สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจจะดีแท้ต้องมาเป็นคนจน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์23 KB
วันที่แก้ไข5 เมษายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจจะดีแท้ต้องมาเป็นคนจน ก็ขอทบทวนเรื่องของสังคมเสียหน่อย อาตมาได้ย้ำซ้ำซากหลายที มากมาย และก็คงจะพูดอีกหลายทีว่า เศรษฐกิจที่ดีนั้น คือ คนก็ดี สังคมก็ดี ประเทศก็ดี ที่ชื่อว่า สังคมที่มีเศรษฐกิจดี ต้องมีคนและต้องเป็นกลุ่มสังคม รวมตัวกัน แล้วก็รวมกันถึงเป็นประเทศ จะไปนับรวมทั้งหมดทั้งโลก ทุกประเทศว่าเป็นเศรษฐกิจดีทุกประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ได้แค่คำว่าคน กับคำว่าสังคมกลุ่ม และประเทศเท่านั้น ก็จะมีเศรษฐกิจดีส่วนหนึ่งกับเศรษฐกิจไม่ดีส่วนหนึ่ง เศรษฐกิจดีที่เป็น civilize เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาประกาศให้แก่มนุษยชาติ อาตมาภาคภูมิใจที่ได้นำสัจธรรมพระพุทธเจ้ามาประกาศ ให้พวกเราฟังเข้าใจ เห็นจริงศรัทธาเลื่อมใส เอาตัวมาปฏิบัติจนเข้ามาอยู่ในแวดวงของเศรษฐกิจแบบพระพุทธเจ้า จนกระทั่งมารวมตัวกัน เป็นสังคม ยังนับว่าเป็นประเทศไทยทั้งหมดไม่ได้ เป็นสังคมเศรษฐกิจดีได้ในชาวอโศก เป็นสังคมกลุ่มที่เศรษฐกิจดี เศรษฐกิจดีนั้น อาตมาได้ให้นิยามชัดเจนไว้ว่า เป็นเศรษฐกิจคนจน ซึ่งนิยามที่อาตมาให้ไปไม่ได้นอกเหนือจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าใช้คำว่า อัปปิจฉะ หรือกล้าจนมักน้อย มีน้อยๆก็พอ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ตรัสไว้ชัดเจน มีหลักฐานที่เราเอามาเปิดในช่องบุญนิยมเราประจำ เศรษฐกิจดีนั้นคนจะต้องมีคุณธรรมมีจิตวิญญาณที่ดีก่อน แล้วก็รวมกันเป็นกลุ่มสังคมที่มีเศรษฐกิจดี ถ้าเป็นทั้งประเทศได้ ประเทศทั้งประเทศ ได้คนทั้งหมดไม่ได้ แต่สังคมกลุ่มในประเทศ ค่าเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่ มีกลุ่มที่เป็นเศรษฐกิจดี คนที่เศรษฐกิจดี เราเรียกไม่ได้ เพราะคนเดียวเราจะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ได้ เศรษฐกิจจะต้องมีการสะพัด เผื่อแผ่เกื้อกูล เป็นกลุ่มหรือเรียกว่ากงสี ในชาวจีนก็มี คือคนที่ร่วม

อ่านต่อ

กินใช้ในส่วนกลางของสาธารณโภคี เป็นสังคมที่อาตมาให้หลักเกณฑ์ไว้ 7 ข้อ อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพพ้นอำนาจกิเลส ภราดรภาพ (Fraternity) มีภาวะแห่งรักกว้างออกไปดุจดั่งญาติ สันติภาพ (Peace) มีภาวะสงบแท้ ไม่มีตัวเหตุเบียดเบียน สมรรถภาพ (Efficiency) มีความสามารถสรรสร้างประโยชน์สุข บูรณภาพ (Integrity) ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์ เติมเสริมทำให้สมบูรณ์หรือทำให้เจริญยิ่งขึ้นไม่สิ้นสุด สวยภาพ สุญญภาพ อาตมาคำว่า สวย เหมือนทางโลกน่าจะใช้คำว่า งาม แต่คำว่าสวยนั้นคลุม เอื้อไปสู่ทางโลก มีส.สองส.ดูดี สวยภาพ สุญญภาพ มีคนเสนอแนะคำมาเหมือนกัน ผู้รู้ก็ลองเสนอแนะมา อาตมาก็ยังไม่ได้ตัดสินเอาอันไหน ก็ยังรู้สึกว่าน่าจะมีดีกว่านี้ไหม ก็ฝากไว้ ช่วยกันคิด นี่คือ เศรษฐกิจดี ประเทศนั้นเป็นประเทศที่ไม่ร่ำรวย แต่เศรษฐกิจดี ถ้าเผื่อว่าคนโลกเศรษฐกิจดีทั้งตัวบุคคลทั้งตัวสังคมนั้นรวยเละ เป็นแสนล้าน ล้านๆเลย เป็นสิทธิของเขา อย่างนั้น คนอย่างนั้นเราเห็นว่าเป็นคนที่แย่มากเลย ถ้าไปกอบโกย เป็นสิทธิของเรา คนอื่นใช้ไม่ได้นอกจากเราจะอนุญาตให้ เป็นสิทธิเราแล้วกอบโกยเอาไว้ เป็นแสนล้าน ล้านๆ คนคนนี้ใจดำอำมหิตโหดร้าย มันไม่เห็นแก่คนอื่น เห็นแก่ตัวจัดมาก เขาเห็นอย่างนั้นจริงๆเป็นความเข้าใจชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงไม่เอา ไม่เอาจนกระทั่งสามารถเป็นคนจน คนจนคือคนไม่มี คนไม่สะสมไว้มาก แม้จะเก่งจะสะสมแสนล้าน ล้านๆได้ แต่ไม่เอา จะเป็นคนจน เมื่อเทียบกับคนสามัญ เช่น ค่าเฉลี่ยของคนไทย ถ้าคุณมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าแสนบาทใช้ ไม่ขาด คุณสะสมไม่ต้องถึงแสนบาท คนหนึ่งนะ อย่างนี้ถือว่ามีรายได้ไม่สูง ต่ำ แสนบาท ถือว่าเป็นคนมีสมรรถนะดี แต่มีเงินคงคลังแสนบาท แสดงว่าคุณใช้ได้ ฐานะดีอยู่ แต่คนจนที่หมายนี้ต่ำกว่าแสน ดีไม่ดี 0 บาทเลย ไม่สะสม พึ่งกองกลาง บางคนมีแค่ 100 บาทในกระเป๋า บางคนมี 1000 บางคนมี 10000 บางคนมี 100000 ก็สูงสุดแล้ว เกณฑ์ต่ำกว่าแสนก็ถือว่าจน ต่ำกว่า มี 50000 ก็จนกว่าอีก เผื่อไว้สักห้าหมื่นก็ยิ่งกล้าจนกว่า เป็นผู้ที่ไม่ต้องห่วงเลยอยู่ในสังคม จนกระทั่ง ไม่ใช่น้อยเลยชาวอโศก มี 0 บาท ไม่มีอยู่ที่ตัวเลย ถึงเวลาจะใช้ก็บอกส่วนกลาง ถ้าหากส่วนกลางกรรมการไม่ให้ก็ไม่เป็นไรไม่ให้ใช้ ไม่ให้ก็ไม่เอา ไม่ให้ก็ไม่ใช้อย่างนี้เป็นต้น ไม่เดือดร้อน เป็นคนพอ ได้เท่าไหร่เท่านั้น จิตใจหมดความมักมาก ไม่มีมหัปปิจฉะ มีแต่อัปปิจฉะ นิยามที่อาตมาพูดคร่าวๆนี้สรุปคือ เป็นคนที่ไม่ยึดตัวตน ไม่มีของตัวของตน แต่เป็นคนมีความขยัน เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ก็ทำงานเข้าส่วนกลางๆ สังคมอย่างนี้เป็นสังคมสาธารณโภคี ที่อาตมาได้ศึกษามาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์มีสาธารณโภคีแล้วเอามายืนยันได้ ตั้งแต่มีชุมชนของชาวอโศกมา 40 กว่าปีมาแล้วตั้งแต่อาตมาบวชมา อาตมาบวชจะเต็ม 48 ปีแล้ว ก็ทำได้ เจริญขึ้นได้เรื่อยๆ ยิ่งแน่นยิ่งแข็งแรง มีมวลที่แข็งแกร่งปึกแผ่นเป็น static ก็แน่น เป็นพลังงานไดนามิคก็สะพัดเพิ่มเติม สัมพันธ์กับมวลภายนอกเพื่อเชื่อมโยงเพิ่มขึ้นได้เสมอ ผู้ใดที่มีความเป็นไปได้ตามที่อาตมาว่า คร่าวๆสั้นๆนี้ จึงเป็นสังคมที่ เรียกว่า เศรษฐกิจดี เงินทองของกองกลางก็มีจำนวนหนึ่ง อย่างราชธานีอโศกนี่ ติดลบอยู่บ่อยๆ แต่ติดลบนี่ไม่ได้เป็นหนี้ธนาคาร เอาเงินส่วนกลางซ้อนอีก ส่วนกลางที่แต่ละองค์รวมชาวชุมชน รวมกันกับส่วนกลาง อย่างสันติอโศกจะเป็นส่วนกลางที่รวมไว้กลางจริงๆ ทุกคนถือว่าจุดนั้นเป็นจุดกลาง เชื่อมโยง กองกลางจริงๆของชาวอโศกจึงอยู่ที่สันติอโศก เป็น กองกลางจริงๆเลย และยังมีกองการเงินอีก เราเรียกว่า สัจจะออมทรัพย์ อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นการอนุโลมสำหรับชาวอโศกที่จะต้องฝากเงิน เป็นเงินฝาก แต่ส่วนที่กองกลางจริงๆ เงินฝากจริงๆเลยอยู่ในกองกลาง เราก็มีชาวอโศก ฝากไว้ จะเบิกคืนเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีดอกเบี้ย ฝากไว้ คือถือเป็นธนาคารของชาวอโศก ไม่ได้ดอกเบี้ย จะเอาคืนเมื่อไหร่ก็ได้ หลายคนก็ไม่เอาคืนเลยให้เลย บางคนเสียชีวิตไปก็เป็นของส่วนกลาง เป็นต้น บางคนเขียนพินัยกรรมไว้ก่อนเลย แล้วก็มีสัจจะออมทรัพย์ ถือว่าดอกเบี้ย เราไม่ถือว่าเป็นดอกเบี้ย แต่อัตราต่ำมาก และมีกฎเกณฑ์จะยืมกันไม่ได้มากเท่าไหร่ เราไม่มีมาก เผื่อไว้สำหรับคนที่ติดขัดอนุโลมกว่าอันแรก เรียกว่าสัจจะออมทรัพย์ ยิ่งกว่าสหกรณ์อีก เราก็ทำซ้อนอยู่ในระบบวิธีการ สรุปว่าเศรษฐกิจดีสังคมกลุ่มนี้หรือเป็นประเทศนี้ จะต้องจน จะต้องไม่สะสมเงินทองมาก เพราะว่าเป็นตัวสะพัดที่จะใช้แทนกันทั่วโลก แต่ก่อนเรียกว่าตั๋วแลกเงิน แต่เดี๋ยวนี้ก็เป็นเงินทองทรัพย์สิน แต่ละประเทศก็มี แต่เราไม่มีมาก เป็นความลึกซึ้งเป็นความสามารถ ของระบบ สังคมนั้นๆ ซึ่งเกิดจากจิตมักน้อย จิตที่มีวรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้า วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นคนพัฒนาให้เจริญเป็นโลกุตระ อาริยะได้ง่าย เจริญทางโลกก็ง่ายขยันหมั่นเพียรเรียนรู้ จะเรียนแบบโลกก็ได้ จะมีปัญญารู้ด้วย ตัดสินได้ ไม่ต้องเสียเวลา ทุนรอนไปศึกษาเลย จัดขีดว่าโลกีย์หยาบไม่เอา โลกีย์ที่จะร่วมได้ อาศัยใช้สอยก็ต้องใช้ความรู้ความสามารถที่จะต้องกินใช้ อนุโลมบ้าง เราจะรู้จักขอบเขตของสิ่งเหล่านี้ สังคมนี้จึงเป็นสังคมที่ ประโยชน์สูงประหยัดสุด ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ ทำได้ถึงประเทศที่ยากจน แต่อุดมสมบูรณ์มีอยู่มีกินมีใช้ไม่ขาดแคลน นอกจากไม่ขาดแล้ว ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้ด้วย เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจดีในความหมายนี้จึงเป็นเศรษฐกิจที่อาตมาอธิบายไปนี้ แล้วจะขยายความไปอีกมาก ตอนนี้ก็เข้าใจองค์รวมเป็น Concept ความเชื่อความเข้าใจ ไปก่อน ถ้าใครเข้าใจว่า สังคมเศรษฐกิจดีนั้นต้องรวยกว่าคนอื่นนั้น ยิ่งรวยกว่าคนอื่นเท่าไหร่เป็นเศรษฐกิจดีคนนั้นเป็นมิจฉาทิฐิร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะต้องรวยกว่าเพื่อน รวยกว่าใครๆเป็นที่ 1 ของโลก ในนิตยสารฟอร์บส์ พยายามตรวจสอบประกาศทุกปี คนนั้นรวยเท่านั้นเท่านี้แล้ว เป็นสถิติเลย แล้วประกาศคนที่รวยที่ 1 คนคิดอย่างนี้เป็นคนทำลายโลกแต่ห้ามเขาไม่ได้หรอก คนโลกีย์ห้ามยาก แม้แต่ในเมืองไทยก็ยังพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเลย หลายคนก็หาเงินในทางมอมเมา แม้แต่คนไทยด้วยกันเองต้องตายต้องพิการทุกข์ร้อน เขาก็ไม่เข้าใจเขาก็เห็นแก่เงิน รวยดีกว่า คนจะเห็นว่าเพราะเหตุของเราทำให้คนต้องมาเมา พิการต้องตาย ก่อความสูญเสียด้วยน้ำเมา เขารวยอย่างเดียว แต่วิบากบาปเขาเป็นสัจจะ หรือแม้แต่โลภโมโทสัน ทำมาหากินแฝง แม้ไม่มอมเมาตรงชัดๆ แต่มอมเมาอีกรูปแบบ แต่เป็นพิษภัยพรางซ้อน คนติดอะไรเขาเอาหมด เมืองไทยมีตัวอย่างอยู่ 2 ค่าย ที่รวยที่สุดขณะนี้ ก็ต้องขออภัยที่ต้องกล่าวถึงเป็น Phenomenal ปรากฏการณ์ชัดเจน หากเลิกได้จะเป็นกุศลเยอะ แต่อาตมาและพวกไม่ได้อยู่ในวงจรของคุณ หลุดพ้นจากวงจรที่คุณใช้หากินแล้ว สองค่ายนี้พวกเราไม่เกี่ยว แม้แต่ค่ายที่หยาบน้อยกว่านี้เราก็หลุดพ้นมาแล้ว Concept ทฤษฎี ทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจของแต่ละคนก็ประมาณหนึ่ง เป็นค่ารวมก็ค่อยๆศึกษาไป คนที่มีความรู้ตื้นเขินที่เข้าใจว่าชีวิตต้องรวยให้มากที่สุดต้องดีที่สุด ถ้าสำนึกได้ก็เลิกเถอะ จนกระทั่งลดลงมากล้าจน จนเกินขีดสามัญ เกินขีดของมนุษย์ส่วนใหญ่เขาคิดนี่แหละ เป็นตัวเริ่มเข้าเกณฑ์โลกุตระ แต่ยังเป็นโลกีย์อยู่นะ เราอย่าไปรวยเกินครึ่งหนึ่งที่เขาทำกันแบบโลกีย์นะ แต่ยังไม่นับเป็นโลกุตระ จะนับเป็นโลกุตระต้องรู้จักจิตเจตสิก แล้วจัดการกับเจตสิกตัวที่เป็นกิเลส มีวิธีกำจัดกิเลสได้อย่างเป็นลำดับ ฟังคำว่า ลำดับนี้ไว้ งานปลุกเสกฯจะได้ไล่ลำดับให้ชัด ศีล สมาธิปัญญา ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่ใช่แล้ว โดยเฉพาะ ศีลเขาทิ้งเลย จึงไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนนับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ โพธิสัตว์ เขานับไม่ได้เลย เพราะเกณฑ์ที่จะตัดสินเขาไม่มี แม้อบายมุขหยาบ เขาก็ไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดีติดด้วยซ้ำ หยาบใหญ่อย่างโลภจัด รวยแสนล้านคืออบามุข เขาไม่เข้าใจ สนุกจัด เขาก็ไม่เข้าใจ รสชาติโลกีย์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือบำเรออัตตาที่มันสร้างอารมณ์ ต้องได้อย่างนี้ๆ ต้องเก่งอย่างนี้เป็นนามธรรม อรูป ต้องปรุงนามธรรมอย่างนี้เก่งขนาด ซึ่งมันเป็นเรื่องไร้สาระ เต้นเก่ง ร้องเก่ง ตะโกนเก่ง หกคะเมนตีลังกาเก่ง ทำสนุกพิสดารเก่ง ดีไม่ดี วิตถารเก่ง แล้วเขาถือว่าคนทำได้ ใช่ มันทำได้แล้วมันทำไปทำไม มันไร้สาระ แม้แต่จะมีรูปภาพ ซับซ้อนสับสนวุ่นวายมากมาย แล้วถือว่าอันนี้แหละคือสารพัดรูป รสก็ตาม สารพัดรส อันนี้ก็ไม่รู้จะเอารสอะไรมาปรุงแต่ง ยิ่งกว่า Cocktail รสอาหารน้ำปรุงรสต่าง ผสมสีผสมกลิ่น มันจะมีฤทธิ์ทาง อะไรบ้างทางนุ่มทางอะไรที่พูดก็ไม่หมดแล้ว ที่ไม่มีชื่อก็มี เขาก็ตั้งชื่อใหม่เข้าไปใส่อีก อาตมาตามไม่ไหวหรอก ชื่อที่เขาตั้งมาเรียก ใหม่ๆอยู่เรื่อย ไม่มีซ้ำใคร มีใหม่เสมอ มีแปลกเสมอ คือเอาอะไรมาปรุงผสม ต่างๆ ในธาตุดินน้ำไฟลม ต่างๆ สารพัด มากน้อยอย่างไร แยกเรียกละเอียด จนถึงระดับ ไม่มีชื่อจะเรียก ตั้งชื่อมากันอาตมาก็จำไม่ไหว เรียกไม่ถูก เขาก็เอามาล่อให้คนติดยึด ซึ่งสาระแท้ๆที่ชีวิตต้องการมันไม่มีอะไรมาก จะบอกว่าสารธาตุ วิตามินเกลือแร่อะไรต่างๆ เต็มรูป อาการ 32 นี้มันชัดเจนพอแล้วแข็งแรงที่สุดแล้ว เขาเอาเกินไปมากไปจนพิกลพิการไปอีก ที่ถูกต้องที่สุด สังคมก็ดีคนก็ดี คนๆเดียวเรียกว่าเศรษฐกิจก็ไม่ได้ จะเรียกได้ต้องมีอย่างน้อยสามเส้า จนเป็น ร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน สังคมกลุ่มหรือประเทศที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดนั้น จะเป็นสังคมหรือประเทศของคนจน ต้องเรียกว่าคนจน เพราะไปเทียบกับใครก็จนกว่าจริงๆ แต่ก็ไม่จนกว่าประเทศที่แย่จริง ที่ว่าแย่คือ ประเทศขี้เกียจประเทศนี้โง่เหมือนเดรัจฉาน ทำอะไรไม่เป็นไม่ถูก มันมีสังคมประเทศที่คนมีชีวิตเช่นนั้น หรือสังคมกลุ่มคนชีวิตเช่นนั้น เพราะฉะนั้นอย่างนั้นมันก็เกินเขต กฎเกณฑ์ ก็เอาสามัญแต่ละประเทศ ถ้าจะเทียบจริงๆแล้ว ประเทศที่มีเหตุจะให้จนนั้นมันมีอีกเยอะ สรุปแล้วค่าเฉลี่ยที่ในเกณฑ์จน เป็นคนจนพูดอย่างไรก็เป็นคนจนไม่ได้ร่ำรวยฟุ้งเฟ้ออะไร เราไม่ฟุ้งเฟ้อด้วย เป็นคนจน แต่มีอยู่มีกินมีใช้อาศัยในสิ่งที่อาศัยสำคัญ อุดมสมบูรณ์ คนที่มีปัญญาชัดเจนจะเข้าใจ จนแต่มีอุดมสมบูรณ์กินอยู่ใช้สอย ทว่าไม่สะสม มีนี่แหละกินอยู่ของใช้สอยเรามีดี และให้คนอื่นด้วยไม่สะสมกักตุน ไม่เอาไว้อย่างเหลือเฟือ เพราะเรามั่นใจในความขยันกับความรู้ความสามารถของเรา ที่ติดตัวเราอยู่ทุกวินาที ทุกเวลาที่เราต้องทำ เวลาพักก็พัก รู้พักรู้เพียร เวลาต้องพากเพียรต้องทำงานเราก็ทำ มันมีองค์ประกอบว่าตอนนี้เราต้องช่วยทำอันนี้ก็เข้าใจ กาละเทศะ เพราะฉะนั้นจึงไม่ขาดแคลน นอกจากไม่ขาดแคลน เรายังอุดมสมบูรณ์ ทำไมพืชพรรณธัญญาหารของพวกเราที่สร้าง ประชดเราหรือไง ทั้งเนื้อดี ทั้งลูกใหญ่ ดีทั้งคุณภาพและปริมาณ ที่อาตมาไม่ค่อยเห็น อาตมาอายุ 80 กว่าแล้ว พึ่งเจอ ผลผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารที่เพราะเราสร้างกัน ใบคะน้าใหญ่ กะหล่ำปลีหัวใหญ่ ผลไม้ ลูกโต (เก็บฟักทองวันนี้ได้สามตันกว่า ไม่มีลูกเล็กเลย) แต่ละคนมีความเป็นเช่นนี้แล้วมาอยู่รวมกัน หากมีคนแก่คนพิการคนป่วย เป็นเด็กทำไม่ไหว ก็ทดแทนเผื่อแผ่กันได้ เกื้อกูลกันไม่ขาดแคลน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่ดีอยู่ในตัว เป็นเรื่องที่จะต้องอธิบาย กันในรายละเอียดพวกนี้ คนไม่สามารถเป็นอย่างนี้ได้ง่ายๆหรอก อันนี้เป็นเรื่องพิเศษที่ค้นพบด้วยพระพุทธเจ้า แล้วก็มีพระเจ้าแผ่นดินไทย มีอาตมาที่มาช่วยขยาย อธิบาย อย่างในหลวง ร.9 ท่านอธิบายไม่มาก แต่ท่านทำเลย ส่วนอาตมานี้ก็พาทำ แต่ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพาทำง่ายๆ คนมาทำตามนี้ไม่ง่าย เพราะปางนี้อาตมามาพิสูจน์สัจจะที่ลึกซึ้ง มันยิ่งกว่าพระเจ้าบันดาลแต่มันมีเหตุปัจจัยของมัน ในนิยามชีวิต 5 ช่วยกันเป็นไป เพราะฉะนั้นจะเป็นสังคมคนจน เป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นประเทศคนจน จะไม่ทำให้เป็นคนรวยเป็นสังคมรวยเป็นประเทศที่รวย จะไม่ทำ เจตนาเลย ไม่ทำให้เป็นประเทศรวย ไม่ทำเป็นสังคมรวยคนรวย แต่มีอาศัยไม่ขาดแคลน อยู่อย่างเป็นสังคมคนจน ประเทศจน แต่ไม่ใช่ยากจน เพียงแต่อยากจน และก็จนอย่างพอดี จนอย่างอุดมสมบูรณ์มหัศจรรย์จนอย่างประเสริฐ จนอย่างสบาย สุขสบายเบิกบานใจ อันนี้ก็เอาความหมายจิตจริง พวกเราจะเป็นจริงอย่างนี้ไหม จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ...จริง มีอยู่มีกินมีใช้ ไม่ทุกข์ยาก แต่ไม่สะสมให้รวย สมณะเดินดินว่า...โฆษณา หรือคนในไทยตอนนี้กำลัง มุ่งไปรวย เช่น โฆษณาถูกลอตเตอรี่ 30 ล้าน เหมือนครูปรีชา เป็นต้น พ่อครูว่า...จนตอนนี้เรียนกฎหมายมาเป็นนักสืบ ดูเหตุผลมาป่านนี้ยังตัดสินไม่ออกเลย เก่งชิบหายเลย ในทางซับซ้อนที่ทำให้คนซ่อนกล เขามีสันตานังทางนี้นะ สันตานัง คือ สันตา+ น กับคำว่า ปารมี สันตานังคือ ส+อันตะ เอาแต่แค่ สันตา มาเป็นสันดาน สะสมสภาพ ส. ต. และก็สะกดด้วย น. ส.คือ เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ต คือตัวตั้งของวรรค ตัว ต คือ Static ปะ คือ Dynamic ถ้าเอา ก คือ Static ตัว ป คือ Dynamic สันตา ตัว น คือตัวปฏิเสธ ไม่ เป็นท้ายของตัวตั้ง ต ถ ธ ท น จะมีพลังงานดีขึ้น ท คือ ท.ทหาร ต ถ ตัวถ.ถุงก็เป็นสอง อันหนึ่งตั้งอันหนึ่งหยุด ต เป็น Dynamic ส่วน ถ เป็น Static ตัว ป กับ ผ กับ ภ พ เป็น Dynamic กับ static คู่กันไป สรุปแล้วจะมีสภาพเป็นธรรมะ 2 ธรรมะคู่ อิตถีภาวะกับปุริสภาวะคู่กันไป เราก็เรียนรู้ให้ร่วมลงเป็นหนึ่งเสมอให้แข็งแรง สรุปแล้วก็จะเป็นคนสุขสำราญเบิกบานใจ จะมีคุณสมบัติวรรณะ 9 มีสาราณียธรรม 6 เอามาใช้ประกอบยืนยันอ้างอิงได้ เป็นคนวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) พัฒนาให้เจริญไม่ยาก อย่างพวกเรานี้ยกตัวอย่าง อย่างหมู่บ้านราชธานีอโศก พวกเราเห็นควรว่า เจ้าติ๊ก ขวัญหินแก้ว ควรจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่า เขาก็ว่าไม่กล้า หนูไม่ได้หรอก ผู้ใหญ่ก็ดูว่าเราได้นะ ฝึกเข้าหน่อยก็ใช้ได้ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ เป็นสี่ปีแล้ว ก็เป็นไปได้ เขาก็ทำได้แคล่วคล่องว่องไว ท้วมๆหน่อยก็ไปได้ดีใช้ได้ เป็นความเหมาะควร ส่วนรวมเห็นว่าเหมาะดีแล้วก็ทำได้ เป็นผู้ใหญ่บ้านเถอะ ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านไป 4 ปีแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เป็นสังคมที่เลี้ยงง่ายบำรุงได้ มักน้อย อัปปิจฉะ เป็นคนกล้าจน เป็นคนใจพอ สันตุฏฐิหรือสันโดษ 0 ก็พอ อยู่กับสาธารณโภคี ไม่ต้องนั่งสะสมแบกหามรักษาดูแล สบาย เป็นคนรักษาดูแล แต่ไม่ใช่ไปเบียดเบียนเขา แต่ละคนมีหน้าที่ทำ หน้าที่เราไม่เหมาะ เราเป็นคนทำงานในด้านอื่นเหมาะสมกว่า อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้านเหล่านี้ คนมันก็ต้องเหมาะสมตามหน้าที่การงานที่ควรจะทำรับผิดชอบร่วมกัน เป็นคนใจพอ สันโดษ สันตุฏฐิ เป็นคนขัดเกลากายวาจาใจตัวเอง ขัดเกลาจิต โดยเฉพาะจิตใจกิเลสต่างๆ พัฒนาเป็นสัลเลขธรรม เป็นคนทำตามลำดับ ศีล ธูตะ ธูตะ คือ ธ.ธงกับต.เต่า ธ เป็น dynamic ต เป็น static สายเจโตจะเอา static นำ dynamic สายปัญญาจะเอา dynamic นำ static เป็นคนที่เจริญขึ้น มีศีลเป็นลำดับ สะสมเป็นสมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่น จะได้อธิบายพาดพิงถึงอาจารย์ทางสายเจโตที่ไม่สัมมาทิฏฐิ วันนี้ดูหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แท็บลอยด์ เกี่ยวกับอาจารย์บูรพา ผดุงไทย เกี่ยวกับการตื่นรู้ ก็น่าเห็นใจ เขาเชื่ออย่างนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แต่มันก็ดิ่งไปในทางลึก ยิ่งเป็นอุปาทานอีกชนิดที่เป็นนามธรรม ไม่มีใครรู้ด้วย มีที่ดูด้วยกันไปด้วยกันก็มีได้ แต่ที่ไปจนคนอื่นไปไม่ทันด้วยก็มี อาตมาเคยทำมา เคยโง่เคยบ้ามาอย่างนี้แล้ว อย่างอาจารย์บูรพารู้ อาตมาก็รู้ แต่อย่างอาตมารู้นี้ อาจารย์บูรพาอธิบายไม่ได้ อธิบายวรรณะ 9 ไม่ได้ อธิบายรูป 28 ไม่ได้ ซึ่งเป็นสูตรของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ตั้งแต่ในมูลสูตร 10 หรือตั้งแต่ สุริยเปยยาล 7 อธิบายได้หรือไม่ มันไม่ใช่เดาได้ เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างสาราณียธรรม 6 อาตมาเป็นผู้ที่เมตตาวจีกรรมเก่ง คือด่าเก่งเฉียบมาก แต่คนเข้าใจไม่ได้เพราะอาตมาไม่มีจิตใจโหดร้าย มีเมตตาจริงๆ ใช้ศัพท์ง่ายๆว่าด่าเอาบุญ คือด่าให้เกิดพลังงานขัดเกลากิเลส 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) กินใช้ร่วมกัน ทุกคนกินน้อยใช้น้อย ไม่สะสม มั่นใจในหมู่กลุ่มที่บริหาร ไม่มีใครมีคอมมิชชั่นคอรัปชั่น ใครจะทำก็กรรมใครกรรมมัน บาปใครบาปมัน เข้าใจว่ากรรมเป็นของตน 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) โสดาบันเสมอกับโสดาบัน สกิทาเสมอสกิทา อนาคาเสมออนาคา อรหันต์เสมออรหันต์ เกื้อกูลช่วยเหลือกัน ถ้ายังไม่เสมอสมานกัน คนนี้ศีลถึงโสดาฯ คนนี้ศีลถึงอรหันต์ ก็สมานกันถึง ไม่ได้ตัดรอนไม่ได้ตัดเขตขาด แต่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ จริงๆ ศีลสามัญตา มีศีลเชื่อมโยงกันอยู่ จัดสรรได้ศีล 5 8 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จิตใจตกผลึกตั้งมั่นเป็นสมาธิ ทำให้จิตเป็นฌานเผากิเลส แล้วจิตจะตกผลึกตั้งมั่นเป็นสมาธิ ต้องทำฌานก่อนจึงจะเกิดสมาธิ พวกสายมิจฉาทิฐิจะบอกว่าทำสมาธิก่อนจึงเกิดฌาน แล้วก็ค่อยๆมีสมถะอะไรก็ไม่พูดวันนี้ เคยโง่ผ่านมาแล้ว หากแสวงหาทางถูกต้องก็น่าจะหลุดพ้น แต่ติดยึดกันจริง เหมือนพวกดาบสหลายคน ก็ไม่เอาไม่มา ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านก็บอกว่าทำแต่ตนเอง แต่ถ้าไปเผยแพร่มิจฉาทิฏฐิอีกก็น่าสงสาร 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (ล.22 ข. 282-283)

ธรรมะของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ที่มีในพระไตรปิฎกพระสูตรต่างๆ มันร้อยเรียงขยายกันชัดเจนหมด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า..วรรณะ 9 นั้นในอินเดีย จะถือว่าวรรณะจัณฑาล ศูทร พราหมณ์...วรรณะ 4 แต่วรรณะ 9 เกิดจากการถือศีลจนมี ราศี รังสี เป็นคนมีวรรณะ หากคนไม่มีศีลก็เป็นคนไม่มีวรรณะ คนจะรู้สึกว่าชาวอโศกหน้าตาเหมือนกัน เวลายิ้มก็ยิ้มเหมือนกัน

พ่อครูว่า...เศรษฐกิจดีของสังคมประเทศ จึงต้องอธิบายอย่างซับซ้อนลึกซึ้ง เศรษฐกิจดีไม่ได้หมายถึงเงินทองเป็นตัวตั้งเป็นตัวตัดสิน ใช้ไม่ได้เลย เอาเงินทองข้าวของทรัพย์สมบัติเพชรนิลจินดาเงินทองเยอะมีธนบัตรเยอะ ไม่เอาอันนั้นเป็นเรื่องตัดสิน แต่เอาการไม่มีเยอะด้วยซ้ำเป็นเครื่องตัดสินเศรษฐกิจดี เพราะอะไร การมาเป็นคนจนนี้ไม่เป็นคนกักตุน สิ่งที่คนอื่นเขาจะต้องใช้บ้าง ได้กินใช้อาศัยก็ต้องเผื่อแผ่ไป เขาทำไม่เก่งเท่าเรา ไม่มีความสามารถเท่าเรา เราทำได้เก่งได้เยอะได้ดี ก็สะพัดออกไป แล้วเราก็มีคนช่วยทำอีกเยอะ พวกเราไม่ได้งอมืองอเท้า ไม่ใช่เป็นคนไม่พักไม่เพียร ควรพักควรเพียร คนที่นอนมากกว่าทำงานนั้นเป็นคนชั่ว คนดีนั้นทำงานมากกว่านอน นอกจากแก่แล้วจำเป็นก็นอนมากกว่า ก็ต้องรู้เหตุผล แต่ถ้าเป็นคนสามัญธรรมดาไม่มีใครมานอนมากกว่าทำงานหรอก เขาก็ต้องขวนขวาย มีความสำเหนียก ว่าเราควรทำอะไร บัดนี้เวลาล่วงไป กายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ในอภิมหาปัจจเวก บัดนี้เวลาล่วงไปๆ กายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ไม่มีคำว่ามโนนะ เพราะมโนเป็นธาตุรู้ที่รู้ว่าใจเราก็สบาย ใจเราก็ดีอยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไร เราพักพอมีเรี่ยวแรงสมควรจะทำ โอกาสก็มี มันสมควรจะช่วยกันทำด้วยแล้วจะไปดูดายอย่างไร เป็นความรู้ทางเสฏฐะ แปลว่าประเสริฐเจริญ มันเจริญในความซับซ้อน เป็นเศรษฐกิจดี เจริญที่เป็นคนจนมีมากก็ได้แต่ไม่เอามาก ย้อนแย้งไหม มีมากก็ได้แต่ไม่เอามาก เพราะเรารู้ว่าการไม่สะสม สะพัดดี เป็นของไม่มีบาป ไม่โหดร้าย มีสิ่งที่ไม่ควรค้าขาย ไม่ควรให้ ไม่ควรแลกกันไปมาในสังคม เรียกว่ามิจฉาวณิชชา 5 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) สัตว์เขามีวิบากของเรา เขาอยากอยู่ใกล้ชิดใครอยากอาศัยใครก็เป็นเรื่องของเขา หากงูจงอางจะมาอาศัยเรา เราก็บอกว่าเธออยู่ของเธอเถอะ แต่ถ้าอยู่กันได้ก็อยู่ไป มีวิบากซับซ้อนอยู่ด้วยกัน สุดท้าย งูจงอางหรืองูเห่าจะแก้แค้นก็ว่ากันไป วิบาก เคยฟังงูเห่าแก้แค้นไหม ที่จริงงูเห่าขบถทรยศ เอามาให้ความอบอุ่นให้แต่มันก็กัดตาย หลายอย่างเป็นอจินไตย 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) สัตว์มันไม่ได้บอกนะว่าให้เอาเนื้อเขามากิน คุณกินพืชนี้พืชไม่ได้ยึดถือไม่จองเวรกรรม แต่สัตว์มันจองเวรจองกรรมไว้หมดแล้ว เป็นจิตนิยามแล้วมีวิบาก แต่พืชไม่มีวิบาก คุณกินใช้แต่พืชพอแล้ว อย่าเอาส่วนของสัตว์มาใช้เลย แม้แต่กระดูกหรืออื่นๆ ปวัตตมังสะมีสองอย่างเท่านั้น 1. เนื้อของสัตว์ที่ตายเอง 2. เดนสัตว์กิน คือเนื้อที่สัตว์มันกินเหลือทิ้งไว้แล้ว แต่ไม่ใช่ไปแย่งสัตว์กินนะ เนื้อที่สัตว์มันไม่เอาแล้ว สัตว์มันฆ่าสัตว์อื่น มันกินเหลือแล้วทิ้งแล้วไม่เอาแล้ว ก็เอามาเป็นเนื้อบังสุกุล ปวัตตมังสะ กินได้ไม่เกิดวิบากต่อกัน 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) สิ่งที่เป็นพิษต่อจิตวิญญาณทำให้จิตวิญญาณตกต่ำเลวร้าย โลภจัด รุนแรง ไม่เอาหรือมอมเมาก็คล้ายกัน ถ้าเป็นพิษนี้เอาถึงตาย วีสวณิชชา แต่ถ้าเมานี้ติดหนักเสพติดหนักก็ตายได้ ไม่เมาหนักก็ไม่เป็นพิษ ที่จริงนัยใกล้กัน เมากับพิษ พิษนี้แรงกว่าเมา นี่คือสิ่งที่อย่าสร้างมาหรือแลกกันไปมา อย่าสร้างอย่าไปเอามาให้ใคร มันจะเป็นไปตามธรรมชาติของมันก็ว่ากันไป อย่าไปยุ่งกับมัน อย่าไปทำให้ต่อเนื่อง คุณให้ก็มีวิบากแล้ว ยิ่งคุณเอาไปขาย ไปเอากำไรเอาเปรียบเอารัดขี้โกงเลย นัยของสัจธรรมมากมายลึกซึ้ง แค่วณิชชา 5 พระพุทธเจ้ารวมไว้ ไม่ส่งเสริมและพูดให้รู้ตัวว่าอย่าไปทำ มันเป็นวิบากอย่าไปสร้างเลย อาตมาถึงบอกว่า ร่ำรวยด้วยน้ำเมาสิ่งเสพติด ด้วยการสร้างสิ่งเป็นพิษ สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารด้วยสารเคมี จนกระทั่งจัดจ้านกินตาย ตัวเองปลูกยังไม่กล้ากินของตัวเองเลย แล้วเอาไปขายให้คนอื่น ทำไมอำมหิตจัง ที่พูดนี้มีจริงด้วย เห็นแก่ได้จนกระทั่งใครตายก็ไม่เห็นใจ เอาแต่เงิน พูดแล้วนี่อาตมานึกถึงคุณเจริญ แกรวยมากแล้ว ตัวเองไม่กินเหล้าแต่รวยเพรา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน