บทสกุ๊ปสรุปงานอโศกรำลึกครั้งที่ ๓๓ ฉลอง ๘๐ ปีวิชิตชัย(ไม่มีแก่) (1).doc.docx

โฟลเดอร์2557 อโศกรำลึก ฉลอง ๘๐ ปีวิชิตชัย(ไม่มีแก่)
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

งานอโศกรำลึกครั้งที่ ๓๓ ฉลอง ๘๐ ปีวิชิตชัย(ไม่มีแก่)

งานอโศกรำลึกครั้งที่ ๓๓ จัดขึ้นที่พุทธสถานราชธานีอโศก ครั้งนี้เป็นครั้งที่พิเศษกว่าครั้งอื่นๆ คือเป็นปีที่พ่อครูจะมีอายุครบ ๘๐ ปี ในวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ นี้ ลูกๆอโศก จึงได้จัดงานฉลอง ๘๐ ปีวิชิตชัย หรือมีชื่อเรียกกันเล่นๆว่า งานฉลอง ๘๐ ปีไม่มีแก่ เป็นปิตุบูชาถวายพ่อครู งานนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ถึงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๗

ก่อนจัดงานมีข่าวมรณัสสติ สมณะหม่อน มุทุกันโต ที่มรณภาพโดยสงบ ด้วยอุบัติเหตุรถชน ขณะเดินจาริกบนถนนเพชรเกษม อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ ท่านบอกว่า จะไม่โดยสารรถเพราะกลัวคนมาตาย ด้วยเพราะท่านเมื่อก่อนเป็นนักล่าสัตว์ มีวิบากไล่ล่าอยู่ ถ้ามีวิบากจะได้รับท่านเดียว งานฌาปนกิจศพสมณะหม่อน มุทุกันโต จัดขึ้นในช่วงบ่ายของวันอังคารที่ ๓ มิ.ย. ณ เฮือนสุดชีวิต ชีวิตหนึ่งสรีระสิ้นไป แต่ว่าจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมั่นคงในเส้นทางธรรม เข้ากระแสโลกุตระ ย่อมมีที่ไปสู่สุคติ และเข้าสู่ความหลุดพ้นในเบื้องหน้า สมณะหม่อน มุทุกันโต แม้สรีระสลาย แต่จิตใจยั่งคงมั่น

วันที่ ๔ มิถุนายน เวลา ๐๙.๐๗ นาที พ่อครูเทศน์นำและต่อมาท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีนายธัชชัย สีสุวรรณ ก็ได้มาเป็นประธานในพิธีและลั่นฆ้องชัยเปิดงานอย่างเป็นทางการ เวลา ๑๑.๐๐น. วงดนตรีฆราวาสรับผิดชอบในการขับกล่อม เสียงเพลงให้พี่น้องเรารับประทานอาหารกันอย่างมีความสุข และมีนักร้องรับเชิญ กัณณิการ์ อารีสมาน และคุณเล็ก จตุพล มาร่วมให้ความบันเทิง เวลา ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ รายการ "เวียนธรรมภาคพิเศษ" ดำเนินรายการโดย สมณะ เดินดิน ติกขวีโร ๑๘.๐๗ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ แสดงธรรมภาคค่ำ เปิดโลกบุญนิยม เป็นธรรมะปิดท้ายรายการประจำงานนี้ทุกวัน ยกเว้นในช่ว

อ่านต่อ

งหลังของงานที่มีการฉายสารคดี ประวัติชีวิตพ่อครู ๓ ภาค ด้วย

วันที่ ๕ มิถุนายน เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ ๘๐ ปีของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เวลา ๐๖.๓๐ น.พ่อครูสมณะโพธิรักษ์นำบิณฑบาตจากในชุนชนสู่ริม แม่น้ำมูน โดยมีชาวอโศก ทั้งนักเรียน เด็ก ผู้ใหญ่ในชุมชน และพุทธสถานอื่นๆ รวมถึงแขกสำคัญ คือคณะเสนาธิการ นำโดย พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ, พล.ร.อ.ชัย สุวรรณ ภาพ, พล.อ.ชูเกียรติ ตันสุวัฒน์, พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคณี ,อดีตผู้ว่าสนธิ เตชานันท์,และ อ.กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล ทำให้บรรยากาศวันนี้อบอุ่นมาก จากนั้น ๐๘.๓๐ น. พ่อครูพาลงเรือล่องแม่มูน โดยคณะเสนาธิการร่วมฯกปท.ก็ร่วมขบวนเรือครั้งนี้ด้วย มีเรือเอี้ยมจุ๊นสองลำคือเรือ ชนะมาร และเรือย่านซัว นอกนั้นเป็นเรือกระแชง รวมทั้งหมด ๗ลำ ขณะล่องเรือ ท้องฟ้าปรากฎมีเมฆมาบังแสงแดดตลอดเส้นทาง ทำให้อากาศเย็นสบาย พ่อครูจึงได้ เล่าประวัติการก่อตั้งหมู่บ้านราชธานีอโศกตั้งแต่ประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว ให้ลูกๆฟัง บรรยากาศอบอุ่นประทับใจ ในงานนี้มีการล่องเรือกันทั้งหมด ๔ ครั้งด้วยกัน

ในเวลา ๑๗.๓๐ น. สมณะและสิกขมาตุ นำหมู่ญาติธรรม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ออกเดินธรรมยาตรา จากถนนด้านหลังของพระพุทธาภิธรรมนิมิต ออกเดินธรรมยาตรา อย่างสงบสำรวม เป็นแถว เดินอ้อมบุ่งหลังเรือพ่อครู ไปสู่ริมมูน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ แต่ญาติธรรมก็เดินด้วยศรัทธา เพื่อบูชาครู

และเมื่อถึงเวลา ๑๘.๐๐ น.ของวันที่ ๕ มิถุนายน ก่อนจะทำพิธีตั้งสัจจาธิษฐานบูชาพ่อครู สายฝนได้ตกกระหน่ำมาอย่างหนัก เหมือนมีน้ำมนต์พรมมาจากฟากฟ้า มีผู้เสนอให้สมณะสิกขมาตุให้หลบเข้าในเต็นท์หรือในเรือก่อน รอให้ฝนหยุดตกค่อยทำพิธีกรรมกันต่อ แต่ว่าสมณะและสิกขมาตุส่วนใหญ่รวมทั้งญาติธรรมบางส่วน ก็ยังคงนั่งปักหลักท้าทายสายฝนอย่างมั่นคงไม่ไปไหน สายฝนได้ตกยาวนานประมาณ ๒๐ นาที จึงได้เบาลง เป็นเหมือนการจบบททดสอบจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ว่าลูกอโศกจะอดทนได้ไหม? จากนั้นสมณะเดินดิน ติกขวีโร จึงนำหมู่นักบวชและฆราวาส กราบพ่อครู ๓ ครั้ง แล้วพากล่าวคำบูชาครูและ ตั้งสัจจาธิษฐานว่า...

นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะได้ช่วยกันทุ่มเทแรงกายแรงใจ อุทิศชีวิตที่เหลือนี้ให้กับพระศาสนา ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าแต่ละคนจะทำได้ เพื่อให้เข้าถึง ในสิ่งที่ยังไม่ได้เข้าถึง เพื่อให้ได้บรรลุ ในสิ่งที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อเป็นธรรมทายาท แบ่งรับมรดกธรรมที่พ่อท่านได้อบรมสั่งสอนทั้งพานำพาทำ อย่างสุดชีวิตตลอดมา สัจจาธิษฐานที่เป็นปิตุบูชาของข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ จะได้เป็นพลวปัจจัยที่นำพาไปสู่ ความสำเร็จของชีวิตได้ เพราะความสำนึกในกตัญญูของลูกๆทั้งหลายนี้ ย่อมทำให้ชีวิต ได้พบกับอุดมมงคลนั่นแล สาธุ สาธุ สาธุ

พ่อครูกล่าวอนุโมทนาและเทศนาจบสายฝนก็ซาลง จากนั้น ก็มีบรรดาลูกหลาน นักเรียนสัมมาสิกขาทุกพุทธสถานก็ได้ร่วมกันออกมาขับร้องเพลงถวายพ่อครู โดยปีนี้พ่อครูในฐานะครูเพลง เคยแต่งเพลงมามากมาย ก็ได้มีการคอมเมนท์หรือให้ขุมทรัพย์การร้องเพลง เป็นการให้ความรู้และกำลังแก่ลูกหลานด้วย ซึ่งส่วนใหญ่บกพร่องที่ทำนองหรือเมโลดี้ไม่ถูกต้อง นับเป็นความกรุณายิ่งแก่บรรดาลูกหลานอโศก

รายการประจำวันของงาน มีการเทศน์ก่อนฉันโดยสมณะ สิกขมาตุ ผลัดกันขึ้นมาเทศนาธรรมะอันไม่เป็นไปอย่างปุถุชน เป็นธรรมะเพื่อการลดละขัดเกลากิเลส เป็นไปเพื่อโลกุตรธรรมอย่างแท้จริง และบางวันก็มีปฏิบัติกรมาขึ้นเวทีแทน เช่นวันที่ ๑๐ มิถุนายน เป็นรายการสัมภาษณ์ชีวิต ลุงจำลอง ศรีเมือง ดำเนินรายการอย่างฉับพลันอย่างไม่ได้นัดหมายโดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เป็นการเล่าชีวิตการทำงานที่ผ่านมา สนุกสนานกันทั้งศาลาเรียกว่าเกือบเต็มอิ่มตั้งแต่ยังไม่ได้รับประทานอาหารกันเลยทีเดียว และในวันที่ ๑๑ มิถุนายน มีอ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ุ ได้มาให้ความรู้เรื่องอาหารมังสวรัติ เพ่ิมเติมให้ชาวอโศกอีกด้วย

ในช่วงระหว่างฉันและหลังฉัน ที่เวทีชาวบ้านที่จัดขึ้นใต้เฮือนศูนย์ ก็มีศิลปินทั้งชาวอโศกและจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทางการเมือง เช่น คุณกรรณิการ์, คุณเสก ศักดิ์สิทธิ์ ,คุณจตุพล, วงหยดน้ำ ,ประทีป ขจัดพาล และอีกมากมาย ผลัดเปลี่ยนกันมาให้สาระบันเทิง ทำให้บรรยากาศรื่นเริงสนุกสนานอย่างยิ่ง

ส่วนรายการภาคบ่ายของทุกวันจะเป็นรายการ "เมื่อมาพบพ่อท่านชีวิตฉันเปลี่ยนแปลงอย่างไร” ดำเนินรายการโดย สมณะ เดินดิน ติกขวีโร ผู้ร่วนรายการเป็น สมณะ สิกขมาตุ และฆราวาสหมุนเวียนขึ้นเวทีเล่าประสบการณ์และสภาวธรรม ที่แต่ละท่านที่ได้ฝึกฝนธรรมะจากพ่อครูและได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทาย กาย วาจา ใจอย่างไรมาเล่าสู่กันฟัง มีบางวันก็นำภาพประทับใจมาเล่าสู่กันฟังด้วย

กิจกรรมพิเศษอีกอย่างคือ มีการนำผู้ร่วมงานร่วมปลูกต้นยางเพื่อบูชาพ่อและมีการปลูกต้นแฝก ตามไหล่ทาง ถนนที่ทำขึ้นมาใหม่ เพราะตอนนี้บ้านราชฯกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการปรับปรุงภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการก่อสร้างสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา และวิหารหินฟ้า รวมทั้งมหาวิทยาลัยของชาวอโศก ทั้งหมดเพื่อยืนยันหนักแน่นในความเป็นแผ่นดินพุทธ ของราชธานีอโศก

ส่วนโรงบุญมังสวิรัตินั้นเป็นกิจกรรมประจำของงานอโศกรำลึก แม้ว่าปีนี้ไม่ได้จัดที่สันติอโศก แต่โรงบุญก็ยังตามมาแจกอาหารและน้ำ ให้แก่ผู้ร่วมงานกันอย่างต่อเนื่องถึง ๒๘ ร้าน เช่นก๋วยเตี๋ยวแม่บุญ แจกตั้งแต่ก่อนงาน มาตลอดงาน จนหลังงานก็ไม่หยุดแจก ทุกคนมาร่วมกินก๋วยเตี๋ยว เพราะว่าเป็นสื่อแห่งความปรองดอง ไม่อย่างนั้นจะหาว่าไม่กินเส้นกัน ตลอดงานแจก ๗๓ หม้อ เส้นก๋วยเตี๋ยว ๙๐ กก.

วันที่ ๙ มิถุนายน เป็นวันบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ก่อนจะเริ่มพิธี ก็ได้มีพายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง จนต้องย้ายสถานที่ทำพิธีจากลานหน้าพระพุทธโต มาเป็นที่เฮือนศูนย์สูญแทน ซึ่งก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับนักปฏิบัติธรรมแต่อย่างใด สามารถดำเนินพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างปกติ ซึ่งต้องสาธุให้กับทีมแสงสีเสียงและทีมงานFMTV ที่ทำงานอย่างหนักในการย้ายสถานที่

สรุปงานนี้ สิ่งที่ได้คือ น้ำใจ ....พ่อครูให้แง่คิดเรื่องการทำงานแก่ชาวอโศกในงานนี้ว่า เราจัดงานนี้เตรียมงานไว้ริม มูน เราก็ไม่นึกว่าฝนมันจะมาน้ำมันจะมาเร็ว ต้องรีบทำถนนกั้น เราต้องรีบทำถนนกั้น ผู้ทำถนนก็มีน้ำใจทำให้เร็วภายในวันเดียว ยาวเกือบเจ็ดร้อยเมตร ก็นึกว่าจะไปรอด ที่ไหนได้ฝนลงอีก ถ้าน้ำมันไม่ขึ้นก็กั้นพอได้นะ ถ้าฝนไม่ลงไปรอด อุตส่าห์กางเต็นท์ไว้ตั้ง ๗ เต็นท์ใหญ่ ทำเสร็จแล้วแทบจะไม่คุ้มในการใช้เลย นี่ถ้าคิดอย่างทุนนิยมจะไม่คุ้มเลย ส่วนทางทีมแสงสีเสียง ก็เตรียมที่ไว้แล้ว มีจอLED ใหญ่ จะมีแสงสีเสียงเต็มที่อย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วก็เหมือนหมาเห่าเครื่องบิน เตรียมแล้วก็ไม่ได้ใช้ แต่พวกเราก็ทำ ถ้าเป็นทุนนิยม จิตของเรามันอยากจะได้สิ่งแลกเปลี่ย มีอามิส มันจะท้อใจท้อแท้ เสียดายเพ่งโทสสารพัด แต่พอจิตเป็นบุญนิยมแล้วจะทุกข์น้อยลง เป็นการทดสอบจิตจริงๆ จิตของแต่ละคนสำเร็จ คือไม่ได้ถือสาอะไรแม้จะเหนื่อย มันมีเหตุปัจจัยเราก็รู้ว่ามันสุดวิสัย เราจะไปห้ามกั้นมันก็เป็นไปไม่ได้ เป็นการลงทุนฟรีสูญเปล่าก็ตาม อย่างน้อยเลยมีคนเห็นมีคนรู้มีคนเข้าใจว่า สังคมนี้เป็นสังคมที่เต็มไปด้วย น้ำใจ นี่คือสิ่งมีคุณค่าและคุ้มค่ายิ่งกว่าอื่นใดในการจัดงานครั้งนี้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน