รักเข้าใจ สิทธิพื้นฐานของเด็กไทยที่เกือบถูกลืม.doc.docx

โฟลเดอร์ตำนาน นิทาน นิยาย นอกอโศก
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์716 KB
วันที่แก้ไข26 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

“รัก+เข้าใจ” สิทธิพื้นฐานของเด็กไทยที่เกือบถูกลืม “ความสนใจที่ต่างกัน ทำให้ผู้ใหญ่ส่วนมากไม่รู้ว่าเด็กกำลังคุยเรื่องอะไร รวมทั้งการเลี้ยงดูที่ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวห่างเหิน เช่น ปล่อยให้ลูกดูทีวีตั้งแต่เล็ก แล้วพ่อแม่ก็ไปทำงาน นั่นทำให้เด็กโอนอ่อนตามยุคสมัยได้ง่าย สื่อเสนออะไรก็เชื่อ เราจึงต้องหมั่นพูดคุย ทำความสนิทสนมกัน ปลูกฝังจริยธรรม สร้างภูมิป้องกันตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้เขาไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่ดี และอีกเรื่องใหญ่ที่ต้องทำต่อไป คือการปรับทัศนคติหรือความคิดเดิมๆ ของผู้ใหญ่ให้ไล่ตามทันยุคเพื่อเข้าสู่ห้วงความรู้สึกนึกคิดในหัวใจของเด็กๆ ให้ได้” สิทธิ ขั้นพื้นฐานที่เด็กไทยต้องได้รับ นอกจากการใช้ชีวิตและการอยู่รอด การปกป้องคุ้มครอง พัฒนา การมีส่วนร่วมแล้ว การมอบความรักและความเข้าใจเด็กอย่างลึกซึ้งทั้งจากพ่อแม่ สมาชิกในครอบครัว รวมทั้งคุณครูก็เป็นสิทธิสำคัญซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาเด็กไทยยุคนี้ การ เข้าใจถึงความต้องการของลูกเพื่อส่งเสริมอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับลูกเท่านั้น รศ.พญ.นิตยา คชภักดี ผู้ก่อตั้งสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านกุมารแพทย์ สาขาพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก แห่งราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ให้มุมมองว่าการเข้าใจถึงพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยเป็นกลไกสำคัญ เบื้องต้น “สมองของ เด็กแต่ละช่วงวัยมีลำดับขั้นพัฒนาแตกต่างกัน ทั้งการพูด การอ่าน การเขียน การเข้าใจสิ่งต่างๆ หรือการแสดงออก เด็กวัยแรกเกิดถือว่าเขามีตัวตน มีบุคลิกในแบบของเขา ผู้ใหญ่ต้องมีความรู้เบื้องต้นเรื่องพัฒนาการของเด็ก แล้วสังเกตพฤติกรรมของเขาว่าเป็นอย่างไร

อ่านต่อ

เพื่อส่งเสริมด้วยความเข้าใจอย่างสอดคล้องกับตัวเด็กให้มากที่สุด เช่น เด็กวัย 3 ปี พัฒนาการทางภาษาของเขาสามารถพูดโต้ตอบกับเราได้ แต่การเข้าใจความหมายของคำหรือการลำดับเรื่องราวต่างๆ ยังจำกัดอยู่ สมมติว่าเขาอยากบิน เขาอาจพูดกับเราว่า แม่...หนูบิน ถ้าเราไม่เข้าใจเขา เราก็จะเบรกความคิดของเขาว่า เหลวไหล หนูบินไม่ได้หรอก แต่ ถ้าเราเข้าใจลูก เราก็คุยกับเขาต่อ แล้วหนูจะบินอย่างไร เขาได้คิดต่อ ได้ฝึกใช้ภาษาสื่อสาร รวมทั้งได้ต่อเติมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่วัยยังเล็กอีกด้วย ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของลูกจะทำให้ทราบถึงความสามารถในการ รับข้อมูล ต่อยอด รวมทั้งธรรมชาติใฝ่รู้อีกด้วย หลังจากนั้นพ่อแม่ก็จะสามารถขยายความรู้ของเด็กให้กว้างไกลออกไป ด้วยการชักชวนให้เขาเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างลึกซึ้ง มองต่างมุม สนใจสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้รับความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ และส่งผลให้เด็กมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ นำไปสู่การส่งเสริมพัฒนาการขั้นถัดไป” คุณหมอนิ ตยา ยังกล่าวต่อว่าการร่วมมือกันทั้งที่บ้านและโรงเรียนเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญ เพื่อร่วมกันทำความเข้าใจเด็ก ตั้งแต่การเลือกโรงเรียนให้ลูก โดยพ่อแม่ควรเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับรูปแบบการเรียนรู้ของลูก ความชอบ ความถนัด รวมทั้งแนวทางการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัว “หาก พ่อแม่อยากเห็นลูกเก่งภาษาอังกฤษ แล้วให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนสองภาษา แต่ไม่รู้เลยว่าโรงเรียนสอนอะไร ไม่เข้าใจแนวทางการสอน การพัฒนาเด็กก็อาจเป็นคนละแนวทางกันได้ ดังนั้น ทางโรงเรียนและพ่อแม่จึงควรมีการประสานงานกัน มีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เลือกโรงเรียนไม่ไกลบ้านเกินไป ไม่ให้เด็กรู้สึกเหนื่อย เชื่อมั่นในแนวทางการปฏิบัติของโรงเรียน มีการนำมาประยุกต์ใช้กับลูกที่บ้าน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของลูกให้ดียิ่งขึ้น” “ความ สนใจที่ต่างกัน ทำให้ผู้ใหญ่ส่วนมากไม่รู้ว่าเด็กกำลังคุยเรื่องอะไร รวมทั้งการเลี้ยงดูที่ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวห่างเหิน เช่น ปล่อยให้ลูกดูทีวีตั้งแต่เล็ก แล้วพ่อแม่ก็ไปทำงาน นั่นทำให้เด็กโอนอ่อนตามยุคสมัยได้ง่าย สื่อเสนออะไรก็เชื่อ เราจึงต้องหมั่นพูดคุย ทำความสนิทสนมกัน ปลูกฝังจริยธรรม สร้างภูมิป้องกันตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้เขาไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่ดี และอีกเรื่องใหญ่ที่ต้องทำต่อไป คือการปรับทัศนคติหรือความคิดเดิมๆ ของผู้ใหญ่ให้ไล่ตามทันยุคเพื่อเข้าสู่ห้วงความรู้สึกนึกคิดในหัวใจของเด็กๆ ให้ได้” “ในยุคสมัย ที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจเด็ก ผู้ใหญ่ควรเป็นที่ปรึกษา ให้เด็กได้ค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบ ปลูกฝังพื้นฐานจิตใจที่ดี สร้างเวลาคุณภาพขณะอยู่กับลูก เรื่องนี้ต้องลงมือคิดและทำตั้งแต่ลูกยังเด็ก ยังอยู่ในวัยที่เชื่อฟังพ่อแม่ เพราะหากล่วงเลยไปถึงวัยรุ่นก็อาจสายเกินไป”

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน