สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน เปรียบเทียบนายกฯไทยใน 75 ปีที่ผ่านมา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน เปรียบเทียบนายกฯไทยใน 75 ปีที่ผ่านมา พ่อครูว่า...การที่จะเห็นใจนายกฯตู่ มันไม่ง่ายเสียทีเดียว เพราะมันเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยากมาก การจะมองว่าคนใด เขามีอัตตา มีตัวตน ตัวตนเพื่อตนเพื่อหมู่ของตนหมู่แคบๆหมู่กว้างขึ้น แล้วมีนัยยะมากขึ้นว่าหมู่ที่มากขึ้นเป็นหมู่ที่ไม่ค่อยเจริญ ยกตัวอย่างเป็นหมู่ที่ทำลายประเทศขึ้นแต่มีมากขึ้น คนที่จะได้ประโยชน์นี้ล้วนแต่เป็นคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศแต่มันมีมากขึ้นๆ คนที่ไปมองว่าคนนี้มีมวลมากบอกว่าใช่ๆๆๆนี่ เช่นเขาสามารถที่จะทำให้เลือกสส.ได้มาก โอ้โห เกือบเต็มรัฐสภาเลย คนก็เข้าใจตื้นๆ ประชาชนเลือก แต่ที่จริงแล้วมีแทคติกที่จะให้สส.มาก มีสารพัดเลยนี่กลเม็ดกลยุทธ์ต่างๆซ่อนเชิง ได้มาด้วยการโกงด้วย โกงทั้ง วิธีใช้เงินซื้อมา ใช้อำนาจบาตรใหญ่เบ่งข่ม โกงด้วยวิธีการตลาดสารพัดสารเพ พวกโลกีย์ก็ต้องใช้วิธีแบบโลกีย์ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...ด้านการเมือง เป็นเรื่องที่อาตมาไม่มีความสามารถเพราะเรื่องมันเยอะ คนไม่ดีมีเยอะ คนดีที่เข้าไปทำต้องต่อสู้มาก เอาง่ายๆพ่อครูเอาพวกเรามาอยู่บ้านราชฯจะขอสักพันคน เท่านั้นเอง ขอมาไม่รู้กี่ปีแล้วก็ยังไม่ได้ เมื่อวานไปบ้านหนองเม็กเขาก็บ่นว่าสั่งแล้วไม่ทำตาม พ่อครูว่า...ขณะนี้มันกำลังใกล้เลือกตั้ง เพราะฉะนั้นแต่ละคนๆก็ยังชอบที่จะต้องเข้าสู่การเมือง คนที่มีนิสัยเดิมนิสัยเป็นนักการเมืองน้ำเน่าเก่าๆ เขาก็ยังเป็นอยู่ มันยังไม่หมดไปจากประเทศ แต่รู้นะขณะนี้ประชาชนก็ดี หรือแม้แต่นักการเมืองเขาก็ต้องปรับตัวเอง ก็ดีขึ้นนะ มีพัฒนาการ ดูแล้ว มันก็ต้องได้คนที่เขาจะแก้ไขตัวเองขึ้นมาหรือมีคนใหม่ที่เข้าไปสู่วงการใหม่ มันก็เพิ่มขึ้น อาตมาดูโดยรวมๆแล้ว การเมืองไทยที่อาตมา เคยพูดด้วยความจร
อ่านต่อ
ิงใจตามภูมิ ที่อาตมารู้ว่าการเมืองที่เรียกว่าประชาธิปไตยคืออะไรโดยเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก คนไม่เข้าใจก็บอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตยที่ไหน มันยากเพราะว่าในยุคนั้นเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เลยไม่ได้พูดถึงภาษาที่เป็นประชาธิปไตยเลย ท่านพูดคำว่าอธิปไตยเท่านั้นเอง แล้วก็มีนัยยะที่พอจะตีความ ขยายความว่าเป็นโลกาธิปไตย ที่เป็นประชาธิปไตยได้ เพราะว่าท่านตรัสถึงอธิปไตยมีสาม โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธัมมาธิปไตย โลกาธิปไตย พอ จะใช้แบบ synonym เป็นคำไวพจน์แทนกันว่า โลกาธิปไตยหรือประชาธิปไตยก็คืออันเดียวกันก็ได้ เพราะว่าคนในโลกก็คือมวลใหญ่ ประชาธิปไตยของประเทศไทยก็คือมวลของประชาชนไทย ประชาธิปไตยของโลกก็เอามวลชนชาวโลก ประชาธิปไตยของประเทศ แล้วก็ประชาธิปไตยของจังหวัด ก็เอามวลของคนในจังหวัด ประชาธิปไตยของอำเภอก็เอาคนในอำเภอ ประชาธิปไตยของตำบล ก็เอาคนในตำบล ประชาธิปไตยในหมู่บ้านก็เอาคนในหมู่บ้าน ก็มาขยายความตรงที่ประชาธิปไตยในหมู่บ้าน ให้เป็นตุ๊กตา เป็นโมเดล เป็นตัวอย่าง specimen ที่จะอธิบายซะก่อน
ขออภัยยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม ประชาธิปไตยของชาวอโศก ยืนยันว่าเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ยืนยัน เมื่อกี้นี้พูดแล้ว ประชาธิปไตยก็อนุโลมใช้คำว่าโลกาธิปไตย เพราะในสมัยพุทธเจ้าใช้คำว่าอธิปไตยเท่านั้น คำว่าอธิปไตยนี้เอาตัวสติเป็นหลักซึ่งยาก ขอวรรคไว้ก่อน ประชาธิปไตยของชาวอโศกคืออย่างไร 1. เป็นพวกที่เรียนรู้ในความมีอิสระเสรีภาพ 2. เรียนรู้เรื่อง อัตตา 3. เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณแล้วทำให้จิตวิญญาณเป็นตัวสำคัญ เพราะในความเป็นจิตวิญญาณนี้มีความเป็นอิสระ อิสระเสรีภาพอยู่ในจิตวิญญาณ มีทั้งความไม่มี อัตตาหรือไร้อัตตาหมดอัตตาตัวตน ก็อยู่ในจิตวิญญาณทั้งสิ้น สรุปประเด็นแรกประชาธิปไตยที่ไม่มีจิตวิญญาณเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เจริญได้ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุดประเสริฐที่สุด เป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีจิตวิญญาณเข้าเป็นตัวร่วมเป็นหลักการคู่กันเสมอ เป็นราชประชาสมาสัย ถือว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ประชาธิปไตยเอาแต่รูปธรรมแล้ว เอาแต่จำนวนคนปริมาณไม่เอาถึงคุณภาพไม่เจาะไปถึงจิตวิญญาณ ไม่เอาความสืบเนื่องของจิตวิญญาณ แต่ว่าประชาธิปไตยของศาสนาพุทธเอาจิตวิญญาณเป็นใหญ่ เอาวัตถุเป็นเรื่องรอง มีคนที่มีกายและจิตและวัตถุ คนส่วนมากจะรู้จักกายและเรื่องวัตถุได้ก่อน ได้หยาบได้เร็วได้มาก และจิตไปยึดวัตถุได้ เอาวัตถุเป็นหลัก ในปุถุชน คนทั่วไป เขาก็ใช้วัตถุเป็นอำนาจเขาไม่เอาจิตวิญญาณ จึงเรียกว่า วัตถุนิยมวิภาษณ์ โดยเอาวัตถุเป็นตัวหลักในการวินิจฉัย ไม่เอาจิตวิญญาณ พวกจิตนิยมกับวัตถุนิยม พวกวัตถุนิยม จึงเอาวัตถุเป็นตัววินิจฉัย แต่พวกจิตนิยมเอาจิตวิญญาณเป็นตัววินิจฉัยนี่คือความแตกต่าง ประชาธิปไตยของพุทธที่เป็นประชาธิปไตยขาเดียว ที่ไม่ใช่ของพุทธ ยกตัวอย่างรูปธรรม ขาเดียว มีประธานาธิบดี ประเทศอเมริกาเป็นต้น เป็นประชาธิปไตยขาเดียว เป็นพวกวัตถุนิยมไม่ใช่จิตนิยม ถ้าของพุทธแล้วเอียงมาทางจิตนิยม คนคิดเห็นย้อนแย้งกันว่าประชาธิปไตยต้องเป็นวัตถุนิยมและเป็นจิตนิยม อาตมาเห็นแย้งว่าคุณเองเป็นพวกไบโพล่า เพื่อที่จะเอาทั้งจิตนิยมและพวกวัตถุนิยม คุณมีโอกาสเอาข้างไหนก็เอาข้างนั้นคุณไม่แน่ไม่นอนหรอก เมื่อคุณอยากจะเสพทางไหนคุณก็เอาทางนั้น พวกไม่แน่ไม่นอนเป็นไบโพล่า ทุกวันนี้เป็นกันเยอะ ด้วยคำว่าปรองดองคือประเภทไบโพล่าเยอะ ตรงที่ได้เปรียบตรงไหนก็เอาตรงนั้น เวลาไหนก็เอา ไม่เที่ยงไม่แท้ เป็นพวกไม่มั่นคงเลย สรุปแล้วเอาตัว อัตตา เป็นหลัก ตัวอัตตา เป็นหลักคือตัวที่ไม่เห็นแก่ตัว ตัวที่เห็นแก่ผู้อื่น ประชาธิปไตยที่ไม่มีอัตตาเป็นหลักจะเห็นแก่ผู้อื่นอย่างแท้จริง อัตตาน้อยก็เห็นแก่ผู้อื่นมาก ไม่มีอัตตาเลยก็เห็นผู้อื่นทั้งหมด คนเป็นได้ไหม คนจะไม่มีความเห็นแก่ตัวเลยเป็นได้ แต่คนไม่เชื่อง่ายๆ ว่าคนจะไม่เห็นแก่ตัวเลย นอกจากไม่เห็นแก่ตัวแล้วไม่เห็นแก่พรรคพวกอีก ขออธิบาย คนไม่เห็นแก่พรรคพวก แต่พรรคพวกเห็นแก่ส่วนรวมส่วนหนึ่ง พรรคพวกที่เป็นทิฏฐิเดียวกันศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตาจะเห็นเป็นอย่างเดียวกันเป็น เอกธรรม เอกคตา ของหมู่นี้จะมีจุดรวมที่แน่วแน่ ตามทฤษฎีนี้ตามหลักนี้ ตามศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา คนที่มี ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ใช้เป็นหลักในการอยู่ร่วมกัน จนเกิดเป็นกลุ่มหมู่ที่มีสาธารณโภคี สาธารณโภคีเป็นคำศัพท์ที่สำคัญ คือคำว่าส่วนกลางนี้ ส่วนกลางของชุมชน ส่วนกลางของตำบล ส่วนกลางของอำเภอ กลางของจังหวัด กลางของประเทศ กลางของสากล มันจะค่อยกางออกไป กลางแล้วจะค่อยเอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง ตามความเป็นจริงของตัวเราที่เรารู้ว่าตัวเราก็เท่านี้จะไปช่วยเขาได้เท่าไหร่ เกี่ยวข้องได้เท่าไหร่ ยอมแพ้ก็ต้องแพ้ ถ้าเกี่ยวข้องได้แล้วเราก็ทำประโยชน์ให้เขาไป ถ้าเราทำประโยชน์ให้เขาไม่ได้แล้วยังทำโทษให้เขา เราก็ไม่ทำ แต่ถ้าเขาจะทำโทษแก่เรา เราก็ยอม เขาจะทำชั่วแก่เรา เราก็ยอม เขาทำชั่วกับเราแก่เรา อันนี้เราเข้าใจไม่สับสนแล้ว คนไม่มีปัญหาก็จบนะ แต่คนที่ไม่เข้าใจสับสนอยู่ก็ยาก
เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ของประชาธิปไตยพยายามอธิบายขณะนี้ ว่า 1 ต้องไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตนหรือลดตัวตนให้เหลือน้อยลงอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นคนจะต้องมาศึกษาความเป็นตัวตนความเป็นอัตตา คนที่ศึกษาความเป็นอัตตาที่แท้จริงแล้วก็รู้หลักเกณฑ์ในทฤษฎี ของพระพุทธเจ้ามีทฤษฎีแน่นอน อัตตาถึงอนัตตาแน่นอน เป็นทฤษฎีที่แน่ ขอยืนยันว่าเป็นจริง ให้มาพิสูจน์ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงมั่นใจ พวกเราจริงใจมั่นใจ ในยุคนี้เป็นยุคของประชาธิปไตย เฟื่องจริงๆ จึงขอร้องให้พวกเรา 1.พากเพียรให้เจริญสูงขึ้น 2.อย่าเพิ่งรีบตาย 1 พากเพียรลดตัวตนให้สูงขึ้น ถ้าสูงขึ้นมันก็ครบแล้ว สูงขึ้นหมายความว่าเราละตัวตนได้ เรามีทิฏฐิสมบูรณ์ตรงขึ้นๆ มันไม่ได้ตรงเป๊ะทีเดียวหรอก มันค่อยๆตรงขึ้นสมบูรณ์ขึ้น มันไม่ตรงเป๊ะทีเดียว นึกว่าตรงแล้วแต่มันไม่ค่อยตรงโดยความจริงของความรู้ มันไม่ใช่อย่างนั้นที่เดียว ความเป็นประชาธิปไตยตอนนี้เฟื่องฟูทั่วโลก เราจึงมั่นใจว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยเป็นที่หนึ่งโดยเราไม่ใช่ว่าเรา อวดเบ่งใหญ่ แต่มันเป็นจริง นายกฯตู่ก็จริง โพธิรักษ์ก็จริง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยที่จริงที่สุดจนกระทั่ง สหประชาชาติยอมรับ มาในรูปของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเอาส่วนเกี่ยวข้องเป็นอีกรูปหนึ่งคือเศรษฐกิจ แต่ก็คือประชาธิปไตย เอาลักษณะของเศรษฐกิจมาเป็นตัวร่วม แล้วก็สังขารร่วมกัน ช่วยกันประพฤติ ช่วยกันให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลกันไปเรื่อย
เพราะฉะนั้นอาตมามั่นใจอย่างความบริสุทธิ์ใจจริงใจว่าไม่ได้มีตัวตนไม่ได้มี เบ่งข่ม อวดดี ไม่ได้มีอัตตามานะ ไม่ได้อยากอวดโอ่ แต่ยังไม่ใช่จำเป็นหรือจำใจ แต่เต็มใจจำนน จะต้องทำเช่นนี้จะต้องพูดเช่นนี้จะต้องยืนยันเช่นนี้ มันจำนน มันเป็นสัจจะมันเลี่ยงไม่ออก มันต้องพูดอย่างนี้ยืนยันอย่างนี้ มันต้องเล่นอย่างนี้เพราะมันจริงๆ จึงต้องเน้นอย่างจัง พูดจริงๆเลย แสดงจริงๆเลยมันต้องอย่างนั้น มันจะต้องลงตัวอย่างนั้นมันไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่ มันเป็นความจริง ขยายความต่อว่า ตัวตนนี้ ถ้าไม่มาเรียนสัจธรรมจนกระทั่งรู้ความเป็นตัวตนจริง ลักษณะตัวเราเอง เห็นแก่ตัวเห็นแก่พวก ลักษณะพวกนี้ ไม่มาเรียนรู้ความยึดมั่นถือมั่นใน กรอบของ ความรัก 10 มิติ มันยึดมั่น มันแคบ และก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมาก จนกระทั่งเราลดตัวตนลง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้นเพราะตัวตนเราลดลงๆ เหลือน้อยลง สัจจะมันเป็นเหรียญสองด้าน ถ้าตัวตนเราน้อยลงประโยชน์ผู้อื่นก็ยิ่งมีมาก ประโยชน์ผู้อื่นยิ่งมีมากตัวเราเองก็ยิ่งลดลงจนเหลือ 0 เลย สูญเท่ากับล้านๆๆเท่ากับนับไม่ถ้วนเลยนะ อาตมาจึงพิสูจน์พีชคณิต 0 = นับไม่ถ้วน Infinity มันเป็นอย่างนั้นจริงๆถ้าเข้าใจแล้วเป็นจริงแล้ว มันเป็นเช่นนั้น ความไม่มีตัวตนมันพูดเหมือนกลับกลอก เหมือนมีตัวตนเบ้อเร่อแต่ที่จริง 0 0 นั่นคือความไม่มี แต่มีนั้นคือมีมาก เพราะผู้ที่มี0นั่นแหละจึงทำให้ผู้อื่นได้มากตามแต่กำลังของเราจะให้ได้ ซึ่งอาตมาทำอย่างนั้นอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่มีจริง มีความจริงใจมีคุณธรรมคุณวิเศษอย่างนั้น จิตเขามีจริง เขาทำอย่างบริสุทธิ์จริงใจ อาตมามีภูมิรู้ ตรงใจ ตรงกาย ตรงข้างนอก ตรงข้างใน ข้างนอกกับข้างในมันตรงกันเป็นสัจจะที่เป็นหนึ่งเดียว นอกกับใน มันมีตัวสมมติสัจจะภายนอก มันมี 2 กับภายในแต่เนื้อแท้มันมีหนึ่งเดียว มันตรงกันเป๊ะเลย มันเพื่อคนอื่นอย่างสะอาด มันไม่เพื่อตัวเองเลย ใช้พยัญชนะว่าตัวเรา มันไม่มีตัวเรา เพื่อผู้อื่น มันมีแต่ผู้อื่นเต็มๆ อย่างนี้ ภาษาก็ได้เท่านี้ ถ้าสัจจะมันเป็นสภาวะจะพูดอย่างไรสัจจะเราก็ไม่เปลี่ยนแปลง คุณพูดกลับไปกลับมาวนเวียนไปมา หมุนเร็วแต่สัจจะก็มีหนึ่งเดียว มันจะไม่งงไม่สับสนมันจะไม่วุ่นวาย มันนิ่ง มันแน่ มันเร็ว มันทัน อย่างนี้เป็นต้น ขณะนี้พวกเรา ผู้ที่มีญาณหยั่งรู้ อาตมาก็มั่นใจว่าสิ่งนี้ อาตมา จริงใจด้วยไม่ได้เข้าข้างลำเอียงเข้าข้างใคร แม้แต่อาตมาจะทำให้ประเทศไทยเจริญขึ้นก็ไม่ได้ไปข่มประเทศอื่น แต่ขอทำประเทศไทยก่อนให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แล้วจะทำเพื่อผู้อื่นเท่านั้นเอง ด้วยสัจจะของมันเอง
แถมอุปกิเลส 16 หากคนไม่มีความเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณจะเข้าใจอุปกิเลส 16 นี้ไม่ได้ ตัวอภิชฌาวิสมโลภะนี้ท่านสรุปเป็นความโลภตัวเดียว เป็นอันเดียว เป็นความอยากได้แต่ จากตัวที่ 2 ไปจนถึง 16 เป็นสายพยาบาททั้งนั้นเลย เป็นสายเศร้าหมอง คือโศกะ สายโลภะขอยกไว้ก่อน เอาสายพยาปาทะก่อน 1. อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) 2. พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) เพราะฉะนั้นในขณะนี้ขออภัยอย่างยิ่งต่อคุณทักษิณ คุณทักษิณปองร้ายต่อประเทศไทย คุณทักษิณเห็นแก่ตัวปองร้ายประเทศไทย ประเทศไทยจะฉิบหายวายป่วงอย่างไรเขาเองก็ปล้นไปเยอะแล้ว เขาไม่กลัวหรอก ว่าประเทศไทยจะตั้งอยู่ได้หรือไม่ได้ เขาอยู่ก็ปู้บี่ปู้ยำมากแล้ว เอาน้องสาวเอาคนอื่นมาช่วยปล้นอีก เอาสมัครเอาสมชายมาอีก ยังไม่พอเอาน้องสาวมาปล้นอีก ยังไม่พอทุกวันนี้จะเอาตระกูลมาอีก ตระกูลก็เลือกจนเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว จะหมดเนื้อหมดตัวหมดโคตรแล้วก็ยังไม่รู้ตัวเองอีก ขุดโคตรตัวเองมาใช้จนจะสิ้นโคตรแล้ว จะเห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่รู้เรื่องในเรื่องสัจธรรมเลย เขาไม่ยอมหยุด ถ้าหากทักษิณเขาหยุดเสีย อาตมาก็ว่า มันก็เลือดหรือว่าเชื้อที่ติดตัวบุคคลอยู่บ้างก็ไม่กระไร หากทักษิณหยุดเลยนายกฯตู่จะทำงานได้ดีขึ้น คล่องแคล่วขึ้น ทุกวันนี้คนเพ่งโทษนายกฯตู่ ถึงไม่เห็นตัวดีของนายกฯตู่ เพราะเพ่งแต่สายโทสะ ไม่หาสายคุณประโยชน์ ไม่มองทางคุณ มันก็เลยเห็นแต่ทางเดียว มองแต่แง่ร้าย หากมองสองแง่ ทั้งแง่ร้ายแง่ดี แล้วก็อย่าอคติ คำนวณให้แม่นๆ เก็บข้อมูลให้ครบแล้วจะเห็นจะเข้าใจ อาตมาเอง ขอพูดนัยยะของตัวเองนิดหนึ่ง อาตมา เป็นนักประชาธิปไตยมาตั้งแต่รุ่นพระพุทธเจ้า ประชาธิปไตยไม่ได้ออกไปไหน ความไม่มีตัวตนคือประชาธิปไตยของพุทธ พุทธนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีตัวตนแล้วจะไม่ทำประโยชน์อะไรให้กับใคร ตัวเองก็อยู่กับตัวของตัวเอง คนอื่นเราก็ไม่รู้กับเขาด้วยไม่เป็นธรรมะ 2 พวกนี้ไม่เป็นธรรมะ 2 เป็นธรรมะ 0 อย่างเดียว มาเป็นธรรมะ 0 อย่างเดียวคนนี้ก็เป็นคนที่มีตัวตนเต็มบ้องเลย มันไม่มีสองเลย แล้วคนมีตัวตนเต็มบ้อง ไม่มีทางจะได้นิพพานตัวต้นเลย โสดาบันก็ยังไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็พักไว้ก่อน คนๆนี้เป็นอเวไนยสัตว์ เขาจะสั่งสมวิบากก็ปล่อยเขา เพราะมันสุดวิสัยที่เราจะไปช่วยเขาได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าความเห็นของเธอก็อย่างหนึ่งความเห็นของเราก็อย่างหนึ่งต่างคนต่างอยู่กันนะอย่าทะเลาะกัน พูดให้ชัดก็คืออย่ากัดกัน คุณอาจจะกัดเราได้แต่เราไม่กัดคุณหรอก เพราะเราเลิกกัดใคร เราไม่ใช่สัตว์ที่จะไปกัดใครแล้ว เราทิ้งเขี้ยว เราเลิกเขี้ยวแล้วอย่างเก่งก็ได้แต่พูดเป็นหอก อาจจะทิ่มแทงหน่อย ขอยืนยันว่า พยายามจะใช้หอกที่เล็กที่สุดแล้วยิ่งกว่าเข็ม อาตมานี่ พยายามใช้หอกที่แหลมที่สุดเล็กที่สุด เข็มของพวกฝังเข็มนี่จะเล็กกว่าใครเพื่อนแต่เข็มของอาตมาเล็กกว่าอีก เพราะฉะนั้นการเมืองทุกวันนี้กำลังจะมีรูปมีร่าง ของคนที่เห็นแก่ตัวน้อยหรือไม่เห็นแก่ตน เพราะไม่เอาตัวตนเป็นหลัก 2 มีอิสระเสรีภาพ อาตมาเห็นใจนายกฯตู่ที่ต้องใช้มาตรา 44 เพราะหากไม่ใช้พวกนี้มันหยาบ ต้องใช้โซ่เบอร์ใหญ่ โซ่เรือเดินมหาสมุทรจึงจะผูกพวกนี้อยู่ ไม่อย่างนั้นมันไม่กลัวไม่เกรง เพราะมันไม่ไหวหรอก มันได้แต่ทำร้าย จึงต้องใช้อาณา อาชญาบังคับไว้ก่อน เขาก็ต้องทำ พวกนี้ถึงเอาอันนี้มาพูด แต่จริงๆแล้ว นายกฯตู่ใช้มาตรา 44 ได้ดีมากกว่ามาตรา 17 ของนายกฯสฤษดิ์มหาศาล ม.17 ของ นายกฯสฤษดิ์จัดจ้าน เร็ว สั่งการไม่ฟังเสียง มันก็ได้ผลขนาดหนึ่งในยุคนั้น ในยุคนี้เอาอย่าง จอมพลสฤษดิ์เอามาใช้ไม่ได้ ผู้ที่จะเอาอย่างเป็นจอมพลถนอม จอมพลประภาส จะใช้อย่างจอมพลสฤษดิ์ก็ใช้ไม่ได้ผล คนไทยนั้นเจริญกว่า เพราะฉะนั้นจึงไปไม่ถึงฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นจอมพลประภาส จอมพลถนอม จนกระทั่งคนอื่นตามมาที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งมาถึงยุค อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ จนได้ฉายาว่ามะเขือเผา โอ้ มันตรงกันข้ามกับจอมพลสฤษดิ์ มันเป็นการเปรียบเทียบที่ดีให้ศึกษา มันก็ไม่ดีอ่อนแอเกินไปปวกเปียกเกินไปก็ไม่ดี แข็งเกินไปมากเกินไปเอาแต่ตัวเองเกินไปก็ไม่ดี จนกระทั่งมาถึงนายกฯชวน คนชวนก็พยายามใช้ลักษณะผสมผสาน ก็ดูดีขึ้น งามขึ้นส่วนหนึ่ง ระหว่างคุณชวนมีตัวแทรกก็คือ อานันท์ ปัญญารชุน มาเป็นผู้ที่เปรียบเทียบได้ คุณชวนก็เป็น 2 สมัย คุณอานันท์ก็เป็น 2 สมัย มาถึงคุณบรรหาร ศิลปอาชา ก็เป็นพวกเราโลกีย์ทุนนิยมจัดจ้าน เมื่อเทียบคุณบรรหารกับคุณชวน เห็นได้ชัดเจนว่า คุณชวนยังไม่ทุนนิยมเหมือนคุณบรรหาร มาอีกคนหนึ่งเข้าใจยากที่สุดคือคุณชวลิต คนนี้พวกไบโพล่า ขออภัยคุณชวลิตยังไม่สิ้นชีวิต คุณชวนก็ยังไม่สิ้นชีวิต จะไม่อธิบายคุณชวนไปมาก ขอพาดพิงไปนิดนึงว่าคุณอภิสิทธิ์ถอดแบบคุณชวนมาทำ คุณชวนล้าสมัยแล้วขอพูดคำนี้ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นคุณชวนรู้ตัวว่า เขาจะเชิดหุ่นขึ้นมา คุณชวนรู้ตัวแล้วไม่เอาก็ดีแล้ว รู้ตัวถูกต้อง ดีแล้วล่ะ รักษาอันนั้นเอาไว้ดีแล้ว เป็นแบบเท่านั้นก็ดีกว่า ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นผลลบ คุณชวนรู้ตัว แต่ผู้ที่จะไปอยากจะฟื้นก็คือคุณชวลิต อาตมาว่าไปอยู่ที่ชอบที่ชอบเถอะ ให้เป็นที่เคารพนับถือก็แล้วกัน คนที่นับถือก็นับถือไป คนที่ยังไม่เคารพก็บังคับกันไม่ได้ ขนาดนี้ก็ดีแล้วล่ะรักษาอันนี้ไว้ให้ดี อย่าให้มันแย่กว่านี้เลย อาตมาขออภัยที่พาดพิง ไปถึงคุณอภิสิทธิ์ อาตมานี่ ขออภัย มันมีคำว่า อภิอยู่หลายอภิ ที่เกี่ยวข้องกับอาตมาเป็นตัวตนบุคคล มีอภิ ใกล้ตัวที่สุดก็คืออภิสิน สิน นี้คือทรัพย์สิน แล้วมี อภิชัย นี่ก็รู้สึกว่า มาทางความรู้มาทางเศรษฐกิจพอเพียงมาทางศาสนา มาบ้าง แล้วก็มี อภิชาติ ซึ่ง ดร.อภิชาตินี้ไม่มีปัญหาเลยไม่ได้เล่นการเมืองที่เดียวแต่เป็นนักวิชาการนักทำงาน ทำงานกว้าง ไปถึงต่างประเทศตอนนี้ปลดเกษียณแล้ว อันนี้ก็ตัดไป คุณอภิชาติไม่มีปัญหา ดร.อภิชัย ตอนแรก อาตมาเข้าใจไม่ได้ว่าอะไรหนอ ก็มารู้ว่าเข้ามาเสริมสาน ส่งให้อภิต่างๆขึ้นมาคืออภิสินจบโดย อาจารย์ดร.อภิชัย เป็นที่ปรึกษา ช่วยให้ อภิสิน เป็นด็อกเตอร์ มีพวกหนึ่งฟ้าด้วย ดร.อภิชัยก็เป็นคณบดี นี่ก็เกี่ยวโยง ขอพูดทั้งรูปและนาม อาตมาก็ได้คนมาทำงาน มาถึงขณะนี้ คุณอภิสิทธิ์ ก็เป็นผู้ที่ยังมีบทบาททางสังคมประเทศชาติ อาตมาตอนนี้ก็เห็นว่าก็เป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จ อาตมาก็ว่า คุณอภิสิทธิ์ เราได้ไปประท้วงคุณอภิสิทธิ์ในยุคนั้น เป็นผู้บริหารเป็นประชาธิปัตย์ เราก็ไปประท้วง ส่วนคุณสมัครนั้นก็ตายไปแล้วหายไปจากโลกแล้ว กายสเภทปรัมมรณาแล้ว ก็เหลือแต่คุณสมชาย เป็นเดนที่คุณทักษิณพยายามจะยกตัวขึ้นมา กำลังชุบไข่ทอดกัน ให้คนไทยรับประทาน แต่อาตมาว่ามันไม่ใช่ไข่เยี่ยวม้าแล้วมันเป็นไข่เน่า อาตมาว่า มันจะเป็นพิษนะ กินเข้าไปไม่ดี คนกินท้องเฟ้อตายพอดี ก็อย่าชุบทอดขึ้นมาเลย แต่ก็พยายามหาตัวแทนคนอื่นอยู่เหมือนกัน ตอนนี้มันจะหมดโคตรแล้ว เขาจะขุดโคตรมาใช้ เขาไม่รู้เลย ใช้ภาษานี้ลึกและชัดจริงๆ ขุดโคตรตัวเองหากิน หากเขาหยุดวิบากเขาจะลดลง จะช่วยให้คนไทยได้ทำประชาธิปไตยให้ดีขึ้นมากเลย แต่ถ้าเขาอยู่ คุณประยุทธ์ พลเอกประยุทธ์ก็จะดีขึ้น จะเจริญขึ้นจะมีองค์ประกอบ มันเป็นตัวกระดาษทราย มันจะขัดให้คุณประยุทธนี้ ละเอียดขึ้นเนียนขึ้นเรียบร้อยขึ้นผ่องใส มันยังมีกัมมันตภาพรังสีของทักษิณ อยู่ในประเทศไทยยังมีอยู่ นอกประเทศก็ยังมีอยู่ตอนนี้ มันยังออกฤทธิ์อยู่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงคุณประยุทธ์ เพราะยังมีกัมมันตภาพรังสีพวกนี้อยู่ ทำเป็นไม่มีไม่ได้ จะต้องตั้งใจให้ดีสังวรระวัง พยายามพากเพียรให้ดีขึ้นไป อาตมาเป็นคนเอาใจช่วยตลอดเวลา เพราะรู้ว่านายกฯ 29 คนนายกฯคนนี้ทำสมกับยุค ในยุคนี้มี 2 ประยุทธ์ เป็นจอมยุทธ ชัดเจนมาก ทำไปเถอะ เพราะฉะนั้นในโครงการหรืออะไรที่ทำไปตอนนี้อย่าเพิ่งรีบร้อน คนเขาจะหาว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี ปากโฮ่งๆ ช่างเขาเถอะ เขาว่าเศรษฐกิจไม่ดี มันเป็นเรื่องโม้เป็นเรื่อง fake news 610914_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยสู่สามอาชีพกู้ชาติ