S 02 ประวัติ หน้า 1-2.docx
เนื้อหาในไฟล์
ท่านแต่งบทความไว้มากมาย ทั้งสารคดี เรื่องสั้น กลอน โคลง ฉันทลักษณ์ กลบท โดยใช้นามปากกาต่างๆ นานามากหลาย เช่น มงคล พงษ์มงคล , รุ้ง รังรักษ์ , รัก พงษ์มงคล , สไมย์ จำปาแพง , เรขา เหมลิขิต , เพียงเพ็ญ พีรพงษ์ , กุญแจจีย์ , เกื้อ ปรียา , โบราณ สนิมรัก , ชุมาลย์มงคล , อ้อยอิ่ง สวนสงบ ฯลฯ …… งานประพันธ์ที่ทำชื่อเสียงให้กับท่านมากที่สุดกว่างานประพันธ์ด้านอื่นๆ ก็คือ การประพันธ์บทเพลงต่างๆ ซึ่งท่านแต่งไว้มากมายหลายเพลง แต่ได้อัดแผ่นเสียงออกเผยแพร่ไม่มากนัก
จนกระทั่งเมื่อท่านหันมาปฏิบัติธรรมแล้ว เรื่องของเสียงเพลงจึงเป็นเรื่องสุดท้าย สิ่งสุดท้ายที่ท่านสลัด ละ ปลง วางลงได้
ผลงานดีเด่น คือ เพลงผู้แพ้ ซึ่งฮิตกันมาก เพลงนี้ท่านแต่งขึ้นตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนอยู่ที่ เพาะช่าง เมื่อประมาณปี พ . ศ . ๒๔๙๗ – ๒๔๙๘ ต่อจากนั้นก็ตามด้วย เพลงผู้ครองรัก และบทเพลงอื่นๆ อีก แม้ไม่ค่อยมากนัก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้รับความนิยมแพร่หลายสำคัญอยู่ ก่อนบวชได้ร่วมกันสร้าง ภาพยนตร์เรื่องโทน โดยท่านเป็นผู้ประพันธ์เพลงประกอบเกือบทั้งหมด เช่น หยาดอรุณ , ชื่นรัก , เริงรถไฟ , นางฟ้า , ขุนทอง , ดาวเหนือ , กระต่ายเพ้อ , อย่าบอน , ฟ้าต่ำ - แผ่นดินสูง ซึ่งขณะนั้นทั้งภาพยนตร์และบทเพลง ได้รับความนิยมชมชอบอย่างสูงมาก ทำลายสถิติภาพยนตร์ไทยอย่างขาดลอย ยอดการจำหน่ายแผ่นเสียงประกอบสูงสุด และเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้เป็นเงินหลายล้าน ท่านเป็นผู้ประพันธ์บทเพลง และบุกเบิกการเล่นเพลงไทยในวงสตริงคอมโบ้ขึ้น เพื่อนำเข้าประกวด เป็นคนแรก วงสตริงคอมโบ้วงแรกที่ท่านได้ร่วมไม้ร่วมมือและช่วยเหลือ ก็คือ คณะดิ อิมพอสสิเบิล ซึ่งได้นำ เพลงชื่นรัก, เพลงเริงรถไฟ ที่ท่านแต่ง ไปประกวด จนได้รับ รางวัลชนะเลิศ ………
จาก “ ส
อ่านต่อ
ัจจะแห่งชีวิตของพระโพธิรักษ์ ” . มูลนิธิธรรมสันติ, ๒๕๓๑. หน้า ๔๔-๔๕.
“ อาตมาแต่งเพลงตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน ม.๖ (พ.ศ. ๒๕๙๐-๒๕๙๑) อยู่ที่อุบลฯ แต่แต่งเพลงก็ไม่เคยร่ำเรียน ไม่เคยรู้หลักรู้เกณฑ์กับเขา แต่ก็มาดังได้ยังไวก็ไม่รู้ ดังมาตั้งแต่เด็กด้วยซ้ำไป ตอนเรียน ม.๖ อายุ ๑๔-๑๕ ก็แต่งเพลงต่อให้เพื่อนๆ ร้องกัน ”
จาก “ สัจจะแห่งชีวิตของพระโพธิรักษ์ ” . มูลนิธิธรรมสันติ, ๒๕๓๑. หน้า ๘๑.
“ งานด้านการประพันธ์เพลง เป็นงานที่อาตมาถนัดและสร้างชื่อเสียงให้แก่อาตมามากกว่างานด้านอื่นๆ อาตมาเริ่มแต่งเพลงอัดแผ่นเสียงตั้งแต่เมื่อยังเรียนไม่จบ ซึ่งชีวิตช่วงนั้น อาตมาต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างทรหด เพราะ ต้องหาเงินเรียนหนังสือด้วยตนเอง ”
จาก “ สัจจะแห่งชีวิตของพระโพธิรักษ์ ” . มูลนิธิธรรมสันติ, ๒๕๓๑. หน้า ๑๐๕
เริ่มเข้าสู่วงการโลกมายา
...อาตมาเริ่มรู้จัก อ.องุ่น มาลิก โดยที่ไม่รู้จักตัว อ.องุ่น ทำงานอยู่กับ อ.นิลวรรณ ปิ่นทอง ที่โรงพิมพ์สตรีสาร แล้วก็ออก “ หนังสือพิมพ์ดรุณสาร ” เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนักเรียนเด็กๆ อ.นิลวรรณไปขอแรง อ.องุ่น มาช่วย ทั้งวัยรุ่น-วันเด็กก็มาชมรมกัน อ.องุ่น ควบคุมชมรมดรุณนี้ ใช้นามปากกาว่า “ ปรียา ” อายุ ๓๐ กว่า ใครๆก็เรียกว่า พี่ปรียาๆ เพราะส่วนใหญ่ก็เด็กๆ อายุแค่ ๑๐ กว่า ๒๐ กว่า อาตมาก็เรียก “ พี่ ” อ.องุ่น เป็นคนที่รักเอ็นดูเด็กๆ รุ่นๆ ใครจะทำอะไรดีๆ ต่างๆ นาๆ ในทางสร้างสรร ก็พยายามส่งเสริม จนเป็นที่รู้จักกันดีในวงการของผู้ที่อยู่ในกลุ่ม NGO ที่ชอบทำงานช่วยเหลือสังคม....... อาตมาอ่าน “ หนังสือพิมพ์ดรุณสาร ” ก็เชื่อมโยงกับทางชมรมดรุณ หรือมิตรดรุณ โดยใช้นามปากกา-ใช้ชื่อแฝง ติดต่อกันทางไปรษณีย์ว่า “ เกื้อ ปรียา ” ก็เอานามปากกาของ อ.องุ่น มาเป็นนามสกุลของ “ เกื้อ ” ซึ่งเป็นนามแฝง แล้ว “ เกื้อ ปรียา ” ก็ติดต่อกันในชมรมมิตรดรุณ เขียนหนังสือ-สื่อสาร-ส่งข่าว-ส่งเรื่อง-ส่งจดหมายถึงกันไปมาทางไปรษณีย์โดยไม่แสดงตัว อยู่มาวันหนึ่ง “ เกื้อ ปรียา ” ก็ส่งเพลง “ ดรุณวอลทซ์ ” ไปให้แก่ชมรมฯ ส่วนคนแต่ง คือ “ รัก พงษ์มงคล ” กะจะให้เป็นเพลงประจำชมรมฯ ตอนนั้นอาตมาอยู่ “ เพาะช่าง ” ปี ๓ อายุ ๒๐-๒๑ ปี เข้าไปแล้ว แต่งเพลง “ ดรุณวอลซ์ ” ใช้นามปากกาว่า “ รัก พงษ์มงคล ” แต่ “ เกื้อ ปรียา ” เป็นคนส่งทางไปรษณีย์............. ตอนแรกเขาเอาไปให้คนเล่นไวโอลินเล่นดู เขาบอกว่า “ ไม่ดีๆ ” จะไม่เอาเพลงนี้ จะไม่ใช้กัน ตอนหลังยังไงไม่รู้ ไปให้คนเล่นเปียโนเล่นดู เขาว่า “ ดี ดีนี่ !” ก็เลยเอาเพลง “ ดรุณวอลซ์ ” เป็นเพลงประจำชมรมฯ อาตมาก็ไม่แสดงตัว ทำตัวเป็นคนลึกลับ ! เขาก็ร้องเพลง “ ดรุณวอลซ์ ” กัน เราก็ส่งรูปถ่ายไปให้ ไม่เปิดเผยตัวนะ ! ตอนหลังพอร้องกันมากๆ ก็มีการร่ำร้องกันว่า “ อยากเห็นหน้าคนแต่ง ทำไมคนต่างไม่ปรากฏตัว? ” อะไรต่อมิอะไร ต่างๆ นานา พวกนั้นเขาก็เรียกร้องให้ปรากฏตัว จนตอนหลังก็ไปปรากฏตัว ทำเต๊ะใส่แว่นตาสีดำ ไปปรากฏตัวเป็น “ รัก พงษ์มงคล ” ตอนนั้นก็โตแล้ว ๒๐-๒๑ ปี พวกเด็กๆ เขาก็เรียก “ พี่ ” ยิ่งเรามีความสามารถเขาก็ยกย่องเรียก “ พี่ ” อย่างคุณพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร หัวหน้า บ.ก. มติชน ก็เป็นเด็กอยู่ในชมรมฯ นี้ เราก็ออกไปแบบมีผลงาน เลยกลายเป็น “ ดาวดวงเด่น ” ตัวเบ้งขึ้นมากหน่อย ที่นี้ชักเป็น “ ฮีโร ” เขาก็เรียก “ พี่รัก ” กันทั้งชมรมฯ นอกจากคนโตๆ ก็เรียกธรรมดา บางทีก็เรียกน้อง ส่วนมากก็มีแต่รุ่นเด็กๆ เยอะ แล้วก็ร่วมกันทำหนังสือ “ ดรุณสาร ” ทำกิจกรรมกุศลช่วยเหลืออะไรๆ มากมาย โดยเฉพาะเขามาสัมภาษณ์ชีวิตของอาตมา ไปลงทางหนังสือพิมพ์ดรุณสาร ก็ยิ่งรู้เบื้องหลังการต่อสู้ในชีวิตของอาตมาที่ต้องดิ้นรนเล่าเรียน ทั้งยังต้องเลี้ยงน้องเลี้ยงนุ่วให้ได้เล่าเรียนอีก ก็เลยยิ่งเป็นที่นับถือกันยิ่งขึ้น ตอนนั้นก็ชักจะเป็น “ พระเอก ” ในชมรมฯ หน่อยๆ ก็เพราะมีความสามารถ มีความปราดเปรียว เป็นที่ยอมรับพอสมควร ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่มี “ ความสำเร็จ ” ในชีวิตขึ้นมาหน่อย มีทีท่าว่า “ จะมีชื่อเสียง-มีโลกธรรมขึ้นมาบ้าง ”
(จากหนังสือ “ สัจจะชีวิตของสมณะโพธิรักษ์ ” ภาค ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๔ (ฉบับปรับปรุงใหม่ ๑). พ.ศ. ๒๕๔๘. หน้า ๑๖๔-๑๖๕)