สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานวิสัยของพุทธเป็นเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานวิสัยของพุทธเป็นเช่นไร _สู่แดนธรรม มีดร.ถามมาว่า ถามท่านผู้รู้.. ฌานวิสัยจัดเป็นอจินไตย๔ แต่ "นิพพาน" ทำไมไม่จัดเป็นอจินไตย ๔ เพราะอะไร? ผมตอบสั้นๆว่า นิพพานไม่ใช่ของลึกลับอะไร เป็นสิ่งที่รู้แจ้งในขณะลืมตาได้ รู้เข้าถึง-บรรลุเข้าอริยสัจ 4ได้ด้วยอธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา จึงไม่ใช่อจินไตย - ผมตอบแบบนี้ ถูกไหมครับ ? พ่อครูว่า…ผู้พ้นวิสัย สย แปลว่าตัวตน วิสยะ แปลว่าไม่ใช่ตัวตนหรือเป็นตัวตนอย่างยิ่ง วิ แปลได้สองด้าน คือ สุดยอดกับต่ำตีน นิพพานเป็นภาวะที่เดาไม่ได้ เป็นพุทธวิสัย เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ตัวนิพพาน พ้นจากความไม่รู้ยิ่งกว่ารู้ ยิ่งกว่า วิ พุทธวิสัยนั้น วิยิ่งกว่าวิ จะว่าสุดยอดก็ได้แต่คือหมดไม่เหลือ ผู้จะมีฌานวิสัย จึงคิดเอาไม่ได้ ผู้มีฌานจะไม่ใช่แค่คิดเอาเดาเอาด้วยเหตุผล แต่จะเป็นผู้พ้นจากความเป็นฌาน ไม่ต้องไปคำนึงไม่ต้องไปกังวลอะไร จริงๆแล้วจะแปล วิสัย ว่า มันเป็นไป เป็นไปได้แล้วเลิกแล้วจบแล้ว มันจบแล้วเรื่องฌาน คำว่า ฌาน ขออธิบายแทรกเลย คำว่าฌาน เป็นเรื่องที่คนคิดเอาไม่ได้ เป็นเรื่องเหนือกว่าการคาดคิด จึงเป็นเรื่อง อจินไตย ผู้ที่มีฌานที่เป็นแบบพุทธ เพราะฌานนี้เป็นภาษาโลกๆ แต่สภาวะของมัน มันเป็นสภาวะโลกุตระ แต่ฌานเป็นภาษาโลกๆ ชาวโลกโลกียวิสัยก็เข้าใจ ฌาน อย่างนั้นทั่วไปเลย ส่วนผู้เข้าใจ ฌาน ได้แล้วมี ฌานจริง อย่างอาตมามีฌาน อาตมาจึงได้พยายามอธิบายความเป็นฌาน แก่พวกเราฟัง อาตมาเป็นคนมีฌานอยู่ตลอดเวลาเป็นฌานแบบพุทธ แต่ฌานแบบโลกีย์ต้องไปนั่งหลับตาแล้วเข้าฌานออกฌาน ของพุทธไม่มีเข้าไม่มีออก มันเป็น วิสัย มันสุดวิสัยทั้งปลายทั้งต้นแล้ว มันเป็นในตัวเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา เป็นฌานที่ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง
อ่านต่อ
4 อยู่ตลอดเวลา ฌานคืออะไร? ฌานคือไฟ พลังงานทางจิต ผู้ที่สร้างพลังงานทางจิต ทำให้มีประสิทธิภาพเพื่อเผาไฟราคะโทสะโมหะ ยังดีที่มีพยัญชนะยืนยันว่าไฟราคะโทสะโมหะ ฌานก็แปลว่าไฟ ในพจนานุกรมบาลีก็แปลว่าไฟ แต่เขาไม่ใช้แล้ว ไปแปลว่าความเพ่ง ไอ้เพ่งนี้มันเพี้ยน คำว่าเพ่งนี้เพี้ยน ฌานไม่ได้เพ่ง แต่ฌานคือคุณต้องชัดเจนถ่องแท้โยนิโสมนสิการ ต้องรู้ความเป็นฌาน ว่าเป็นสภาวะสร้างพลังงานให้แก่จิต เข้าไปสลายไฟราคะ โทสะโมหะได้
อาตมาเป็นคนมีฌานอยู่ตลอดเวลาคือ มีลักษณะจิตเป็นพลังงานที่ได้สร้างมาแล้วทำได้แล้ว เป็นไฟที่เผากิเลส โลภะโทสะโมหะ เผาได้ เพราะฉะนั้นในชีวิตของอาตมา จิตจะเป็นฌานอยู่ตลอดเวลา ราคะโทสะโมหะมากระทบปั๊บ ไหม้เลย จะเอาพลังงานราคะโทสะโหมะใส่อาตมา กระทบอาตมาก็ร่วงผลอย อย่างกับปลิงที่ มาถูกร่างกายเราที่ได้ทาน้ำมันหม่องไว้ มันกระทบก็อ่อนผล็อยเลย หลุดไปเลยมันไม่กล้าแตะ มันเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของสิ่งที่เป็นธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ ลักษณะฌานที่เข้าใจกันอยู่ เป็นสิ่งที่คุณไปทำจิตในจิตเป็นมนสิการชนิดหนึ่ง แล้วคุณก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิตให้จิตเป็นสมถะ หยุดๆ แต่ฌานเป็นพลังงานอุณหธาตุ ไฟ ไฟ เรารู้ว่าร้อน แต่ไฟฌานไม่ใช่ร้อนแบบโลกๆ ไฟฌานไม่ได้ทำอะไรอื่นนอกจากเผาราคะโทสะโมหะ ไฟฌานไม่ทำหน้าที่อื่นเลอะเทอะ นอกจากมาเผากิเลสอย่างเดียว พอไฟฌานเผากิเลสเรียบร้อยเรียกพลังงานสุดท้ายว่า บุญ กำจัดกิเลสเสร็จเป็นผลของบุญ หากทำไม่ได้สำเร็จหมด ก็ได้แค่ส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยาเช่นได้แค่โสดาบันไม่ได้อรหันต์ อรหัตตะ คือสุด อรหะ กับ อันตะ พอเผาได้ส่วนหนึ่งเรียกว่าส่วนแห่งบุญก็เป็นโสดาบัน ได้สูงกว่านั้นเป็นสกิทาฯ เป็นอนาคาฯก็สุด อันตะ อาตมาพูดพยัญชนะเหล่านี้เป็นภาษาสภาวะ แล้วฌานนั้นได้แล้วได้เลย ไม่ต้องเข้าไม่ต้องออก แบบฌานฤาษี แต่เดี๋ยวนี้เขาอยู่กับฌานฤาษีเต็มไปหมด อาตมาหยิบเอาฌานที่เป็ของพระพุทธเจ้า เป็นอจินไตย หากไม่สัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติได้จะไม่มีทางได้ฌานของพุทธเลย ฌานของพระพุทธเจ้าไม่หลับตา ฌานของพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติลืมตาแล้วมีสัมผัสทั้ง 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจทำงานร่วมกัน แล้วก็มีการปฏิบัติเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ เบื้องต้นก็ศีล 5 เป็นขั้นต้น ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับพืชกับของ ข้อที่ 3 เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกาย กามคุณ 5 คือฐานข้างนอก แล้วก็ใจ นี่คือเบื้องต้น ศีล 5 ช ผู้ที่ปฏิบัตินั่งหลับตา ไม่พยายามปฏิบัติให้มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย มาเรียนรู้ กระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะเกิดไฟ ราคะโทสะโมหะ ไฟราคะคือศีลข้อ 3 ไฟโลภะ คือศีลข้อ 2 ไฟโทสะคือศีลข้อ 1 ก็ต้องเรียนรู้อาการกิเลสเหล่านั้นจริงๆ แล้วก็ลดมาเป็นเบื้องต้น การปฏิบัติหลับตาไม่ได้เรียนรู้ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธแม้แต่บรรลุฌานที่ 4 แล้วก็ไม่นั่งหลับตา เป็นพระโสดาบันก็ไม่ได้หลับตาปฏิบัติ พระสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็ไม่ได้นั่งหลับตาปฏิบัติ ต้องลืมตาอย่างมีปัญญา ปัญญาจะเกิดได้ต้องมี ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องมีมัคคังคะ มีสัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ต้องมีมัคคังคะ ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ขณะทำงานอาชีพ ในขณะทำกรรมการกระทำการงานกัมมันตะ ในขณะพูด ในขณะมีวาจา ในขณะนึกคิดอยู่ แต่การทำฌานนั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วบอกอย่าไปคิด แล้วจะเกิดปัญญา มันคนละขั้วกับของพระพุทธเจ้าเลยที่จะต้องมีกรรมการงานมีอาชีพมีมรรคมีองค์ 8 มีสัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ คุณจึงจะเกิดภูมิปัญญา แต่เขายึดถือผิดๆไปนั่งหลับตา อาตมาขออภัยอ.บูรพา ผดุงไทย ที่เขียนอยู่ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เป็นการเผยแพร่สิ่งที่ผิด เราก็พูดในฐานะเป็นชาวพุทธด้วยกัน เมื่อเขาไปเผยแพร่ผิดเรามีความเห็นต่างก็ต้องท้วงอย่างปรารถนาดีไม่ต้องการไปข่มหรือไปทำลาย อยากให้พิจารณาศึกษาดีๆ หากว่าไปเผยแพร่สิ่งที่ผิดของศาสนาพุทธมันเท่ากับทำลายศาสนาพุทธ ต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ ผู้อยู่ในฐานะครู แต่ที่เขาฟังและทำตามกันมามันผิดมาตลอด คุณมนสิการมาเหมือนกัน แต่พากันทำใจในใจอย่างอโยนิโสไม่ถ่องแท้ไม่แยบคายไม่ถูกต้องไม่ลงไปถึงที่เกิด มนสิการไม่เป็นปภวะ ในมูลสูตร 10 ข้อที่ 2 คุณไม่มีแดนเกิดที่ต้องไปจัดการกิเลส คือที่หทยรูป แม้แต่ในจิตก็ไม่ถูกต้องและก็มิจฉาทิฏฐิอีกก็เลยไปใหญ่เลย เอาแพะมาชนแกะ ชนกับช้างกับม้ากับแมงหวี่เละไปหมด ขออภัยพูดเหมือนดูถูก แต่พากันไปใหญ่แล้ว อาตมาอ่านแต่ของอ.บูรพา แต่หากอาตมาได้อ่านของคนอื่นๆ ก็ไม่ได้อ่านเท่าไหร่ เวลาที่มีในชาตินี้ก็เลยไม่ค่อยได้ศึกษาของคนอื่น อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ ที่เจาะกระเปาะไข่ออกมา เจาะกรอบของอวิชชาออกมาได้ก่อนเพื่อน นอกนั้นไม่ได้เจาะออกมาเลย อวิชชายังหุ้มอยู่ พูดสัจจะ ไม่ได้ดูถูกข่มเบ่งยกตัวยกตน คำว่าฌานนี้ไม่เข้าไม่ออก เรียนรู้จิตในจิต จิตในจิตจะเป็นฌานได้ คุณต้องมีการกระทบสัมผัสต่างๆของจมูกลิ้นกายกระทบแล้วมันจะเกิดเวทนา มีอารมณ์มีความรู้สึกแล้วให้เรียนรู้ตรงนี้ ศาสนาพุทธไม่ต้องไปนอกที่นอกทางตรงไหน เป็นกรรมฐาน พื้นฐานที่จะต้องจัดการ จะบรรลุก็ตรงนี้ ตรงที่เวทนา ให้สมบูรณ์แบบ คือเวทนานี้มันเป็นสุขเป็นทุกข์ ศาสนาพุทธง่ายและสั้น หากว่ารู้ที่มันแล้ว เรียนรู้อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ เรียกว่าอริยสัจ คนไปหลงความสุขว่าเป็นความทุกข์ นี่คือความวิปริต เห็นของไม่น่าได้ไม่น่าเป็นมาเป็นของน่าได้น่าเป็น เห็นของไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นของไม่มีตัวตนว่าเป็นตัวตน นี่คือวิปริต 4 ศาสนาพุทธทุกวันนี้ครบวิปริต 4 621213_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฌานวิสัยของอรหันต์และโพธิสัตว์