สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ต้องทำสติปัฏฐาน 4 ก่อนอานาปานสติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ต้องทำสติปัฏฐาน 4 ก่อนอานาปานสติ 8. อานาปานสติสูตร (118) [282] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา มิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระสาวกผู้เถระมีชื่อเสียงเด่นมากรูปด้วยกัน เช่น ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสป ท่านพระมหากัจจายนะท่านพระมหาโกฏฐิตะท่านพระมหากปิณะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์และ พระสาวกผู้เถระมีชื่อเสียงเด่นอื่นๆ ก็สมัยนั้นแล พระเถระทั้งหลายพากันโอวาทพร่ำสอนพวกภิกษุอยู่ คือ พระเถระบางพวกโอวาทพร่ำสอนภิกษุ 10 รูปบ้างบางพวกโอวาทพร่ำสอน 20 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 30 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 40 รูปบ้าง ฝ่ายภิกษุนวกะเหล่านั้น อันภิกษุผู้เถระโอวาทพร่ำสอนอยู่ ย่อมรู้ชัดธรรมวิเศษอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าที่ตนรู้มาก่อน ฯ [283] ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ วันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำ ทั้งเป็นวันปวารณาด้วย ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราปรารภในปฏิปทานี้ เรามีจิตยินดีในปฏิปทานี้ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอจงปรารภความเพียร เพื่อถึง คุณที่ตนยังไม่ถึง เพื่อบรรลุคุณที่ตนยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งคุณที่ตนยังไม่ทำ ให้แจ้ง โดยยิ่งกว่าประมาณเถิด เราจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนี้แล จนถึงวันครบ 4 เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท พวกภิกษุชาวชนบททราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนั้น จนถึงวันครบ 4 เดือนแห่ง ฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท จึงพากันหลั่งไหลมายังพระนครสาวัตถี เพื่อ เฝ้าพ
อ่านต่อ
ระผู้มีพระภาค ฝ่ายภิกษุผู้เถระเหล่านั้นก็พากันโอวาทพร่ำสอนภิกษุนวกะเพิ่มประมาณขึ้น คือ ภิกษุผู้เถระบางพวกโอวาทพร่ำสอนภิกษุ 10 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 20 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 30 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 40 รูปบ้าง และภิกษุนวกะเหล่านั้น อันภิกษุผู้เถระโอวาทพร่ำสอนอยู่ ย่อมรู้ชัดธรรมวิเศษอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าที่ตนรู้มาก่อน ฯ [284] ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ เป็นวันครบ 4 เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท วันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้ไม่คุยกัน บริษัทนี้เงียบเสียงคุย ดำรงอยู่ในสารธรรมอันบริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่ควรแก่การคำนับ ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การกระทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกอย่างหาที่อื่นยิ่งกว่ามิได้ ภิกษุสงฆ์นี้บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่เขาถวายของน้อย มีผลมาก และถวายของมากมีผลมากยิ่งขึ้น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัท อันชาวโลกยากที่จะได้พบเห็น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทอันสมควรที่แม้คนผู้เอาเสบียงคล้องบ่าเดินทางไปชมนับเป็นโยชน์ๆ ฯ [285] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็น พระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นอุปปาติกะ เพราะสิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้ง 5 จะได้ปรินิพพานในโลกนั้นๆ มีอันไม่กลับ มาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดาแม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระสกคาทามีเพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง และเพราะทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางมายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะได้ตรัสรู้ใน เบื้องหน้า แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า..แสดงว่า ธรรมะที่เจริญสูงสุดคือสติปัฏฐาน 4 ผู้รู้จักสติปัฏฐาน 4 พิจารณากายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตธรรมในธรรมได้ผล ผู้นี้แหละเป็นผู้ที่เจริญจริง ถ้ากายในกายก็ยังเป็นมิจฉาทิฐิไม่ได้ผล เวทนาในเวทนาก็ยังมิจฉาทิฐิไม่ได้ผล ได้ผลที่ผิดด้วยแล้วหลงผลที่ผิดนั้นน่าสงสาร ก็ช่วยยาก แต่ถ้าเผื่อว่า ผู้ที่ถูก [286] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรใน อันเจริญสัมมัปปธาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ อิทธิบาท 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ อินทรีย์ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ พละ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ โพชฌงค์ 7 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ มรรคมีองค์ 8 อันประเสริฐอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ เมตตาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ กรุณาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ มุทิตาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อุเบกขาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อสุภสัญญาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อนิจจสัญญาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ [287] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอานาปานสติอยู่ ฯ พ่อครูว่า...อานาปานสติ แปลว่าลมหายใจเข้าออกเป็นเพียงสิ่งอาศัย ไม่ใช่ธรรมะ คุณทำเพื่อให้ได้มีปัญญาในสติปัฏฐาน 4 อานาปานสติแปลว่าลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาอยู่ที่สติปัฏฐาน 4 คุณต้องเจริญสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม มีผลมากมีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน 4 แล้ว ทำให้มากแล้วย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ 7 แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ฯ พ่อครูว่า...หากมัวเมาอยู่ที่อานาอาปานะ คือ ลมหายใจเข้าออกก็ยังงมงายอยู่อย่างนั้นปัญญาไม่เกิด
[288] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดีอยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้าเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลม ทั้งปวง หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออกว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจ เข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจออก ว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจออก ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า พ่อครูว่า...อยู่ป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี คำว่า ก็ดี ภาษาบาลีว่า วา จะหายใจอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องทำกายสังขารให้รำงับ กายสังขารคืออะไร หากไม่สัมมาทิฏฐิก็เข้าป่าอีก กายเขาก็ว่าคืออยู่ที่ร่างกายไม่กระดุกกระดิกนั้นผิด กายไม่ได้หมายถึงแค่ดินน้ำไฟลมภายนอกแต่กายหมายถึงมโนจิตวิญญาณ หมายถึงองค์รวมทั้งภายนอกและภายใน กายหมายถึงจิตวิญญาณแต่เอาภายนอกก่อน ละเอียดอย่างนี้ก่อน กาย กับ อัตตา กายมันเนื่องจากนอกก็ทำที่ภายนอกก่อน กายข้างนอกคือ โอฬาริกอัตตา พยัญชนะ โอฬาริกอัตตากับกายคืออันเดียวกัน มโนมยอัตตา อันที่สองก็มาเป็นรูป อันในลึกเข้าไปอีกเป็นอรูปก็ไล่เข้าไป เมื่อทำได้ผล ได้เกิดปีติตามลำดับ ท่านก็พ่วงด้วยภาษาว่าทำได้ทุกทีก็ยังหายใจเข้าออก สั้นยาวอยู่ จนคุณเกิดปีติก็จะเกิดสุขต่อมา คุณก็พิจารณาว่าสุขนี่แหละมันเป็นอาการของจิตสังขารแล้ว ความสุขนี่แหละเป็นเรื่องของจิตสังขาร คุณก็พยายามพิจารณาจิตสังขารต่อจากกายสังขาร ของคุณทั้งนั้น แล้วก็ไม่ได้ขาดหายไปไหน ก็ยังลืมตาสัมผัส แต่จิตต้องมีมุทุภูตธาตุเร็วไว แสงกระทบรูปมันช้า จิตมันเดินเร็วกว่า เดินทางไปร้อยรอบห้าร้อยรอบแล้วเดินทางได้เร็วกว่าแสงวิ่ง มันก็อยู่กับภายนอก คุณสัมผัสกับระกำ สัมผัสกับกล้วย สัมผัสกับส้มโอ คุณก็เห็นอยู่นั่นแหละ สำหรับภายนอก ตอนแรกก็ดูว่ากิเลสเราภายนอกมันมีความ ใคร่อยากอะไรหรือเปล่าแต่ถ้าคุณดูแล้วไม่มีความอยากอะไรกับภายนอก กระทบอย่างไรยั่วอย่างไร ผลไม้ระกำนี่ชั้น 1 นะ แต่เราก็มีแต่กลางๆ มีรสก็รู้ว่าระกำ แต่หากใจเราเหลือภายในระริกระรี้เหลือรูปราคะ เราก็รู้ว่า ใจยังหวั่นไหวกับสิ่งภายนอกอยู่ หรือมันไม่มี รูปราคะก็ไม่มี อรูปมีไหม? ถ้าคุณเองก็ไม่มี หรือมีอยู่แต่มีมานะซ้อนมีความยึดถือ ว่าข้ารู้ดี ไม่มีหรอก มีมานะจิตถือดีซ้อนไปอีกเราก็อ่านอีก ต่อมาระงับจิตสังขารได้ก็มีปีติ ได้เป็น ปีติที่ได้แล้ว ได้นาน ได้เป็นขณะๆ 1. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) 2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) 3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) 4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) 5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)
พ่อครูว่า... หากมันแรงมากก็ลอยมากสูงเป็นร้อยโยชน์ตกมามันก็หนักไม่ไหว ต้องลดลงมาให้เบาบางเป็นพื้นฐาน แผ่เป็นแผ่นใหญ่เบาบางไม่ต้องให้กระโดดโลดเต้นอะไรเป็นฐาน ได้แล้วแข็งแรงเป็นภาวะที่ให้คุณ ช่วยคุณอย่างเป็นประโยชน์สูงสุดเลย สรุปแล้วให้มันแข็งแรงยังยืนเป็นไปได้มีปีติเลี้ยงอยู่ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปิติเลย อธิบายว่าเหมือนกับแช่อยู่ในน้ำที่มีเอาจุนสีใส่เข้าไป จุนสีก็จะซึมเข้าไปในทุกขุมขนทุกจุดในเอกเทศในๆที่ไม่มีจุนสีอยู่เลย แล้วคุณก็ไม่เห็นจุนสีเหล่านั้น แต่มันมีทั่วไปเลย เบาบาง ละเอียดอยู่ในจิตของคุณไปหมดเลย คุณก็บอกได้ว่ามีมากแต่ไม่มีแรง ทำจิตอย่างนี้อยู่ เพราะฉะนั้นจะเอามาใช้แค่ อภิปโมทยังจิตตัง คือมีจิตยินดียิ่ง อภิ ปโมท ก็คือปราโมทย์ มีจิตยินดีน้อยๆ ที่ควบคุมได้ไม่ให้ร่าซ่าจนน่าเกลียด อาตมาทำขนาดร่าเริงมาก ขนาดนี้คุณยังกลัวเลย บางคนตีกลับว่านี่ร่าเริงมากไป เขาก็ยึดกันไปคนละอย่าง อาตมาว่าคนละเอียดเกินอาตมาก็ว่าไม่ไหว เอาแค่นี้พอดี คนจะมาปฏิบัติกับอาตมาก็เอาขนาดนี้ก่อน ขนาดนี้ยังบรรลุอรหันต์ไม่ได้ง่ายเลย อาตมาต้องการให้เร็วแต่ก็ยังไม่ได้ สอบให้ได้เสียทีสิ ทำให้ได้อย่างนี้เรียกว่า อานาปานสติ ทำได้มากเท่าไหร่สติปัฏฐาน 4 ก็เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นอานาปานสตินั้น หมายถึงการ ไล่เรียงเอาลมหายใจเข้าออกมาเป็นองค์ประกอบในการอธิบายธรรมะ แต่แท้จริงนั้นเบื้องต้นคือ สติปัฏฐาน 4 คุณต้องรู้กายในกายตัวแรกของโลกุตรธรรม ถ้าคุณรู้กายยังไม่ชัด ปฏิบัติรูปธรรมกับนามธรรมเรียกว่ากายหรือธรรมะ 2 ที่ต้องมีรูปมีนามตลอดเวลา คุณก็ยังเข้าใจกายไม่ได้แยกกายแยกจิตยังไม่ออก อาตมาอธิบายถึงกาย พระพุทธเจ้าได้สอนกรรมฐาน 5 กับสิ่งที่คุณต้องรู้ว่าอันไหนคือกาย กายเอากรรมฐาน 5 ที่เป็นมูลกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าสอนภิกษุ อุปัชฌาย์ทุกองค์จะต้องสอนกรรมฐาน 5 ให้ภิกษุบวชใหม่ทุกองค์ให้แยกกายแยกจิตได้ ให้รู้จักกายคืออะไร กายคือสภาพที่เอาเล็บเป็นเครื่องอธิบายอีกที เรื่องผมก็เล็กไป เรื่องฟันก็ยาก เล็บเราเป็นลักษณะธรรมนิยาม 5 ประกอบด้วยวัตถุกับจิต ยาวออกมา ยาวแล้วมันก็ยังติดกับร่างกายเรานะ แต่ส่วนที่ไม่ถือว่าคือกายแล้วคือส่วนที่ไม่มีส่วนรับรู้ทางประสาทแล้ว ตัดทิ้งไปก็รู้สึกเฉยๆไม่เจ็บไม่ปวด แต่ถ้ามันเป็นชีวะอยู่ ปล่อยมันโดยให้อาหารเลี้ยงไว้มันก็ยังดำเนินต่อไปเป็น ชีวะ ที่มีแต่สังขารกับสัญญาไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มันก็ไม่ใช่กายของเรา แต่ก็อยู่กับกายของเราหากคุณไม่ตัดมันออก กายนี่มันไม่มีจิตเป็นหลัก ขออภัย กายนี่ถ้าไม่มีจิตเป็นหลักไม่เรียกว่ากาย คนที่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูด กายหากหมายถึงไม่มีจิตร่วมอยู่เลยเป็นมิจฉาทิฏฐิ หากไม่รู้จักกายตั้งแต่ต้นก็ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับความรู้สึก กาย ความรู้สึก ต้องสัมพันธ์กัน หากพิจารณาที่กายแต่ไม่มีความรู้สึกก็ผิดแล้ว ส่วนที่มีความรู้สึกคือกาย ส่วนที่ไม่มีความรู้สึกไม่ใช่กาย คุณก็เลยเถิดเป็นมิจฉาทิฐิว่าทุกวันนี้ กายคุณไม่มีความรู้สึก กายคือสิ่งที่ไม่มีความรู้สึก จากพีชะรวมตัวเป็นตัวตน เป็นชีวะที่เป็นพืข มีพลังงานดูดเอามาเป็นตัว ISH สามเส้า พลังงานบวกลบกับประธาน เมื่อเข้าใจกายทุกอานาปานสติก็จะรู้จักสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่ ปรุงแต่งกันเป็นเวทนา ตัวที่กระทบสัมผัสกับจิตของเรา กายกับจิต ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นสังขตธรรม ผู้รู้สังขารธรรมนี้จึงเป็นผู้บรรลุธรรมตัวตน อวิชชา จึงไม่รู้จักสังขาร ผู้รู้จักสังขารแยกสังขารได้จึงรู้ว่าการปรุงแต่งเป็นอย่างนี้ปรุงแต่งเป็นทุกข์ ขออภัยเริ่มแรกต้องเป็นกาย เป็นจิต เป็นวจีสังขาร ในสังขาร 3 มันปรุงเป็นรูปอยู่นะ กายกับวจีแล้ว จนกว่าคุณจะเรียนรู้ กายสังขารวจีสังขาร ที่มันเป็นตัวรูป โดยมี มโน มโนคืออะไร มโนกับจิตต่างกันอย่างไร มโนคือตัวก้นบึ้งของจิตเลย สั่งให้จิตไปทำงาน จิตก็ไปทำงาน แล้วจิตกับเจตสิก จิตเป็นตัวตั้ง เจตสิก เป็นตัวเคลื่อนไหวเป็นตัวงาน เจตสิกเป็นตัวนำเป็นตัว Dynamic เป็นตัวสั่งการ เจตสิก เป็นอาการของจิตที่ไปทำงาน ทำงานเป็นเวทนาสังขาร ปรุงแต่งอะไรก็แล้วแต่ วิญญาณ ถ้ารวมหมดเลย เป็นเจ้าของจิตเจตสิกอีกทีหนึ่ง จิตเจตสิกแยกเป็นเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณเป็นตัวคุมพวกนี้ ตัวใหญ่เลยวิญญาณ เราก็แยกแยะให้ละเอียดจนกระทั่งแยกแยะเป็นเจตสิกกับกิเลส เจตสิกคืออาการของจิต แล้วอาการตัวนี้เรียกว่าอกุศลหรือเรียกว่าบาป นี่แหละตัวนี้แหละ ให้ชัดว่ามันเป็นตัวกิเลส มันเป็นตัวปลอม มันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นตัวทุกข์ตัวแท้ของเหตุแห่งทุกข์ จับตัวนี้ให้แม่นๆ จะไปดับทั้งจิตเจตสิกไปดับทั้งหมด ถ้าดับทั้งหมดก็เหมือนคนตาบอดหูหนวด คุณทำอะไรไม่ได้ คุณกระทบแล้วต้องแยกจิตเจตสิกมันยังเป็นชีวอยู่ ก็ต้องมีความรู้สึกรู้ จนกระทั่งรู้ว่าอันนี้เป็นความรู้สึกปลอม ความรู้สึกสุขหรือทุกข์ก็ดี หรือเป็นกิเลสอยากได้อยากมีอยากเป็น มันยิ่งจะเป็นตัวปลอมใหญ่เลย เป็นอาคันตุกะเลย หรือมาเป็นเจ้าของเรือนเลย เป็นอุปาทาน เราเป็นเจ้าของตัวจริงรู้ทันก็บอกว่า นั่นแน่ GET OUT! อย่ามายึด เอ็งไม่ใช่ตัวจริง ต้องชัดเจนแล้วฆ่าเฉพาะตัวนี้ ผู้ที่ปฏิบัติผิดนั้นต้องการฆ่าตัวนี้แต่ไปฆ่าหมดเลยทั้งจิตเจตสิก จะจับโจรในบ้านนี้ก็เผาบ้านทั้งบ้านเลย ในบ้านนั้นอาจจะมีคนมีสัตว์อยู่ คุณจะเผาโจรแต่เผาบ้านหมดเลย เป็นการทำแบบขี่ช้างจับตั๊กแตนเกินไป มันเสียของมากมาย แล้วคุณก็จะเอาตัวนี้ ทำร้ายหมดเลย บางทีมีพ่อคุณอยู่ในบ้านคุณก็เผาพ่อคุณด้วย คุณต้องไปตรวจตราในบ้านให้ละเอียดก่อนว่ามันมีอะไรอยู่ในนั้นเป็นสิ่งที่ดี ดีมากดีน้อยอะไรมันก็มีอีก ให้จัดการแต่โจรแต่สิ่งไม่ดีอย่างเดียวสิ อย่าให้สิ่งที่ดีมันเสียไปด้วย อย่าให้มันสูญเสียไปด้วย ไม่เสียของต่างๆ คุณก็ต้องเอาแต่เฉพาะของไม่ดีที่มันเสีย นี่คือความละเอียดลออของศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น สักกายะ คุณต้องรู้ชัดว่ามันเป็นกิเลสๆนะ วิจัยจนชัดเจน อย่าให้มันเสียของ เนื้อแท้ๆ คุณจะเอาเนื้อแท้ๆ หรือไม่ใช่เนื้อ ที่ไม่ใช่เนื้อทั้งหมดก็เลาะออกไปเรื่อยๆจากนอกถึงใน คุณจะเหลือแต่เนื้อก็ต้องเอาสิ่งที่ไม่ใช่เนื้อเป็นเนื้อปลอมออกอยู่ข้างนอกเยอะ มาอาศัยมาหลอก ทั้งที่เป็นเนื้อปลอม ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงละเอียดลออชัดเจนอย่างนี้ คุณต้องตรวจตัวแท้ของ สักกายะ สักกะคือตัวเรา กาย คือรูปนาม ปรุงแต่งกันอยู่ เป็นตัวตนตัวเรา ตรวจให้ได้ว่าตัวตนไหนที่ไม่ใช่ตัวตนเรา มันไม่ใช่เรา ตัวนี้เป็นตัวปลอม แล้วกำจัดตัวนี้เอาให้พ้นวิจิกิจฉา แล้วต้องมีเครื่องมือ เครื่องมือคือปัญญาเครื่องมือ คือพลังงานที่มีคุณลักษณะเหมือนกับไฟราคะ ไฟโทสะไฟโมหะ เป็นพลังงานเหมือนกันแต่มันเป็นพลังงานที่พิเศษยิ่งกว่าเรียกว่า ฌาน การทำฌาน ของพระพุทธเจ้าจึงพยายามทำกับพลังงานของเราพลังงานรู้ พลังงานธาตุรู้ แบบที่พระพุทธเจ้าสอนสั่งสมมาตั้งแต่หยาบกลางละเอียดได้ทุกอัน แล้วมีปัญญา เป็นพลังงานตัวรู้ที่มีพลังทำลาย พลังงานปัญญาเป็นเครื่องมือของบุญ แท้ๆ สลายกิเลสได้ ความรู้ที่เป็นปัญญาจึงเป็นความรู้ของศาสนาพุทธศาสนาเดียวในโลก แต่คำว่าปัญญานี้คนเขาดึงไปใช้กันทั่วเลย โดยเฉพาะเอาไปใช้ในภาษาไทยทุกวันนี้ จริงๆมันเป็นบาลี คนที่เรียนบาลีเรียนความหมายอันนี้ความรู้อันนี้ใช้ปัญญาเป็นตัวภาษาที่ใช้ ก็เลยลำบากไปกับความผิดเพี้ยนไปหมดแม้แต่ภาษาอื่นๆภาษาอังกฤษภาษาฝรั่งเศสก็แปลไปเป็นความรู้ปัญญาแบบโน้นซึ่งไปกันใหญ่ ทางยุโรปนั้นเป็นเทวนิยมจะมาทำแบบความรู้อเทวนิยมของทางเอเชียนี้ไม่ได้ ธาตุปัญญา ก็จะต้องสะสมตั้งแต่หน่วยแรกที่เรียกว่าเป็นธาตุจิต ธาตุรู้อันแรกที่แตกต่างจากความรู้ที่เราเคยรู้เป็นความรู้โลกีย์ ต้องมีความรู้เริ่มต้นจุดแรกของคนต่างดาว เป็นความแตกต่างเรียกว่า อัญญธาตุ อัญญะ เป็นธาตุรู้ตัวใหม่ แตกตัว หลุดออกมาจากตระกูลเดิมเป็นของพระพุทธเจ้านี่แหละ เริ่มต้นมาใช้มันเป็นธาตุรู้มันจะทำให้เป็น อัญญา อัญญา แปลว่าความรู้ อัญญะ แปลว่าธาตุรู้ตัวแรกที่แตกมาจากพลังงาน พีชะ พัฒนาจากความเป็นจิตตัวแรก จากหนึ่งอัญญะ เริ่มต้นเป็น 2 เป็นอัญญาต้องมีต้นรากเป็น อัญญาคือธาตุรู้ อัญญาอันนี้ จึงเป็นต้นรากของปัญญาหรือแม้แต่สัญญาก็เป็นสัญญาโลกุตระ สัญญาจึงเป็น 2 เป็นโลกียะก็ได้เป็นโลกุตระก็ได้ แต่ถ้าเป็นปัญญาแล้วจึงเป็นโลกุตระอย่างเดียว สัญญาอย่างเดียว แม้แต่พีชะก็มีสัญญา สังขาร ตัวกำหนดรู้ สัญญาจึงพัฒนาเป็นโลกุตระได้ต่อมา สัญญาที่พัฒนาเป็นโลกุตระมีบาลีกำกับแต่ขอผ่านไปตอนนี้นึกไม่ออก คุณต้องปฏิบัติให้เกิดถ้าจิตที่มันรับรู้รับเป็น จนกระทั่งคุณสามารถขอสรุปคร่าวๆว่าเป็นอุเบกขา ของอานาปานสติ กิเลสคุณลดลงๆ จากเห็นว่ามันไม่เที่ยงมันอาจนานแต่มันหลอกเรา จริงๆแล้วมันไม่นานมันไม่เป็นตัวแท้ มันไม่เที่ยงมันพาให้ทุกข์ด้วย สุดท้ายต้องเอาออกไปจากจิต มันเป็นอนัตตามันไม่ใช่ตัวตนมันไม่มีจริงหรอก บรรจงแต่งเป็นสังขารเป็นตัวหลอกเราเป็นผีหลอก จิตเราเองโง่แล้วปรุงของเรา แล้วเราหลงเป็นภพเป็นตัวเรา จนคุณรู้ตัวนี้จริงก็เอาออกได้ จางลง จากความไม่เที่ยงเกิดมีน้อยลง ความเที่ยงนี้ไม่มีตัวนี้แล้ว ความเที่ยงตัวนี้ของเราได้ในตัวที่ไม่เที่ยงแล้ว เอาออกอีกให้มั่นคงๆ ตั้งแต่เริ่มต้นคู่นี้ก่อน จนแข็งแรงเป็นความเที่ยง ความเที่ยงกับความไม่เที่ยงอธิบายได้ยากมากเป็นความเที่ยงของความสูญ ศาลานี้ว่างจากช้าง สูญจากช้าง แต่ก็ยังมีคนมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยจิ้งจกตุ๊กแก ในศาลานี้แต่ช้างไม่มีแล้วมันใหญ่จนจะเท่าศาลานี้ ก็ทำให้ศาลามันเล็กลง ช้างไม่มี ตัวคนเราน้อยลงตัวเราน้อยลง ช้างอยู่ไม่ได้ แต่ช้างก็อยู่ของช้างไป เราก็รู้นิสัยของช้าง เอาช้างมาใช้เป็นตัวงานได้ พูดไปจะหาว่าไปจับช้างมาใช้งานอีก อาตมาไม่ต่อแล้ว คุณสามารถทำได้ให้ตัวไม่เที่ยงเป็นตัวเที่ยง กิเลสลดลงได้อย่างเที่ยงไปเรื่อย ลดมากยิ่งขึ้น เรียกว่า วิราคานุปัสสี กิเลสจางคลายไปเป็นลำดับ จนกิเลส หยาบ กลาง ละเอียดหมดไป คุณก็อ่านบทบาทว่ามันไม่มีแล้วไม่เหลือแล้วไม่มีอาการ เมื่อกระทบสัมผัสกับเหตุปัจจัยอย่างไรๆ ก็รู้ตัว แน่นอน หากไม่รู้ตัวมาทีเผลอมันก็ไม่มีกิเลสอย่างเป็นอัตโนมัติ เป็นตัวที่หลุดพ้นอย่างมีฤทธิ์มีอำนาจ อะไรมาแตะ มีพลังงานกัมมันตรังสีช่วย ไม่มีภาษา ไม่มีชีวะมากั้นได้ เป็นอธิปไตยเป็นบารมีเป็นรังสี อะไรเข้าใกล้ไม่ได้ แค่ราศรีรังสีเหล่านี้ พวกคุณเข้ามาก็แตะไม่ได้สัมผัสไม่ได้ เข้ามาหาตัวเราไม่ได้ แม้จะมาใกล้ก็มีสิ่งที่กั้นไว้ มีสิ่งที่ไม่มีชีวิตสิ่งที่มีชีวิตล้อมรอบ เรียกว่าพลังงานล้อมรอบนี้ พูดเป็นพยัญชนะก็คือ วัลลภ คือผู้รับใช้ พลังงาน ว คือธาตุ ย ร บ ว ส ห ฬ อํ วัลลภ คือผู้รักษาผู้รับใช้ ผู้ที่ปฏิบัติศึกษาอานาปานสติสูตรไล่มาตั้งแต่สติปัฏฐาน 4 เพราะฉะนั้นอานาปานสติไม่ใช่ไปนั่งดูลมหายใจเข้าออก แต่คุณต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เป็นข้อต้นด้วย ข้อต้นที่ 1 ของสติปัฏฐาน 4 ก็คือกายด้วย คุณต้องรู้ทั้งรูปธรรมนามธรรม แล้วจะต่อมาถึงเวทนา เวทนาก็มี 2 เวทนาเป็นแกนหลักของกรรมฐาน คุณทิ้งเวทนาไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณปฏิบัติธรรมไม่มีผัสสะแล้วเกิดเวทนา ก็ยกทิ้งเลย อาตมาแตกหักเรื่องนี้ไม่รู้กี่ทีแล้วไม่ยอมแตกหักอีก ทำไมมันแข็งและด้าน ตีเท่าไหร่ไม่แตก เพราะฉะนั้นปิดประตูเลยไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยไม่มีเวทนา ประกอบรูปนามไม่ได้ไม่รู้จักเวทนา คุณต้องสัมผัสแล้วต้องยอมรับ สัมผัสแล้วมันเกิดเวทนา พระพุทธเจ้าก็สอนว่าเป็นเหตุปัจจัย หากคุณหลับตาแล้วก็หนีผัสสะ ก็ยิ่งไปกันใหญ่เลยไม่ได้ศึกษา มันไม่มีตัวจริงให้คุณศึกษา คุณก็ต้องไปนั่งเทียนสร้างเอาเอง มันไม่ใช่ของจริงของจริงต้องมี อาโลกะ มีดวงดาวมีพระอาทิตย์ส่องแสง สัมผัสร่วมรู้กับคนอื่นได้มีข้างนอกข้างในครบ ถ้าหากรู้อยู่แต่ข้างในปั้นพระอาทิตย์เองมีแสงเองสีอะไรต่างๆของคุณเอง อันนั้นมันเป็นแสง ไม่ใช่อาโลกสัญญาที่ต้องมีแสงสว่างจริง พูดกับคนอื่นรู้เรื่องต้องมีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง(อาโลกะ) พระพุทธเจ้าตรัสรู้ต้องมีจักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างนี้เป็นต้น สรุปเข้าไป สติปัฏฐาน 4 เมื่อคุณปฏิบัติธรรมให้เกิดกาย แล้วก็เกิดจิตที่หลัง กายก็ระงับ ระงับอะไร ระงับอภิชฌา และโทมนัสเสียได้ เรากล่าว ลมหายใจเข้าลมหายใจออกก็คือกายชนิดหนึ่ง มันระงับ กายในกาย ให้มีความรู้สึกรู้ตัวทั่วพร้อมมีสติกำจัดอภิชฌ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive