สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจ 5 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจ 5 ประการ มาเข้าสู่สภาวะที่จะพูดกัน อาตมาเตรียมไว้ จะอธิบายเรื่องเศรษฐกิจ 5 ประการ อาตมามั่นใจว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้และเอามาปฏิบัติจริงได้ ชาวอโศกปฏิบัติจริงแล้วปฏิบัติเศรษฐกิจ 5 เช่นนี้ ชนิดที่เรียกว่าเศรษฐกิจก็คือหมายความว่า องค์ประกอบของพฤติกรรมและวัตถุ ที่อาศัยใช้สอยอยู่ในมนุษย์ เพราะฉะนั้นจัดสรรให้วัตถุและพฤติกรรม ของมันสังเคราะห์สังขารรวมกันแล้วแบ่งกันใช้สอย อย่างไม่ทะเลาะกัน แบ่งกันอย่างสงบเรียบร้อยอบอุ่นอย่างพี่อย่างน้อง เหมือนชาวอโศกเราทำได้แล้วสุดยอดแล้ว พูดทีไรก็เหมือนกับยกย่องตัวเอง ขออภัยอาตมาเจตนาอธิบายยืนยันความจริง ไม่ได้เจตนาจะคุยทับถมข่มใครเลย แปลภาษามันก็พูดตรง เปรี้ยงๆอย่างนั้นมันเลี่ยงไม่ได้ พยายามทำความเข้าใจเจตนาของอาตมาบ้าง อาตมาไม่เจตนาไปยกตนข่มใคร เอาความจริง 2 มันก็มากกว่า 1 ตัว 3 มันมากกว่า 1 และ 2 นะ มันสูงกว่านะ ก็พูดความจริง หากมี 4 ตัว 4 ก็สูงกว่า 3 อีก อโศกมีเท่าไหร่ก็พูดเท่านั้น ปรากฏการณ์จริงที่สูงกว่าอยู่ไหน ที่จะมาเรียกและดูกันได้ว่าใคร ขณะนี้อยู่ในตำนานอยู่ในประวัติศาสตร์อยู่ในบัญญัติ อยู่ในชื่อที่เรียกกันด้วยหลักการ หลักฐานเอามายืนยัน มันไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ พูดแล้วก็ระลึกได้ มันไม่มีว่าใคร อาตมาก็จำนนตรงนี้ เศรษฐกิจที่ดีคือเศรษฐกิจที่กินใช้ร่วมกันแบ่งกันให้อย่างพอเพียง คนที่อ่อนแอคนที่เจ็บป่วยก็ให้และรับจากคนที่แข็งแรง คนที่ทำได้มาก แต่คนที่แข็งแรงในสังคมนี้กลับเอาเปรียบจากคนอื่นอีก มันก็เป็นความทุกข์ร้อนไม่มีน้ำใจ ทำให้สังคมเดือดร้อน อาตมาแบ่งลักษณะเศรษฐกิจไว้ 5 ประการ 1. เผด็จการ 2. ประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ 3. คอมมิวนิสต์ 4. สาธารณโภคี ขั้นต้นและขั้นกลาง 5. สา
อ่านต่อ
ธารณโภคีขั้นสุด ขั้นปลาย เผด็จการเป็นตัวกูของกูยิ่งใหญ่เอาอำนาจเบ่งใหญ่ทั้งวัตถุก็เป็นของกูหมดนี่คือเผด็จการใหญ่ รองลงมาก็แบ่งประชาชนบ้างแต่ยังมีกิเลสหนาเป็นทุนนิยมสามานย์ เรียกว่าประชาธิปไตยเหมือนกัน หรือบางทีเรียกว่าคอมมิวนิสต์ แต่เขาจะเรียกประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นก็พยายามที่จะทำทีว่าให้ประชาชน แต่แท้จริงมันยิ่งซ้อน ยิ่งอาศัยประชาชนนั่นแหละทำทีเป็นให้ แต่เอาจากประชาชนมากกว่าที่ให้ นี่แหละคือเหลี่ยมคูของธัมมชโยและทักษิณ หากใครรู้ทันก็อย่าไปส่งเสริมและอย่าไปต่อเชื้อ ต่อมาอันที่ 3 ก็เป็นคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะเป็นคณะไม่ใช่คนเดียวไม่ใช่เผด็จการคนเดียว ถ้าเป็นคณะใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งดี แล้วก็อย่าทะเลาะกันแล้วอย่าโกงประชาชน แบ่งแจกประชาชนให้ได้สัดส่วน และตัวผู้บริหารจริง ตัวกรรมการคอมมิวนิสต์ ต้องได้น้อยกว่าประชาชน ต้องเอาให้น้อยกว่าหรือไม่มี ของพระพุทธเจ้าคือสาธารณโภคีสูงสุดเลยผู้บริหารไม่ต้องมี มาถึงขั้นคอมมิวนิสต์จึงดีขึ้นกว่าประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ คอมมิวนิสต์จึงมีลักษณะเหนือกว่าประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ พวกคอมมิวนิสต์ที่ขี้เก๊ บางทีเลวร้ายกว่าประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ พอรวมหัวกันเอาเปรียบเพราะรวมหัวดูดกันมาให้มากๆได้ คอมมิวนิสต์ที่ดีก็คือเสียสละให้กับประชาชนก็คือเอาพลังงานของประชาธิปไตยนั่นแหละ เอาพลังงานประชาชนเป็นตัวตั้งไม่ใช่เอาพลังงานตัวตนเป็นตัวตั้ง ผู้ใดเข้าใจ 3 อย่างนี้ เผด็จการประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์และคอมมิวนิสต์ ก็อย่าให้เป็นแบบนั้น ให้สูงกว่านั้นเป็นสาธารณโภคี ระดับที่ 4 สาธารณโภคีหมายความว่ามีส่วนกลางเป็นสาธารณะ แล้วร่วมบริโภคส่วนกลางกันตามสัดส่วนควรได้ ผู้ที่แข็งแรงผู้ที่มีแรงมีสมรรถนะมีความรู้ก็ทำ สร้างสรรให้ได้มากๆแล้วเกื้อกูลผู้อื่น ไม่ใช่ว่าได้มากๆแล้วเอาไปต่อรองไปขึ้นราคาไปเอาเปรียบเอารัดมากขึ้น ผู้ฉลาดควรจะรู้ได้แล้วว่าไม่ควรทำ มันชั่วมันไม่ดี มันบาป อย่าทำ มันเป็นกรรม ที่บาปและเป็นคนชั่วด้วยอย่าทำ เพราะฉะนั้นผู้รู้ความจริงนี้เขาก็ไม่ทำเขาก็ทำสิ่งที่ดี ทำสิ่งที่ถูกต้องขึ้นมา เมื่อถึงสาธารณโภคี ที่ไม่ใช่แค่จุดเดียว สาธารณโภคีที่มีเครือแหประสานกันเป็นรูปหลายระดับ มี level มีชั้นตอนมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน ผู้ที่สูงช่วยผู้ที่ต่ำกว่า ผู้ที่ทำได้มากกว่าช่วยผู้ทำได้น้อยกว่า ไม่มีการซ่อนเชิงแฝงอ่อยเหยื่อ ประชานิยมเสร็จแล้วตัวเองก็กอบโกยให้ตัวเองได้มากกว่าเดิม ที่รู้ไม่ทันก็หลงกินเหยื่อแล้วกลายเป็นเหยื่อ หลงกินเหยื่อแล้วกลายเป็นเหยื่อ ก็ซวยอยู่ เพราะคนฉลาดแกมโกง เป็นอย่างนี้ สาธารณโภคีเกณฑ์ส่วนตัวก็คือเป็นผู้ที่ลดลงมาตามลำดับ ยังไม่หมดตัวตน เรียกว่าเสขบุคคลของสาธารณโภคี บุคคลต้องฝึกฝนตนเองจนหมดเกลี้ยง จนเป็นอเสขบุคคล ซึ่งเป็นสาธารณโภคีเต็ม เป็นอันดับที่ 5 เพราะฉะนั้นในระดับที่ 4 เอาให้เต็ม 4 แล้วเลื่อนเป็นระดับที่ 5 ก็คือบรรลุอรหันต์เป็นอนุโพธิสัตว์ไป ผู้ที่มีสภาวะแล้วฟังภาษาบัญญัติที่อาตมาอธิบายจะเข้าใจว่าชีวิตอยู่ในระดับไหน เป็นผู้ที่ช่วยตนเองและช่วยผู้อื่นได้มากกว่า ช่วยตนเองอย่างสมบูรณ์ได้แล้ว แล้วก็ไปช่วยเหลือ มีส่วนเหลือไปช่วยผู้อื่นให้ได้มากขึ้นๆ ให้ทับทวี เป็นปฏิภาคทวีขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัจจะของคนที่ประพฤติได้ทำได้ พวกเราชาวอโศกทำได้ มีลดหลั่นกันให้เห็นได้ เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างแท้จริงตามลำดับนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีปรากฏการณ์จริง ลงมือลงไม้ทำ คนที่ถนัดทำก็ทำ คนที่ถนัดอธิบายก็อธิบาย อาตมาอยู่ในฐานะคนที่อธิบาย ไม่ได้อยู่ในฐานะคนทำ แต่ที่จริงแล้วคนเราต้องทำเป็นก่อนแล้วค่อยพูด ทำเป็นก่อนแล้วค่อยพูดคนท้วงไม่ได้ แต่ถ้าได้แต่พูดทำไม่เป็นคนท้วงได้ พูดได้ๆ แต่ไหน ทำมันหน่อยสิ ก็ทำไม่ได้มันท้วงได้ แต่ผู้ที่ทำได้ทำได้ดีเลย แต่อธิบายไม่เป็น อธิบายไม่ถูก ทำเมื่อไรก็ทำได้ผลอย่างนี้เลย แต่ไม่ถนัดอธิบายสื่อรายละเอียด บอกพยัญชนะกับสาระไม่เก่ง สายเจโตจะเป็นอย่างนั้นสายศรัทธาจะเป็นอย่างนั้น ส่วนสายปัญญาอธิบายได้เก่งแต่ทำไม่เป็น ก็ไม่ดี แต่ถ้าทำเป็นแล้วอธิบายได้ด้วยก็จบ แม้แต่อาตมาทุกวันนี้ ที่จริงอาตมารื้อฟื้นไปก็ทำเป็น แต่ว่าอาตมาก็เรื้อ ทำน้อย ถนัดพูดมาก เขาก็ท้วงว่าทำหน่อยสิ อาตมาก็ว่าให้คนอื่นทำแทนคนอื่นรับผิดชอบ เขาช่วยได้อยู่เขาไม่เกี่ยงให้อาตมาทำ เถอะ ให้อาตมามาเน้นหนักทางนี้ สังคมแค่รู้ลึกซึ้งมากขึ้นสูงมากขึ้นมันก็ไม่เหลือแล้ว อาตมาจึงจำเป็นต้องรับผิดชอบหน้าที่นี้ อาตมาก็ขอรับหน้าที่ที่จะพูดอธิบายพิสูจน์ให้สูงขึ้น สิ่งที่ทำนั้นจริงๆแล้วอาตมา ก็มีปัญญาไม่มีความระลึกได้ว่า อาตมาเคยผ่านที่ทำได้มาแล้ว ทำอะไรอย่าง...ยกตัวอย่างง่ายๆ อาตมาเคยฆ่าคนมาแหลกราญ เคยทำมาแล้ว แล้วอาตมาจำได้ว่าเคยเป็นใครในชาตินั้นชาตินี้ นึกว่าอาตมาทำไม่เป็นเหรอเรื่องชั่วๆอย่างนั้น อาตมาพูดในสิ่งที่เคยทำได้มาแล้ว สิ่งที่ยังไม่เคยทำมา อาตมาไม่เอามาพูดหรอก หากยังไม่เคยทำและทำไม่ได้ ถ้าเขาซักถามมาก็จะตอบได้อย่างไรไม่ได้เรื่องอะไรมันขายหน้าตัวเอง หน้าแตกหมอไม่รับเย็บก็ซวยไปอีก เน่าตาย สรุปแล้วเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีเป็นของจริง พวกเราชาวอโศกทำได้ ทุกคนทำงานฟรี บางคนอาจรับส่วนแลกเปลี่ยนบ้างตามฐานะที่พอมีให้กันได้ ก็ให้ได้ ถ้าหากให้ไม่ได้แล้วมันเกินกว่านี้ อัตรานี้เราจ้างไม่ได้ คุณก็ไปรับจ้างที่อื่น แม้จะเก่งเท่าไหร่เราก็จ้างไม่ได้ไม่มีให้จ้าง มันจำนน แต่ก็จ้างไม่ได้สู้ไม่ไหว เราเอาแค่นี้ก็พอ มันไม่ดีกว่านี้ก็ช่างมันเถอะ เราก็เอาแค่นี้ เศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจในระดับที่ 5 เรามีกองกลาง ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ คนที่เป็นสมาชิกในสังคมนี้เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้แก่กองกลางร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วตัวเองก็เป็นคนที่ศึกษาฝึกฝนเป็นคนกินน้อยใช้น้อย ไม่เปลืองไม่สุรุ่ยสุร่ายไม่ผลาญพร่า ใช้สิ่งที่เป็นสาระแล้วให้เป็นประโยชน์สูงประหยัดสุดจริงๆ จึงเป็นผู้ที่เป็นเหมือนรถยนต์กินน้ำมันน้อยแต่ประสิทธิภาพสุดยอดเลย กินน้ำมันกินไฟฟ้าน้อยแต่ประสิทธิภาพเต็มที่ เราทำตนให้เป็นคนอย่างนั้นได้ซึ่งเป็นคนที่มีประโยชน์เหลือเฟือ ไปเบียดเบียนผู้อื่นน้อย ไม่เบียดเบียนใคร พูดให้จริงแล้วไม่เบียดเบียนใครด้วย มีส่วนเหลือส่วนเกินให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนเหลือส่วนเกินเหล่านั้นเป็นของมีประโยชน์ของมีคุณค่าด้วย ของไม่มีคุณค่าไม่มีประโยชน์เราไม่สร้างเราไม่ทำ แต่ทำแต่ของมีคุณค่าประโยชน์จำเป็นสำหรับขณะนี้คนในยุคนี้ ในยุคอื่นที่ใช้ได้แต่ในยุคนี้ใช้ไม่ได้แล้วเราก็ไม่สร้าง เป็นความรู้รอบอย่างนั้น สรุปแล้วกลุ่มนี้จึงอุดมสมบูรณ์ ทำให้เหลือเกินกินเกินใช้ในแต่ละคน รวมกันแล้วหนึ่งคนร้อยคนพันคนมันก็มีเหลือเยอะ เอาไปเกื้อกูลคนที่ขาดแคลนคนที่ไม่รู้คนที่ไม่เดียงสา คนแก่คนเฒ่าเราก็ช่วยได้ จึงเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น แม้แต่คนตะกละ ไม่ให้มัน มันก็ยังโลภเอาจากเราเลย มันเก่งด้วยนะพวกนี้ แย่งพวกที่ควรจะได้ พวกนั้นไม่รู้บาปรู้บุญรู้กุศลอกุศลอีก มันมีแต่ตะกละ แย่งเอามา ก็ตายไปกับสมบัติวัตถุ เขาไม่เชื่อข้ามชาติ ไม่เชื่อวิบากว่ากรรมวิบากมีจริง เป็นของของตนมีจริง 4 อย่าง 1. กรรม 2.ผลของกรรม 3. ผลนั้นเป็นของของตนเป็นวิบากติดตัวไปจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นความตรัสรู้ของพุทธเจ้าอธิบาย 4. ผู้ที่ตรัสรู้เรื่องกรรมมาสอนคนได้คือพระพุทธเจ้า คุณไม่เชื่อ 4 อันนี้ คุณก็ทำไปตามประสา คุณไม่เชื่อแล้วบอกว่ากรรมไม่เป็นอันทำ ตายไปแล้วก็เท่านั้นเองไม่มีที่ไหน คือคนประมาทในเรื่องกรรม อาตมาว่ากรรมนี้เหนือกว่า God God นั้น สัมผัสไม่ได้รู้ว่าเก่งเท่านั้น แต่กรรมนี้ สัมผัสได้ นอกจากสัมผัสได้แล้วก็เอามาเป็นของตัวเองสร้างเองจัดการเอง ทำลายเองเลย ได้อย่างยืนยันเลย อันนี้ก็จริงกว่า God จะเก่งอย่างไร เราพยายามเก่งเท่า God ให้ได้เรื่อยๆ ที่เขาว่าพระเจ้าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้เรายังเป็นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราเป็น God น้อยๆของเราให้ได้ก่อน สะสมไป สมณะเพาะพุทธว่า..เขาว่า Good นี้ดีกว่า God แด่พระเจ้าบอกว่าจะช่วยคนที่ช่วยตัวเองก่อนด้วย พ่อครูว่า...เขาบอกว่าต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจะมาช่วย เป็นเหลี่ยมของพระเจ้า ก็ช่วยตัวเองได้สำเร็จแล้ว เรากินอิ่มแล้วให้พระเจ้าบอกให้มาช่วยกินอีก จะไปช่วยทำไมเราอิ่มแล้ว เราพอแล้ว พยัญชนะที่แทนสภาวะก็มีเช่นนี้ สรุปอีกทีหนึ่ง อันที่ 5 หมายความว่าเป็นส่วนกลางส่วนรวม ทุกคนทำมาเป็นส่วนกลางไว้แล้วไม่ต้องยึดถือว่าเป็นของเราผู้เดียว แต่เป็นของเราทุกคน ทุกคนมีสิทธิ์ทุกคน แม้แต่คนที่อยู่ในฐานะต่ำหรือสูงก็ตามมีสิทธิ์เท่ากัน ที่จำเป็นจะต้องใช้ก็ไปหยิบมาใช้ ไม่จำเป็นก็อย่าไปเอามาใช้ เท่านั้นเอง ถ้าจำเป็นน้อย หรือจำเป็นมาก ก็ให้คนที่จำเป็นมากกว่าคนที่จำเป็นน้อย คนที่มีกำลังแข็งแรงมากกว่าก็เอามาน้อยกว่า คนที่มีกำลังน้อยก็ให้เขาได้มากกว่า ก็เป็นสัจจะอย่างนี้ คนที่มีปัญญามีปฏิภาณมีความเฉลียวฉลาดรู้อย่างนี้ ก็ไม่ไปเลี่ยงความจริงพวกนี้ ก็ทำตามความจริง คนที่เข้าใจสัจจะแล้วทำตรงตามความจริงอันเหมาะควร ไม่ลำเอียง ไปเข้าข้างในธรรมตามสัจจะที่มันสมควร ที่จะเป็นตามสมควรตามสัจจะที่มันเป็น คนที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อสัจจะสภาวะต่างๆพวกนี้จึงทำงานกับสังคมมนุษยชาติอย่างเป็นประโยชน์สูงประหยัดสุดได้อย่างดี เป็นคนกินน้อยใช้น้อยแต่ตัวเองแข็งแรงเต็มที่ด้วยไม่ใช่ว่ากินน้อยใช้น้อยแล้วตัวเองก็อ่อนแอลงไปตายก่อนอย่างนี้ไม่เอา ต้องให้แข็งแรง สมบูรณ์เกินไปก็ไม่แข็งแรง น้อยไปก็ไม่แข็งแรง ต้องได้พอดีให้สมดุล นักเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัว อย่างที่อธิบาย จึงเป็นผู้ที่ใช้พลังงานใช้ความรู้ความสามารถ ทำงานรับใช้ประชาชนอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย รู้จักพักรู้จักเพียรไป เป็นไปได้อย่างดี อาตมาก็กำลังทำดังกล่าวนี้ จึงเข้าใจว่าทำอย่างนี้ดีที่สุด ทำได้เท่าไหร่ก็ทำอย่างไม่ออมมือ ทำอย่างเต็มที่ ทำเพื่อช่วยมนุษยชาติ เพราะมนุษย์ที่ควรได้ช่วย ทั้งคนโง่ที่ดื้อด้านดึงดันหรือคนไม่ดื้อด้านดึงดัน หรือคนที่อาสาสมัครเข้ามาร่วมไม้ร่วมมือสอดคล้องเสริมสานต่อด้วย เราก็ต้องช่วยคนที่ร่วมมือเสริมต่อ เพราะแต่ละคนก็ล้วนแต่มีเหตุของตัวเอง มีพลังความรู้เท่าไหร่ก็ไปผลิตสร้างได้ดีแล้วไปช่วยคนอื่นเพิ่มขึ้นเป็นปฏิภาคทวีตามลำดับ เราควรจะช่วยใครก่อนเป็นสัจจะที่อาตมารู้และเชื่อว่าถูกต้องดีแล้ว คนที่มีความรู้ดังกล่าวมารวมตัวกันเป็นมวล จึงเป็นผู้ที่สร้างแล้วเอาไปรวมกับกองกลางตัวเองกินใช้น้อย แต่ตัวเองสร้างได้มากขึ้น แต่ละคนจึงมีแต่ที่ตัวเองเปลืองน้อย แต่สร้างได้มากขึ้นด้วยเรื่อยๆ ก็รวมกันได้มากๆขึ้น ไม่ไปดูดเอาจากใคร ไม่ไปเบียดเบียนใคร ตัวเองมีความรู้ความสามารถสร้างสรร ผู้สร้างจึงคือพระเจ้า นี่แหละคือการสร้างของพระเจ้า สร้างอย่างมีปัญญาในสิ่งที่ควรสร้าง ไม่สร้างในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ สร้างสิ่งที่ควรสร้างอย่างสมเหมาะสมควรกับยุคสมัยกับผู้คน ตัวจริง สิ่งที่สร้างขึ้นมาแล้วคนเขาก็ไม่ใช้จะสร้างขึ้นมาทำไม นอกจากที่คนเขาไม่ใช้สร้างขึ้นมาสูญเปล่า สร้างขึ้นมาแล้วเป็นพิษกับคุณ คุณก็เอาไปใช้กับคนอื่นอีกคุณก็เป็นบาป คุณก็ไปช่วยอย่างนั้นบาปเอง มันเป็นสัจจะของมัน ไม่ใช่ไปใส่โทษใส่ความอะไร เรามีทั้งปัญญาที่ชัดเจนเลือกเฟ้นสิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควรรอไม่ทำไม่เสียแรงเวลาทุนรอนทำ เราทำในสิ่งที่ควรเท่านั้น ในสูตรในทฤษฎีที่สร้าง เราก็ทำตามพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆที่ทำมา มันตรงกันหมด ตามผู้ที่เป็นครูอาจารย์แล้ว เป็นสัจจะที่ตรงกันหมดแล้วก็ได้ใช้ประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ อาตมาถึงมั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ อธิบายไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ว่ามันทำได้ผลจริงๆได้ความจริง จริงๆ จึงทําอยู่อย่างที่เรียกว่าไม่สะดุ้งสะเทือน ตรวจสอบว่าอะไรบกพร่องก็ทำให้มันถูกต้อง ทำให้มันเต็มอย่าให้ผิดพลาด แล้วก็ทำเต็มที่ เพราะฉะนั้นใครที่เขาไม่รู้ เราก็รู้ว่าเขาไม่รู้แต่เราซื่อสัตย์เราไม่มีอคติอะไร ไม่ใช่ว่าไปดูถูกเขาที่เขาทักท้วงมา เราก็ไม่ใช่ไม่ฟังเลยก็ไม่ใช่ เราตรวจแล้วว่าคุณผิด ยังไม่ถูกหรอก เราก็ชัดเจนของเราจริง ไม่มีอะไรแอบแฝงไม่มีอะไรลำเอียงกับใคร ตรงที่สุดตามสัจจะตามความจริง ตามหลักการตามหลักฐานความรู้ ยิ่งถ้าเป็นผู้รู้ที่เรานับถืออย่างพระพุทธเจ้า หรือรองลงมาเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้า ที่เราต้องนับถือความจริงที่ท่านมี เราอยู่ในระดับนี้ก็นับถือผู้ที่สูงกว่า อาตมาก็ทำอย่างนั้นมาตลอดเวลา ก็ทำมาด้วยความจริงใจทุกวันนี้ สรุป วิถีประเทศไทยมีคนที่มีจิตวิญญาณที่ลงรากปักลึกในสัจธรรมที่เป็นสัจธรรมในระดับภาษาเรียกว่าพุทธธรรม ที่มีมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะเป็นกี่ล้านล้านล้านล้านล้านปี ก็เหมือนกันลงตัวกันหมดให้มนุษย์ได้อาศัยใช้สอย เราก็ทำขึ้นมายืนยันแล้ว ผู้ที่มีปัญญาตรงกันก็รับรอง คนที่ไม่มีปัญญาตรงกัน เขาก็จะไม่รับรองไม่เป็นไร เราเอาแต่อันที่ตรงกันก็เหลือกินเหลือใช้แล้วสำหรับเรา ส่วนที่ได้มากขึ้นก็ช่วยกันทำเพิ่มขึ้นคนอื่นจะได้กินใช้มากขึ้น สำหรับเราแล้วมันพอ อาตมาไม่ได้รับผิดชอบทั้งโลก แต่ที่อาตมาทำนี่บอกว่าทำได้เท่านี้ ขนาดนี้ก็มีผู้มารับบริการอย่างพวกคุณนี้มารับบริการ ได้เท่านี้ มีไหม ...มี แล้วไม่ไปเอาอื่นหรือ...เอาอื่นอีกด้วย ...ใจสอง สัจจะอันนี้มีหนึ่งเดียว คุณจะไปเอาสัจจะอื่นเป็น 2 หรือ เอาหนึ่งเดียว ก็อาศัยกินใช้เต็มที่แล้วอันนั้นเป็นของลำลอง เอาหนึ่งเดียวนี้สุดยอดแล้ว ผู้ที่มักน้อยเอาแต่หนึ่งเดียวนี้แหละใช้เต็มที่แล้วก็รู้พอ จบ เราไม่ได้มากๆเลยเอาแค่นี้แหละ แค่นี้ก็สมส่วนกันแล้วพอแล้ว จบ เอามากับเราก็เป็นแค่ 2 ถ้าเป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 ก็เพื่อผู้อื่น เราเอาแค่ 2 พอแล้ว ธรรมะพระพุทธเจ้าคำว่าธรรมะ 2 จึงยิ่งใหญ่มาก เราทำให้ได้ 2 นี้แหละ 2 เป็นตัวที่บริสุทธิ์ตัวที่ดีที่สุด ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นสิ่งที่เกิดจากสองนี้ แล้วก็แบ่งกันไปเป็นลูกเป็นหลานเหลนโหลนเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 เป็น 8 เป็น 10 หรือจริงๆ 2 ก็คือผู้ที่เราจะแบ่งให้ ส่วนเรานั้นใช้ 1 เท่านั้นหรือน้อยหรือไม่มี ก็อยู่ได้เพราะเป็นอมตะบุคคล 0 เราก็อยู่ได้แข็งแรงมาก ประเทศไทยถ้าทำได้ จะเป็นพี่เลี้ยงเป็นพ่อเป็นแม่ให้ประเทศอื่นได้ จริง นี่ใช้ภาษานะ ที่ว่าเป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นน้องก็คือเป็นการอุ้มชูกัน ไม่ใช่ไปฆ่าแกงกัน เศรษฐกิจองค์รวมที่เป็นสาธารณโภคีสูงสุด ชาวอโศกเราทำได้สำเร็จ ไม่ใช่พูดอย่างน่าหมั่นไส้นะ ไม่ใช่คุยใหญ่โต ก็เท่าที่เรามีนี่แหละเป็นองค์รวม ขณะนี้ชาวอโศก สันติอโศกมียอดทุนคงคลังเท่าไหร่ ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ก็พอกินพอใช้ มีเท่านี้ก็พอกินพอใช้ สำหรับสันติอโศก ของราชธานีอโศกก็มีพอกินพอใช้ไม่ไปเบียดเบียนใคร พี่ๆจะให้มาเอาก็เอาไปเผื่อแผ่ไปสร้างสรรค์ต่อ สร้างสรรค์พอแล้วก็แบ่งให้น้องคนอื่นต่อ ไม่ได้ขี้หวงแหน เอาเปรียบเอารัดกัน เป็นสัจจะความจริงที่เรารู้จักพอรู้จักแบ่งแจก เป็นยอดเศรษฐศาสตร์ เป็นยอดของเศรษฐกิจที่ซื่อสัตย์ เห็นความจริงตามความเป็นจริง แล้วสะพัดไปสู่ผู้ที่ควรได้ควรเป็นอย่างซื่อสัตย์
อาตมาเคยอธิบาย GDP พยายามใช้ภาษา domestic หมายถึงภายในของเรา เพราะฉะนั้นภายในของเราก็หมายความว่า เช่น ประเทศของเราก็เป็นผลได้ของประเทศของเรา ผลได้คือเราสร้างเองนะ ไม่ใช่ไปเอาจากของคนอื่นมา ไปโลภจากประเทศอื่นมารวมเป็น GDP อันนั้นไม่ใช่ domestic เอาอย่างขูดรีดมาด้วยแล้วไปขายแพงอีก แล้วบอกว่านี่คือ Gross เป็นรายได้องค์รวมของเรานั้น ไม่ใช่ มันเป็นการขูดรีดของคนอื่นมา มันต้องเอาของคุณเองเป็น domestic อาตมาจะอธิบายอีกเท่าไหร่ดี Domestic คือของเราเท่านั้นไทยสร้างได้เท่านี้ ถือว่าเป็นผลได้รวมทั้งตัวเลข ไทยสร้างได้ 1000 ไทยกินแค่ 200 อีก 800 ก็แจกให้คนอื่นนี่คือเศรษฐกิจดี แต่ถ้าประเทศตัวเองสร้างไม่ได้เลย แล้วเอาจากของคนอื่นมาแล้วไปเรียกอันนี้ว่า GDP รายได้องค์รวม Gross ก็เป็นการโกหกเพราะเอาของคนอื่นมาทั้งนั้น Product วิธีการของคนเป็นอย่างนี้ได้เท่านี้ คุณโกหกมดเท็จนะ แค่นี้คุณก็มดเท็จ คุณก็ผิดจากสัจจะ ตีกินขี้ตู่ว่าของตนภายใน ตั้งแต่ของตนเอง เรี่ยวแรงความสามารถของคนเดียวเราทำก็เป็นของเรา Domestic ของ 1 คนแล้วมีเหลือไหม ก็มีเหลือคุณกินพอ อิ่มด้วย สุขภาพแข็งแรง เพราะฉะนั้นส่วนเกินพวกนั้นนั่นแหละคือ GDP เจริญ คุณก็เอาออกให้คนอื่น domestic ก็ไม่ไปเบียดเบียนใคร ฟังแค่นี้พวกเรียนน้อยก็ยังเข้าใจเลยพวกที่จบด็อกเตอร์ทำไมยังไม่เข้าใจ เมื่อตรงตามสภาพจริงที่อาตมาพูดมันก็เป็นจริง ชาวอโศก อาตมาก็พูดแล้วพูดอีก อาตมาว่าชาวอโศกเราทำได้เป็นจริง เราจะพิสูจน์ความจริงอันหนึ่งว่า 1. สุขภาพเราจะแข็งแรงอายุเราจะยืนยาว 2.เราก็เบิกบานแจ่มใสไม่เศร้าหมอง 3. เราจะแสดงสมรรถนะสร้างสรรไม่หยุดขยันหมั่นเพียร ควรพักเราก็พักควรพอแล้วก็พอ แล้วก็สร้างสรรค์ไปอย่างนี้ แต่ละคนเข้าใจสภาพจริงอย่างนี้ แล้วทำทุกคนมันก็มีมากรวมกันเป็นผลผลิตรวม ยืนยันความจริงเหล่านี้ไปแจกจ่ายคนอื่น เราไม่ได้ไปพูดเล่น พูดยกตัวโดยไม่จริง เราพูดจริง คุณจะมีภูมิมาตรวจสอบเราไหม ไม่ใช่ท้าทายเกินไป ก็ให้มาใช้ความรู้ความสามารถหลักการมา การมาตรวจสอบว่าเป็นอย่างนี้จริงๆ เรารู้ว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นอาวุธร้ายแรงฆ่าคนสร้างมาทำไมมันเป็นบาป หรือจะเที่ยวไปเอาสัตว์มาฆ่า แล้วเอาสัตว์ไปเป็นสินค้าเป็นผลผลิต ดีไม่ดีให้ไปกินเอาสัตว์มาอาศัยอีกต่อ ไม่ต้องใช้หรอก เนื้อสัตว์เป็นชีวของสัตว์เป็นให้เขาพัฒนาไป คุณก็จะไม่มีความปรารถนาดีหวังดีต่อสัตว์ทั้งปวง คุณฆ่าสัตว์มาเพื่อประโยชน์ของคุณเอง อันอื่นที่ไม่ใช่สัตว์เอามาแทนได้ไหม เอาแค่พืชที่มันไม่มีธาตุวิญญาณ เวทนา มันเป็นธาตุตัวตนของมันเท่านั้นเอง ไม่มีรักไม่มีชังอะไรไม่มีวิบากกับใคร ตัวเองยึดตัวเองทำตัวเองให้เป็นชีวะ จบชื่อว่าแล้ว ก็ไม่เป็นตัวเอง ถ้ามีเชื้อที่จะหมุนเวียนไปอีกก็จะหมุนเวียน ถ้าหากหมดฤทธิ์แล้วก็แตกเป็นดินน้ำไฟลมไป พระพุทธเจ้าสอน อุตุธาตุ พีชธาตุ แล้วเอามาทำกรรมจัดแจงปรุงแต่ง อย่างผู้ที่มีปัญญาให้เป็นประโยชน์ซับซ้อนไม่เป็นโทษ ให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อคนต่อพืชต่อสัตว์ อุตุ มันเป็นไปตามสภาพแวดล้อมพลังอื่นไปรวมตัวแล้วทำให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่าลักษณะของพลังงานนี้ ปฏิกิริยา รวมกันเข้าเรียก fusion หรือแรงออก เป็น fission คุณรู้แยกออกกับรวมเข้าเท่านั้นเองในวิทยาศาสตร์ เดินทางชีวะก็รู้บ้าง ของพระพุทธเจ้านี้เป็นพลังงานที่รู้ได้ลึกและกว้างไกลกว่ามาก ของพุทธเจ้าสามารถ breed ซึ่ง biology ทำไม่ได้ถึงในระดับจิต แต่พุทธเอาสัดส่วนของพลังงานจิตมาจัดสัดส่วน ได้ อาตมาเรียนรู้ถึงระดับ Coefficient E=C(mc 2 +A) ยืนยันได้ว่าทำได้เป็นจริง ก็ฝืนมาได้ถึง 1 นักษัตร ได้ 84 ปีแล้ว ถ้าไปอีก 1 นักษัตรได้เป็น 96 ปี อาตมาแข็งแรงอยู่ก็ค่อยฉลองกันนะ ฉลองให้ยิ่งใหญ่ ถ้าหากไปถึง 108 ปีก็ฉลุยเลย ถ้า 108 แล้วอาตมาว่า 120 ไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา ส่วนจะต่อไปเป็น 132 เป็น 144 ก็ว่ากันอีกทีนึง ถ้าถึง 144 แล้วคิดว่าคงหมดแรงแน่ ไปไม่ออกแน่ มันจะมากเกิน ไม่ไหว ขนาดนี้ ผู้ที่จะมาปรากฏมากที่สุดอันนี้ต่อโลก อาตมาทำขนาดนี้ยิ่งใหญ่แล้วนะ ถ้าจะมาลอกเลียนก็เอาเถอะน่า แล้วคุณต้องอธิบายได้อย่างอาตมาอธิบายนะ ยืนยันหลักฐานด้วยนะ ถ้าทำได้ก็ลองดูสิ เรื่องของสัจจะมันมีหลักฐานมีบัญญัติมีพยัญชนะ แล้วก็เอามาสื่อถึงสภาวะอธิบายได้ เศรษฐกิจ อาตมามีภูมิรู้แยกแยะได้ 5 ประเภท ทุกวันนี้เศรษฐกิจในระดับสาธารณโภคี กำลังปรากฏตัว สูงกว่าคอมมิวนิสต์ที่ดี เป็นคอมมูนยิ่งใหญ่ ยิ่งเป็นสาธารณโภคีในระดับมรรค ก็คือตัวเชื่อมต่อมีแกนหลักเป็นสาธารณโภคีในระดับสูงสุดคือ 0 ไม่มีตัวตน เป็นสาธารณโภคีสูงสุด เพราะฉะนั้นแรงงาน ความรู้ เวลา ทำเพื่อผู้อื่นหมดเลย ส่วนตัวเราเอง ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา คนอื่นเห็นว่าดีอยู่ก็เลี้ยงไว้ ใครไม่เห็นว่าอาตมามีคุณค่าก็ปล่อยให้ตาย ไม่ต่อรองไม่ต่อว่าด้วย เพราะว่าอาตมาหมดค่าจริงๆแล้วหมดน้ำยาหมดเรี่ยวแรงแล้วมันก็ตายไป เมื่อควรตายแล้วไม่มีน้ำยาแล้วก็ควรปล่อยให้ตาย ไม่มีอะไรจะทำให้คนอื่นต่อไปได้อีกแล้วให้อาตมาตายเถอะ มันสมเหมาะสมควรแล้วไม่ได้ดัดจริตแสร้งพูด หากอาตมายังมีเรี่ยวแรงอยู่ก็จะทำแม้คนอื่นจะอยากให้ตายก็ยังไม่ตาย บุญคือตัวชำระกิเลสฆ่ากิเลสของเราเอง ตอนนี้อธิบายเชิงสร้างสรร คนมีลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้ก็มารวมตัวกัน อาตมาไม่กลัวหรอกว่าชาวอโศกจะเป็นที่น่ารังเกียจในอนาคต เพราะชาวอโศกเข้าใจสแกนแล้วมาประพฤติเป็นจริง ไม่เห็นแก่ตัวไม่มีตัวตน ทำให้ตัวตนน้อยลงแล้ว ทำให้มากขึ้น ตัวเราเองก็เป็นคนเปลืองน้อย เป็นคนใช้วัตถุที่มาสังเคราะห์ให้ตัวเราเองน้อย ไม่เปลือง เราก็มีพลังงานสร้างสรรค์ให้มากขึ้น เสร็จแล้วก็ไม่หวงแหนไม่กักตุน สะพัดให้แก่คนอื่นที่ควรได้ เรามั่นใจว่าเรามีสมรรถนะก็สร้างขึ้นอีกได้ เรามีแรงงานคุมตัวเองได้ แม้ตัวเองจะป่วยตัวเองจะเจ็บที่สุดเราจะพิการลงไปมันไม่คงที่ ก็มีลูกหลาน มีมิตรสหาย มีผู้อื่นที่ทำอยู่ในกิจการเดียวกัน ในเรื่องเดียวกัน สร้างสรรสร้างเสริมต่อกันไปอย่างไม่ขาดสาย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวสูญ เชื้อสาธารณโภคีที่เราได้มีขึ้นแล้วไม่ต้องกลัวสูญ แต่อย่าประมาท สูญได้ถ้าหากประมาท แต่ถ้าทำอัตราการก้าวหน้ายังอยู่ในขั้นคูณ ขึ้นไปเรื่อยๆรับรอง Coefficient ต้องมีDefinitionชัดเจนว่าต้องมีระดับคูณขึ้นไปคุณต้องเกินคูณขึ้นไป ถ้าบวกก็ยังจะช้าอยู่ 1.ไม่เร็วทันใจช้าอยู่ 2.เทอะทะ 3.รวมกันยากต้องทำระดับคูณ อย่าไปมัวช้าระดับบวก คนที่ทำคูณไม่ได้ทำแต่บวกๆๆ ก็เป็นมิติหนี่งของลักษณะสัจจะ ทำคูณไม่เป็นทำเป็นแต่บวกก็ช้าของคุณ มันเร็วเป็นคูณไม่ได้ก็ต้องทำอย่างนั้นต่อ บวกก็บวก แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ แต่ถ้ายกกำลังจะทวีไม่จำกัดเลยนะ บุญ ใช้ ชำระกรรมที่ผิด จิตที่เลว เ นื้อแท้บุญ ต้องชำระตัวกิเลสที่มันฉุดคือกิเลส กรรมที่ผิดคือจิตที่เลวนี่คือตัวเหตุ คุณแก้กรรมที่ผิด แก้จิตที่เลว ล้างออกชำระออกขัดเกลาอย่าให้มันมี กรรมที่ผิดจิตที่เลวให้ลดลงๆ มันก็เจริญได้ ที่พูดอยู่ไม่ใช่แค่ปากเปล่า แต่เป็นความจริง ใครจะบอกว่าไม่จริงก็ไม่เป็นไร เราทำ เราทำได้จริงแล้ว ใครจะบอกว่าไม่จริงก็แล้วแต่เขา คนที่ยืนยันสัจจะที่จริงอย่างนี้ อาตมาก็ว่าคนในโลกยุคนี้มีความเฉลียวฉลาดที่จะไปพบกับความจริง ต้องการความเฉลียวฉลาดที่ไปพบกับความจริง เพราะเขาได้มีความเฉลียวฉลาดที่มันไม่ตรงกับความจริง มันเฉ แล้วมันก็ Go Forward ไปไม่รู้จักเท่าไหร่แล้ว เฉ ไปจากองศาแล้ว แล้วก็ ไปลิ่วๆด้วย เราไม่เอามันไม่ตรง เอาให้มันตรง 180 องศาเลย เราต้องพยายามทำให้ได้อย่างนั้น สัจจะของเราจึงเฉน้อย ไม่ Go ไปตามเฉ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive