สรุปงานอโศกรำลึกครั้งที่ ๓๓ ฉลอง ๘๐ ปีวิชิตชัย(ไม่มีแก่) (1).doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
สรุปงานอโศกรำลึกครั้งที่ ๓๓ ฉลอง ๘๐ ปีวิชิตชัย(ไม่มีแก่)
570602_ปริศนาธรรม เลข ๘๐
วันนี้พ่อครูดูทีมงานหรรษา กำลังทำป้ายเลข ๘๐ ที่หน้าเฮือนศูนย์สูญ เขากำลังคิดกันว่าจะเอาแนวไหน?...พ่อครูบอกว่าให้เอาแนวตั้ง คือเลข 8 เป็นแนวนอน แล้วเลข 0 อยู่ด้านล่าง ซึ่งเปรียบเสมือนสัญญลักษณ์ อินฟินิตี้ กับ สุญญตา
คือผู้เป็นอรหันต์แล้ว หมดกิเลส กิเลสเป็น ๐ จะเกิดอีกก็ได้ จะปรินิพพานแล้วสูญไม่เหลือก็ได้ เป็นอมตบุคคล
ใครจะมาดูปริศนาธรรมอันนี้เชิญมาดูในงาน ๘๐ ปีไม่มีแก่ที่บ้านราชฯ
พ่อครูไปดูเรือลำแรกเลย ชื่อเรือ ลำกกแฮก ซึ่งสภาพแย่แล้ว หาผู้ซ่อมแซมมาใช้งานอยู่ พ่อครูบอกว่า แม้จะใช้การไม่ได้ แต่ก็ต้องซ่อมให้สภาพดี แล้วขึ้นแท่นไว้เลยว่า เป็นเรือลำแรก เอาตั้งโชว์ไว้เป็นสัญญลักษณ์
ส่วนเรืออีกลำที่กำลังปลุกให้ลุกขึ้นแล่นเป็นเรือหัวลากคือเรือ แงกเบิ่งแน สมณะพอแล้วกำลังปลุกชีพเรือให้กลับมาคืนชีวิตสู่ลำแม่มูนอีกครั้งหนึ่ง
เสร็จแล้ว พ่อครูไปดูบน "โฮงปัว" แปลว่า โรงพยาบาลของชาวอโศก ที่เพิ่งสร้างเกือบเสร็จแล้ว...วิวงามแท้ๆ
570601_มรณัสสติ สมณะหม่อน มุทุกันโต
สมณะหม่อน มุทุกันโต มรณภาพโดยสงบ ด้วยอุบัติเหตุรถชน ขณะเดินจาริกบนถนนเพชรเกษม๑๒๔ ที่อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ขณะจาริกไปแดนอโศก ในวันที่ ๑ มิ.ย. ๕๗ ท่านบอกว่า จะไม่โดยสารรถเพราะกลัวคนมาตายด้วยเพราะท่านเมื่อก่อนเป็นนักล่าสัตว์ มีวิบากไล่ล่าอยู่ ถ้ามีวิบากจะได้รับท่านเดียว...ขอรำลึกถึงคุณธรรม ความมักน้อย สันโดษ ใจพอของท่าน อย่างสุดซึ้ง...
กำหนดงานฌาปนกิจศพสมณะหม่อน มุทุกันโต ช่วงบ่ายของวันอังคารที่ ๓ มิ.ย. ณ เฮือนสุดชีวิต บ้านราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี
สมณะหม่อน มุทุกันโต ชีวิตคือ..สมถะ
จากฉายานักเดินตีนเปล่า
อ่านต่อ
ผู้มีความมั่นคง แน่วแน่ ในการย้อนชีวิต สู่สมัยพุทธกาล ไม่นิยม และ ไม่สนับสนุน เทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยี สมัยใหม่ คือการทำลาย สิ่งแวดล้อม และชีวิตคน
สมณะหม่อน มุทุกันโต ชื่อเดิมคือนายไกรพนา พลซา ภูมิลำเนาอยู่ จ.เลย มีบิดาชื่อนายกา พลซา มารดาชื่อนางสีทา พลซา มีพี่น้องทั้งหมด ๘ คน สมณะหม่อนเป็นลูกคนที่สาม ครอบครัวมีอาชีพดั้งเดิมคือการทำนา สมณะหม่อนสมรสแล้ว และได้หย่าตั้งแต่ยังไม่มีบุตร ช่วงสุดท้ายก่อนออกบวช ได้รับราชการครู อยู่ที่จ.เลย ตั้งแต่ปีพศ.๒๕๑๐-๒๕๒๖
สมณะหม่อน มุทุกันโต ได้บันทึกประวัติของตนเองในหนังสือสารอโศกไว้ว่า... เมื่อสมัยที่ยังไม่ได้มาบวช ข้าพเจ้า ใช้ชีวิตแบบโง่ๆ กว่า ๓๐ ปี คือ ไม่รู้เรื่องของ บุญบาปว่า เป็นอย่างไร ชีวิตจึงมัวเมา ลุ่มหลง จนเกิดภาวะ อาการของความเครียด จึงไปบวช ตามประเพณี และไปทำ เจโตสมถะ แบบตามประสา ที่ตนเองเข้าใจ เพียงเพื่อ ต้องการพักผ่อนเท่านั้น
เมื่อไปนั่งเจโต ทำให้ได้ความสงบของจิตใจ จึงได้ฉุกคิดว่า เออหนอชีวิต ต้องการความสุข ควางสงบง่ายๆ นี่เองหนอ ความสุข ความสงบก็คือ ความสมถะ ในจิตใจนี่เอง ข้าพเจ้าจึงออกตามหาผู้รู้ หรืออาจารย์ เผื่อว่าจะมี ผู้ที่สามารถนำพา พาเป็น ในสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการคือ ความสุข สงบ มักน้อย สันโดษ ชีวิตเพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว
ข้าพเจ้าสึกแล้วก็ตามหาอาจารย์ไปเรื่อยๆ และแล้วก็ได้มาพบชาวอโศกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๒ ได้คำตอบ กับตัวเอง ทันทีว่า "ที่นี่เอง ที่นี่แหละ คือคำตอบของชีวิต" ความสุขสงบที่แท้จริง ไม่ใช่ให้ไปนั่ง หลับตาเอา มันต้องมา เรียนรู้ว่า อะไรที่มันหุ้มห่อ อะไรที่มันอำพราง อะไรที่มันปิดบังจิตใจเรา ให้มืดมัวมืดบอด ต่างหาก
ที่นี่สอนว่า เดินมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้านั่นแหละ สิ่งที่ไม่ดีในชีวิตให้ละออกเลิกออก สิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่เป็นสาระ เอาออกไป อบายมุขเอาออกไป เพราะมันไม่จำเป็นเลยในชีวิต เมื่อเอาออกจาก จิตใจเราแล้ว เราก็ไม่ฟุ้งซ่าน กับสิ่งเหล่านี้ นี่คือ ความสงบสุขที่แท้จริง
จากนั้น ก็ปฏิบัติศีล ๕ ของศาสนาพุทธ เว้นจากการฆ่า การเบียดเบียน การลักขโมย เหล่านี้เว้นออก เลิกออก จากตัวเราให้หมด เราก็จะไม่กังวล ก็ทำให้ข้าพเจ้าได้คำตอบที่แท้จริง ซึ่งตอนนั้น ข้าพเจ้ามีอาชีพ เป็นพ่อพิมพ์ของชาติ แต่มีหนี้สิน เมื่อพบแนวทาง ในการปฏิบัติ ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตาม และใช้หนี้สินที่มีอยู่ จนไม่เป็นหนี้ เป็นสิน นี่เพราะแนวทาง ของชาวอโศกแท้ๆ
ข้าพเจ้าปฏิบัติศีล ๕ ศีล ๘ ผสมผสานกันไป ที่ทำเช่นนี้ เพราะข้าพเจ้ามีความติดหลายๆ อย่าง จึงพยายาม ที่จะลดละเลิก เลิกกินเนื้อสัตว์ ๔ เท้า เพราะมันเป็นสัตว์ใหญ่มีคุณมีค่า ต่อมาก็เลิกกิน เนื้อสัตว์ ๒ เท้า สัตว์มีปีก ต่อมาก็มาพรากลดเลิกปลาทูเค็ม และไข่ทั้งหลาย ต้องใช้ ความพยายาม อย่างมาก ต้องใช้พลังใจอย่างยิ่ง ต้องตอกย้ำกับตัวเองบ่อยๆว่า จะมาเอาดี จะเอาความสุขสงบ ต้องเลิกให้ได้ ให้เด็ด ให้ขาด เพราะไข่ก็คือเลือดเนื้อเชื้อของสัตว์
พอวันเสาร์-อาทิตย์ ข้าพเจ้าก็มาเติมพลังที่สันติอโศก ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้า อยู่ที่จังหวัดเลย ข้าพเจ้าก็จะนั่งรถ มาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และช่วงปีที่ ข้าพเจ้าเดินทางมา ทางสันติก็มีงาน กองทัพธรรม ที่สวนลุมพินี มีการไปปักกลด ตอบปัญหา อยู่ที่สวนลุมพินีวัน ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ข้าพเจ้าก็ได้ไปช่วย เก็บกวาด เท่าที่ทำได้ และ ข้าพเจ้าติดตาม ชาวอโศกตลอด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือเท็ปธรรมะ ข้าพเจ้าหอบ กลับไปที่บ้าน ไม่กังวล ไม่สนใจกับเพื่อนฝูง หรือใครทั้งสิ้น เพราะชัดเจน ในทิศทาง และเป้าหมาย ของชีวิตแล้ว
เมื่อข้าพเจ้ามั่นใจ มั่นคง ไม่ต้องการอีกแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ เรื่องโลกีย์ทางโลก เพราะมันไม่ใช่ สาระ ของชีวิต ข้าพเจ้าจึงมุ่งที่จะมาบวช ปฏิบัติศีลให้เคร่งครัดมากยิ่งขึ้น และเมื่อสิ้นปีพ.ศ.๒๕๒๖ ข้าพเจ้า ก็ลาออก จากอาชีพราชการครู ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ร.ร.บ้านพองหนีบ อ.ภูกระดึง จ.เลย
ข้าพเจ้า มั่นใจในการปฏิบัติศีล อย่างมั่นคง เขาตั้งตบะอะไร ที่สันติอโศก ข้าพเจ้าก็ตั้งบ้าง ตบะของข้าพเจ้า ๒ วัน กินข้าว ๑ มื้อ สนุกสนาน กับการตั้งตบะ ข้าพเจ้าเคร่งครัด เว้นขาด จากสิ่งที่ไม่จำเป็น ตามหลักธรรม ของพระพุทธเจ้า เป็นคน มักน้อย สันโดษ และต้นปีพ.ศ. ๒๕๒๗ ข้าพเจ้ามาปฏิบัติที่ สันติอโศก มาเป็น คนวัด เพื่อเตรียมตัว ที่จะบวช ได้บวชเป็นสมณะ เมื่อปี ๒๕๒๘ ปีนี้
ข้าพเจ้าไม่ใช่พระธุดงค์ ข้าพเจ้าเป็นพระ เป็นสมณะธรรมดาๆ ธรรมดาจริงๆ การเดินด้วยเท้าเปล่า ก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดา แต่ทุกวันนี้ คนอ่อนแอแย่ลง จะไปไหนก็ต้องใส่รองเท้า ขึ้นรถ มันเป็นเพียงกลไกลของโลก ที่บังคับ ให้ต้องไปเร็ว เท่านั้นเอง เดินด้วยเท้า แถมเท้าเปล่า มันเป็นของธรรมดา ตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว
การเดินด้วยเท้าเปล่าไปยังที่ต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ที่ต้องไปสัมผัสสัมพันธ์กับผู้คน ได้มีการทักทาย ปราศรัย เรียกทานข้าว ดื่มน้ำ สมัยก่อนพระทั้งหลายท่านก็ดำเนินแบบนี้ เป็นวัฒนธรรม ไม่มีช่องว่าง ระหว่างชนชั้น เพราะได้สัมพันธ์ กับคนพื้นฐาน แวะตรงไหน ได้พูดได้คุย ไม่รีบไม่ร้อน จึงทำให้ ข้าพเจ้าศรัทธา พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งนัก
การธุดงค์ของข้าพเจ้าคือ การขัดเกลากิเลสที่มันหนา มันหยาบ มันกร้าน ฉะนั้น จึงต้องหาวิธี เอาจริงเอาจัง ไม่ใช่เราตั้งเอง นี่เป็นคำสอน ของพระพุทธเจ้า ที่จะต้องหาวิธี ขัดเกลากิเลส การบิณฑบาตก็คือ นิสัยของพระ ของสมณะ นี่ก็คือคำสอน ของพระพุทธเจ้า
การเดินตามรอยพระศาสดา ไม่ใช่เรื่องยาก หากมีความมั่นคง เราต้องมองให้เกิด กำลังใจ พระพุทธเจ้าท่านยอมจำนนกับสิ่งเหล่านี้หรือ นี่เป็นความคิดในการปลุกจิตสำนึก ของตัวเราเอง พระพุทธเจ้า ท่านสอนว่า อย่าจำนนต่อ อะไรไม่ดี จงยอมสละชีวิต เพื่อรักษาธรรม ถ้าไม่เริ่มต้น ที่ตัวเราเอง เราจะรอใคร จงปลุกสำนึกโลก
จงฝ่าออกมาเถิด เหล่าพุทธบุตรทั้งหลาย เพราะคำสอน ขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสอนไว้ว่า "อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" จงสร้างศรัทธา ในคำสอนให้มาก และจงกล้า กล้าที่จะยอมอุทิศชีวิต เพื่อสิ่งที่ดีงาม ให้เหลืออยู่ในโลก แม้ตัวเราตาย แต่สิ่งที่ดีงาม จงฝากโลกนี้ไว้ ให้คนรุ่นหลัง ได้ศึกษา และปฏิบัติตาม
สมณะหม่อน มุทุกันโต สรีระสลาย แต่จิตใจยังคงมั่น ( ๓ มิ.ย. ๕๗ ฌาปนกิจศพ)
๓ มิ.ย. ๕๗ สมณะกรรมกร กุสโล ถามพ่อครูว่า ทำไมมีงานฉลอง ๘๐ ปีพ่อครูเป็นเรื่องดีๆทำไมต้องมีเรื่องร้ายๆอย่างการมรณภาพของท่านหม่อนด้วย?
พ่อครูบอกว่า มันเป็นยุคสมัยน่ะ สมัยพระพุทธเจ้าองค์ประกอบ บารมีก็พร้อมกว่าสมัยนี้ กัสสปะยุคพระพุทธเจ้าก็อย่างหนึ่ง แต่กัสสปะยุคนี้ก็ได้อย่างนี้
พิธีฌาปนกิจศพ จัดขึ้นอย่างรวดเร็วเรียบง่าย มรณภาพวันที่ ๑ ไปชันสูตรศพวันที่ ๒ เผาวันที่ ๓ เป็นไปโดยเรียบง่ายรวดเร็ว มีพี่น้องของหลวงพ่อหม่อน เป็นหญิงทั้งหมด ๗ คนมา พี่น้องเป็นผู้หญิงทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่ ต่างก็วัยร่วงโรยไปเหมือนไม้ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที
มีการจัดรายการรำลึกถึงคุณงามความดีของท่านที่เฮือนศูนย์สูญตอนเที่ยงครึ่ง พอถึงบ่ายโมงครึ่งก็เคลื่อนศพจากเฮือนศูนย์ไปยังเฮือนสุดชีวิต แค่ระยะทางไม่กี่ร้อยเมตร สมณะจึงช่วยกันแบกโลงศพของหลวงพ่อหม่อน เคลื่อนไปยังเมรุ
ระยะทางเกือบหนึ่งกม.ที่สมณะช่วยกันแบกโลงศพไปนั้น ต้องหมุนเวียนกันแบกหลายชุด ไม่ใช่ว่าเพราะโลงหนักแต่อย่างใด แต่เพราะพื้นถนนที่เป็นหินแห่ (ภาษาการจาริกเขาเรียกว่า ข้าวหลามตัด) มันร้อนมาก การเดินด้วยเท้าเปล่าๆบนถนนเช่นนี้ ตอนบ่ายแก่ๆแดดจัดๆเช่นนี้ สมณะที่ไปจาริกว่า เขาไม่เดินกัน แต่ว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้ทำเพื่อเพื่อนสมณะที่จากไป สมณะต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันแบกโลงศพไม่ขาดสาย พ่อครูฯสมณะโพธิรักษ์เดินนำหน้า ก็ปรากฏว่าเท้าพองเลยทีเดียว ถือว่าหลวงพ่อหม่อนได้ให้วิชชาเป็นวิชชาสุดท้ายให้สมณะได้ฝึกฝนอดทนกับความร้อนของผิวถนน ที่หลวงพ่อหม่อนได้ฝึกฝนตนเอง เดินจาริกไปตามถนนหนทางทั่วประเทศไทย มาตลอดชีวิตนักบวชของท่าน สมณะเดินแค่ไม่กี่ร้อยเมตร ย่อมต้องพยายามอดทนกันให้ได้...
คำว่า หม่อน เป็นภาษาอีสาน พ่อครูเทศนาหน้าศพไว้ว่า หม่อน แปลว่า ราบลื่น ไม่สะดุด ซึ่งหลวงพ่อหม่อนเป็นคนตั้งเองแล้วมาขออนุญาตใช้เป็นชื่อสมณะ พ่อครูก็อนุญาต เดิมหลวงพ่อหม่อนชื่อ ไกรพนา พ่อครูเดิมคิดว่า จะตั้งชื่อให้เป็น ป่าลั่น แต่ว่าเจ้าตัวจะใช้ชื่อหม่อนก็ยินดี
พ่อครูว่า แม้วาระสุดท้าย สมณะหม่อนก็ยังบำเพ็ญ ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นจิตที่เข้ากระแสแล้ว ตั้งแต่โสดาปัตติยังคะเป็นต้นไป แต่ไม่ได้พยากรณ์ว่าเป็นอาริยะบุคคลขั้นไหน?
ชีวิตหนึ่งสรีระสิ้นไป แต่ว่าจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมั่นคงในเส้นทางธรรม เข้าโสดาปัตติยังคะ ย่อมมีที่ไปสู่สุคติ และเข้าสู่ความหลุดพ้นในเบื้องหน้า...สมณะหม่อน มุทุกันโต แม้สรีระสลาย แต่จิตใจยั่งมั่นคง...สาธุ
570604_เริ่มแล้วงานอโศกรำลึกครั้งที่ ๓๓ ฉลอง ๘๐ ปีวิชิตชัย(ไม่มีแก่) ๐๙.๐๗ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์เทศน์เปิดงาน อโศกรำลึก ครั้งที่ ๓๓ "สัปดาห์ฉลอง ๘๐ ปีวิชิตชัย(๘๐ปีไม่มีแก่)" โดยมี รองผู้ว่า อุบลราชธานีมาเป็นประธานกล่าวเปิดงานและตีฆ้องชัยเปิดงานอย่างสมเกียรติ์ ๑๑.๐๐ วงดนตรีฆราวาสรับผิดชอบในการขับกล่อม เสียงเพลงให้พี่น้องเรารับประทานอาหารกันอย่างมีความสุข และมีนักร้องรับเชิญ กัณณิการ์ อารีสมาน และคุณเล็ก จตุพล มาร่วมให้ความบันเทิง ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ รายการ "เวียนธรรมภาคพิเศษ" ดำเนินรายการโดย สมณะ เดินดิน ติกขวีโร ๑๘.๐๗ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เทศน์ธรรมะภาคค่ำ พิเศษ เปิดโลกบุญนิยม ตอน ๑
570605_วันคล้ายวันเกิดพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
๐๖.๓๐ น.พ่อครูสมณะโพธิรักษ์นำบิณฑบาตจากในชุนชนสู่ริม แม่น้ำมูน เนื่องในวันคล้ายวันเกิด โดยมีชาวอโศก ทั้งนักเรียน เด็ก ผู้ใหญ่ในชุมชน และพุทธสถานอื่นๆ รวมถึงแขกสำคัญ คือคณะเสนาธิการ นำโดย คุณลุงพล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ, พล.อ.อ.ชัย สุวรรณ ภาพ พล.อ.ชูเกียรติ์ ตันสุวัฒน์, พล.อ.ท.วัชระ ฤทธิ์ธาคณี อดีตผู้ว่าสนธิ เตชานันท์, เรือตรีแซมดิน เลิศบุตร, คุณมั่นแม่น กะการดี และ อ.กฤษฏา ให้วัฒนานุกูล ทำให้บรรยากาศวันนี้อบอุ่นมากทั้งเป็นบุญบารมีที่ได้ร่วมกันใส่บาตรครั้ง สำคัญและยังหายคิดถึงกันหลังจากที่ได้เจอกันมา ๒๘๙ วันแล้วต้องจากกัน เป็นเวลา ๑๒ วันนับจากที่แยกย้ายกันกลับบ้านเมื่อวันที่ ๒๓ พ.ค.๕๗
๐๘.๓๐ น. พ่อครูพาลูกๆลงเรือล่องมูน หลังจากบิณฑบาติ พ่อครูก็พาลูกๆรวมทั้งคณะเสนาธิการร่วมฯกปท.ก็ร่วมขบวนเรือครั้งนี้ด้วย โดยมีเรือเอี้ยมจุ๊นสองลำคือเรือ ชนะมาร และเรือย่านซัว พ่อครูอยู่เรือชนะมารกับคณะเสนาธิการและญาติธรรม ขณะล่องเรือ ท้องฟ้าปรากฎมีเมฆบดบังแดดตลอดเส้นทาง ทำให้อากาศเย็นสบาย พ่อครูจึงได้ สนทนากับลูกๆ โดยพ่อครูได้เล่าประวัติการก่อตั้งหมู่บ้านราชธานีอโศกตั้งแต่ประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว ให้ลูกๆฟัง บรรยากาศอบอุ่นประทับใจ
๑๗.๓๐ น. สมณะและสิกขมาตุ นำหมู่ญาติธรรม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ออกเดินธรรมยาตรา จากถนนด้านหลังของพระพุทธาภิธรรมนิมิต ออกเดินธรรมยาตรา อย่างสงบสำรวม เป็นแถว เดินอ้อมบุ่งหลังเรือพ่อครู ไปสู่ริมมูน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวระอุ แต่ญาติธรรมก็เดินด้วยศรัทธา เพื่อบูชาครู
พิธีตั้งสัจจาธิษฐานบูชาพ่อครู
๑๘.๐๐ น.(๕มิ.ย.๕๗) สมณะสิกขมาตุ และญาติธรรมและเด็กนักเรียนสัมมาสิกขาก็ได้มานั่งรวมกันอย่างพร้อมเพรียงที่ถนนริมแม่มูน หน้าเรือปรัมพิธี โดยมีพ่อครูอยู่บนเรือ ก่อนจะทำพิธีตั้งสัจจาธิษฐานบูชาพ่อครู สายฝนได้ตกกระหน่ำมาอย่างหนัก เหมือนมีน้ำมนต์พรมมาจากฟากฟ้า มีผู้เสนอให้สมณะสิกขมาตุให้หลบเข้าในเต็นท์หรือในเรือก่อน รอให้ฝนหยุดตกค่อยทำพิธีกรรมกันต่อ แต่ว่าสมณะและสิกขมาตุส่วนใหญ่รวมทั้งญาติธรรมบางส่วน ก็ยังคงนั่งปักหลักท้าทายสายฝนอย่างมั่นคงไม่ไปไหน สายฝนได้ตกยาวนานประมาณ ๒๐ นาที จึงได้เบาลง เป็นเหมือนการจบบททดสอบจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ว่าลูกอโศกจะอดทนได้ไหม?
จากนั้นสมณะเดินดิน ติกขวีโร จึงนำหมู่นักบวชและฆราวาส กราบพ่อครู ๓ ครั้ง แล้วพากล่าวคำบูชาครู
ตั้งนะโม(๓จบ)...ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นแสงสว่างของโลก ผู้ทรงประทานเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์ให้แก่มวลมนุษยชาติ ด้วยการประกาศอาริยสัจ๔ และมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมีสัมมาทิฎฐิ ๑๐ เป็นเส้นทางสำคัญที่จะไขนำไปสู่การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ก้าวพ้นความสงสัย และมีความเชื่อมั่นกันว่า
อัตถิ ทินนัง ทานมีผลจริง อัตถิ ยิตถัง ยัญพิธีมีผลจริง อัตถิ หุตัง พิธีปฏิบัติ จนเกิดผลที่จิตมีจริง อัตถิ สุกฏ ทุกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก การทำดีทำชั่ว มีผลดลบันดาลได้จริง อัตถิ อยังโลโก โลกโลกีย์นี้มีจริง อัตถิ ปโรโลโก โลกหน้ามีจริง อัตถิ มาตา อัตถิปิตา แม่และพ่อผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณของข้าพเจ้าทั้งหลายมีจริง อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ สมณพราหมณ์ผู้รู้แจ้งโลกนี้ โลกหน้า ด้วยตัวเอง แล้วประกาศ ให้ผู้อื่นได้รู้ตามมีจริง
และบัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็ได้พึ่งพาอาศัย สมณพราหมณ์ผู้นั้น คือพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ผ้นำสัมมาปฏิบัติ จนส่งผลให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เกิดแสงสว่างในชีวิต มีสัมมาทิฏฐิ ๑๐ และสัมมามรรค สัมมาผล ตามธรรมสมควรแก่ธรรม
๘ ทศวรรษของชีวิตในการกอบกู้ศาสนาที่ผานมา พ่อท่านได้ทุ่มเท ทั้งแรงกายแรงใจ ด้วยเลือดทุกหยดและเหงื่อทุกหยาดเพื่อประโยชน์และความสุข ของมวลมนุษยชาติมาตลอด
จวบจนวาระสำคัญในโอกาสนี้ ที่พ่อท่านจะมีอายุขึ้นปีทศวรรษที่ ๙ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นลูกๆที่ได้ชีวิตใหม่ ได้กำเนิดใหม่ทางจิตวิญญาณ ขอปฏิญาณตนร่วมกันว่า...
ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขยันหมั่นเพียร ตั้งใจศึกษา ฝึกฝนอบรมตน ให้เกิดมรรคเกิดผล ยิ่งๆขึ้นไป ด้วยความไม่ประมาท ในโทษภัย อันมีประมาณน้อย พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย ที่ยังไม่มีศีลที่บริบูรณ์ก็จักมีศีลให้บริบูรณ์ ส่วนผู้ที่มีศีลที่บริบูรณ์อยู่แล้ว ก็จะเจริญในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ให้เจริญก้าวหน้า ยิ่งๆขึ้นไป
เพื่อจะได้ออกจากความเป็นทาสในระบอบทุนนิยม มาสู่ความเป็นไท ในบุญนิยม เพื่อจะได้ออกจากความวนของโลกียะ สู่โลกุตระ ที่พาให้พ้นทุกข์ และเพื่อจะได้ออกจาก อาณาจักรของเทวนิยมสู่อเทวนิยมที่มีกรรมของเราเป็นที่พึ่งของเราและเป็นสมบัติของเรา
และสุดท้ายนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายของตั้งสัจจาธิษฐานว่า...
นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะได้ช่วยกันทุ่มเทแรงกายแรงใจ อุทิศชีวิตที่เหลือนี้ให้กับพระศาสนา ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าแต่ละคนจะทำได้ เพื่อให้เข้าถึง ในสิ่งที่ยังไม่ได้เข้าถึง เพื่อให้ได้บรรลุ ในสิ่งที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อเป็นธรรมทายาท แบ่งรับมรดกธรรมที่พ่อท่านได้อบรมสั่งสอนทั้งพานำพาทำ อย่างสุดชีวิตตลอดมา
สัจจาธิษฐานที่เป็นปิตุบูชาของข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ จะได้เป็นพลวปัจจัยที่นำพาไปสู่ ความสำเร็จของชีวิตได้ เพราะความสำนึกในกตัญญูของลูกๆทั้งหลายนี้ ย่อมทำให้ชีวิต ได้พบกับอุดมมงคลนั่นแล สาธุ สาธุ สาธุ
จากนั้นพ่อครูได้เทศนาอีกจนถึงเวลาประมาณ ๑๙.๓๐ น . ซึ่งสายฝนก็ยังตกกระหน่ำมาอย่างหนักเป็นระยะๆ เป็นบททดสอบที่มาเป็นระลอกๆ ให้ลูกๆได้นั่งฟังธรรมท่ามกลางสายฝน บางท่านก็ใช้ผ้าพลาสติกสีฟ้ามาคลุมกายคล้ายกับตอนที่ชุมนุมกลางสายฝน
เมื่อพ่อครูเทศนาจบสายฝนก็ซาลง จากนั้น ก็มีบรรดาลูกหลาน นักเรียนสัมมาสิกขาทุกพุทธสถานก็ได้มาขับร้องเพลงถวายพ่อครูและยังมีเพลงพิเศษที่แต่งขึ้นในงานนี้ ชื่อเพลง ๘๐ ปีพ่อครูโดยท่านสมณะ เด่นตะวัน ทำนอง คุณ ปฏิพล เหมวรานันท์ จบลงอย่างประทับใจและที่สำคัญที่สุดคือปีนี้พ่อครูในฐานะครูเพลง เคยแต่งเพลงมามากมาย ก็ได้มีการคอมเมนท์หรือให้ขุมทรัพย์การร้องเพลง เป็นการให้ความรู้และกำลังแก่ลูกหลานด้วย ซึ่งส่วนใหญ่บกพร่องที่ทำนองหรือเมโลดี้ไม่ถูกต้อง นับเป็นความกรุณายิ่งแก่บรรดาลูกหลานอโศก
ในปีนี้องค์ประกอบศิลป์ของพ่อครูลงตัวและทำให้บรรยากาศขลังขึ้นเป็นไปโดยธรรม ทุกคนจะรู้สึกถึงความประทับใจและเก็บความทรงจำที่ดีในครั้งนี้ไว้บอกเล่าต่อไปให้กับพี่น้องที่ไม่มีโอกาสมาร่วมงานในครั้งนี้ สุดท้ายนี้ขอให้พ่อครูมีสุขภาพแข็งแรงอายุยาวนานถึง ๑๕๑ ปีตามปณิธานที่ท่านได้ตั้งไว้ และเชื่อว่าลูกๆทุกคนก็จะพยายามลดละกิเลสเพื่อเดินรอยตาม และติดตามเรียนรู้ธรรมะดีๆที่มีคุณค่ายิ่งและนำไปปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ และเพื่อที่จะอยู่ร่วมฉลองในวันที่อายุพ่อครูครบ ๑๕๑ ปี ในปี พ.ศ. ๒๖๒๘ ซึ่งจะใช้เวลาอีกแค่ ๗๑ ปีเท่านั้นเอง สาธุ ของให้ปรารถนาของท่านเป็นจริงด้วยเถิดเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ
พ่อครูเทศนา
มันเป็นเหตุการณ์ที่อาตมาไม่รู้ว่าจะมีการปฏิญาณ ตั้ังใจลงทุนลงแรงกันขนาดนี้และธรรมชาติก็มีฝนตก ท่านก็ตกของท่านท่านไม่รู้ว่าเราทำอะไรหรอกแต่เราก็ตีกินว่า ท่านคงทดสอบเรา และเราก็ได้ทดสอบ แดดเราก็ทนได้ ฝนเราก็ทนได้ ตากแดดร้อนเหงื่อไหลก็เปียกเช่นเดียวกับตากฝน เป็นการพิสูจน์ใจเรา
พวกเรานี่มีมรรคผล อาตมาไม่ได้พูดประเล้าประโลม เพราะอาตมาไม่ได้พูดในตอนแรกๆ แต่ตอนนี้พูดย้ำหนักขึ้น เหมือนพพจ.ที่ท่านพูดเน้นหนักว่าท่านคือที่สุดในโลก เยี่ยมยอดที่สุด ครอบงำทุกโลก ท่านตรัสด้วยพระทัยของท่านที่ไม่ได้พูดเพื่อหลอกใครให้มาเชื่อมาหลง
อย่างอาตมาก็ไม่ได้พูดเพื่อให้คนมาเชื่อดายๆ อาตมายอมรับอย่างเดียวว่าอาตมามีความรู้ธรรมะ อาตมาไม่มีฤทธิ์เดชอย่างที่คนเข้าใจเป็นอิทธิหรืออาเทสนาปาฏิหาริย์ อาตมาไม่ได้เอาส่ิงเหล่านั้นมาเป็นเครื่องชี้วัดการบรรลุธรรม
๑๑ มิ.ย. ๕๗ สิ่งที่ได้คือ น้ำใจ ....พ่อครูให้แง่คิดเรื่องการทำงานแก่ชาวอโศก กรณีสิ่งที่ได้คือ น้ำใจ....พ่อครูให้แง่คิดเรื่องการทำงานแก่ชาวอโศก กรณีเกิดความล้มเหลว
อาตมาขอบคุ๊ณขอบคุณพวกเรา เอาง่ายๆนะเราจัดงานนี้เตรียมงานไว้ริม มูน เราก็ไม่นึกว่าฝนมันจะมาน้ำมันจะมาเร็ว ต้องรีบทำถนนกั้น เราต้องรีบทำถนนกั้น ผู้ทำถนนก็มีน้ำใจทำให้เร็วภายในวันเดียว ตั้งประมาณ เจ็ดร้อยเมตรนะ ก็นึกว่าจะไปรอด ที่ไหนได้ฝนลงอีก ถ้าน้ำมันไม่ขึ้นก็กั้นพอได้นะ ถ้าฝนไม่ลงไปรอด อุตส่าห์กางเต็นท์ไว้ตั้ง ๗ เต็นท์ใหญ่ วันหนึ่งกางได้แค่สองถึงสามเต็นท์ ถ้าคนเยอะก็อาจได้สี่เต็นท์วันทั้งวันเลยนะไม่ง่าย ต้องขันต้องยกต้องใส่ ทำเสร็จแล้วแทบจะไม่คุ้มในการใช้เลย นี่ถ้าคิดอย่างทุนนิยมนี่ไม่คุ้มเลย ดีที่เรามีจิตบุญนิยม เหนื่อยกัน เสร็จแล้วก็ต้องรีบรื้อ เพราะทางลพบุรีเขามายืมต่อ พอดีรีบรื้อก็เพราะว่าเราไม่ได้ใช้ จะใช้ที่ข้างบน ส่วนทางอุดมก็เตรียมที่ไว้แล้ว มีจอLED มีแสงสีเสียงอย่างโอ้โห แล้วก็เหมือนหมาเห่าเครื่องบิน เตรียมที่แล้วก็ไม่ได้ใช้ จนแล้วจนรอดมาถึงวินาทีนี้ เตรียมอย่างหนักเหนื่อยนะนี่ แต่พวกเราก็ทำ ถ้าเป็นทุนนิยม จิตของเรามันอยากจะได้สิ่งแลกเปลี่ยน มีอามิส มันจะท้อใจท้อแท้ เสียดาย กูไม่น่าเลย อะไรวะโทษสารพัดโทษ จะลงโทษคนนั้นคนนี้ อาละวาดไปเลย แต่พอจิตเป็นบุญนิยมนี่มันน้อย เราลงทุนลงแรงไป จิตที่จะต้องฮึดฮัดฟัดเหวี่ยง อาละวาดอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งเงินก็ไม่ได้อะไรก็ไม่ได้ นี่ถ้าเป็นโลกีย์ยิ่งต้องอยากได้สิ่งตอบแทน แต่นี่ไม่มีอามิสล่อ นอกจากไม่มีอามิสล่อแล้วยัง Fail ล้มเหลวอีก มันเป็นการทดสอบจิตจริงๆ มันเป็นการได้ฝึก หรือแม้ไม่ได้ฝึกแต่จิตของแต่ละคนสำเร็จ คือไม่ได้ถือสาอะไรแม้จะเหนื่อย มันมีเหตุปัจจัยเราก็รู้ว่ามันสุดวิสัย เราจะไปห้ามกั้นมันก็เป็นไปไม่ได้ เป็นการลงทุนฟรีสูญเปล่าก็ตาม อย่างน้อยเลยมีคนเห็นมีคนรู้มีคนเข้าใจว่า สังคมนี้เป็นสังคมที่เต็มไปด้วย น้ำใจ คนเหล่านั้นที่ทำคือคนที่เอาน้ำใจใส่เข้าไปทั้งนั้นเลย คนเขาก็เห็นน้ำใจของเขา อย่างเราออกไปชุมนุมคนข้างนอกเขาเห็นน้ำใจของชาวอโศกไหม? เห็นโจ๋งเจ๋งเลย น้ำใจนี่สุดยอด คำว่าน้ำใจนี่ภาษาอังกฤษไม่มี แต่ภาษาไทยหรือชาวเอเชียนี่มี คนไทยเราศึกษาแล้วเอาน้ำใจหรือสร้างน้ำใจได้ เอาน้ำใจมาใช้ได้ ที่นั่งอยู่นี่ใครมีน้ำใจแล้วเอาน้ำใจมาใช้บ้าง
570612_โอวาทพ่อครูสรุปงานอโศกรำลึก(๘๐ปีวิชิตชัย) เรากางเต็นท์ ๗ หลัง คนก็มานิดเดียว เราตั้งส้วม ๘๐ หลัง แล้วคนก็มานิดเดียว หรือจัดสถานที่ริมมูนไว้ก็ได้ใช้นิดเดียว ขนจอLED เตรียมไว้ก็ได้ใช้นิดเดียว ถ้าเราคิดอย่างทุนนิยมเราก็ว่าไม่ คุ้มเลย เราไปคิดว่าเราจะได้ แต่ว่าเราต้องคิดว่า เราได้ให้ เราไม่คิดว่าคุ้มหรือไม่ ถ้าเราเจตนาว่าเราทำเผื่อพี่น้องญาติโยมเรามามาก เราก็ทำไว้ ถ้าเขามาเกินกว่าที่เราเตรียมไว้มันแย่ แต่ถ้ามาน้อยกว่าที่เราคาด เราก็จ่ายได้ให้ เราไม่เสีย เราได้ฝึกได้ อันนี้คืออาตมาว่า เราเสียสละแต่เราไม่ได้เสีย เราให้เต็มๆ ดีกว่ามันไม่พอ เป็นคนขี้เหนียว เราได้เสียสละ สมุตติว่า คนมามาก เราก็คิดว่ามันคุ้ม มันก็เท่ากันนั่นแหละ ถ้าจะมองในแง่ความสมเหมาะสมควร สุรุ่ยสุร่าย มันก็อยู่ที่การคาดคะเน กะเอา ซึ่งเราไม่ได้สุรุ่ยสุร่าย อาตมาก็มองว่าน่าจะมากกว่านี้ แต่เอาเข้าจริง น้อยกว่าที่คาด ไม่ได้เจตนา จะไปโทษโทรทัศน์ไม่ได้ เรามีเสน่ห์เท่านี้ จุดที่เราต้องปรับมีอยู่ ถึงอย่างไร ส่วนเกินสูญไปก็ถือว่าสุรุ่ยสุร่าย เราก็ไม่เจตนา แต่ในด้านจิตวิญญาณการเสียสละเรามุ่งตรงนี้ดีกว่าขี้เหนียว ถ้าขี้เหนียวเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว เราก็ไม่ได้เรียนรู้ฝึกฝน แต่นี่อย่างน้อยเราได้ทำงาน ได้ฝึกซ้อม ได้อดทน ที่ลึกซึ้งคือเราไม่เสียใจ ไม่คิดเล็กคิดน้อย ก๋วยเตี๋ยวแม่บุญ แจกตั้งแต่ก่อนงาน มาจนจบงาน หลังงานก็ไม่หยุดแจก...ทุกคนมาร่วมกินก๋วยเตี๋ยว เพราะว่าเป็นสื่อแห่งความปรองดอง...ไม่อย่างนั้นจะหาว่าไม่กินเส้นกัน.. ตลอดงานแจก73 หม้อ เส้น 90 กก. โรงบุญ ๒๘ ร้าน วันที่ ๕ มีทั้งหมด ๑๙ ร้าน วันที่ ๙ มี ๑๗ ร้าน ประสพการณ์ที่เราผ่านมานี่แหละคือชีวิตจริงๆ ที่อาตมาพาทำมาเรื่อย ต่างคนต่างทำต่างคิด ต่างใช้ปัญญาช่วยกัน เป็นการศึกษาฝึกฝนความเป็นสังคมมนุษย์ เป็นเรื่องสำคัญไม่เกี่ยวกับอามิสเลย ทำอย่างนี้จะได้ลาภได้ยศสรรเสริญก็ไม่มี เรารู้ไว้เลย สดๆ เป็นการฝึกฝนสร้างสรร เป็นส่ิงประเสริฐจริงๆ เพราะฉะั้นอาตมาไม่แปลกหู ที่คนเขาเข้ามาแล้วประทับใจ แปลกดี อยู่กันแบบนี้ เขาก็บอกไม่ถูกว่าเห็นอะไร แต่ก็รู้สึกว่าไม่มีง่ายๆ พฤติกรรมสังคมแบบนี้ มันประกอบขึ้นจากจิตวิญญาณเป็นตัวหลัก จิตวิญญาณที่ได้ฝึกฝนมา บางคน ๓๐ ปี บางคน ๒๐ บางคน ๑๐ ปี ก็ตาม ก็ได้ฝึกฝนมาทั้งนั้น มันมาจากจิตวิญญาณเป็นตัวหลัก ต่างคนต่างใช้ปฏิภาณใช้น้ำใจ อาตมาได้ข้อสรุปอยู่ ๔ คำ ๑.ปัญญา ๒.น้ำใจ ๓.ซื่อสัตย์ ๔.อุตสาหะ อาตมาได้สี่คำนี้เป็นเรื่องที่เกิดจริงเป็นจริง ที่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive