การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน3.docx
เนื้อหาในไฟล์
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอน3 พ่อครูว่า... มาเอาเรื่องเศรษฐกิจที่อาตมาได้พยายามเขียนอธิบาย มันเป็นความรู้และเป็นวิธีการ เป็นภาคปฏิบัติที่จริงที่คนทั้งโลกร่วมใช้ ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Economic หรือ economy มันแปลว่าประหยัด ความหมายแท้ๆมันแปลว่าประหยัด เขามาใช้แปลกว้างๆว่าเศรษฐศาสตร์ จริงประโยชน์สูงประหยัดสุด อาตมาขยายจากคำว่าประหยัดเป็นประโยชน์สูงประหยัดสุด ทีนี้ความรู้ที่จะเข้าใจถึงเรื่อง จะจัดสรรยังไง ให้เกิดพลังฤทธิ์ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงประหยัดสุด หรือให้เกิดเศรษฐศาสตร์ที่เป็นกิจการจริงๆ เรียกว่าเศรษฐกิจ ออกมาให้มีผล ผลต่อมนุษย์ ผลต่อสังคม และมีผลกระทบไปสู่คนอื่นๆทั่วโลกเลย อาตมาก็ขยายเรื่องราวพวกนี้ ว่าจะจบก็ยังไม่จบ ขยายไปตอนนี้ถึง 60 ถึง 70 ข้อแล้ว ...ความเห็นนี้ตามภูมิโพธิรักษ์ ส่วนใครจะเห็นด้วยและนำไปทำให้เกิดจริงก็อนุโมทนายิ่งด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความเกรงใจว่า จะเป็นการสอนจระเข้ว่ายน้ำ เพียงแต่อาตมามั่นใจในสาระสัจจะของพุทธศาสนาว่านี่เป็นเนื้อหาแท้ๆของพุทธธรรมและเชื่อมั่นว่าดีจริง ไม่เคยล้าสมัยเท่านั้น ไม่ได้อวดดีหรือหลงตนว่าตนถูก-ตนดีเหนือผู้ใดเลย เพียงแต่มั่นใจใน“วิชาการ”ของพระพุทธเจ้าจริงแท้ ข้อ 1. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โดยความแท้จริง ข้อ 2. และยิ่งจะทำให้คนทั้งประเทศเป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นความคิดที่วิปริตวิตถารยิ่งใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลยในโวหารหรือวาทะอย่างนี้ ข้อ 3. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า คุณจะเป็นผู้ทำให้คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่าคุณจะเก่งปานใด พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา”ให้แก่ตนเอง เท่านั้น เพราะไม่มีใครหรอกในโลกทำได้ แม้แต่พระเจ้าก็มิบังอาจจะบ
อ่านต่อ
ันดลบันดาลให้เป็นเช่นนั้นได้ ถ้าทำได้พระเจ้าคงไม่ใจจืดใจดำปล่อยให้คนในโลกมี“ช่องว่างระหว่างคนรวยข่มคนจนกันเต็มสังคมโลกขนาดนี้”แน่ๆ ข้อ 4. ตามสัจจะของพุทธนั้นชัดเจนในความเป็นคน ว่า มีทั้งสมมุติสัจจะที่คนย่อมมีความรู้ความสามารถที่มากน้อยแตกต่างกัน และมีทั้งปรมัตถสัจจะที่คนย่อมมีวิบากของแต่ละคนที่ได้สั่งสมมา แล้วต้องใช้วิบากตามน้อย-ตามมากจึง“ดี-ชั่ว ; สุข-ทุกข์”ตามวิบากและตามปัญญาของตนจริง “อรหันต์”ของพุทธจึงคือผู้“จบกิจ”ที่มี“ปัญญา” ตน เป็นคนหมดสุข-หมดทุกข์สนิท อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ ในชีวิตที่ยังมีอยู่ อรหันต์จึงคือผู้มีชีวิตแสดงพฤติกรรมเป็นรูปธรรม ให้ปรากฏว่า คนผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจก็“จบกิจ” ปัญหา“กิจ การงานเมืองหรือการเมือง”ก็“จบกิจ”ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็น“สังคมคนวิเศษ”แปลกประหลาดมหัศจรรย์จาก“สังคมสามัญปุถุชนคนโลกียะ”ที่ยืนยันความแตกต่าง กันอยู่ให้เห็นพิสูจน์ได้ว่า คนอาริยะโลกุตระมีจริง ไม่ใช่แค่จินตนาการ ข้อ 5. ไม่มีใครเลยในโลกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คนทุกคนในประเทศ“หายจนไปทุกคน”ได้หมด มันเป็นไปไม่ได้ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกหรือบันดาลให้คนทั้งประเทศ“ไม่มีคนจนเลย” มันเป็นไปไม่ได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนหรือของสังคมให้ดีขึ้น ก็ไม่ควรแก้ด้วยการทำให้ตนหรือไปโฆษณายัดเยียดให้สังคมรวยขึ้นมากๆๆ กระทั่งถึงขั้นเพ้อกันและหลงยึดจะเอาแต่รวยๆๆๆ ชนิดที่มีแต่“ความเชื่อถือ”ว่าคนจนนั้นต่ำต้อย คนจนนั้นเป็นทุกข์ คนจนนั้นคือคนไม่มีประโยชน์ กระทั่งไม่มี“ความเชื่อ”ชนิดอื่นที่ดีวิเศษกว่านี้ ควรแก้ปัญหาด้วยการทำตนให้คนเข้าใจ“ความจน” นั้นมีนัยสำคัญอย่างประเสริฐสุด และการเป็น“คนจน”และให้เกิด“สังคมคนจน”ที่อยู่เย็นเป็นสุข ใช้ชีวิตอย่าง“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”นั้นเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นคนชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็น“คนจน”ที่สุขสำราญเบิกบานใจ ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ สถิตย์เสถียรยั่งยืน“ตัวอย่าง”ความเป็นคนชั้นหนึ่ง ผู้เป็น“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)”ที่เป็น“คนจน”ผู้ไม่ทุกข์-ไม่สุข (พ่อครูไอตัดออกด้วย)
_ สู่แดนธรรม... วันนี้พ่อครูได้เอาความรู้เก่าๆมาอธิบาย ทำให้เราไม่กลัวอาฟเตอร์ช็อคของระบอบทักษิณ พ่อครูสอนให้เรามาเป็นคนจนมหัศจรรย์ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เป็นพระอาริยะผู้มีนิพพานเป็นที่พึ่ง พ่อครูว่า... เป็น“คนจน”ที่สุขสำราญเบิกบานใจ ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ สถิตย์เสถียรยั่งยืน“ตัวอย่าง”ความเป็นคนชั้นหนึ่ง ผู้เป็น“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)”ที่เป็น“คนจน”ผู้ไม่ทุกข์-ไม่สุข และเป็นคนผู้เพิ่มพูนการเสียสละ สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ให้แก่โลกยืนยันความจริงสุดวิเศษนี้ เป็นคนที่มีลักษณะพิเศษวิเศษ ที่น่าอัศจรรย์จริงๆ ข้อ 6. คนควรมีจุดแห่งความ“พอ” เมื่อเรา“มี”วัตถุเงินทองของกินของใช้ ถึงจุด“เพียงพอ”ยังชีพสำหรับตนอยู่ได้กันแล้ว เราก็ควร“พอ” ต้องไม่บำเรอตนมากกว่านั้น การเป็นคนรู้จัก“พอ” มี“ใจพอ”นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ความเป็นผู้“สันโดษ(สันโตสหรือสันตุฏฐิ)”คือ ผู้เป็น“อาริยะ” เป็นคนเจริญแท้จริง เป็นคนประเสริฐ เป็นคนมีความรู้ฉลาดที่ยอดเยี่ยม นั่นคือ เป็น“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)”ในโลก คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)นี้ ซึ่งเป็นคนมี“ใจพอ” เป็นคนมีน้อย”ก็พึงพอใจ เป็นคนมีปัญญาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงการเป็น“คนจน”ผู้ประเสริฐที่มีประโยชน์สร้างสรรค์เสียสละให้แก่สังคมอยู่ ว่า เจริญยิ่งกว่าเป็นผู้ได้เปรียบอยู่ในสังคม ผิดกับถูกนี่อย่าให้สับสน ถูกก็ถูกสิ ผิดก็ผิดสิ อะไรควรก็ควรอะไรไม่ควรก็ไม่ควรให้แม่นๆ คนผู้มีปัญญาที่ยินดีในการเป็น“คนจน”จึงเกิดขึ้นแท้จริง อย่างเต็มใจเป็น“คนจน”ยินดี“ความมีน้อย(อัปปิจฉะ)” และเป็นคน“ใจพอ(สันโดษ,สันตุฏฐิ)” ถึงขั้นเป็นคนไม่สะสม(อปจยะ) แต่เป็นคนยอดขยัน(วิริยารัมภะ) และเสียสละอยู่ปกติสุข คนผู้มีจิตใจและปัญญาดังว่านี้ ไม่ได้เสแสร้ง แต่เป็นความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกุตระแท้ๆ เป็นใจที่จริงบริสุทธิ์ จึงเป็น“ความจริง”ที่ทำตนให้“จน”ได้อย่างเต็มใจเป็น “คนจน”ผู้มีปัญญา สังคม“คนจน”ที่แต่ละคนไม่สะสม แต่เป็นคนขยันสร้างสรรพัฒนาสังคม ไม่เอาจากสังคม แต่สร้างให้แก่สังคมอยู่จริง และในคนที่มีปัญญาตรงกันนี้มารวมกันอยู่ก็เกิดสังคม“สาราณียธรรม 6”ขึ้นได้ เป็นสังคมคนชั้นหนึ่ง เมื่อมีคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)นี้มารวมกันเป็น กลุ่มหมู่ขึ้น ก็เกิดสังคม“สาราณียธรรม 6”ได้จริง จึงมีปรากฏ การณ์ของ“สังคมอาริยชนคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก”ที่เป็นจริง “สังคมคน”ที่ยกระดับเป็นอาริยชน“ชั้นหนึ่งหรือชั้นเอก(classic)”ยังไม่ได้ ก็เพราะยังเป็น“สังคมหรือหมู่กลุ่มมวลมนุษย์”ที่ยังมีคุณธรรมตาม“วรรณะ 9”ไม่มากพอถึงขั้น หรือยังมีไม่เต็มที่บริบูรณ์ คนชั้นหนึ่งหรือคนชั้นเอก(classic)จะเต็มบริบูรณ์ได้ ก็ต้องมี “วรรณะ 9” “วรรณะ 9”เป็น“คุณวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม)”ทั้ง 9 นี้ ได้แก่ (1)เป็นคนเลี้ยงง่าย (สุภร)(2)เป็นคนบำรุงง่าย(สุโปส) (3)เป็นคนมักน้อย หรือกล้าจน(อัปปิจฉะ) (4)เป็นคนใจพอคือสันโดษ(สันตุฏฐิ) (5)เป็นคนปรับปรุงขัดเกลาตนเอง(สัลเลขะ) (6)เป็นคนมีข้อปฏิบัติที่พาสูงขึ้นๆ(ธูตะ,ธุดงค์) (7)เป็นคนมีอาการที่น่าเลื่อมใส(ปาสาทิโก,ปาสาทิกะ) (8)เป็นคนไม่สะสม(อปจยะ) (9)เป็นคนมีความขยันอยู่เสมอปกติวิสัยหรือปรารภความเพียร(วิริยารัมภะ) คนผู้ใดมี“วรรณะ 9”เป็นคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอกแท้ ข้อ 7. ดังนั้น การบอก“ความจริง”อันประเสริฐแก่คนในสังคมโลก มันเป็นความดีงามแท้ จึงควรบอกให้คนทั้งหลายในโลก“เข้าใจ”หรือมี“ปัญญา”ในประเด็นนี้สำคัญยิ่งว่า คนที่มี“วรรณะ 9” เช่น คนที่มีใจพอ หรือคนที่มักน้อยคือ กล้าจน กระทั่งทำตนเป็น“คนจน”ได้นั้น เป็นคนเจริญจริง คนประเสริฐแท้ คนมีความรู้ฉลาดแปลกไปอีกแบบหนึ่ง เป็นคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)จริงๆ ไม่ใช่คน“ชั้นสอง”ที่จะตกต่ำไปจาก“ชั้นวิเศษนี้”ไปเป็นคน“ชั้นสอง”อื่นใดๆอีกเด็ดขาด คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic) จึงจะเป็น“คนมีน้อยๆ, คนมักน้อย,คนกล้าจน(อัปปิจฉะ)” ซึ่งเป็นคุณวิเศษขั้นโลกุตระตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีคุณสมบัติถึงขั้น“วรรณะ 9” ภาษาบาลีที่มีความหมายถึง“ขั้น”หรือ“ชั้น”ที่เป็น “หนึ่ง”หรือ “เอก”ก็คือ คำว่า “วัณณะ”หรือ“พัณณะ” ส่วนภาษาสันสกฤตก็ว่า “วรรณะ” หรือ“พรรณะ” อันเป็นภาษาสื่อให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงระดับของความเจริญหรือความเสื่อมในคุณธรรมของคน เมื่อ“ดี”ขึ้นจากเดิมก็ใช้คำว่า“สุ” ถ้า“ไม่ดี”หรือ“เสื่อม”ลงก็ใช้คำว่า“ทุ” ผู้เจริญก็คือ “สุพรรณหรือสุวรรณ” บาลีก็ว่า “สุพัณณหรือ สุวัณณ” ผู้เสื่อมก็คือ “ทุพรรณหรือทุวรรณ” บาลีก็ว่า“ทุพัณณหรือ ทุวัณณ” ไทยเราแปล “สุวรรณ”หรือ“สุพรรณ”ว่า “ทอง” ก็คือสิ่งมีคุณค่าสูงสุดในประเภทโลหะ ซึ่งก็ยอมรับนับถือกันทั้งโลกเป็นสากลว่า “ทอง”คือโลหะที่มีคุณค่าสูงสุด ความเป็น“ชั้นหนึ่ง,หรือชั้นเอก(classic)”จึงคือ “ทอง” “คนจน”จึงเป็นคนที่มีคุณค่า”เทียบเท่ากับ“ทอง” หรือ“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)” เพราะเป็น“คนจน”ชนิดวิเศษที่มีความสามารถขยันสร้างสรรค์ จึงอุดมสมบูรณ์ สร้างได้มากเกินกว่าที่ตนเองกินตนเองใช้ แล้วนำออกสละเจือจานเผื่อแผ่เกื้อกูลแก่ผู้อื่นอยู่ในสังคม ชนิดที่เพิ่มพูนความเสียสละ ไม่ใช่เพิ่มพูนการเอาเปรียบ แต่เป็นคนไม่หวง ไม่เก็บกักไว้ เสียสละออกไป ภาวะเช่นนี้ จึงเป็นความเจริญยิ่งจริงแท้แน่นอน พฤติกรรมของคนดังกล่าวนี้แหละคือ คนผู้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้แก่สังคมแก่ประเทศชาติแก่โลกจริงแท้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรมว่า... นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกพยายามที่จะเฉลี่ยให้ทั่วถึงกันให้กองกลางได้มีมากเพื่อจะแบ่งได้ทั่วถึง แต่เขาก็ทำไม่ได้อย่างทั่วถึง และต้องใช้การบังคับ แต่พ่อครูสามารถทำได้ คนสามารถมาเสียภาษีให้ส่วนกลางได้ 100% มันน่าทึ่งมากนะครับ พ่อครูว่า... ทึ่งตะลึงซาบซึ้งจับใจ
เพลง ทึ่งจริงๆ ทึ่งตะลึงซาบซึ้งจับใจ ดูไฉนเขาก็คนเช่นเราทุกอย่าง กายเล็กใหญ่ ไม่เห็นต่าง แต่ใจสิไยห่างกันหนักหนา ทึ่งตะลึงซาบซึ้งแปลกใจ ดูไฉนใจเขาจึงต่างคนทั้งหล้า ใจเขาซื่อ ใจเขากล้า ท่าทีที่ทำ น้ำใจเลิศคน ท่ามกลางแวดวง หลงเกียรติกามลาภยศสับสน สังคมจมขี้ จนปี้ป่น ทนแทบไม่ไหว ทึ่งตะลึงที่เขากล้าฟัน ยืนหยัดหยันฟื้นสังคมล่มจมนั้นได้ ใจเขายอด ใจยิ่งใหญ่ ฝึกใจอย่างไร… ถึงจริง …ทึ่งจัง ..[ทึ่งจริงๆ]
ข้อ 8. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการทำให้คนทั้งหลายเกิด “ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ เข้าใจ“ความจน”ว่า เป็น“ความเลิศประเสริฐแท้”ชัดเจนแจ่มกระจ่าง เขาจึงตั้งใจทำตนให้เป็น“คนจน”เองอย่างเต็มใจยิ่ง เพราะมี“ปัญญา”และมี“สมรรถนะ”อยู่ในสังคมได้ดีจริงๆ ความมี“ปัญญา”นั้นเป็นความรู้-ความฉลาดที่สุดวิเศษพิเศษ เป็นความรู้-ความฉลาดของอาริยชน “ปัญญา”เป็นบัญญัติของพระพุทธเจ้าใช้เรียกความรู้-ความฉลาดแบบอื่น (อัญญะ) ซึ่งแตกต่างจากความรู้-ความฉลาดของปุถุชน อันคือ“เฉโก”ที่ยังเป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่ยังอยู่ในกรอบ“โลกียะ”เท่านั้น เฉโก มาจากคำว่า ฉะ(6) กับเอก (1) เปลี่ยนความฉลาดทางตาหูจมูกลิ้นกายได้แค่นี้คือความเป็นโลกีย์ เหมือนกันคนในโลกความฉลาดทางตาหูจมูกลิ้นกายก็ได้เท่านี้เรียกว่าเฉกะ แต่ของพระพุทธเจ้าเลิกจากความวนเวียนอยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแล้วก็ติดยึดอยู่ในวงวนนี้ไม่รู้จัก พระพุทธเจ้ารู้ว่ามันเป็นสมมุติมันเป็นอัตตา แต่ อันนี้เป็น อัญญา เป็นความต่างจากที่เขารู้กัน นอกเทวนิยมที่ยังไม่มีโลกุตรธรรม เขาก็อยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ตลอดกาลนาน คุณเกิดมาเมื่อไหร่ก็เห็น ถ้าคุณเองไม่บรรลุโลกุตรธรรม คุณก็ไปจมเป็นมวลเป็นหน่วยหนึ่งของโลกียะเขา ต้องไปแย่งความเจริญ แย่งความรวยมีสุขมีทุกข์แย่งลาภยศสรรเสริญสุขตามสมมุติอยู่อย่างนั้นเป็นล้านๆชาติมาแล้ว เพราะฉะนั้นเริ่มมาได้ยินคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระพาออกจากตรงนั้นมา คุณออกมาได้บ้างหรือยังเอ่ย ออกมาได้ให้สมบูรณ์แบบเลยว่า ฉันจะไม่จมอยู่ในโลกียะนั้นอีกแล้ว ไปเลยไปจากโลกียะ ขอแยกทางจากโลกียะ ไปเถิดไป เฉโก คือความรู้ความฉลาดที่อยู่ในกรอบของโลกียะเท่านั้น ข้อ 9. “ปัญญา”ที่ว่านั้น...เห็นจริง เข้าใจจริงๆว่า ต้องเป็น “คนจน”ดีกว่าเป็น“คนรวย” ตนเป็นคนมักน้อยหรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ(อัปปิจฉะ) เพียงพอกินพอใช้(สันโดษหรือสันตุฏฐิ) ส่วนที่เหลือที่เกินก็รีบสะพัดออกให้แก่ผู้อื่นที่ควร ที่แร้นแค้นจะได้รับไป เขาจะได้หายขาดแคลน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ เพราะเกิดการสละออกไปสู่ผู้อื่น ไม่ใช่มีมากแล้ว ไม่รู้จักพอ ยังโลภกอบโกยมาเป็นของตัวไม่รู้จบ คอนเซพท์“เห็นแก่ตัว”อย่างนั้นไม่ควรมี “ความรู้-ความฉลาด”ขี้โลภนั้นมันยังเป็นความนิยมของชาวโลกียะ ยังเป็น“เฉโก” ที่อยู่ในกรอบความเห็นแก่ตัว มันยังไม่ได้เรียนรู้“ตัวตน” จึงยังไม่ได้“ละลดตัวตน” เพราะศาสดาของศาสนาที่มี“ความรู้-ความฉลาด”อยู่ในกรอบของ“เฉโก” ยังไม่มี“ทฤษฎี”ที่จะละลดตัวตน แต่หลงยึดว่า “ตัวตน”นั้นมีอยู่นิรันดรด้วยซ้ำ จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ความเป็นตัวตนหรืออัตตา” ไม่สามารถทำ“อัตตา”ตนเองให้“สูญ”เหมือนศาสนาพุทธ “เทฺวนิยม”หรือศาสนาที่นับถือ“พระเจ้า”ยังมี“ความรู้-ความฉลาด”ที่อยู่ในกรอบของ“เฉโก”อยู่เท่านั้น จึงยังไม่สามารถรู้จักกิเลส ตัวตนก็ลดละไม่ได้ หมดสิ้นตัวตนก็ไม่มี เทฺวนิยมโลกียะที่มี“พระเจ้า”จึงมี“อัตตา”นิรันดร ผู้มี“ความรู้-ความฉลาด”ขั้น“ปัญญา”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “กิเลส” จึงรู้จบความเป็น“อัตตา”สู่“อนัตตา”สำเร็จแท้ได้ ผู้บรรลุ“อนัตตา”จึงเป็นคนไม่มีตัวตน ก็ไม่เห็นแก่ตัว ฉะนั้นจึงเป็นผู้เสียสละจริง จึงเป็น“คนจน”ที่มีปัญญาแท้ จึงสำนึกตัวเองที่เคย“โง่”เคยคิดอยากเป็น“คนรวย” ที่นั่งอยู่ที่นี่มีคนที่ไม่คิดจะไปรวยมีอยู่ไหม ...มีคนหนึ่ง อาตมาเมื่อก่อนยังคิดจะไปรวยเลย เคยทำมาแล้ว จึงรู้สึกละอาย(หิริ)ตนเองอย่างแรงกล้าที่ไม่เคยสำนึกในความ“โง่”เช่นนี้มาก่อนเลย มีแต่หลงว่า ตนมีความรู้ความฉลาดใน“เศรษฐศาสตร์”โลกียะเดียรถีย์แบบเทฺวนิยมสุดเลิศประเสริฐศรี ที่มีแต่“อยากรวยๆๆๆ” จนกระทั่งเกิด“ปัญญา”เป็นโลกุตระรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“สัจจะ” ที่เกินกว่า“ความรู้-ความฉลาด”แบบโลกียะจะมี 660424 วาระแห่งชาติ ระดมเชียร์ลุงตู่ให้อยู่ต่อ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #19 ราชธานีอโศก