สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สังคมชาวอโศกเศรษฐกิจดีเพราะมีศีลนำ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สังคมชาวอโศกเศรษฐกิจดีเพราะมีศีลนำ _จาก บ้านเล็กเมืองน้อย....กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพ การเป็นตัวของตัวเอง ถ้าไม่มีศีลกำกับที่ลึกซึ้งพอ ก็จะเป็นโทษภัย และละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้เหมือนกัน
เพราะสัญญากำหนดหมายในตัวของตัวเองนั้น ส่วนใหญ่ถูกป้อนโดยกลุ่มทุน สร้างค่านิยมที่เป็นตัวบงการสังคม ให้เกิดTrendต่างๆ ทั้ง Style, รสนิยม, Character รวมทั้งสำเนียง น้ำคำ ที่สะท้อนออกมาจากตัวเรา พ่อครูว่า...ศีลเป็นตัวกำกับกายวาจาใจ ศีลเป็นตัวตั้ง งานปลุกเสกฯนี้อาตมาจะได้ขยายความ ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ศีลเป็นตัวกำหนดจิต จิตจะเป็นสมาธิ หากมิจฉา ก็จะกำหนดเป็นมิจฉาสมาธิ สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น จิตที่มันเป็น คนมิจฉาทิฐิก็ทำให้จิตใจตัวเองเป็นทางมิจฉาทิฐิ ซับซ้อน จิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็ทำให้เป็นโลกุตระ ซ้อนเป็นชั้นขึ้นไปเรื่อย อย่างผู้มาบวช หลงว่าตนเจริญได้ลาภยศสรรเสริญมากขึ้น ก็หลงยินดีกัน ก็เลยยิ่งตกต่ำ ยิ่งสูงยิ่งต่ำ ยิ่งหลงในความสูงของตนเอง ถ้าผู้ที่รู้ทันบ้างก็จะดีบ้าง คนรู้ทันจริงๆ ไม่เอาหรอก ไม่แยแส ในเรื่องเหล่านี้ จะพากเพียรปฏิบัติไป ดี อาตมาเจตนาพยายามให้รู้ว่า ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ สมาธิ จะเจริญได้เป็นลำดับๆ ขอแจ้งข่าว...อาตมาก็เพิ่งไปดูแลท่านถนอมคูณ คุณกิตตโณ ก็เป็นที่สุด แต่อาตมาก็จำเป็นต้องพรากมาเพื่อทำกิจตรงนี้ พรากมา ชาวอโศกเราก็ช่วยกันดูแลดูลมหายใจเฮือกสุดท้าย ก็บอกท่านว่า วางปล่อย ท่านก็รู้ตัวว่าท่านจะไปแล้วแต่ก็ไม่รู้จะวางอย่างไรปล่อยอย่างไรท่านก็ว่าอย่างนั้น ก็แนะนำแล้ว ท่านก็พยายาม มันก็รู้สึกว่า มันรู้มากก็ยากนาน ก็ไม่สงบ แต่ถ้าสงบก็ไปง่ายๆ 8 นาฬิกา 58 นาทีท่านก็ มรณภาพแล้ว ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติพวกเราเกิดแก่เจ็บตาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร
อ่านต่อ
ถึงเวลาวาระถึงที่สุดแห่งที่สุดก็ต้องเป็นไป ผู้อยู่ก็ศึกษาพากเพียร ไปตามธรรมดา ก็จิตใจก็คงไม่มีปัญหา จิตใจท่านก็ไม่ได้ขัดแย้งที่จะตาย แต่ว่า สรีระมันมีความย้อนแย้ง ที่ย้อนแย้งก็เพราะว่า อาตมาสอน Coefficient สอนทำพลังงานที่ทวนกระแส ยังอยู่ก็เลยค้าง ทั้งที่ก็น่าจะไป สรีระมันหมดวาระแล้ว อาตมาแนะนำท่านก็คงพยายามทำ สุดท้ายก็ไป 8 นาฬิกา 58 นาทีท่านก็สิ้นลม
มาต่อของเรา แท้ที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เรา ปุถุชนจึงไม่สามารถมีอิสระเสรีภาพอย่างแท้จริงได้เลย ถ้าไม่เข้าใจศีล ก็จะไม่เกิดฌานไปเผาอวิชชา สมาธิก็จะไม่เกิด จึงไม่มีปัญญาปลดแอกตัวเองให้เป็นอิสระไปได้ ผิดถูกอย่างไร กราบขอคำชี้แนะด้วยครับ ขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า...ก็ขอใช้อันนี้อธิบายไปหัวข้อ ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ในงานปลุกเสกฯคราวนี้เราจะได้กำหนดถูก เช่น ศีลข้อ 1 ให้รู้จักความเป็นสัตว์ในโลก เรามีชีวิตจะต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเราจะอยู่กับสัตว์ทั้งหลายอย่างดีที่สุดเราก็ไม่ทุกข์ หรือรู้จักทำวิธีทำทุกข์ให้ลดน้อยลงเบาบางลง โดยที่เราไม่สร้างวิบาก ทุกข์ไม่มาก ไม่ใช่เราไปสร้างวิบากเอาเปรียบเอารัดไปบำเรอใจบำเรอกาม ตัวเองก็เลยหายทุกข์ อย่างนั้นไม่ใช่หายทุกข์ มันเป็นการเลี้ยงทุกข์ บำเรอกาม อัตตา เป็นการเลี้ยงทุกข์บำเรออวิชชาตัวเองยิ่งโตขึ้น เป็นความซับซ้อน คนในโลกไม่รู้ก็บำเรอ กาม อัตตา ตัวเองเสมอ ก็เท่ากับขุน ให้กิเลสตัวเอง ทั้งกามและอัตตา ยิ่งโตขึ้นๆ ปุถุๆ อ้วนขึ้นๆ ปุถุ แปลว่าอ้วนโตใหญ่ ตลอดเวลาแห่งอวิชชา คนในโลกจึงน่าสงสารมากคนที่ไม่ศึกษาธรรมะนี่ กิเลสของปุถุชนจึงอ้วนขึ้นมากขึ้นโตขึ้นทุกวินาทีทุกลมหายใจเข้าออก เขาไม่รู้ แม้แต่ปฏิบัติมิจฉาทิฐิก็ตาม คุณอาจกดข่มทางกาม ไม่พยายามสัมผัส หลับหูหลับตา ก็เอาพลังทางกามไม่เอา แต่สะกดจิตให้อัตตายิ่งแน่นยิ่งแข็งยิ่งผนึก มันยิ่งไม่รู้อะไร ยิ่งคลี่คลายอธิบายอะไรไม่ออก เข้าใจอะไรไม่ได้ ชีวิตจริงมันต้องลืมตาดูโลกสัมผัสลืมตา มาอยู่เป็นคนสัมผัสลืมตากับโลกก็ไม่รู้ ต้องหลีก เพราะฉะนั้นศาสนาเดียรถีย์ จึงหนีสังคมไปอยู่ป่าเขาถ้ำไม่พบเจอใคร ถ้าพบอยู่เขาไม่มีวิธีวางจิตวางใจ ไม่มีปัญญาเข้าใจจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้โดยอนุโลมปฏิโลมอย่างไร เขาจะไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจทางออกของทุกข์ จึงปฏิบัติออกป่าเขาถ้ำไปเป็นพวกเชน มักน้อยสันโดษที่สุด ไม่เอาอะไร ผ้าผ่อนก็ไม่นุ่ง มีเครื่องกินข้าวมีภาชนะสำหรับใส่อะไรเท่านั้นเอง อันเดียว อยู่อย่างนั้นตลอดชีวิต ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีคุณค่า โง่เง่าเต่าตุ่น มันไม่มีอะไรเลย ถ้าเป็นเดรัจฉานยังมีคุณค่าบ้าง ทางนิเวศวิทยา เดรัจฉานสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ก็มีคุณค่าประโยชน์ในมุมหนึ่งของนิเวศวิทยา แต่นี่ไม่เลย มีชีวิตอยู่เพื่อกิน ขี้เยี่ยว แล้วรอเวลาตาย นี่คือ คนทำชีวิตทั้งชีวิตให้หมดค่า หมดประโยชน์ มันยิ่งกว่าเศษขยะ ศาสนาพุทธ อยู่กับโลกแล้วรู้จักลำดับ ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวข้องกับความเป็นสัตว์ซึ่งเป็น ชีวะ เราจะสัมพันธ์อยู่กันอย่างไรเพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน อยู่ด้วยกันพากันไปสู่ความเจริญ ศีลข้อที่ 2 อทินนาทานอยู่กับข้าวของที่ไม่ใช่ชีวะ แม้แต่พืชก็ถือว่าเป็นของ มีชีวะแต่ไม่มีวิบากไม่มีพยาบาทไม่มีรักไม่มีชัง เราก็จัดสรรว่าจะอยู่อย่างไร แล้วจะสัมพันธ์กับสังคมที่เกี่ยวข้องกับพืชและวัตถุต่างๆ ศีลข้อที่ 3 สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย กามคุณ 5 และมีใจเป็นทวารที่ 6 ตัวนี้แหละเป็นตัวรวม ข้อที่ 3 นี่แหละ ถ้าภายนอกสัมผัสเรายึดถือก็เรียกว่ากาม ถ้าไม่สัมผัสแล้วอยู่กับจิตทำจิตให้แน่นแข็งตีไม่แตก ยิ่งไม่มีทางบรรลุธรรม เหมือนพวกเดียรถีย์นั่งหลับตาสะกดจิตมันยิ่งจะยาก ก็เลยมีสองด้าน กามกับอัตตา พระพุทธเจ้าถึงเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มีความสุดโต่ง 2 ข้างคือกามกับอัตตา หรือเรียกว่า กามคือโลกโลกีย์กับอัตตา สองด้านสองข้าง เรายึดสองอย่างโดยไม่รู้ตัว เราต้องเรียนรู้แล้วไม่ยึดติดมัน จะมีของมันในโลก เราก็อยู่เหนือมันไป อาศัยกันและกันโดยตนเองทำให้เป็นคนที่เสพน้อย มีน้อยรับน้อย ผู้ที่สามารถรู้จักตัวเอง ผู้ที่รู้จักทำให้จิตตัวเองไม่ต้องมีของตัวเอง ทรัพย์สินให้เป็นของส่วนรวม แล้วมีหมู่กลุ่มมีคณะ ที่มีของส่วนรวมอย่างของชาวอโศกเราซับซ้อน ประเทศไทยเป็นชาวพุทธแต่ไม่มีโลกุตระ แม้แต่สังคมศาสนาพุทธที่มีอยู่เป็นกระแสหลักไม่เป็นโลกุตระแล้ว สังคมอโศกเป็นสังคมโลกุตระ มีทรัพย์สมบัติส่วนกลางเป็นสาธารณโภคี ตามหลักธรรมคำศัพท์ของพระพุทธเจ้าเลย ไม่นอก ไม่มาตั้งเอง ไม่ได้บัญญัติใหม่ เป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือแม้แต่การเมืองรัฐศาสตร์สมบูรณ์แบบ อาตมาทำงานมา 47 48 ปี จึงเห็นว่า อาตมาทำงานสำเร็จ ทำงานประสบผลสำเร็จ เพราะสังคมของอโศกทุกวันนี้ลงตัวแล้ว ด้านเศรษฐศาสตร์ก็ลงตัว ด้านสังคมศาสตร์นั้นแน่นอน สังคมศาสตร์อยู่อย่างอิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ สวยภาพ สุญญภาพ สวยภาพ มีคนคิดให้น่าจะใช้คำว่า elegance สุญญภาพ voidness ก็ดูดีนะ มันเป็นไปได้ไหม ของชาวอโศก สวยภาพไหม สุญญภาพไหม ครบ แต่เติมอีกสองภาพเป็น 7 ภาพก็ได้ อิสระแน่ เพราะคนที่นี่มาเป็นอิสระเสรีภาพไม่มีใครไปล่อหลอก ไม่โฆษณาหาเสียง บอกความจริงมาดูได้ เอหิปัสสิโก มาฝึกหัดปฏิบัติตามก็ได้ ตามใจเลย หรือว่าจะมาสมัครอยู่เป็นสมาชิกเลย ก็อิสระ อยู่ได้ตามหลักเกณฑ์นี้ เขาอยู่กันอย่างนี้คุณอย่ามาเป็นตัว nuisance มาอยู่ในหลักเกณฑ์ ถ้าอยู่ได้ก็สบาย สันติภาพ แล้วมีสมรรถภาพความรู้ พวกเรามีสมรรถภาพความรู้เจริญตลอดเวลา ไม่ได้ด้อยกว่าโลกเลย โลกมีความรู้เกินกินเกินใช้อาศัย มันเฟ้อ ของพวกเราอยู่ในกรอบขอบเขตเหมาะสมกับชีวิตพอเพียง พอดีพอเพียง สมรรถภาพ คือทำเต็มเสมอ เจริญอยู่เสมอ อย่าให้พร่อง จะให้ลดสิ่งสมดุลสมบูรณ์ที่สุดแล้ว อย่างสวยงาม สวยภาพ และสุญญภาพ สุญญภาพนี้ลึกซึ้ง สูญ ด้วยตัวเองเป็นตัวจบ ตัวเองสูญไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราของเรา ผู้ใดที่รู้จิตตัวเอง พวกเราชาวอโศกแต่ละคน เราอยู่โดยไม่ได้ยึดอะไรเป็นเราเป็นของเรา แต่เราไม่ดูดาย ช่วยกันดูแลรักษาสร้างสรรเพิ่มเติมให้อุดมสมบูรณ์ ให้มีมาก เกินกินเกินใช้ก็สะพัดออก สังคมโลกทั้งหลายเขาต้องการอย่างนี้ เราสร้างสรรขยันเพียร สร้างสรรสิ่งที่ควรสิ่งที่จำเป็น ไม่เป็นสิ่งที่เป็นภัย เช่น เราไม่สร้าง 5 อย่างนี้มาขาย เรียกว่า มิจฉาวณิชชา 5 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) กระเป๋าสานที่เราทำอยู่เขาเอาไปหลอกขาย Versace หลอกขายราคาแพงๆ ผู้ใดไม่มีเงินก็ซื้อไม่ได้ สังคมเขาเห่อ ซื้อมาแล้วก็โชว์ คุณไม่มีเงินซื้อหรอก ที่แท้ถูกหลอกให้ซื้อ สังคมอยู่กับความหลอกพวกนี้ โง๊โง่ ใครเคยโง่มาแล้วไม่มากก็น้อย มาเข้าใจเสียได้ก็สบาย พวกเราสบาย เสื้อผ้าหน้าแพรใช้เพื่อกันร้อนกันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อยกันอุจาด แค่นั้นเอง ซักให้สะอาดสะอ้าน จะมีวัฒนธรรมรูปแบบของไทย อาตมาภูมิใจในชาวอโศก เรายืนยันแต่งชุดไทยนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อแขนกระบอก คอธรรมดา คอไทย ซึ่งคอง่ายที่สุดกลมๆธรรมดาก็คอแล้ว จะคอตั้งนิดหน่อย ไม่ต้องเป็นเชิ้ต สบายจะตาย พวกนี้ เป็นเรื่องธรรมชาติที่พวกเราได้มีเชื้อสายของพระพุทธเจ้า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมีเชื้อสายมีอนุสัยลึก เป็นเชื้อของพุทธแท้ๆเป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้นมาฝึกฟื้นขึ้น อาตมามาถึง 2560 กว่าปีแล้วมาฟื้นธรรมะพระพุทธเจ้าได้ผล ซึ่งยากแสนยากได้ขนาดนี้ ก็ใครเก่งกว่าอาตมาก็เชิญ เชิญสร้างหมู่กลุ่มโลกุตระสิ ไม่มีใครชมอาตมาชมเอง ขบถต่อโลกีย์ขนาดนี้ ไม่เช่นนั้นคุณก็เป็นข้าทาสเป็นลูกเล่นหลอกอยู่ในสังคมเขาเท่าไหร่ แต่นี่สบายเราไม่เป็นข้าทาสเขาและมีอิสระเสรีภาพ เราไม่งอมืองอเท้า เราขยันหมั่นเพียรสร้างสรรสิ่งที่ควรสร้าง อะไรควรสร้างควรผลิตควรทำเราก็ทำ จนกระทั่งถึงสาธารณโภคี แจกจ่าย เผื่อแผ่ ให้คนกินใช้ คนเป็นวรรณะแพศย์ก็ทำค้าขาย ศูทรเป็นผู้ผลิตกรรมกร พราหมณ์ก็น้อย พวกนักบวชก็น้อย พวกเราเป็นฆราวาสเยอะ ก็เป็นผู้ที่ช่วยสังคมไปผู้ที่เป็นกษัตริย์ ก็บริหารไปตามธรรม เป็นไปตามธรรมะ ไม่ใช่พวกนักเบ่งข่ม ศูทรเยอะ แพศย์ก็เยอะ คนทำหน้าที่เป็นพราหมณ์เป็นกษัตริย์ก็มีไม่เยอะ อยู่กันอย่างได้สัดส่วนครบถ้วนโดยสัจธรรม วรรณะ 4 เราไม่ได้เอาไว้ข่มเบ่ง เป็นพฤติกรรมโดยหน้าที่สัจจะ ไม่ได้ไปข่มอะไรกัน ผู้ที่สมควรเป็นผู้บริหาร อยู่ในฐานะของกษัตริย์ ก็คือ ผู้บริหารปกครอง ช่วยดูแลสังคม กับผู้สอนให้ความรู้เป็นธรรมะ สมณะก็เคารพยกย่องรับตำแหน่งหน้าที่ฐานะพอสมควร ทำมาก ก็ต้องทำให้เรียบร้อย ต้องรับผิดชอบต่างๆนานา ก็แบ่งหน้าที่กัน สังคมของพวกเราครบและ บางคนบอกว่าผู้บริหารผู้สอนมันยาก ลุยเลยดีกว่า ไม่เมื่อยก็เพียร เมื่อยก็พัก อาตมาดูแล้วพวกเราขยัน ดูสังคมพวกเราแล้วชื่นใจสบายลงตัวเป็นตัวอย่างของโลก แต่เขาจะดูไม่ออกว่าโพธิรักษ์จะทำได้หรือ โพธิรักษ์จะสร้างสังคมได้ขนาดนี้หรือ คิดทฤษฎีที่เป็นอย่างนี้ได้ไม่มีในตำราของโลก มีในตำราของพระพุทธเจ้า ตำราของโลกยังไม่ถึงหรอก ตำราของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระเป็นอิสระเสรีภาพ อิสระเลือกเอง เข้าใจมีปัญญาเองตัดสินใจมาเอาเองเป็นสัจธรรม เป็นไปด้วยสัจจะหมดเลย เป็นอิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ สวยภาพ สุญญภาพ ครบ อาตมาว่า ทุกวันนี้ลงตัว อาตมาอายุป่านนี้แล้วก็จะปลดเกษียณ จะช่วยเป็นผู้แนะนำที่ปรึกษา นอกนั้นก็ไม่ดิ้นไม่เต้นอะไรมากมาย มันรู้สึกว่าตัวเองอายุมาก มันไม่ยอมรับก็ไม่ได้ ว่ามันเหนื่อยง่ายนะ โอ้โห เดินขึ้นชั้น 4 เมื่อย จะบอกว่าไม่เมื่อยไม่ได้ เขาจะมาทำลิฟต์ให้ก็ร้องเพลงรอ ก็รอ มันก็รู้สึกต้องยอมรับ กำลังเราไม่เหมือนเด็ก กำลังขนาดนี้เป็นไปตามธรรม แต่ก็พยายามประคองสังขารไปเพื่อจะอยู่ดูผลงาน ดูสังคม ว่าสังคมจะได้ประโยชน์ จะได้ธรรมะ ที่เป็นธรรมะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า จะได้ไหม ได้เอามาสังคมก็ดีขึ้น ซึ่งอาตมาพูดไปแล้วเหมือนอวดตัวตน หลงตนเองยิ่งใหญ่ ชาวพุทธในเมืองไทย โดยเฉพาะได้อาตมาฟื้นธรรมะพระพุทธเจ้าจนเกิดกลุ่มหมู่ชาวอโศก เป็นชาวพุทธในโลก แต่มีทัศนคติวิสัยทัศน์ว่าเป็นคนต้องเป็นอย่างนี้ดีที่สุด อาตมาสรุป เพื่อให้พวกเราเข้าใจและทำเป็นกันแล้วล่ะ จะมาเป็นคนจน นี่เป็น เศรษฐศาสตร์ที่ดีสุดในโลก พวกเราแน่ใจไหมว่าจะไม่ขอรวยไปกว่านี้แล้ว มันเข้าใจ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า พวกนี้เป็นคนจน แต่เป็นคนไม่ทำลายเศรษฐกิจ เป็นคนจนที่ทำให้เศษฐกิจดี ที่อยู่ก็มี อาหารก็มี เสื้อผ้าก็มี ยารักษาโรคก็มี จนยารักษาโรคเฟ้อเกิน ครบบริขารเครื่องใช้ แม้ที่สุดของทันสมัยไอทีเราก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร กระทบไหล่ดาราได้ เราก็ไม่ได้น้อยหน้าตา แต่ไม่ไปแข่งกับโลก ไปเด่นดีโด่งดังแบบทางโลก ไม่หรูหรา นอกนั้นพลังงานที่เรามีแต่ละคน เรารู้จักเหตุปัจจัยเช่นอาหารการกิน เพราะฉะนั้นพวกเรานี้ นับวันจะสร้างอาหารการกินไปเลี้ยงโลก ไปให้โลกได้กินได้อาศัย พวกเรานี้เก่งทางสร้างพอสมควร ผลิตผลหมากรากไม้อาหาร แต่สะพัดแจกจ่ายยังไม่เก่ง ทั้งๆที่เราขายถูกหรือแจกก็ยังไม่เก่ง ก็พยายามไป นี่แหละเราทำให้สังคมเศรษฐกิจ หนึ่ง เราไม่ดูดไม่แย่งออกจากสังคม ให้มันขาดแคลนแย่งชิง ให้มันเดือดร้อนคนอื่นที่ไม่มี เราไม่เอาพลังงานไปสูญเสียกับการเต้นไปดีด หามาให้แก่ตัวเองก็เสียพลังงาน ไม่ต้อง สร้างสรรและอาศัยกินใช้ในนี้พอแล้ว นอกนั้นก็บริหารสะพัดออกไป เรายังไม่เก่งสะพัด เราสร้างร้านค้าอาคารมาเพื่อแจกจ่าย เราไม่มีเวลาไปแจกจ่ายเรามีแรงงานน้อย ของเรานี้ดีนะ ไม่มีพิษไม่มอมเมา ไม่เป็นโทษภัยกับอะไรทั้งนั้นเลย ไม่มีบาปด้วย อันนี้สำคัญ สร้างสิ่งที่เราสร้างอย่างไม่ติดบาป มีแต่ของสะอาดบริสุทธิ์ทั้งนั้นเลย ดี มีคุณภาพด้วย แล้วขายราคาถูก ดีไม่ดีแจกฟรี แจกจริงๆด้วย นี่มีมากเข้าจะเน่าจะเสียก็รีบแจก เพราะเราพอ เราไม่ต้องมีเพิ่มก็พอแล้ว อาศัยกินใช้กับหมู่ เศรษฐศาสตร์บทนี้มันสุดยอดแล้วอุดมสมบูรณ์เหลือกินเหลือใช้ อาตมาถึงบอกว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการพยายามทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขมีอยู่มีกิน เศรษฐศาสตร์ทุกวันนี้ เศรษฐกิจทุกวันนี้ แต่ละชาติแต่ละประเทศ ดิ้นรนให้ชาติตัวเองมีอยู่มีกินเหลือแล้วขายแพง ขูดรีดประเทศอื่น อย่างนี้ไม่ดีหรอก เราต้องสร้างให้มากแล้วขายให้ถูก หรือแจกสำหรับประเทศที่ขาดแคลน นี่คือเศรษฐศาสตร์ที่ดี แต่ทุกวันนี้เศรษฐศาสตร์ตัวเองรวยมีอยู่มีกิน สร้างให้เก่งหรือไม่เก่งก็ตามสามารถที่จะค้าขายเอาเปรียบเอารัดจากคนอื่นได้มากก็ถือว่าเศรษฐกิจดี อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้เลย มันไม่เข้าท่า ทั้งๆที่จริงแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ อธิบายคำว่า GDP ถูกนะ แต่ประพฤติผิดจากสัจธรรม GDP คือรายได้มวลรวม Gross คือรายได้ D คือ domestic คือของเราภายใน การสร้างของเราภายใน ในมวลรวมเรากินเราใช้ องค์รวมที่ทำได้พอกินพอใช้ แล้วมีส่วนเหลือส่วนเกินที่เราใช้แล้ว ส่วนเหลือแทนที่จะแจกจ่ายให้คนอื่นอย่างต่ำกว่าทุนหรือแจกฟรีแต่ไม่ทำ ก็เอาไปขายแพง เอาเปรียบเขา นี่ขบถต่อ GDP ในประเทศไทยชาวอโศกเรามี GDP สมบูรณ์แบบ สร้างของเราเองในอโศก สร้างได้เหลือกินเหลือใช้แล้ว การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะทำให้สำเร็จต้องสร้างให้คนไปจน ถ้าไปใส่ความคิดให้คนไปรวย ให้คนยึดอย่างนี้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ต้องแก้แบบคนจนสอนให้คนรู้จักความจน มาเป็นคนจนอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรานี้ ท่านเป็นอาริยะชน เป็นพระโพธิสัตว์เป็นผู้ที่เข้าใจสังคมมนุษยชาติอย่างดีที่สุด ยิ่งกว่านักเศรษฐศาสตร์ของโลก พูดอย่างนี้แหละ นักบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทย ก็ยังไม่ Get ความเข้าใจของในหลวง ย้ำ ถ้าเผื่อว่าเข้าใจแล้วซาบซึ้งในความจริงที่ในหลวงท่านทรงเจตนาอย่างจริงเลย ว่า บริหารแบบคนจนนี้ นักแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้คนไทยก็จะไม่พูดว่าจะต้องทำให้คนไทยรวยหมดทุกคน รวยกันเต็มเพื่อไม่ให้มีคนจน จะไม่พูดเลย ทวนกระแสกับชาวอโศกที่บอกว่าให้สร้างคนจน เป็นคนจนที่มีกินมีใช้ทำให้เหลือแล้วแจกจ่ายคนอื่น เราเป็นได้สำเร็จแล้วหรือยัง..สำเร็จแล้ว พูดเบาๆ แสดงว่าคนข้างนอกมีพอสมควร ถ้าคนข้างในดังแล้ว มาอยู่ในชาวอโศกจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ มีกินมีใช้เหลือเฟือ สิ่งที่เฟ้อเกินมอมเมาให้หลงใหลตามเป็นแฟชั่น เราไม่เสียเงินเสียทอง เสียเวลาแรงงานอะไร แค่นี้ก็ดีแล้ว เราอาศัยแค่นี้บริขารเท่านี้ก็สุขสำราญเบิกบานใจแล้ว ดูสินี่ ไม่รีบกิน ปล่อยให้มันแก่มันบานเสีย เห็นไหม มันเกิน ถ้าเป็นที่อื่นเขารีบเก็บเอาไปขาย ใช่ไหม ไม่อย่างนั้นมันเสียของเสียดาย นี่เราเก็บไม่ทันขี้เกียจเก็บ มันมีเหลือเฟือ เห็นแค่นี้ก็เป็นการยืนยันได้ความจริงเป็นเช่นนี้อ้างอิงได้เช่นนี้ ดูสินี่ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสังคมโลก จึงควรจะต้องเข้าใจสิ่งที่อาตมาพูด คร่าวๆนี้ให้ได้ ถ้าอย่างนั้นแก้ปัญหาไม่สำเร็จ แต่ชาวอโศกแก้ปัญหาได้สำเร็จแล้ว เชื่อหรือไม่เชื่อก็เชิญ ท้าทายให้มาพิสูจน์ เอหิปัสสิโก จริง นักเศรษฐศาสตร์ดอกเตอร์ 3 ใบ 5 ใบทางเศรษฐศาสตร์ด้วย จะไปเรียนโพสดอกเตอร์มาจากไหนก็ตาม ก็ดูสิตำราแบบพระพุทธเจ้าแบบพระเจ้าแผ่นดินของไทยพาทำ และอาตมาก็พาทำด้วยกัน ตามในหลวง ตามพระพุทธเจ้า มันสุดยอดแล้ว ไม่เป็นภัยต่อสังคม มีแต่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พูดได้อย่างนี้เลยถ้าจะหาว่าคุยตัว โม้ก็ไม่เป็นไร แต่อาตมามั่นใจว่าพวกเราเป็นจริงเป็นความเจริญแท้ ที่เราเป็นอย่างนี้ได้เพราะเราทำตามพระพุทธเจ้า เพราะความรู้พระพุทธเจ้า เพราะทฤษฎีวิชาการของพระพุทธเจ้า เริ่มมาตั้งแต่ศีล เป็นตัวกำหนดจิต เป็นตัวกำหนดสมาธิ สมาธิที่เขาเรียนกัน ในวงการศาสนาพุทธก็ตามเป็นสมาธินอกรีต เป็นสมาธิที่มันสะกดจิต เป็นสมาธิสะกดจิตแล้วไม่รู้เรื่องโลก แม้แต่อัตตาก็ไม่เรียน อัตตาที่เป็นโอฬาริกอัตตาสัมพันธ์กับข้างนอกเกี่ยวข้องกับสัตว์สิ่งของ เราก็ต้องเรียนรู้แล้วลดอัตตา เมื่อเราลดได้แล้วก็เรียนรู้ว่าเราได้ทำสำเร็จเรียนรู้ มโนมยอัตตา อัตตาที่สำเร็จด้วยรูปในจิตเรา เราทำยังไม่ได้ก็เรียนรู้ให้ลึกซึ้งต่อ จนหมดมโนมยอัตตา เหลืออรูปอัตตาก็ล้างต่อ ในจิต คำสอนพระพุทธเจ้ามีครบหมด แต่ทุกวันนี้ไม่ทำแล้ว ปฏิบัติธรรมแล้วไม่รู้จักกาม อัตตาก็พลอยไม่รู้ เพราะไม่ได้เรียนรู้ ตั้งแต่โอฬาริกอัตตาภายนอก แล้วมันมีอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ไม่ได้เรียนรู้ ไม่มีทำวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมัปปธาน 4 จะต้องสำรวมอินทรีย์ ต้องปหานกิเลส สำรวมอินทรีย์คือมีตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมพันธ์กับภายนอกแล้วกิเลสมันเกิด เช่น ผู้ถือศีล 5 เริ่มตั้งแต่ ศีล 1 2 3 เอาตัวเองไล่ลำดับ พรุ่งนี้จะขึ้นบทที่ 1 วันนี้เป็นการปฐมนิเทศก่อน ก็จะไล่ไปตามลำดับ อาตมาจะขยายให้เล็กละเอียด ศีลข้อ 1. เกี่ยวกับสัตว์ สัตว์มีตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน จนเป็นสัตว์บุคคล ที่เป็นเวไนยสัตว์และอเวไนยสัตว์หรือเป็นสัตตาวาส 9 จะขยายให้ฟังโดยละเอียด เกี่ยวข้องกับสัตว์แล้วเราจะทำตนอย่างไร มีกายอย่างไร สัญญาอย่างไร กายต่างกันมันเป็นอย่างไร สัญญาต่างกันมันเป็นอย่างไร เป็นสัตตาวาส 9 ซึ่งจะต้องเรียนด้วยวิญญาณฐิติ 7 อย่าไปนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีวิญญาณ วิญญาณคือมีรูปขันธ์นามขันธ์ครบ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีผัสสะกระทบรูปนอกเป็นรูปขันธ์ แต่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีรูปขันธ์มีแต่นาม แล้วไม่รู้รูป เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธสังเกตที่พวกเขาสอนกันจะไม่รู้จักรูป 28 ศาสนาพุทธปฏิบัติรูป 28 นี้จบ จิตก็จะเป็นจิตเจตสิกต่างๆ 89 121 เป็นต้น โดยสัจจะไม่ต้องเอาชื่อไปติดก็ได้ แต่จะมีชีวิตอยู่อย่างรู้รูป มีปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 แล้วก็สัมผัสสัมพันธ์อยู่กับภายนอกมหาภูตรูป 4 แล้วก็มีการสัมพันธ์กันเป็นภาวรูป แล้วทำรูปที่รู้เวทนาในเวทนา แล้วทำให้ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60
ถ้าแยกเนกขัมสิตะกับเคหสิตะไม่ได้ ทำเคหสิตมาเป็นเนกขัมมะไม่ได้ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ผู้ทำได้ก็ทำธรรมะพระพุทธเจ้าได้ อ่านเวทนาออก แยกอย่างนี้เคหสิตะ แล้วทำอย่างนี้ มันทำให้กิเลสลดเรียกว่าเนกขัมมะ กิเลสตายอย่างนี้เอง ผู้ที่สามารถรู้ถึงเวทนาในเวทนาแล้ว ก็สามารถมีมโนปวิจาร มโนก็จิต วิจาร คือพฤติการณ์พฤติกรรมของจิต มโนปวิจาร คือพฤติกรรมพฤติการณ์อาการของจิต จิตมโนที่มันมีพฤติการณ์แบบเคหสิตะ แบบโลกีย์ ก็ทำให้มันลดลงเป็นเนกขัมมะ ผู้มีความรู้อย่างนี้คืออาริยบุคคลของพุทธ ถ้าสัมผัสอันนั้นอันนี้ก็ทำหมดมันไม่เก่งหรอก มันต้องเริ่มต้นตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 เอาแค่ต้องกระทบกับสัตว์ เรียนรู้ เคหสิตะก่อน เรากระทบสัมผัสแล้วเป็นแบบโลกๆ กับลาภยศสรรเสริญ ดีไม่ดีโลกียสุข หรือบำเรออัตตาเกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับของอทินนาทาน ก็ทำกับข้าวของ ทำจิตให้สำเร็จไปตามลำดับ อันนี้เป็นความน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ปฏิบัติไปหมด ดีไม่ดีไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่รู้ว่าโลกมีอะไรเป็นโอฬาริกอัตตา คนที่ปฏิบัติโอฬาริกอัตตาสำเร็จเป็นอนาคามี ก็อยู่กับอัตตาโลกนี่แหละ มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มีทุกอย่างดิน น้ำ ไฟ ลม เราก็อยู่เหนือมัน เหลือเศษรูปราคะ อรูปราคะก็ล้างอีก แต่หยาบมันไม่เกิดอีก เราอยู่เหนือแล้ว ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีพิษภัยอะไรกับมัน เหลือภายในก็ล้างต่ออีกจนหมด อรูป เป็นอรหันต์อยู่บนโลก อรหันต์ไม่ใช่คนพิสดารอะไรเป็นคนพิเศษอะไร แต่เป็นคนสบายไม่เป็นพิษภัยอะไรกับโลกเลยไม่ได้อวดตัวตน อยากเก่งอยากโก้อยากรวยอยากหรูหราเด่นดังอะไร อรหันต์คือผู้ที่ไม่มีพิษภัยต่อโลก ขออภัย อาตมาสบายใจมากภูมิใจมากที่ตนเองไม่มีภัยต่อโลก มีแต่ประโยชน์ จริงอาตมาไม่เป็นภัย แต่พวกที่ยึดมั่นถือมั่นผิดมิจฉาทิฐิถือว่าอาตมาเป็นศัตรูเป็นภัย จะไปแก้มิจฉาทิฐิเขาเขาก็จะเอาตาย พวกนี้ไม่รู้อะไรเลย เราจะแก้ให้ จะเอาเราตาย โง่ซ้ำซ้อน ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาพูดตรง พูดผ่า พูดไม่ได้อ้อมค้อม ก็ขออภัย อาตมายิ่งทำงานยิ่งสบายใจว่า ไม่ต้องตายง่ายๆก็ได้สบาย คนอื่นจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ คนที่ไม่สบายใจที่ฟังอาตมาหรือได้ยินอาตมาพูดอะไรต่ออะไร ก็เพราะคนนั้นเขาไม่มีปัญญาไม่รู้ว่าอาตมาพูดอะไร เพราะฉะนั้นคนที่จมในโลกอบายโลกอันต่ำ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยมากๆตะกละมากๆ เหมือนคนเจริญที่เขาเป็นไปตามโลก เขาไม่มาฟังอาตมาไม่มาหาอาตมาหรอกเขาจะไม่เข้าใจ อาตมาว่าชาติทั้งชาติเขาไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ ตราหน้าไว้เลย กระดูกกระโหลกไขว้เลย ไม่เอา แต่ถ้าเผื่อว่าเอานี่นะ อาตมาว่าโลกสว่างจ้าเลย ฟ้าผ่าแล้งเลย หน้าแล้งไม่มีฝนนะ แต่ดันมีฟ้าผ่าได้ มันแปลก มันจะแปลกอย่างมหัศจรรย์เลย ฟ้าผ่าแล้ง คนที่เกิดมาแต่ละคนๆ อาตมาว่า ชีวิตในชีวิต ความเป็นคนไม่มีอะไรสูงส่งดีเหนือเท่ามาให้คนเข้าใจโลกุตรธรรม ไม่มีอะไรดีกว่านี้ประเสริฐกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านบริหารประเทศ ท่านเลิกบริหารประเทศเลย ใครจะบริหารต่อไม่เกี่ยว มาเลย มาทำงานให้แก่มนุษยชาติจนกระทั่งปรินิพพาน 45 ปี ไม่เอาทางโลก เพราะไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษ เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียเวลากับมันมาก อยู่กับทางนี้มาทำงานทั้งนี้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ รู้ตัวดีว่า มาทำงานทางนี้สุดยอดแล้วไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว เมื่อได้เวลาก็มาเมื่อรู้แล้วก็มา เสียเวลาอยู่ตั้ง 36 ปี ลิงลมอมข้าวพอง ถึงได้ให้เขาหลอก ไปแย่งลาภยศสรรเสริญ ก็ไม่เก่งเพราะต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมซับซ้อน ทำไม่เป็น มันก็ได้ตามประสา ซื่อตามบารมี อาตมาหากินทางโลกก็ไม่ได้ยากเพราะอาตมาขยันทำงาน งานอะไรทำได้ก็ทำมันก็มีอยู่มีกิน แม้แต่อาตมาทำงานนี่ อยู่ด้วยกัน อาตมาทำงานจะได้อัตราต่ำสุดเพื่อนคนอื่นจะได้อัตราสูง ทั้งที่เราทำหนักกว่าเพื่อน แต่มันก็ได้เงินมาก เราก็ได้น้อย ตอนแรกเราก็รู้สึกแต่ไม่ได้มาก รู้สึกริษยาเกี่ยงงอนว่า ทำไมมันได้มากกว่าเรา มันทำน้อยกว่าเราด้วย สาระก็ไม่ค่อยมี ฉาบฉวย พริ้วพรายโลกีย์มาก เราก็รู้สึก แต่ไม่ได้ท้อถอย ไม่ได้เกี่ยงเขา เราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ ลึกๆเรารู้ว่าเราสร้างทำผลิต มีสิ่งที่ผลิตด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา และคนอื่นได้อาศัยมันดีไหม ไม่ได้ไปเบียดเบียนคนอื่น มันชัดเจนในใจ เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาอะไร ถ้ามองไปในทางแง่ทางธรรมก็เราได้กุศล คุณน่ะใช้สำนวนกินบุญเก่า ไม่ใช่ มันได้อกุศล เขาได้เปรียบมีศักดิ์ศรีเป็นเจ้านาย มีอภิสิทธิ์อะไรต่ออะไร ก็เลยโง่ซ้ำซ้อน อกุศลบาปเวร ทับถมไม่รู้ตัว สัจธรรมมันเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวเริ่มต้นพรุ่งนี้จะขึ้นบทที่ 1 ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ มันจะกำหนดด้วยหลักวิชชาที่พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดแล้ว และจะได้ไปขยายว่า ที่พาไปปฏิบัติสมาธิที่ทำกันอยู่นั้นมันเป็นมิจฉาสมาธิ มันไม่ใช่สัมมาสมาธิอย่างที่พระพุ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive