620830 ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์115 KB
วันที่แก้ไข30 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ [เริ่มเขียน ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘]

๏ เกริ่น เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันศุกร์ที่ ๒ ต.ค. ๒๕๕๘ แรม ๕ ค่ำเดือน ๑๐ ปีมะแมเริ่มต้นเดือนตุลาคมแล้ว วันที่ ๒ ตุลาคมแล้วใกล้ๆเข้าไปหาปลายปีแล้วหมดปีอีกแล้ว เดี๋ยว..วัน เดี๋ยววัน แก่ไม่ทันจริงๆ ชีวิตอาตมามันแก่ไม่ทันจริงๆ เดี๋ยววัน เดี๋ยววัน คนทั้งหลายในโลกต้องอาศัยใช้เวลาที่มีอยู่และผ่านไป แต่ละวันๆนี่แหละ..เป็นอยู่ให้แก่ชีวิต โดยเฉพาะใช้ศึกษา ฝึกฝนตนเอง ซึ่งเราเรียกกันสั้นๆ ว่า “ทำงานทำการ” หรือพูดให้ครบ ก็คือ ชีวิตเป็นอยู่ก็ทำงานทำการให้ดี ก็คือให้ชีวิตเจริญ ถ้าเป็นชาวพุทธที่มีภูมิปัญญาก็ทำให้ถึงขั้น“บุญ” แต่คนทั้งหลายก็ไม่เคย“ฉุกคิด”กันเลยว่า คำว่า“ชีวิตเจริญ”ของคนนั้นที่แท้มันลึกซึ้งละเอียดลออแค่ไหน? ส่วนมากก็มีแต่ระวัง“กรรม ๓”(กายกรรม-วจีกรรม-มโกรรม) ของตนอยู่บ้าง ด้วยสามัญสำนึกว่า“ทำกรรม ๓ ให้ดี” อย่าให้เป็น“ทุจริต”หรืออย่าให้เป็น“บาป”หรือย่าให้เป็น“อกุศล” ยิ่งถึงขั้น“บุญ”นั้น ชาวพุทธทุกวันนี้ ไม่รู้ความเป็นจริง ของคำว่า“บุญ”กันแล้ว ว่า หมายความถึงอะไร? หลงผิดกันไปหมดแล้วมั้ง! เพราะเห็นพากันไปเข้าใจว่า“บุญ”หมายถึง“ภาวะ”ของคุณงามความดีที่เป็นแค่“กุศล” เท่านั้น คนส่วนมากเข้าใจคำว่า“บุญ”เลอะเทอะเละเทะ เข้าใจคำว่า“บุญ”ออกนอกขอบเขตพุทธไปไกลมากแล้ว ชาวพุทธทั้งหลายทั้งปวงทุกวันนี้ แทบจะไม่เหลือใครเลยแล้วที่“ทำบุญ” เป็น“บุญ”สัมมาทิฏฐิ “บุญ”ได้กลายเป็น“มิจฉาทิฏฐิ”(ความเข้าใจผิด)กันจนแม้กระทั่งเศษธุลีละอองของ“ความเข้าใจถูก”ใดๆก็ไม่เหลือเลย “บุญ”ได้กลายเป็นสินค้าที่โลดโผนโจนทะยานเก่งกาจชนิดที่ลึกลับกว่า“นินจา”หลายร้อยเท่าพันเท่า ชาวพุทธจึงต่างพากัน“แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ” โดย“ทำบุญ”ไม

อ่านต่อ

่เป็น“บุญ”เลย แต่เป็น“บาป”กันจริงๆแล้ว “ทำบุญ”ได้“บาป”กันเกินกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นไหนๆ ไปไหนๆ นั่นคือ ไปนรกลึกหรือต่ำสุดๆยิ่งนั่นเอง โดยไม่รู้ตัว ไม่ฉุกใจ ไม่ไหวทันกันเอาเลย ซึ่งมันผิดสัจจะไปใหญ่ จนกู่ไม่กลับกันแล้วจริงๆ (๑) “ศิลปะโลกุตระ”ประเด็นสำคัญยิ่ง คือ คำว่า“บุญ” เป็นต้นว่า เข้าใจคำว่า“บุญ”คือ“วิมาน” ที่หมายถึงแค่ภพในอนาคต สองเป็น“กุศล” ที่หมายถึง สิ่งอาศัยพักพิง สามหมายถึง “ชาติ” อันเกิดเป็นตน นี่แหละผิดทั้ง ๓ ประเด็น เพราะ“อนาคต”นั้นได้แก่ ภาวะที่ไม่เคยมาถึงเราสักที ไม่เคยเป็นปัจจุบันใดๆสักครา ยังอยู่ในสายลม ยังไม่ถึงมือเราเลยสักครั้ง แต่ผู้ไม่รู้(อวิชชา)ก็ไปหลงผิดวาดหวังติดยึด อยู่กับ“วิมาน”นั้นไปตลอด ..จนกว่าจะมีภูมิถึงศิลปะโลกุตระ ผู้มีภูมิโลกุตระจึงรู้“อนาคต”เป็นแค่“วิมาน” “วิมาน”เป็น“ภาพหรือภพที่วาดหวังใส่ไว้ในใจตน” เท่านั้น “วิมาน”ไม่ใช่“ภาวะที่มีจริง เป็นจริง”เลยสักนิด แต่ ผู้ไม่รู้(อวิชชา)ก็ไปหลงผิด เอาแต่ติดยึด“อนาคต”นั้น แล้วก็แสวงหาคว้าลมกันอยู่กับ“อนาคต”นี้กัน คนโลกุตระจึงไม่หลง“วิมาน” และรู้ภาวะ“ปัจจุบัน”ที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วปฏิบัติกับ“เวทนา”เป็นฐานแท้ นี่คือ “ทิฎฐิ ๔๔”(อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔) ที่เป็น“มิจฉาทิฏฐิ”ทั้งหมดทั้งสิ้นในความเป็น“อนาคต”ทั้งหลาย เท่าที่พระบรมพุทธศาสดา ได้ตรัสรู้ และนำมาประกาศไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๙ ข้อ ๔๕ ไปถึง ข้อ ๕๐ ผู้ที่มี“ความรู้”ในความเป็น“อดีต”ชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ว่า เป็นเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว อย่าไปงมจมอยู่กับ“อดีต”ต่อไปเลย เพียงรู้ไว้เป็นเรื่องใช้เปรียบเทียบในการศึกษา เพื่อปฏิบัติ“ธรรมะ ๒”เท่านั้นก็พอแล้ว “อดีต”ไม่มีวันจะมามีใน“ปัจจุบัน”ได้เลย จึงจะมีก็แต่“อนาคต”เท่านั้นที่จะเป็น“ธรรมะ ๒”กับ “ปัจจุบัน”ให้เราปฏิบัติ ทำความเป็น“๑ ใน ๒”สำเร็จได้ “ความรู้”ดังว่านี้ คือ ศาสตร์ ชัดเจนแจ่มแจ้งในตน เป็นหลักยึด แล้วมี“ความจริง”ที่เป็น“ธรรมะ ๒” คือ สุมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ ทำงานอยู่กับสังคม ถ้าเป็น“ความรู้”ของเราคนเดียว ก็เป็นแค่“ศาสตร์” เป็นแค่“ความรู้”ที่เรากำหนดรู้อยู่แต่เดียว นี้คือ “สัญญายะ นิจจานิ” เป็น“ปรมัตถสัจจะ”อยู่กับเราผู้เดียว เดี่ยวๆ ยังไม่ชื่อว่า “ศิลปะ” เป็นแค่“ศาสตร์”เท่านั้น ถ้า“ศิลปะ”ต้องมี“ธรรมะ ๒” มีทั้ง“ศาสตร์” ทั้ง“ศิลป์” สมมุติสัจจะคือ สัจจะที่ต้องมี“สมมุติ” ที่เป็น“สัจธรรม” สมมุติ ก็คือ มีผู้อื่น“รู้”ร่วมกับเราด้วย ไม่ใช่“รู้”แต่เราอยู่ผู้เดียว ส่วน“ปรมัตถสัจจะ”นั้นก็คือเรารู้ ก็เรานั่นแหละที่ยึดว่า“เรารู้ได้ยิ่งๆ” แต่ถ้ามีผู้อื่นรู้ด้วย ก็เป็น“ศาสตร์”ท่ี่แพร่หลายออกไปยิ่งขึ้นแก่ผู้อื่น นี่แหละ ตรงนี้แหละ..ศิลป์ตรงนี้ เป้าสำคัญคือ ถ้า“มี”เฉพาะเราแต่ผู้เดียว ไม่มี“สมมุติ” ก็ยังไม่นับว่า“ศิลปะ” ยังเป็นแค่“ศาสตร์”ที่แค่ตน“มี”ผู้เดียว “ศิลปะ”ต้องผู้อื่นร่วมด้วยถึงขั้น“มี”ได้เป็น“ธรรมะ ๒” นั่นคือ มีทั้ง“ปรมัตถสัจจะ”และทั้ง“สมมุติสัจจะ” สำคัญตรงนี้ “ศาสตร์”นั้นจะแพร่หลายแค่ใดมากมายแค่ใดก็เป็นแค่“ศาสตร์” เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพราะแค่“ศาสตร์”ที่ยังไม่มีความรู้ขั้นเปลี่ยน DNA ของ“จิตนิยาม”ได้ ยังไม่เป็น“วิชชาศาสตร์” เพราะยังไม่ถึงขั้นเป็น Phenomenalogy โดยเฉพาะยังไม่เป็น“วิชชาศาสตร์”(Phenomenalogy)ที่ เข้าขั้น“กรรมนิยาม”อันเป็น“โลกุตระ” หรือให้ชัดยิ่งก็คือ ยังไม่เป็น“ธรรมนิยาม”ที่นิยามกันเรียกได้ว่า“โลกุตรธรรม” เพราะส่วนใหญ่ยังไม่ถึงขั้นเป็น“บุญ” ยังไม่เกิด“ส่วนบุญ” จึงเป็นได้แค่“กุศล” ยังไม่ถึงขั้น“บุญ” ยังเป็น“กรรม”ที่ไม่เข้าขั้น“ชำระกิเลส”ได้จริง ยังทำให้จิต“มีส่วนที่เป็นบุญ”จริงๆไม่ได้ “บุญ”คือ “การฆ่ากิเลส” แต่“กรรม”คือการกระทำ โดยเฉพาะ“การกระทำใจในใจ”(มนสิการ)ยังไม่เข้าขั้น“ชำระจิตให้กิเลสลดได้” ซึ่งเป็น“ศิลป์”ที่เข้าขั้น“ศิลปะโลกุตระ” จึงยังไม่นับว่าเป็น“ศิลปะ” เพราะยังไม่เป็น“มงคลอันอุดม” ตามพระวจนะที่ว่า “ศิลปะ เป็นอุดมมงคล”(พระไตรปิฎก เล่ม ๒๕ ข้อ ๓๑๘) “อุดมมงคล”นั้นเป็น“ศิลปะขั้นโลกุตระ” ผู้ทำ“สร้าง”(กโรติ)งานนั้นยังไม่ถึงขั้นใช้“สัปปุริสธรรม ๗ กับมหาปเทส ๔”ที่ตัดสิน“สัจจะ”ได้ว่า“มีความพอเพียง”ที่พอดี และที่สำคัญมากคือ ต้องมีฐานของ“สมมุติสัจจะ” และต้องมีฐานของ“ปรมัตถสัจจะ” ตามความเหมาะสมของ“เอกภาพ”นั้นๆ ความสามารถยังไม่ถึงขั้น“บุญ” หรือยังไม่ถึงขั้น“อุดมมงคล” จึงยังไม่ชื่อว่า“ศิลปะขั้นโลกุตระ” “สัปปุริสธรรม ๗”นั้นศิลปินมีความสามารถต้องเข้าขั้น“สัตบุรุษ” ไม่เช่นนั้น“ผลงาน”ไม่ถึงขั้น“อุดมมงคล” ส่วน“มหาปเทส ๔”ของพระพุทธเจ้านั้น“อนิจจัง”แท้ โดย“อนุโลม”หรือ“ปฏิโลม”ไปกับสังคมกับโลก ตามปรากฏการณ์(ปาตุภาวะ = phenomena)ที่เกิดอยู่เป็นอยู่จริง ของเหตุปัจจัยในกาละนั้นๆ อย่างไม่มี“อคติ”แท้เด็ดเดี่ยว และได้กำจัด หรือระงับส่วนที่แรงที่ร้ายในขณะนั้นได้สำเร็จ ให้องค์รวมของหมู่กลุ่มดำเนินไปได้ ไม่วุ่น ไม่กวน ไม่เสียหาย ไม่แรงจนร้ายได้สำเร็จ แต่แรงเต็มที่อย่างพอดีจึงจะเรียกว่า“บุญ” เริ่มเข้าข่าย“โลกุตระ” ผู้ทำ“บุญ”เป็นผล “ทำบุญ”มี“ส่วนบุญ”(ปุญญภาค)เกิด จึง นับว่าเป็น“โลกุตระ”เพราะกำจัด“เปรต”ได้ก็มีฐานะ“เสขบุคคล” (๒) “การประมาณ”ที่ได้สัดส่วนพอเหมาะจึงจะเป็น“ศิลปะ” การจัดการ“ประมาณ”(มัตตัญญู)สัดส่วน ผสมได้ส่วนพอเหมาะพอดีที่สุด(harmony) แม้จะมี“จุดเด่น”(highlight)ที่ เด่นได้ในหมู่ โดยหมู่ยอมรับ ยกให้เป็นจุดเด่นของหมู่ ด้วยคะแนนของหมู่ มากเกินกว่าหมู่อื่นอย่างซื่อสัตย์โดยแท้ ฉะนี้แล คือความสามารถของ“ศิลปิน” ต้นแรกของความสามารถ นับเป็น“ศิลปิน”ขั้นโลกุตระ แต่ที่เป็น“ศิลปะ”โลกียะนั้น คือการบำเรอกิเลสอยู่ แต่มีเงื่อนไขแค่ว่า ต้อง“สุจริต” ไม่ผิดกฏหมาย ไม่ผิดวินัย ไม่ผิด“สมมุติ”ของคนส่วนมาก(เยภุยยสิกา) มี“ความพอใจ-ความชอบใจ-ความสุขใจ” แม้จะยังบำเรอกิเลสอยู่ ก็ยังได้ ดังนี้แลคือ ผู้ทำ“ศิลปะ”โลกียะ หรือที่เป็น“ศิลปะโลกีย์” นับเป็น “ศิลปะ” ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก เริ่มต้น ส่วนที่จะนับเป็น“ศิลปะโลกุตระ”ได้นั้น ต้องนับเอาที่“จิตใจ”เป็นหลัก ว่า เป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต-เจตสิก หรือ“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม ถึงขั้นกายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม” แยก“มโปวิจาร ๑๘”ที่เป็น“โลกียะ”(เคหสิตเวทนา ๑๘) กับที่เป็น“โลกุตระ”(เนกขัมมสิตเวทนา ๑๘)ได้ ถ้าแค่“รู้”ได้ ก็แค่“พ้นสักกายทิฏฐิสังโยชน์ ” กับ“พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์” ๒ สังโยชน์ แต่ยัง“ไม่พ้นสีลัพพัตตปรามาสสังโยชน์” ดังนั้น ที่สำคัญเป็นเงื่อนไขหลักคือ ต้องทำให้“ใจ”ของ เรากิเลสลดได้ จางคลายลงได้ “พ้นสีลัพพัตตปรามาสสังโยชน์”อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสัมผัส“ใจ”เราเองจริงๆ จึงจะนับว่า เริ่มนับเป็น“ศิลปินโลกุตระ”ขั้นต้น ผู้สามารถทำ“จิตในจิต”ของตน กิเลสลดละลงได้จริง ผู้นั้นแหละเริ่มนับว่า เป็น“โลกุตระ”เป็น“อาริยะ”สำหรับตน แค่ตนเองเป็น“อาริยชน” เป็นมนุษย์โลกุตระ ขั้น “ปรมัตถธรรม”สำหรับตนแล้ว แต่ยังไม่นับว่ามี“ศิลปะ” ที่เป็น“สมมุติสัจจะ” หาก เมื่อใด ผู้นั้นไม่สามารถนำ“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตระ”ออก มาเผยแพร่ให้คนอื่นภายนอกเริ่มรู้ร่วมเป็น“สมมุติสัจจะ” แล้วมีคนทำ“ปรมัตถธรรม”ของเขาได้ ผู้นั้นก็ยังไม่ชื่อว่า “ศิลปิน”เต็ม“ธรรมะ ๒” เพราะยังไม่มี“โลกุตรธรรม”ครบ ก็ยังเป็นได้แค่ ผู้มี“ศิลปะโลกุตระ”สำหรับตนเท่านั้น จนกว่าจะเป็นผู้สืบทอด“โลกุตระ”ถ่ายทอด DNA หรือมีคนอื่นเปลี่ยน DNA ใน“จิตนิยาม”ของคนอื่นอีก ให้เกิด ต่อไปได้ ผู้นี้จึงจะชื่อว่า เป็น“ศิลปิน”เต็มตัว เป็นศิลปะโลกุตระ ครบสภาพ“ธรรมะ ๒” เต็มรูปเต็มนาม (๓) “บุญ”กับ“กุศล”ประเด็นสำคัญยิ่ง ที่จะเป็นโลกุตระ “ศิลปะ”ต้องเป็น“ธรรมะ ๒”(อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ หรือสมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ)ที่มี“ความแตกต่างกัน”(ลิงคะ,เพศ) ไม่ว่าจะเป็น“สิ่งมี”ที่เล็กที่สุดละเอียดที่สุดแห่งที่สุด(ribonucleic) ก็สามารถเห็น“ความแตกต่าง”ของภาวะนี้ และจัดการ(อภิสังขาร)กับ“ธรรมะ ๒”นี้ให้เป็น“ธรรมะ ๑”ได้สำเร็จ(เอกสโมสรณา ภวันติ) โดย“ธรรมะ ๒” หรือ“ธรรมะมากมาย”นั้นอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนกัน(harmony) ผู้นี้แหละ คือ “ศิลปิน” ผู้งมงายอยู่แต่กับภาวะที่เป็น“ภพ”หรือ“ภาพ”ที่เป็น “อนาคต” ไม่หันเข้ามาหาความเป็น“ปัจจุบัน”ที่มี“ภาพ”แท้ มี“สัมผัส ๖-อายตนะ ๖-วิญญาณ ๖”ศึกษา“ของจริง” ก็จะหลงงมอยู่แต่กับ“อนาคต”ที่มีทั้งหมดอยู่เพียง ๔๔ ทิฏฐิเท่านั้น ไปตลอดกาลนาน ไม่มีทางบรรลุธรรมได้เลย และคำว่า“กุศล”นั้น หมายถึง สิ่งอาศัยพักพิงของชีวิต ได้แก่ ภาวะที่สบาย ภาวะที่เป็นสุข ภาวะที่เจริญก้าวหน้า เป็น“ภาวะที่มีอยู่ ไม่หายไปไหน” แม้มันจะกลายเป็นภาวะไม่สบาย ภาวะที่เป็นทุกข์ ภาวะที่เสื่อมไม่เจริญแล้ว มันก็ยังเป็นภาวะที่“มีอยู่” แต่เป็นความเสื่อมไป เรียกชื่อภาวะนี้ว่า “อกุศล” ภาวะนี้ยังไม่หายไปไหน เช่นกัน “บุญ”นั้นได้หลงผิดว่าเป็นสมบัติิที่คนพึงสะสมมาไว้ ใส่ตน หอบหวง“บุญ” กอบโกย“บุญ” ให้แก่ตนมากๆฉันใด ก็แค่..กรรมสะสมความเป็น“กุศล”ใส่ตนฉันนั้น ..ก็ได้ แต่ยังไม่ได้“ฆ่ากิเลส” ยังไม่ใช่“บุญ” ..แค่“ได้ความดี” “กรรม”นั้นยังไม่ใช่“การกำจัด-การฆ่า” “กรรม”นี้ยังจะ“เอา” ยังไม่ใช่“กรรม”ที่เป็น“การฆ่า” นี่แหละ ผิด “ผิด”อย่างมหามหันต์ ผิดอย่างสำคัญมากในศาสนาพุทธ เพราะด้วยสัจจะที่จริง“บุญ”กับ“กุศล”มีนัยสำคัญที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้งมาก ลึกล้ำยิ่ง ..เห็นได้มั้ย? ผลของ“กุศล”นั้นคือ“มี”ภาวะที่ดี..ถึงดีได้อย่างยิ่งๆ ไม่จบ ไม่สิ้นสุด ยัง“มี”เพิ่มไปได้ตลอดกาลที่ทำ“กุศล” “กุศล”ก็ยิ่ง“มี”ในตนมากขึ้นๆๆๆๆๆ ได้เรื่อยไป เพราะ“กุศล”คือบรรดา“ทรัพย์-ศฤงคาร” ยิ่งทำยิ่งได้ “มากมี”ทับทวียิ่งๆขึ้น “มี”ในตนไปได้ยิ่งขึ้นๆ ไม่มีที่สุด ส่วนคำว่า“บุญ”นั้นคือบรรดา“อาวุธฆ่าอกุศล-เครื่องประหารกิเลส” ยิ่งทำยิ่งลด “น้อยลงๆ”ตาม“ส่วนบุญ”(ปุญญภาคิยา)ที่ทำสำเร็จ ยิ่งสิ้นไป หมดเกลี้ยงเป็นที่สุด หากเป็นผู้“หมดบุญ”(ปุญญปริกฺขีโณ) เป็นผู้“หมดสิ้นบาปในตน” ก็เป็น“ผู้หมดสิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญบาปปริกฺขีโณ) คนผู้นี้ก็หมดเรื่อง“บุญ”สำหรับตน ไม่ต้อง“ทำบุญ”อีก “กุศล”เมื่อ“ทำแล้ว”ได้สะสมเพิ่มขึ้น มีมากขึ้นๆๆ แล้วก็ทำ“กุศล”ต่อไป ก็ยิ่งมี“กุศล”มากยิ่งๆขึ้น ไม่มีที่จบสิ้น แต่“บุญ”นั้นเมื่อ“ทำแล้ว” กิเลสก็ลดละหน่ายคลาย ลดลงๆ หมดไปๆๆๆๆ จนที่สุด“บุญ”ก็หมดสิ้ิ้นไปจากตน เป็น“คนสิ้นบุญ”(อรหัตตผล) เป็น“ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป”สนิท(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) ผู้นี้ก็เป็น“อรหันต์” จบสิ้น จบกิจที่จะทำ เนื่องจากผลของ“บุญ”คือ“กำจัด”ภาวะนั้นๆออกไป เช่น กำจัด“บาป”หรือ“อกุศล” จนที่สุด“ภาะนั้นไม่มีเหลือเลย” ก็“จบกิจ” “จบกิจ”ก็เป็นอัน“หมดสิ้นบุญ”ไปเลย คนผู้“หมดสิ้นบุญ”ก็คือ ผู้“หมดส่วนบุญ”นั้นภาษาก็ว่าหมด“ปุญญภาค”หรือหมด“ปุญญภาคิยา” ได้แก่ ผู้พ้น ความเป็น“เสขบุคคล” หรือหมดความเป็นเปรต เป็นลำดับๆ ถ้าสิ้นอาสวะก็ก้าวหน้าขึ้นเป็น“อเสขบุคคล” เป็นอรหันต์ (๔) นัยสำคัญยิ่ง คือ“บุญ”นั้นยิ่ง“ไม่มี” แต่“กุศล”ยิ่ง“มี” ดังนั้น อรหันต์จึงคือ ผู้“จบกิจของบุญ” เป็นผู้“สิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) เป็นผู้ไม่ทำบุญอีก ไม่มี“บุญ”แล้ว หน้าที่ของ“บุญ”เสร็จแล้ว “จบ”แล้ว “บุญ”ก็ไม่มีในตน ตนก็ไม่ต้อง“ใช้บุญ”สำหรับตนอีกแล้ว “บุญ”นั้นก็สำเร็จ ผลก็คือ เป็น“คนสิ้นบุญ”อย่างยั่งยืนตลอดกาล เป็น“คนไม่ต้องใช้บุญ-หรือไม่ต้องมีบุญสำหรับตนทำต่อไปอีกแล้ว” ในชีวิตที่จะ“มีอยู่”อีกกี่ชาติๆก็ตาม มีแต่“กุศล”เท่านั้นที่จะ“มี”มากขึ้นๆ เป็น“บารมี” ผล“บุญ”ที่ได้ จึงไม่ใช่สิ่ง“มี” ไม่ใช่ภาวะที่ต้องสะสม ผลที่ได้ของ“บุญ”ยิ่ง“ไม่มี” ยิ่งเกลี้ยง-สะอาด แต่ผลที่ได้ของ“กุศล”ยิ่ง“มี” ยิ่งสะสม ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆๆๆ ผลที่ได้ของ“บุญ”ยิ่ง“หมดสิ้นไป” ผลสูงสุดคือ“สูญจบ” สูญสนิท ไม่เหลือแม้ธุลีละอองใด ยั่งยืนตลอดกาล ชาวพุทธเข้าใจผิดในคำว่า “บุญ”(มิจฉาทิฏฐิ) ผิดอย่างฉกาจฉกรรจ์ จนกระทั่งไร้ผลจากศาสนาพุทธกันเลยทีเดียว นี้เป็นความเข้าใจผิดของชาวพุทธที่สำคัญยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่มาก เพราะคำว่า“บุญ”นี้เองที่ทำให้ชาวพุทธทุกวันนี้พากันใช้คำว่า“บุญ”ทำลายศาสนาพุทธเสียเองด้วย เพราะชาวพุทธได้พากันหลงผิด โดยเฉพาะ“ผู้รู้”ที่ มิจฉาทิฏฐิในคำว่า“บุญ” จึงได้พากันเอาคำว่า“บุญ”ไปหลอกคนว่า เป็น“วิมาน”ที่คนอยากได้มาสะสมไว้ในตนให้มากๆ ศาสนาพุทธเสื่อมหนักมากจริงๆ เพราะเหตุนี้ (๕) เริ่ม“ศึกษา”ความเป็น“โลกีย์”จากคำว่า“วิมาน”ก่อน เหตุก็คือ ใช้“วิมาน”นี่แหละหลอกคนให้มาทำ“บุญ” แต่ที่ปฏิบัติ“การทำบุญ”นั้น “ทำ”กันอย่างมิจฉาทิฏฐิ เพราะพากันทำอย่างนั้นมันได้“บาป”กันยิ่งๆขึ้นแท้ๆต่างหาก เนื่องมาจาก“การทำใจในใจ”(มนสิการ) ก็ทำไม่เป็น ทำ ไม่ตรงความจริง และ“รูป”กับ“นาม”ก็ไม่ได้มีการสัมผัสแตะ กันของ“ธรรมะ ๒” หลงไปปฏิบัติหลับตาหนี“ธรรมะ๒”ซ้ำ ด้วย“ความไม่รู้”(อวิชชา)กันนั่นเองจึง“ตั้งจิต”(อธิษฐาน)ทำ“บุญ”กันเอาจริงเอาจัง แต่“การตั้งจิต”ของผู้นั้นเป็น“จิตที่ตั้งไว้ผิด” ก็ได้“โมหะ” คือ ได้“ความหลง”(โมหะ) นี่ชั้นหนึ่งแล้ว และที่“โมหะ”นั้น ก็เป็นได้ทั้งที่“หลงผิด”ว่าถูก นี่อีกชั้น ทั้งที่“หลงติดหลงยึด”เป็น“อุปาทาน” นี่ก็อีกชั้น ทั้งที่“หลงใคร่อยากได้”เป็น“กาม”ยิ่งขึ้นๆ นี่ก็อีก ทั้งที่หลงผิดยึดเอา“ความมีตัวตน”ว่า “ไม่มีตัวตน”ก็อีก จะเพราะ“จิตวิปลาสหรือทิฏฐิวิปลาสหรือสัญญาวิปลาส”ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น นี่ก็ยังเป็นอีกหลายชั้น และหรือวิปลาสไปเป็น“ความไม่เที่ยงว่าเที่ยง-ความเป็นทุกข์ว่าสุข-ความไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน-ความไม่งามว่างาม” นี้ก็อีก นับมานี่กี่ชั้นแล้วล่ะ(พระไตรปิฎก เล่ม ๒๑ ข้อ ๔๙) มันหนามันมากมันจัดจ้านกันกี่ชั้นที่หลงผิดกันไป นี้คือ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๕ ข้อ ๙๒ ว่า “โจรหัวโจกกับโจรหัวโจก หรือคนมีเวรกับคน มีเวรทำร้ายแก่กันและกันนั้น มันเลวหนักยิ่งกว่า”แบบนี้เอง แม้ที่สุด“หลงใหลคลั่งไคล้” เห่อกันว่า ถ้าได้“ทำทาน” กับคนผู้นี้หรือกับวัดนี้จะรวยใหญ่รวยมาก พากัน“โมหะ” หลง“ทำบาป”ว่าตนได้“ทำบุญ”กัน เนื่องจากไม่รู้ทันคำ ว่า“วิมาน” ที่ถูกสร้างขึ้นมา“ทำร้าย”ผู้คนกันนี่เอง ก็เพราะการเอาคำว่า “บุญ”นี่แหละ มาหลอกคนว่า เป็น“การทำทาน” โดยเฉพาะต้องมาทานแก่ผู้พูดเองด้วย (๖) คนฉลาดชั่วร้าย(เฉโก) กับคนโง่หนัก ที่เลวสมกัน คนโง่หนัก จึงหลง“ทำทาน”กันใหญ่ ทำกันคึกคัก ทำกันมาก คนฉลาดเลวก็ทำร้ายกันเองยิ่งๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เปรียบเหมือนกับ“โจรหัวโจก”ก็ดี หรือ“คนมีเวร”ก็ดี ซึ่ง“คนเลว”(โจร)ก็ดี คนผู้มี“เวร”(ความปองร้ายกัน)ก็ตาม ซึ่งพากันทำ“ความฉิบหาย”ให้แก่กันและกันก็เลวร้ายแล้ว แต่คนที่มี“จิตที่ตั้งไว้ผิด”นั้น “เลว”หนักยิ่งๆกว่า“โจรหัวโจก” ยิ่งกว่า“คนมีเวร”ทำร้ายกันและกัน เป็นไหนๆทีเดียว คำตรัสของพระพุทธเจ้าใน“โคปาลสูตร”(พระไตรปิฎก เล่ม ๒๕ ข้อ ๙๒ นั้นมีว่า “โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจกแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน ก็หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวรแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน “จิตที่ตั้งไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ)..พึงทำเขาให้เลวกว่านั้น ฯ” “ทิโส ทสํ ยนฺตํ กยิรา เวรี วา ปน เวรินํ มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ ปาปิโย นํ ตโต กเรติ ฯ ติยํ ฯ” ชัดเจนชัดแจ้งในคำว่า“พึงทำเขาให้เลวกว่านั้น”..มั้ย? เห็นไหมว่า พระพุทธเจ้าตรัสความสำคัญของ“การทำใจในใจ“(มนสิการ)นี้มันสำคัญยิ่งขนาดไหน แต่นักการศาสนาทุกวันนี้ ไม่สังวรกันเลย อาจารย์ที่สอนทั้งหลายจึงสอนกันให้“ตั้งจิตตั้งใจไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตัง จิตฺตัง)กันเต็มวงการศาสนา ในเรื่อง“ทำทาน” แต่ไม่เป็น“บุญ” กลายเป็น“บาป” เพราะไปได้กิเลสทับถมตนเข้าไปหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นๆๆ ก็เพราะประเด็นที่ว่า “จิตที่ตั้งไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตัง จิตฺตัง) นี้แหละที่เป็น“ความผิด”(มิจฉา)แท้ๆ ของ“โจรหัวโจก”ซึ่งหมายถึง“คนผู้ใช้เล่ห์หลอก”ด้วยการสร้าง“วิมาน”ขึ้นมา และใช้คำว่า“ทำบุญ”(ที่จริงแค่“ทำทาน”แท้ๆ ไม่ใช่“ทำบุญ”เลย) กับคนที่นับว่าเป็น“โจรหัวโจก”สมกัน เพราะ“คนฉลาดมาก-คนโง่หนัก”ที่เข้าคู่กัน สมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงผนึกสนิทเนียนยิ่ง ก็ร่วมรัดกันทำ“อกุศลกรรม”ได้“เลวยิ่งกว่าเลว”ควบแน่นแรงร้ายยิ่งๆเกินจะกล่าวทีเดียว ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งความหลงผิดนี้ มันผิดกันไปอย่างน่าสังเวชยิ่งๆ ความจริงแท้ “บุญ”หมายถึงเครื่องฆ่า อาวุธประหาร แต่กลับนำไปหลอกเป็น“วิมาน”ที่หลงผิดกัน กลายเป็นอยากได้“บุญ”หนักหนาสาหัสจนพากันเพ้อพกตกนรก จึงโง่ซับโง่ซ้อนไม่รู้กี่ชั้นๆ ที่หลง“บุญ”เป็น“วิมาน” (๗) แล้วจริงๆแท้ๆ “วิมาน”มันคือ อะไรกันแน่..? วิมาน คือ ปราสาทบนสวรรค์ แดนสวรรค์ แดนสุขาวดี “วิมาน”คือ ภาวะที่คนคิดด้วยความหลงผิด จนถึงหลงใหลคลั่งไคล้ จึงต่างสมมุติ“วิมาน”กันขึ้นมาหลอกลวงกันให้เพ้อพก เสียเวลา เสียแรงงาน เสียเงินทองแสนสาหัส “วิมาน” คือภพ คือชาติ ที่หลงเป็นดินแดนที่แสนสุข ที่คนหวังว่า จะไปเกิดหรือไปเป็น ไปได้กันใน“อนาคต”โน่น “วิมาน”เป็นการสร้าง“ภาพหวัง”ขึ้นยั่วย้อมใจคนหนักจัด นักการศาสนาทุกวันนี้ใช้“วิมาน”เป็นเครื่องมือหากิน แข่งขันกันอย่างเข้มข้น ตามแบบ“ทุนนิยม”ที่เป็นนักหาเสียง หาบริวาร หาลูกค้า เป็นจอมประชานิยมตัวฉกาจ เป็นนักการตลาดตัวฉกรรจ์ ไม่มีผิด มีเล่ห์เหลี่ยมหากิน ใช้เล่ห์เลี้ยงสำนักตนเอง ต่างมี วิธีการที่จะให้คนมาหลง“วิมาน”ของสำนักตน มาหลงติดยึดในตัวตนของคนในพรรคของตนกันทั้งนั้น “วิมาน” จะปั้นอะไรก็ได้! จะเป็นอย่างไร? ก็วาดฝันไปตะพึด สารพัด จะพิลึกกึกกือ จะมโหฬาร จะสุดยิ่งสุดใหญ่ขนาดไหนๆ เลิศเลอ หรูหรา อภิมหาวิเศษ บรมประเสริฐ ก็คิดเอา นึกเอา ตามที่อยากได้ให้เป็นให้มี ก็แค่คิดขึ้น ด้วยความฉลาดยิ่งๆ จินตนาการเอาลมๆแล้งๆ แท้ๆมาสร้างขึ้น แต่เป็นจริงไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ตามที่เพ้อฝันออกมาหลอกกัน มอมเมากัน ล้วนคือ“วิมาน”ที่จะเนรมิต เพ้อบ้าๆ ฝันบอๆ ออกมาหลอกล่อกันได้ทั้งนั้น โดยมีคำว่า“บุญ”เป็นชื่อสินค้าหลักของสำนัก-ของวัด ผู้“ซื้อบุญ”ก็จะได้“วิมาน”ที่สวย-ใหญ่-หรู สารพัด กรอกหูผู้อยากได้“บุญ”จนเป็นที่หลงเชื่อกันทั่วไปว่า การทำ“บุญ”ที่จ่ายเงิน“ทำทาน”นั้น เป็น“การซื้อบุญ” ซึ่งจะได้“บุญ”อันเป็น“วิมาน”ตามที่พ่อค้าบุญอ้างหลอกโกงกิน ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่การ“ซื้อ“ด้วยซ้ำ เพราะซื้อยังได้ของแลกเปลี่ยนมาเป็นชิ้นเป็นอัน แต่นี่..มันถูกหลอก“กินฟรี”แท้ๆ ถูกหลอกเอาไป“ฟรี”ๆ แต่ไม่ได้สิ่งนั้นเป็นชิ้น เป็นอันมาให้แก่ผู้จ่ายเงิน-จ่ายทรัพย์ออกไป เลย..สักจี๊ด มีแต่“วิมาน”ลอยลมเท่านั้นที่ผู้จ่าย“หลงลม”นักต้ม ตัวร้ายทั้งหลาย ได้“วิมาน”เท่านั้น แค่นั้นเท่านั้นนะ..ไม่ได้อะไรลึกซึ้งไป กว่า “วิมาน”ที่ผู้จ่ายเงิน..ฝันเพ้อว่าจะได้ คำว่า“บุญ” คนทุกวันนี้จึงมิจฉาทิฏฐิ(มีความเห็นผิด) ว่า เป็น“วิมาน”หรือ“ภาพหวัง”หรือ“ภาพที่อยากได้มาให้ตน” “บุญ”จึงเป็น“ภพ-ชาติ”ที่คนผู้ทำทาน“ทำไว้ในใจ”(มนสิกโรติ)ว่า ตนจะได้“วิมาน”ตามที่ตน“ทำทาน” ถ้ายิ่งทาน มากเท่าใด “วิมาน”ก็ยิ่งใหญ่ ยิ่งโต ยิ่งหรู ยิ่งวิวิธสมาหรา ก็“ตั้งจิต” คือ อธิษฐานจิต หรือ“ปณิหิตัง จิตตัง”นี้แล ที่“ตั้งขึ้นไว้ในใจลมๆแล้งๆ”เป็นภพ-เป็นชาติ อรูปจิตเท่านั้น จึงเป็น“อัตตวาทุปาทาน”แท้ๆนั่นเอง ที่แต่ละคนผู้ไป“ทำบุญ”แต่ที่จริง“ทำทาน”แท้ๆ ที่เขาได้เป็นกอบเป็นกำ ฉะนี้แล “การได้”ของคนผู้มิจฉาทิฏฐิ แค่จะได้อัตตา กับเขาบ้าง “อัตตา”ก็ไม่มีเสียอีก มีแต่ลมๆแล้งๆ มีแค่“วาทะ” เท่านั้นที่ผู้อวิชชาได้ไป แค่นจะ“ได้”กับเขาทั้งที ..โถ-โถ-โถ แล้วได้อะไร? ก็ได้ภาวะที่ไม่มี“ของจริง”..เ-ล-ย จึงไม่ใช่“สัจธรรม” แม้แต่น้อยแต่นิด (๘) แล้วจริงๆแน่ๆ “สัจธรรม”มันคือ อะไรกันแท้..? “ของจริง”ตรงกับบาลีว่า สัจธรรม อันเป็น“โอฬาริกอัตตา” ซึ่งจะต้องมี“นามรูป”หรือมี“รูปกับนาม” หรือจะเรียกว่า “รูปกาย”ที่ต้องมี“นามธรรม”ร่วมรู้อยู่ด้วย จึงจะชื่อ ว่า “ของจริง,สิ่งจริง” หรือภาวะที่“สัมผัส ๖”ได้ทั้งภายนอกด้วย ตามเงื่อนไขครบใน“วิโมกข์ ๘” ว่าต้องมีทั้งภายนอก(พหิทธา)และภายใน(อัชฌัตตัง)อยู่พร้อมในขณะนั้น หรือต้องมี“กาย”คือมี“ภาวะ ๒”หรือมี“ธรรมะ ๒”เสมอ ซึ่ง“รูปกาย”หรือ“สัจธรรม”นี้ จะไม่ใช่แค่“วิมาน”แล้ว “รูปธรรม-สัจธรรม”นั้นสามารถรู้ได้ทั้งตนเองและผู้อื่นก็สามารถ“สัมผัส”รู้ร่วมด้วยได้ ทั้ง“สัมผัส ๔” “กาย”เป็น“ธรรมะ ๒”ที่มีทั้ง“รูปและนาม” โดยเฉพาะ ต้องมี“นาม”ร่วมอยู่เสมอ จึงจะชื่อว่า“กาย” คำว่า“กาย” ขาด“นาม”ไม่เรียก“กาย” พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “กาย” คือ “จิต-มโน-วิญญาณ” (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๓๐) “กาย”จึงหมายเอานาม ..“นาม”นะเป็นสำคัญ เป็นหลักยืนในรูปนาม และ“รูปกาย”จะมีได้ ก็ต้องมีการสัมผัส ๓ แล้ว“นามกาย”เกิดก่อน(ปฏิฆสัมผัสโส) จึงจะมี“รูปกาย”ขึ้นมาให้ผู้สัมผัส “รู้เห็น”ได้ต่อมา แล้วจึงจะขาน“ชื่อ”(อธิวจนะ)หรือ“สัมผัสชื่อของภาวะ”(อธิวจนสัมผัสโส)นั้นได้ ถ้าภาวะนั้นมี“ชื่อ”แล้ว ถ้า“ภาวะ”นั้นยังไม่มีชื่อ สังคมยังไม่ตั้งชื่อ “ภาวะนั้น”ก็ไม่มี“อธิวจนะ”จะเรียกขาน ก็มีแต่“สภาวะรูป”ไม่มี“ชื่อ”(นาม) จึงยังไม่มี“ชื่อ”มาก่อน คือ มีแค่“นามธรรม”ให้เรารู้อยู่ ก็เป็น“นาม”อยู่ที่“ถูกเรารู้” ซึ่งมีฐานะ“อรูป”คือ ไม่มีสรีระ-มีแต่“อาการ”(รูปที่ไม่ใช่ร่าง-รูปที่ไร้สรีระ) [พระไตรปิฎก เล่ม ๑๐ ข้อ ๖๐] ทีนี้“สัมผัส ๔”ก็ได้แก่ ภาวะที่ต้องมี“มหาภูต ๔”[สัจจะ ที่ทรงอยู่(ธรรมกาย)ทั้งภายนอกและภายใน]ร่วมด้วย และจะสามารถ รู้ได้ทั้ง“ลักษณะ(มีภาวะให้สัมผัสนอกก็ดีในก็ดี)-สสัมภาระ(กำลังทำสะสมไว้)-อารัมมณะ(ความรู้สึกของจิต)-สมมุติ(สิ่งที่ผู้อื่นหรือในสังคม ก็กำหนดรู้ร่วมกันได้แล้ว)เรียกภาวะนี้ว่า“ของจริง”(สัจธรรม=รูปกาย) “ของจริง”(สัจธรรม=รูปกาย)นี้มีครบ“สัมผัส ๔”ทั้ง“ลักษณะ- สสัมภาระ-อารัมนณะ-สมมุติ” เป็น“รูปกาย”แท้ มี“รูปรูป” (๙) “สัจจะ”แตกต่างกับ“สัจธรรม”อย่างไร? แค่ไหน? ส่วน“ความจริง”(สัจจะ=นามกาย)นั้น มีได้เกือบครบคือ มี“สัมผัส ๓” แต่ที่สุดมันยังไม่เป็น“สมมุติ”ใน“สัมผัส ๔” อันผู้อื่น“รู้ร่วมไม่ได้ด้วย” คือ คนอื่นไม่สามารถร่วมรู้ได้ด้วย มีตนเองกำหนดขึ้นอยู่ผู้เดียวเท่านั้นภายในของตนเองผู้เดียว โดยเฉพาะ“ภาวะที่เป็นแค่วิมานลมๆแล้งๆ” ภาวะนี้แหละ คือ “อัตตวิมาน”แท้ๆ ที่คนอื่นคนใดไม่มีสิทธิ์ร่วม“รู้”กับเราหรอก เราเท่านั้น“บ้ามี”อยู่คนเดียว

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน