สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พ่อครูผู้จุดแสงสว่างให้ออกจากถ้ำอวิชชา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พ่อครูผู้จุดแสงสว่างให้ออกจากถ้ำอวิชชา สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2561 ที่บวรปฐมอโศก ช่วงที่ขึ้นมานี้โทรทัศน์ช่องต่างๆกำลังรายงานอย่างตื่นเต้นเป็นข่าวไปทั่วโลก มีเด็ก 12 คนกับโค้ช 1 คน ไปหลงอยู่ในถ้ำ อยู่เกือบ 2 วันแล้ว ยังหาทางออกไม่ได้ เป็นถ้ำที่เรียกชื่อว่าถ้ำนางนอน มีคนเคยหลงไปเหมือนกัน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฝนตกทำให้น้ำไหลเข้าไปในถ้ำ ตอนนี้ต้องเอาหน่วยซีลดำน้ำเข้าไปเพื่อหาทางไปช่วย ความมืดของถ้ำนี้ในพระสูตรพระพุทธเจ้าตรัสว่ายังไม่มืดเท่ากับอวิชชา แต่คนจะไม่ค่อยเห็นว่าน่ากลัวกัน ดีไม่ดีจะเข้าไปหาอวิชชาด้วยซ้ำไป มีพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัจไว้ว่า โลกนี้คือ หมู่สัตว์มีอวิชชาห่อหุ้มไว้ ไม่แจ่มแจ้งเพราะความสงสัย มีตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาไว้ มีทุกข์เป็นภัยหน่วงโลกนี้ไว้ ภัยใหญ่คือความทุกข์ ตอนนี้ผู้ปกครองก็ไปเฝ้ากันจะให้กลับอย่างไรก็ไม่กลับ บนบานศาลกล่าวเจ้าที่เจ้าทางให้ช่วยออกมาให้ได้เถอะ นี่ก็คือทุกข์จากการพลัดพราก แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า โลกนี้มีตัณหา เป็นเครื่องฉาบทาโลกมีไว้ บุคคลผู้ถูกราคะย้อมแล้ว คือบุคคลที่ถูกราคะฝังเข้าไปในจิตใจแล้ว เด็กๆเท่าพวกเธอนะ สมัยนั้น แทบจะไม่รู้เรื่องราคะอะไร อย่างมากก็ฟังนิยายพระเอกนางเอกติดตามกันแค่นั้น แต่เด็กทุกวันนี้ เมื่อกี้นี้ เห็นน้องข้าวหอมดูรูปในโทรศัพท์แล้ว ในโทรศัพท์ก็มีผีบ้ามีหนังโป๊อะไรต่างๆนานา เด็กก็จ้องกัน ราคะก็เข้าไปห่อหุ้มในจิตใจ พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลเมื่อมีราคะย้อมจิตแล้ว ย่อมไม่รู้อรรถไม่รู้ธรรมไม่รู้อะไรผิดอะไรถูก บางทีเกิดตัณหาหน้ามืดไปข่มขืนคนอายุ 80 ปีก็มี เมื่อธรรมราคะครอบงำผู้ใดความมืดตื้อย่อมครอบงำผู้นั้น มืดยิ่งกว่าอยู่ในถ้ำอีกมันหาทางออกไม่ได้มัน
อ่านต่อ
จะทำบาปอย่างเดียว แต่ข่าวพวกนี้เขาไม่ทำข่าวกัน คนถูกครอบงำด้วยราคะแล้วทำบาปกรรมกัน นี่เดือดร้อนยิ่งกว่า เด็กที่อยู่ในถ้ำอีกแต่คนก็ไม่รู้กัน สิ่งที่หน่วยกู้ภัยเขาต้องการคือ ทำอย่างไรเด็กถึงจะมีแสงสว่าง คิดว่าถ้ามีแสงสว่างก็จะหาทางออก แต่ถ้าอยู่ในความมืดมองอะไรไม่เห็น แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าปัญญาเป็นแสงสว่างที่สุดในโลก อวิชชาเป็นสิ่งที่มืดที่สุดในโลก พ่อครูว่า...พูดถึงความสว่างเป็นภาษาธรรมะ ถ้าไม่มีแสงก็มืด ถ้ามีแสงก็ไม่มืด เราฟังภาษาธรรมดาก็แค่นั้น แต่ความสว่างที่เป็นภาษาธรรมะนั้นเป็นความสว่างที่ลึกซึ้งจริงๆ มันเป็นความเข้าใจมันเป็นความรู้ รู้ที่ว่านี้รู้ในอะไร มันเป็นความรู้ที่รู้ว่าคนนั้นเกิดมาจะมีชีวิต ชีวิตที่เป็นไปเหมือนกันหมด เหมือนสัตว์เดรัจฉาน เหมือนคนจนคนรวยอะไรก็แล้วแต่ มันมีความรู้สึกต้องการจิตวิญญาณของตนต้องการด้วยความมืด ด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่สว่าง ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ต้องการสวรรค์ ศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าตรัสรู้ชัดเจน สวรรค์มันเป็นอุปาทาน มันเป็นความนึกคิด มันเป็นความปั้นขึ้นมา สวรรค์คืออะไร สวรรค์คือสิ่งที่ตัวเองพอใจ อยากได้สิ่งใด ถ้าได้สิ่งนั้นตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ อยากได้ พอได้มา ก็ดีใจชอบใจ คนที่ชอบใจมากก็สวรรค์ใหญ่โต สดใสสว่าง ชื่นใจมาก ถ้าไม่ได้ก็มืด จิตใจหดหู่เศร้าสร้อยมืดมัวหม่นหมองทุกข์ทรมาน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แสงสว่างที่มาจากดวงอาทิตย์ก็เรียกว่า อาโลก ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของสัตว์เล็กสัตว์น้อยรวมถึงคน ก็ใช้ เป็นประโยชน์ประกอบชีวิตไป จิตวิญญาณที่มีความมืดความสว่าง มนุษย์ก็ต้องใช้ มนุษย์ไม่รู้ก็เลยมืด อยากได้สวรรค์นี้เป็นความมืด เป็นความโง่เป็นความไม่รู้เรื่องเป็นความไม่มีความรู้จริง ก็ไปอยากได้มา มันก็ไม่เป็นการรู้จักที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์โลกียะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วสุดท้ายศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก นั่นคือผู้ที่สว่างทางธรรมะ จิตสว่าง รู้แจ้งหมดเลย มันจึงไม่ทุกข์ไม่สุข มันจึงสบายๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ความรู้ได้แสงสว่างทางธรรมะนี้ จึงสบายไม่ทุกข์ไม่สุข สว่างตลอดกาล กลางวันกลางคืนสว่างหมด ไม่ทุกข์ไม่สุขทั้งกลางวันทั้งกลางคืน สบายจริงๆ เป็นความสบายที่ผู้ที่เข้าถึงแล้วผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว รู้แจ้งเห็นจริงเอง ผู้ที่บรรลุแสงสว่างตลอดกาล แสงสว่างที่มีทั้งกลางวันกลางคืนก็คือพระอรหันต์ขึ้นไป สว่างไม่มีที่สิ้นสุดไปตลอด มันสบาย อาตมาประกาศบอกว่า ตนเองเป็นอรหันต์ตนเองบรรลุธรรมจึงเห็นความจริงอันนี้ชัดเจน เอามาพูดนี้ไม่ได้พูดลอยลม เป็นความจริง ทุกวันนี้อาตมาสบายใจและได้ประกาศได้บอกไปหมดแล้วว่าเราเป็นใครเป็นอะไรมีความจริงความรู้อย่างไร จึงพูดแต่ความจริงออกไป ใครที่ยังถือสายังติดใจ ดีไม่ดีก็ไปหาตำรา พระวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มาคอย เอารายละเอียดมาจับผิดอาตมา ก็ว่ากันไป เขาก็คิดว่าเขาหวังดี ไม่อยากให้อาตมาผิด จริงๆแล้วอาตมาไม่มีความผิดอะไร คุณจะมองในแง่มุมไหนของพระวินัยของธรรมวินัยต่างๆเอามาจับผิดอาตมาไปก็จับผิดไป อาตมาก็ฟัง แง่นั้นแง่นี้ อธิบายได้ก็อธิบาย อธิบายไม่ได้ก็แล้วแต่เขาหาจุดมามอง ก็ไม่อธิบาย ก็ไม่รู้ อาตมาไม่ใช่ว่ารู้ไปทั้งหมด ที่คุณเอาเหตุผลเหตุปัจจัยอะไรมามองอาตมา อาตมาก็จำนนอาตมาก็ไม่รู้ได้ด้วย ไปไม่ออกเหมือนกัน อาตมาเกิดมาชาตินี้ อาตมาก็รู้แต่ว่า รู้ชัดว่า เราเป็นใครทำหน้าที่อะไรก็บอกไปตามภาษาว่าเป็นโพธิสัตว์ อาตมาบำเพ็ญชีวิตเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตก็บำเพ็ญมาจนกระทั่งถึงปางนี้ บอกทุกอย่างบอกความจริง แม้แต่ไล่ว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 และโพธิสัตว์มีกี่ระดับก็พูดก็บอก อาตมาไม่เคยได้ยินใครพูดนะว่าโพธิสัตว์มีกี่ระดับ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า)ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาก็ไล่อย่างมั่นใจ จริงๆก็ไม่เคยไปเห็นในตำราไหนว่าไว้ มหายานก็ไม่ได้ศึกษา แม้ในเถรวาท อาตมาก็ไม่เห็นเถรวาทที่ไหนเรียบเรียงอธิบายไว้ อาตมาได้ของอาตมาเอง ซึ่งเป็นความรู้ที่จริงๆ ที่อาตมามีว่า ของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้อธิบายได้ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า)ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอย่างไร มหาโพธิสัตว์ก็สูงกว่าที่อาตมาเป็น ยิ่งพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ถึง ก็อธิบายไม่ได้ เกิดมาชาตินี้รู้ตัวว่าต้องมาทำงานศาสนาสืบทอดมาหลายชาติมาแล้ว เป็นโพธิสัตว์ เสียเวลาไปตามโลกบ้าง พระพุทธเจ้าก็เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เสียเวลาไป 29 ปี 35 ปี กว่าจะมั่นใจว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งความเป็นพระพุทธเจ้าของพระองค์ ในชาติที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็เป็นมาแล้วมีบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณมาก่อน แล้วมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร ท่านเอาของเก่าเหมือนกันมา แต่ของท่านเป็นสัมมาสัมพุทธะ ของอาตมาเป็นแค่โพธิสัตว์มันคนละระดับเท่านั้นเอง อาตมาก็รู้ว่ามันคล้ายกัน พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นอย่างนี้ท่านก็มีของท่าน ที่อาตมาเทียบตรงนี้ก็หมายความว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้มันยังไม่มีใคร ที่มีภูมิธรรมทางพุทธธรรมสูงกว่าอาตมา อาตมาชาตินี้มี ก็ทำหน้าที่ของอาตมาไป ตามที่จริงใจมั่นใจตามรู้ว่าเป็นหน้าที่อาตมาก็ทำไป ส่วนคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ไม่ได้พูดไปเพื่อให้ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มีหน้าที่พูดความจริง ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ใครจะรับเอาหรือไม่เอา ก็ไม่มีปัญหาอะไร ผู้ที่รับเอาได้ประโยชน์จากที่อาตมาเทศนาบรรยาย ไม่อยู่ตลอดเวลา 610625_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาให้จนแบบสุขสำราญเบิกบานใจ