สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน เรียนรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งสายเพื่อสลายภพ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน เรียนรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งสายเพื่อสลายภพ _ในปฏิจจสมุปบาท(อนุโลมตัวที่11) คือขั้นตอนตามสภาวะนามธรรมใช่หรือไม่ บางครั้งเพื่อนบอกว่าอยู่ในภพ คือเราอยู่ในขั้นไม่พ้นภพ จึงอ่านเวทนาไม่ออกเป็นปัจจุบัน ต้องอาศัยสภาวะทบทวนย้อนหลัง ผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่ครับ พ่อครูว่า...ก็ต้องอธิบายปฏิจจสมุปบาท คำว่าภพ อยู่ในคำปลาย คำที่ 11 ภพแล้วมีชาติ อวิชชาเป็นตัวต้นตัวหลัก คนที่อวิชชา คือคนไม่รู้เรื่องตั้งแต่ตั้งต้นคือสังขาร ไม่รู้เรื่องวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา เพราะฉะนั้นจึงมี มรณะ โศก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ถามมาว่า ขั้นตอนตามสภาวะนามธรรมใช่หรือไม่ เป็นสภาวะที่ต้องมีทั้งรูปและนาม รูป จะถูกรู้ ตั้งแต่คำว่าสังขาร คำว่าสังขารมี สังขาร 3 คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร คนจะรู้จักกายก็ต้องรู้จัก รูป นาม เป็นธรรมะสอง รู้ทั้งภายนอกและภายใน กายต้องมีภายนอกด้วย ทุกวันนี้ศาสนาพุทธกำหนดกายแค่ภายนอก กายไม่เกี่ยวกับจิตไม่เกี่ยวกับภายใน นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธทุกวันนี้ เข้าใจกายว่าคือดิน น้ำ ไฟ ลมเท่านั้นเป็นวัตถุภายนอกเท่านั้น จริงๆแล้วคำว่ากาย แยกรูปแยกนามออกจากกันไม่ได้ กายต้องเป็นธรรมะสอง กายนอกกาย คือจิตนั้นแหละ สามารถรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัส แตะต้องติดตัว ถ้ารูปก็ไม่ต้องติดตัว มีแสงกระทบสะท้อนหาลูกตา ปสาทรูปรับรู้ได้ เสียงดังจากภายนอกกระทบกับแก้วหู ประสาทหู ก็เข้าใจ อ่านได้ จมูกก็ได้กลิ่นมา ลิ้นก็ไปแตะสัมผัส หากไม่แตะสัมผัสก็ไม่รู้รส กายก็ต้องสัมผัส กายต้องมีรูปนาม มีธรรมะสอง ตากระทบก็สัมผัส หูกระทบก็สัมผัส ฯ ทั้งนั้น สรุปแล้วการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าต้องมีสัมผัสทั้ง 6 มีจิตร่วมกับผัสสะสามภายนอก เรียกว่
อ่านต่อ
า กามภพ ถือเป็นตัวภายนอก เข้าไปภายในคือ รูปภพ อรูปภพ หรือจะแยกศัพท์ ข้างนอกเรียกกามภพ ข้างในคือภวภพ ที่จริง ภว ก็คือภพ แต่กามนี้ถือเป็นภายนอกเพราะกามคุณมี 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมาร่วมกับกามคุณ 5 ผู้ที่สามารถรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งสาย สังขารแยกออก กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารคืออะไร วจีสังขารต่างจากจิตสังขาร วจีสังขารยังไม่ใช่วจีกรรม คือการปรุงแต่งอยู่ในจิต เป็นองค์ที่ 7 ของสังกัปปะ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร ถ้ามันใช้วจีสังขารนั้นทำงานออกมาภายนอกจึงเรียกว่าวจีกรรม วจีสังขารที่มันเป็นพลังงานปรุงแต่งอยู่ในจิต ผู้ที่สามารถรู้รายละเอียดของสังขารนั้น แล้วแยกกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารได้ คุณก็สามารถรู้กายได้ดี เพราะรู้รูปนามได้ดี รู้จักธาตุจิตวิญญาณได้ดี แยกจิตวิญญาณแยก เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณได้ดี หรือสามารถรู้อุบายเครื่องออกรู้วิธีปฏิบัติ พระพุทธเจ้าสอน รูป 28 นาม 5 นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ถ้าไม่ใช้นาม 5 ในการปฏิบัติธรรมคนนั้นไม่ใช่ชาวพุทธ ปฏิบัติก็ยังมีมิจฉาทิฐิอยู่ ไม่สามารถบรรลุธรรม ผู้จะบรรลุธรรมต้องใช้นาม 5 นั้นเป็นจริงๆ เช่น มนสิการ คุณต้องทำใจในใจ มีการทำใจในใจของตนได้อย่าง โยนิโส อย่างถ่องแท้แยบคายละเอียด หยั่งลงไปถึงที่เกิดของกิเลสตั้งแต่หยาบ กลางละเอียดของอาสวะอนุสัย ผู้นั้นคือผู้ที่ มนสิการเป็น ทำใจในใจเป็น ถ้าทำใจในใจได้ละเอียดลออและบรรลุจริงก็เป็นอรหันต์ ถ้ารู้ชัดแล้วทำจริง ไม่รู้ชาตินี้ก็รู้ชาติหน้า อย่างน้อยพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้รู้รายละเอียดรูปนามชัดเจน ตั้งใจปฏิบัติ ชาตินี้อย่างต่ำที่สุดได้เป็นโอปปาติกะ ได้เป็นอนาคามี รูปนอกสำเร็จ เรื่องกามภพ เหลือแต่ภว ภายในเท่านั้นเอง ก็ไม่ยากอะไร อย่างน้อยต้องมีสัมมาทิฏฐิ อย่างน้อยต้องเป็นอนาคามี เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า เรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติ สงสารแต่พวกนั่งหลับตาปฏิบัติ เขาไม่ฟังอาตมา เขาไม่เชื่อน้ำมนต์อาตมา น่าสงสารจริงๆไม่รู้เมื่อไหร่จะตื่น ชาคริยา ก็งมจมอยู่อย่างนั้นไม่รู้จะทำอย่างไร บารมีของใครของมัน ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จริงๆแล้ว นั่งหลับตานั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ไปตีทิ้งทีเดียว ทำได้ไหม ก็ทำได้ถ้าสัมมาทิฏฐิแล้ว ผู้ปฏิบัตินั่งหลับตามีประโยชน์ 4 อย่าง 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน)
คนก็จำเป็นต้องทำ เพราะจิตบางคนต้องทำการควบคุมให้ได้สะกดจิตให้ได้ ถ้ามันฟุ้งซ่านควบคุมไม่ได้ คุณก็ต้องนั่งสมถะให้มันจิตสงบบ้าง ไม่เช่นนั้นไม่ได้ควบคุมเลย หากแม้หลับตาก็คุมไม่ได้ แล้วลืมตาจะควบคุมไหวหรือ หลับตาก็ยังได้เรียนรู้ว่ามันฟุ้งอะไร มีภาพแสงสีความคิดนึกอะไรก็พอรู้ได้ ไม่สับสนปนเปจนจับอะไรไม่ได้ ยิ่งนั่งหลับตาแล้วสามารถหยุดคิดได้ ไม่นึกคิดอะไร ทำจิตว่างจิตสูญจิตไม่มีอะไรเลยแม้แต่แสงสี หลับตา ความมืดไม่มีแสงสว่าง ไม่มีอาโลกสัญญา ถ้ายังมีสีแสงอะไรม่วงแดงอะไร แสดงว่าจิตคุณยังไม่สนิทมีอุปาทานค้าง ถ้ามีแสงไฟส่องก็จะเห็นแสงบางๆ แต่ไม่ยุบยิบ แต่ถ้ายุบยิบ ก็แสดงว่า มีอุปาทานซ้อน จิตคนไม่สนิทก็มีเล็กๆน้อยๆ พูดอะไรไปนี้ไม่มีในตำราไหนเขาพูดกัน แต่อาตมามีของตนเองก็เอามาอธิบายกันว่าเป็นเช่นนี้ คนที่ปฏิบัติหลับตานี้ มันจึงไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ถ้าสัมมาทิฏฐิ ใช้ประโยชน์ได้บ้างอย่างน้อยนั่งเพื่อเตวิชโช เราปฏิบัติธรรมมาแล้วได้ผลประโยชน์อะไร ผ่านมาวินาทีที่แล้ว ผ่านมาชั่วโมงที่แล้ว ผ่านมาวันที่แล้ว ผ่านมาเดือนที่แล้วตรวจสอบไป ถ้าไม่ตรวจสอบเราก็เข้าใจถึงปัจจุบันนี้ที่เราทำ เราจะไปนั่งเตวิชโชทำไม เราก็ปฏิบัติไปทุกวันทุกเวลา แต่ถ้าปฏิบัติเพื่อที่จะให้ฝึกควบคุมจิตได้บ้าง ถ้าเราฟุ้งซ่านเยอะ ควบคุมไม่ได้ก็ควรทำ ปฏิจจสมุปบาท ที่อธิบายไปก็รู้จัก สังขาร 3 วิญญาณ ก็ต้องรู้ ศึกษาที่เจตสิก 3 ในเวทนา สัญญา สังขาร ก็รวมสังขารไว้ในเจตสิก 3 ก็เหลือสัญญากับเวทนา ต้องรู้จักเวทนาแล้วใช้เวทนาเป็น เวทนามีในการปฏิบัติธรรมตลอด สัญญาจะเป็นตัวทำงานตลอด เป็นตัวกำหนดรู้กำหนดหมาย จะทำงานเป็นวิโมกข์ 8 วิโมกข์ 8 จะต้องสัมผัสด้วยกายมีธรรมะสอง วิโมกข์ 8 จึงเป็นตัวสมบูรณ์แบบ ปฏิบัติธรรมะไม่มีวิโมกข์ 8 ไม่รู้จักกาย ไม่รู้จักสัญญา จะไปกำจัดความเป็นสัตว์ สัตตาวาส 9 ให้เป็นผู้ที่มีจิตสูง เป็นเทพเทวะ ที่มีจิตสะอาดบริบูรณ์ไม่ได้ จะเป็นสัตตาวาสตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น เรียนรู้รูปนามแล้วทำให้เป็นหนึ่งก็จบ ทำเอกสโมสรณาภวันติ ได้ทุกรูปนามก็จบ คุณต้องมีผัสสะ เป็นสำคัญเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร ไม่เช่นนั้นไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ หรือฐีติ ไม่มีวิญญาณฐีติ ก็จะเรียนรู้ไม่ได้ ไม่ใช่วิญญาณเหมือนภิกษุสาติ เป็นวิญญาณล่องลอย ก็เรียนรู้ไม่ได้ ต้องเรียนรู้วิญญาณด้วยการแยกรูปนาม มีอายตนะ มีผัสสะ อ่านแยกตัณหาให้ออก ตัณหาคือพลังงาน Dynamic อุปาทานคือพลังงาน Static จัดการกับตัณหาหมด อุปาทานก็หมด ภพก็หมด โศกปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสก็หมด