่กาละบ้าง โดยเฉพาะเพื่อผู้อื่น-เพื่อส่วนรวมเป็นต้น เพื่อตนนั้นไม่แล้วเด็ดขาด ที่สำคัญยิ่ง ก็คือช่วยทำ“กาย”ที่เป็นภายใน อันได้แก่ “จิตสังขาร” จะได้สิ้นเหตุจนพ้น“มิจฉา”ในงานอาชีพ เป็น“สัมมาชีพ ๕” พ้น“มิจฉากัมมันตะ ๓”เป็น“สัมมากัมมันตะ ๓” -พ้น“มิจฉาวาจา ๔” เป็น“สัมมาวาจา ๔” โดยเฉพาะพ้น“สัมมาสังกัปปะ ๗”นี้แลที่เป็น“ต้นต่อ”เป็นประธาน โดยกำจัดกิเลสที่เป็น“เหตุ”ให้เกิด“มิจฉา”ทั้งปวง จนหมดสิ้นกิเลสาสวะสำเร็จเป็น“สัมมา”ให้ได้ครบถ้วน ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติ “ศีล ๕”มาตามลำดับ คือ เลิกโกง เลิกทุจริตทาง“กายกรรม”ภายนอกได้เด็ดขาด เลิกพูดปด เลิกกระบวน การหลอกลวงกันทาง“วจีกรรม”ได้แล้ว ขั้นสูงขึ้นต่อมานี้ จึงยังถือว่า ได้เริ่มต้นจาก“งานอาชีพ” ที่บริสุทธิ์ทางกายภายนอกแล้ว แต่ยังเสี่ยงในทุจริตทางวจีกรรม ทางมโนกรรมอยู่ มีวิธีการปฏิบัติให้เลิกโกงทางวจีกรรม ให้เลิกกระบวนการหลอกลวงกันทาง“มโนกรรม”ให้ได้ จนกว่าจะบรรลุผลทางวจีกรรม ทางมโนกรรมได้อีกสำเร็จ ขั้นสูงเกือบสุดของ“วจีกรรม”ทั้งหมด ที่สุดหมดสิ้นเหตุใน“จิตสังขาร”ที่มันมีฤทธิ์ออกไปสู่ “วจีกรรม”ก็ไม่มีแล้ว หมดเกลี้ยง เหลือเฉพาะ“จิตสังขารที่เป็นมโนกรรม” เท่านั้น ก็กำจัดตัวสุดท้ายนี้ให้หมดสิ้นเกลี้ยงให้ได้ เป็นอันบริบูรณ์“เนมิตตกตา”ทั้งหลาย เหลือแต่เพียง ตนอย่าไป“มอบตนในทางผิดกับผู้ใด-คณะใด” คือพ้น“นิปเปสิก ตา”เท่านั้น ถ้าทำได้ก็เป็น“พ้นมิจฉาอาชีวะ” ข้อที่ ๔ เหลือ“มิจฉาชีพขั้นที่ ๕ ที่ต้อง“พ้นให้ได้” ก็คือ “ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา” ทำงานฟรี ทำงานไม่เอาผลใดๆตอบแทนเลย เท่านั้น เมื่อ“พ้นมิจฉาชีพ”สุดท้ายนี้ได้ ก็เป็นอัน“พ้นมิจฉาชีพ” ได้หมดสิ้น“มิจฉาชีพ ๕” ส่วนทำ“กรรม ๓”ให้หลุดพ้น“มิจฉากัมมันตะ ๓”ได้ และหลุดพ้น“มิจฉาวาจา ๔” ให้เป็น“สัมมาวาจา ๔”ให้ได้ เฉพาะอย่างยิ่งทำ “มโนกรรม”ให้เป็น“สัมมาสังกัปปะ ๗”ให้ได้ ก็ต้องทำต่อไปให้สำเร็จบริบูรณ์ไปตามลำดับ ที่มีความสลับซับซ้อนไปมาอย่างอจินไตยจริงๆ เดาเอา คาดคะเนเอาไม่ได้ เพราะ‘วิบาก”ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอย่างนั้่นก่อน บางคนอย่างนี้ก่อน จึงยึดมั่นถือมั่น“ตายตัว”ยากมาก สรุปความสำคัญตามลำดับคือ ต้องทำภายนอกหยาบก่อน แล้วไล่เรียงมาตาม “กายกรรม-วจีกรรม” ซึ่งก็ล้วนเข้าไปหา “มโนปุพพัง”คือ “จิต”แท้ๆนั่นเองที่เป็นตัวประธานทั้งนั้น ที่ลืม ไม่ได้คือต้องมี“ผัสสะ” ภายนอก-ภายในตลอดขณะเรียนรู้ แล้วปรับทั้งภายนอกและภายใน ไปตามความสำคัญ จึงจะเข้าหาการปฏิบัติที่สัมพันธ์ไปถึงจิตเสมอ ทั้ง“กำหนดรู้(สัญญา)-แล้วทำ(ปฏิบัติ)”ตลอดเวลา อ่าน“จิตวิตักกะ”ให้ทัน “ผล”ก็จะได้ ครบถ้วนทั้ง“เจโต” และ “ปัญญา”ต่างช่วยหนุนกันไปตลอด การปฏิบัติจึงเริ่มด้วยรู้ทัน“จิตดำริ”(จิตวิตักกะ) หมายถึง อาการจิตที่ริเริ่มมีธาตุรู้ขึ้นมา หรือเริ่มพยายามเรียนรู้“อาการ”วิจัยให้เห็นของ“จิตที่ดำริในกาม” บงการเราอยู่ก็แยกแยะ“วิจัยอาการ”ที่เป็นอกุศลจิตในจิตนี้ จึงรู้“อาการ”ที่เป็น“กาม”นั้นได้ อะไรที่ไม่มี“ธาตุรู้”ให้รู้ ก็เรียนรู้ไม่ได้ ฉะนั้น อย่าหลงผิด“ดับธาตุรู้”แล้วเรียน ส่วน“จิตมีพฤติ”(จิตวิจาร)นั้น หมายถึง ภาวะของการเคลื่อน การไหว การเป็น การดำเนินไป ที่จิตมันเป็น จิตมันมีกิริยาอยู่ ซึ่งเป็น“พฤติ”ของจิต เป็น“อาการ”ให้เราเห็นได้ รู้ภาวะจริงนี้ได้ แล้วก็ทำ“จิต”นี้ให้เป็น“เอกัคคตาจิต” หรือ“จิตเป็นหนึ่ง ที่เลิศยอดขั้นอัคคะ”นี้ให้ได้ ซึ่ง“จิตเป็นหนึ่งแบบอัคคะ”คือ“เอกัคคตาจิต”นั้น แตกต่างจาก “จิตที่เป็นหนึ่งแบบหนึ่งธรรมดา”ที่เรียกว่า“เอกธรรม”สำคัญยิ่ง “จิตหนึ่ง”(เอกธรรม)ตามแบบสะกดจิตจึงไม่ได้“ยิ่ง,ใหญ่,เลิศ, ยอด” ตามความหมายของคำว่า“อัคค”เลย เพราะนั่นแค่“หนึ่งนิ่งๆ” “ความที่จิตเป็นหนึ่ง”อย่างนั้นเรียกว่า“เอกัคคตาจิต”ไม่ได้ตามนัยสำคัญที่ต่างกันดังสาธยายมานี้ เรียกได้แค่“เอกจิต-เอกธรรม” มันเป็นการทำ“ธรรม”ให้เป็น“หนึ่ง”จริง เป็น“หนึ่ง”แค่เรียกว่า “เอกธรรม”ได้เท่านั้น แต่เป็น“หนึ่ง”ไม่ซับซ้อนลึกซึ้งมากเชิงหลากชั้นอย่างเป็นระบบระเบียบที่น่าอัศจรรย์ จึงเป็นหนึ่งที่หาใช่“เอกัคคตาธรรม”ไม่ นั่นมัน“หนึ่ง”โดดเดี่ยว “หนึ่ง”ไม่เกี่ยวกับใคร “หนึ่ง”นิ่งๆ “หนึ่ง”ไม่มีการงานอันเป็นประโยชน์คุณค่าแก่คน แก่โลกอะไร เพราะความเป็นหนึ่งที่มี“อัคคะ”นั้น มีความเลิศ มีความยอดเยี่ยม สูงส่งในประสิทธิภาพอันเป็นประโยชน์ คุณค่าแก่มวลมหาชน(พหุชนหิตายะ) สร้าง“ความสุขสงบอบอุ่น อันวิเศษแก่สังคม”(พหุชนสุขายะ) เป็น“การรับใช้โลก”อยู่(โลกานุกัมปา)แท้จริง ซึ่งแตกต่างจากความเป็นหนึ่งที่ไม่มี “อัคคะ”อย่างมี นัยสำคัญ ที่ปรากฏชัดเจนยิ่ง ผู้หลงตนว่า ได้“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)ให้เป็น“หนึ่ง”ได้แล้ว ก็เป็นได้ แต่เป็น“หนึ่ง”ที่ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”จากศาสนาพุทธอยู่ ดังนี้ แจ่มแจ้งไหมว่า “เอกธรรม”มีนัยสำคัญแตกต่าง“เอกัคคตาธรรม” อย่างไร? การปฏิบัติ“หลับตาสะกดจิต”จึงหมดสิทธิ์ที่จะสามารถสัมผัสความเป็น“อาการ”ต่างๆทั้งหลากทั้งหลายของ“จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ -เจตสิก ๕๒ -รูป ๒๘” โดยเฉพาะ“เวทนา ๑๐๘”มันก็ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะได้ “นิพพาน” ด้วยประการฉะนี้ ผู้ศึกษาวิจัยแยกแยะธรรมทั้งหลายจนกระทั่งสามารถเข้าใจได้ใน“อภิธรรม”ต่างๆจึงจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงนัยสำคัญของความแตกต่างของรายละเอียดปานฉะนี้(นิปุณา) ผู้ที่“ตีทิ้งอภิธรรม” อย่างดูถูกดูแคลน จึงอีกนานมากที่จะบรรลุนิพพาน เขาจะไม่สามารถบรรลุนิพพานตราบเท่าที่เขายังไม่ศรัทธาหรือไม่ยินดี มีฉันทะ“อภิธรรม” เพราะเขาจะไม่สามารถเห็นจริงแม้แค่ในสภาวะของ“จิต ๘๙-เจตสิก ๕๒-รูป ๒๘” เป็นต้น ได้ชัดเจนถ่องแท้ ครบครันเลย ยิ่ง“เวทนา ๑๐๘”นั้น เป็นอันปิดประตู ผู้ไม่ยอมศึกษา“อภิธรรม” หรือตีทิ้ง “อภิธรรม” จึงหมดสิทธิ์ที่จะบรรลุนิพพาน ปฏิบัติแบบ“การสะกดจิต”(hypnosis หรือ meditation)จึงไม่มี“เวทนา”ในปัจจุบันเป็น“กรรมฐาน”ให้วิจัยแยกแยะ“จิตนิยาม-พีชนิยาม-อุตุนิยาม”ได้เด็ดขาด แม้แต่“กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม”ก็ยากที่จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอย่างละเอียดลึกซึ้ง พลังงานระดับ“อุตุนิยาม”นั้นตัวมันเองยังไม่มีประสิทธิภาพที่เป็นภาวะ“ความรู้สึก หรืออารมณ์”(เวทนา) ตาม“สังขาร”ของธรรม ที่มี“ชาติ”แค่ชื่อว่า“อุตุนิยาม”ได้หรอก “อุตุนิยาม”มีพลังงานเป็นธรรมชาติตาม“สังขาร”ของมัน อันมีเหตุปัจจัยของ “ธาตุ”อื่นที่ทำให้มันเกิดองค์ประกอบกันขึ้น ก็คือ สรรพสิ่งที่แวดล้อมต่างๆทำให้มันเกิดเป็น“ธาตุดิน-ธาตุน้ำ-ธาตุลม-ธาตุไฟ” มีลักษณะเป็น“มหาภูต ๔”ขึ้น ตัวมันเอง ยังไม่มีพลังงานที่เป็นตัวมันเองที่เป็น“อัตโนมัติ” ของมันรวมตัวกันอย่างน้อย“สามเส้า”มีพลังดูดเข้ามาเป็นตัวเองได้ “อุตุ”ยังเกาะกุมเป็นตัวตนจากแรงภายนอก แม้จะหมุนหรือสังเคราะห์กันอย่างแรงมาก ถ้ายังไม่เกิด“แกนกลางที่เกาะตัวกันเป็นประธานขึ้นชื่อว่า“ISH” หรือ“ธาตุ ๓ เส้า”เกิดวงวน มี“แก่นแกนตัวเองเฉพาะตัว”ขึ้น มันก็ยังรวมตัวกันอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก็แค่“อุตุนิยาม”เท่านั้น “อุตุนิยาม”ยังไม่มี“เชื้อชีวะ”ในตัวเอง จนกว่า“ภาวะ ๓ เส้า คือ ISH”นี้ มันรวมตัวเกาะกุมกันเข้าเป็นตัวมันเอง และมีเชื้อชีวะขั้น“อัตโนมัติ”ในความเป็น“ตัวตน”(self)แล้วโน่นแหละ จึงจะพัฒนาขึ้นเป็น“พีชนิยาม” และจะค่อยพัฒนาเจริญเป็น“จิตนิยาม”ต่อไปในอนาคต พลังงานขั้น“พีชนิยาม”จะรู้จัก“ยึด”ธาตุอื่นมาเป็น“ตน” เท่าที่ตน“รู้ธาตุ”ที่ตนมีใน“สัญชาตญาณ”ของตนไว้เป็นตนเท่านั้น(ISH หรือ ประธาน-สังขาร-สัญญา) มันยังไม่กำหนดยึดเอา“อาการ”เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือชอบ-ไม่ชอบให้ตัวเอง พืชจึงไม่มี“ภาระ”นี้ในตน “พีชนิยาม”มี“ภาระ”แค่ทำ“ความเป็นตน”ให้บริบูรณ์ตามองคาพยพของตนเท่านั้น หาก“สัมผัส”ธาตุใด ที่มัน“กำหนดรู้”(สัญญา)ว่าไม่ใช่“ธาตุ”ที่จะนำมาเป็น“ตน” มันก็จะไม่เอามาเป็น“ตน” จะมีพลังงาน“แม่เหล็กและไฟฟ้า”พอเหมาะกับความเป็น “พืช”แต่ละชนิด จึงมี“คัด”มาเป็นตนแต่ถ่ายเดียว ส่วน ความเป็น“พลังผลัก” ก็จะยังไม่มี จะมีเพียง“เลือกเอามาเป็นตน”เท่านั้น ยังไม่แย่งผู้อื่น ยังไม่ไปทำร้ายทำลายอื่นใดที่ไม่ใช่“ธาตุ”ที่ตนต้องใช้เป็นองคาพยพของตน นอกจาก“พลังของตัวตน”ตามสภาพแห่ง“พีชนิยาม” ของตนมันมีมากกว่าภาวะ “อุตุนิยามหรือพีชนิยาม”ที่มันมี“พลังผลัก” น้อยกว่าจริง พลังผลักของ“พีชนิยาม”ก็จะผลักดันเอาสภาพของ “อุตุนิยามหรือพีชนิยาม”ที่ไม่มีเวทนา ซึ่งมันไม่ต่อสู้เพื่อตัว เองอยู่แล้ว มันก็ไม่พาตัวเองหลบเลี่ยง อุตุนิยามหรือพีชนิยามที่ไม่มีพลังใดๆป้องกันตนได้ยิ่งกว่า จึงจะจำนนให้พลังผลักที่แรงกว่านั้นดันจนกลายเป็นสภาพที่ดูเหมือนถูกรุกรานเอาได้ แต่แท้จริงมันไม่มี “ธาตุรู้”ที่มี“เจตนาร้ายหรือเจตนาดี”ใดๆในตัวเองเลย “พีชนิยาม”จึงไม่เป็นภัยแก่ใครเหมือนสัตว์ ที่มีพลังงานแรงถึงขั้นเกเร รุกราน จนเข้าขั้นทำร้าย ทำลายธาตุอื่นหรือชีวิตอื่น พระพุทธเจ้าสามารถทรงค้นพบ“ธาตุขันธ์ขั้นละเอียดของพลังงาน”ทั้งอุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม”และทั้ง“กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม”อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริง จึงทรงกำหนดทฤษฎีพุทธศาสตร์ไว้ให้มนุษย์ปฏิบัติพิสูจน์“ความจริง”(ปาตุสัจจะ) ผู้ศึกษาจึงได้อาศัยเป็นประโยชน์แก่ตนแก่ท่านมาถึงทุกวันนี้ ผู้ศึกษาจนสัมมาทิฏฐิและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาปฏิบัติ ก็จะเกิดผลเป็น“ปัญญา”และ“วิมุติ” และสามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“พลังงานความฉลาด”ที่เรียกว่า“ปัญญา” ว่าแตกต่าง(ลิงคะ)จาก“พลังงานที่ฉลาด”แบบ“เฉกะหรือเฉกา”ว่า เป็นโลกุตระหรือเป็นโลกียะอย่าง“สัมมาทิฏฐิ”แท้จริง ปุถุชนคนใด“ฉลาด”จะฉลาดมาก ฉลาดยิ่งยอดแค่ไหนก็ตาม “ความฉลาด”นั้นๆของ“ปุถุชน”(ผู้หนาผู้มากไปด้วยกิเลส)ล้วนเป็นความฉลาดที่เรียกด้วยภาษาบาลีว่า “เฉกะหรือเฉกา”ทั้งสิ้น ความฉลาด“ปุถุชน”ไม่ใช่“ปัญญา”เลยในความเป็น “สัตวโลก” ตั้งแต่แรกที่ธาตุ“จิตนิยาม”ได้ร่างเป็นคน แรกๆยัง ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้“ธรรมะ”ของพุทธอย่าง“สัมมาทิฏฐิ” จะไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในธรรมะ “ปฏิจจสมุปบาท” ของพุทธเป็นอันขาด ผู้นี้จึงมี“อวิชชา”เป็นสามัญ อวิชชาก็พาเกิด “สังขาร” จึงไม่มี“ความรู้”ที่สามารถปฏิบัติ“อภิสังขาร ๓”ให้แก่ตนเอง อย่างมีประสิทธิภาพ “ชำระกิเลส”ได้จริง มาก่อนเลย ผู้นี้ก็ยัง“อวิชชา” ทำ“บุญ”ไม่เป็น“บุญ” จนกว่าจะศึกษาพุทธศาสนาให้“สัมมาทิฏฐิ” แล้ว“สัมมาปฏิบัติ”กระทั่งพ้น“สังโยชน์ ๓” จนถึงขั้น“พ้นศีลลัพพตปรามาส” ได้จริง จึงจะมี“มรรค”มี“ผล”เกิด“ปัญญา”ขึ้นมาได้แท้ เห็นไหมว่า “ปัญญา”นั้นแตกต่างจาก “เฉกา-เฉโก”ที่เป็นสัจจะแท้ กันขนาดไหน? “ปัญญา”คืออะไร? เกิดได้อย่างไร? อย่าเพิ่งรีบร้อนใจเย็นๆอ่านตามไปเรื่อยๆ อาจจะวกๆวนๆ อธิบายยอกย้อนไปๆมาๆ เพราะมันมีแง่เชิงที่ละเอียดมาก(นิปุณา)ก็จำเป็น อย่าลืมว่า “ปัญญา”เป็น“โลกุตระ”นะ!!! “ปัญญา”ไม่ใช่“โลกียะ”เลย แต่คนขี้โกง(เฉโก)ต่างหาก มาละลาบละล้วงเอาคำว่า“ปัญญา”(ความรู้ที่รู้กิเลสและลดกิเลสได้)ไปใช้แทนคำว่า “เฉกา”(ความฉลาดโกงที่ลดกิเลสไม่เป็น)อย่างหน้าไม่อาย ไปหลอกคนอื่น หลอกคนที่อวิชชา หลอกสั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive