สื่อธรรมะพ่อครู(อาหาร 4) ตอน ไม่มีผัสสะก็เหมือนวัวไม่มีหนัง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.99 KB
วันที่แก้ไข21 กุมภาพันธ์ 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาหาร 4) ตอน ไม่มีผัสสะก็เหมือนวัวไม่มีหนัง _ปองแสงพุทธ ทองสุขนอก : น้อมกราบนมัสการเจ้าคะพ่อครู ลูกไม่ค่อยเข้าใจเรื่องวัวหนังกลับ (พ่อครูว่า…วัวไม่มีหนังไม่ใช่วัวหนังกลับ) พยายามลงนรกแม้มีคนคอยช่วยหิ้วปีกขึ้นจากนรกก็ยังไม่ยอม มองไม่ออกเลยว่าอะไรคือสวรรค์หรือนรกเพราะอยู่บนสวรรค์ก็ทรมาณ ลงนรกตาย ๆ ไปซะความทรมาณในนรกมันอาจไม่มากเท่าการอยู่ในสวรรค์แบบทุกข์ทรมาณทั้งกายทั้งใจ อย่างน้อยในนรกก็น่าจะมีพวกเดียวกัน ลูกมีความเห็นดังนี้ หรือว่าถ้าสมมุติว่าพ่อครูเป็นวัวตัวนั้นพ่อครูจะมีมุมมองอย่างไรเจ้าคะ ที่กล่าวมาข้างต้นลูกพูดในพื้นฐานของลูกโง่ ๆ ที่ยังงงงว่าที่ถูกต้องยังไงเจ้าคะ. น้อมขอโอกาส แล้วแต่พ่อครูจะเมตตา พ่อครูว่า… วัวไม่มีหนัง อุทธาหรณ์ของพระพุทธเจ้าสุดยอดเลย เปรียบเทียบให้เห็นสภาวะที่สลับซับซ้อนหลายชั้น แต่จริงที่สุดชัดที่สุด ถ้าใครมีตัวปัญญาเกิดเลย จะปล่อยวางจะกลัวจะเห็นว่าเป็นของไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็น ถ้าเกิดสภาวะจริงอย่างนั้นไม่ใช่ใครมาบันดาลใจ คุณต้องรู้สึกเองละอายก็ดี กลัวก็ดี หิริโอตัปปะ เช่น กามฉันทะ ยินดีในการเสพกามรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หรือหยาบๆ คืออบายมุข ยินดีเสพรสอบายมุข สิ่งเสพติดการพนันทุจริตขี้โกง รสชาติจัดจ้านของละคร ไม่ถึงพริกถึงขิงก็ไม่สนุก สรุปก็คือ กามรุนแรงขั้นต้น เป็นเบื้องต้นของกามฉันทะ เลิกกามฉันทะได้ พ้นอบายก็เป็นพระโสดาบัน กามต่อมาก็ลดละได้เหมือนอบายมุข เรื่องเพศเรื่องผู้หญิงผู้ชาย มันจะหมดรสชาติจริงๆจนเฉยๆ ก็จะเห็นแต่ เสียเวลาเสียแรงงาน ไม่เห็นจะเกิดอะไร มันจะเห็นจริงเป็นจริงเลยจะลดลงๆ ก็จะลดกาม เรื่องตา อร่อยทางรูป สีสวยเสียงไพเราะ จมูกได้กลิ่นหอม รสอร่อยสัมผัสเสียดสี เป็นเรื่องรวมของโผฏฐัพพะ จะเข้าใจถึงสภาพที่เกิดจากผัส

อ่านต่อ

สะสัมผัสเสียดสี แล้วเกิดรสชาติ มันเป็นเรื่องมายาเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน เป็นเรื่องปลอม ถ้าไม่ใช่ของปลอมหมดไม่ได้ มันของปลอมจริงๆจึงหมดได้ ผู้ที่ทำได้เห็นจริงๆเชื่อว่า พระพุทธเจ้าสอนสิ่งประสบผลสำเร็จจริง ถ้าคุณเองยังไม่จริงก็ไม่เชื่อสิ่งที่เป็นจริงที่พระพุทธเจ้าท่าน คุณจะได้มาก่อนแล้วคุณก็จะไม่เชื่อหรอกว่าพระพุทธเจ้าหลอก คุณว่าพระพุทธเจ้าหลอกหรือว่าคุณโง่ ? ...โง่ เรายังไม่ถึงก็ว่าพระพุทธเจ้าหลอก เท่าไหร่ถึงแล้วก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าไม่หลอกหรอกเราโง่เป็นอวิชชาเอง จิตใจยังไม่บรรลุจิตใจยังไม่เจริญถึงขั้น แม้หมดกามแล้วจะต้องเหลือข้างใน ข้างนอกไม่แล้ว อาจจะนิดๆหน่อยๆมันไม่มีแรงอะไรยึกๆยักๆ จนกระทั่งมันไม่ยึกยักแล้ว เห็นเป็นเรื่องที่ดีไม่ดี จะไปชังเขาว่าเขาข่มเขาดูถูกเขา แต่ใจตัวเองยังไม่หมด นี่เป็นรูปราคะ อรูปราคะ หมดรูปราคะ อรูปราะคะ ก็เหลือเศษเป็นมานะ หมดมานะ เหลือเศษธุลีละอองก็เก็บเล็กน้อยอีก จนหมดสิ้นอาสวะ หมดอุทธัจจะ หมดอวิชชา จนกระทั่งมันไม่เกิดอีก นานๆมากระทบอีกก็ไม่ป๊อกอีกๆ พิจารณาแน่นอนไม่มีอาการอารมณ์สัมผัสแตะต้องอย่างไม่หนี ดีไม่ดีท้าทายด้วย มาแรงๆก็ไม่เป็นไร ทีเผลอก็ไม่เป็นไรมายั่วยวนก็ไม่เป็นไร วัวที่ไม่มีหนัง คิดดู เนื้อแดงๆน้ำเหลืองเยิ้มๆแดงๆ จะแสบร้อนขนาดไหน นึกถึง พันตำรวจโทรุ่งโรจน์ เรืองฤทธิ์ ไปเสียสละผิวหนังที่หน้าขาให้เขาคนไฟไหม้ คนที่แก๊สระเบิด สละหนังออกจะแสบขนาดไหน เพราะฉะนั้นคนที่เป็นทุกข์เพราะความแสบเผ็ด ที่เมื่อถูกกระทบสัมผัสคือผัสสะนั่นเอง อย่างนี้เป็นความทุกข์อยู่แต่ไม่รู้ตัว ไม่เปลี่ยนแปลงก็สลบแล้วสลบอีกตายไปเพราะพิษบาดแผล ก็เกิดมาอีกตายไปอีก 5 ตลบ10 ตลบเป็นวัวไม่มีหนังจะไหวหรือ มันเป็นทุกข์แต่ไปหลงว่าเป็นสุข ไม่รู้จักความทุกข์ ความสุขกับความทุกข์เป็นตัวเดียวกันแต่มันเป็นมายาหรอก แล้วก็ติดอยู่อย่างนี้ ไม่มีเวทนาไม่มีผัสสะก็ไม่รู้สภาวะทั้งของความสุขความทุกข์ ทั้งที่มีความหลงว่าเป็นสุขแท้จริงมันเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงบอกว่ามันเหมือนวัวไม่มีหนัง แสบเผ็ดทุกข์แต่ก็หลงว่าสุข ก็เลยเฉย อุปาทานจะหลอกให้คนเห็นว่าเจ็บแต่ไม่เจ็บแสบคันไม่แสบ มันจะเป็นอย่างนั้น เฉยๆ หน้าตาเฉย เสพทุกข์ก็หลงว่าเสพสุข เฉย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อไม่มีผัสสะ จึงหมดประตูที่จะปฏิบัติ มีผัสสะมีเวทนาให้ศึกษา เวทนาจึงเป็นการให้ศึกษาศาสนาพุทธ ก็มีเวทนา ก็ตามหาเจตนาในเวทนาได้ หากว่าปิดประตูไม่มีเวทนาไม่มีผัสสะก็โมฆะจากศาสนาพุทธ มีผัสสะแล้วก็เจาะลึกไปถึ630203_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 88งเวทนา ถึงตัณหา ตั้งแต่อบายมุขคือกามหยาบ หมดอบายมุุขก็กามอยู่นั่นแหละ กามคุณ 5 ไม่มีกามคุณ 6 ไปนั่งหลับตาเป็นภายในเป็นทวารที่ 6 แต่ 5 ทวารนอกนี้ไม่มีเลย ไม่มีลำดับอันน่าอัศจรรย์ เบื้องต้นเบื้องกลางไม่มี ไปเอาตัวที่ 6 แล้วไปสร้างภพชาติ อย่างอาจารย์มั่น เล่นลิเกไปเจอพญายมมากราบอีก หรืออย่างธัมมชโยมีวิมาน เฟส 2 3 4 จูงใจให้คนมีจินตนาการหลงเชื่อตามปั้นตาม แม้ปั้นไม่เห็นรูปเอง ก็เชื่อว่าตายไปแล้วจะเจอ นี่ไม่ตายก็ยังหลงเชื่อจริง ถูกเขาครอบงำทางความคิดถูกเขาหลอกสนิท ก็ต้องพยายามศึกษาให้ดี เมื่อไม่มีเวทนา ก็ไม่มีทางที่จะเกิด ตัณหา เมื่อเกิดตัณหา ตัณหานี้มี 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา กามตัณหาเป็นเหตุก็ล้างกาม เหลือรูป อรูปภายใน หมดกามภายนอก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส จิตก็เฉยเมื่อกระทบสัมผัส มีของจริง หากยังไม่ได้ก็ต้องพยายามลด แม้กดข่มก็มีอาการสัมผัสได้ แต่ถ้าเป็นปัญญาไม่กดข่มจะเห็นจริง ถาวรด้วย คือปัญญาที่ลดละได้ถาวรด้วย ก็จะเหลือรูปราคะ อรูปราคะ คือรูปภพ อรูปภพ ก็ทำให้หมดอีกเป็นลำดับ ภาษาเท่านั้นว่าอรูป ที่จริงก็คือรูปที่ละเอียด จนไม่มีภาษาจะเรียกแล้ว หรือสุข ไม่มีภาษา พระพุทธเจ้าก็อนุโลมใช้เป็นคำว่าสุข ที่จริงคำว่า สุ คือ ดี ข คือว่าง ที่จริงว่างได้แล้ว หมดภพชาติอรูปภพได้ก็มีวิภวตัณหา ก็มีความประสงค์ต้องการที่จะทำงาน เป็นเจตนาที่จะเรียกว่าอยากก็ได้ แต่อยากเสพบำเรอตัวเองเลย บำเรออัตตา รูปภพ อรูปภพ รวมๆเรียกอัตตา โอฬาริกอัตตา คือกามหยาบ มโนมยอัตตาเหลือภายในคือรูปที่สำเร็จด้วยจิต เหลืออรูปอัตตา ทำให้หมดอีก อัตตา แต่ก็ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เหลือเป็นอัตตาที่อาศัยเวทนาจะว่าไม่มีก็มี จะมีคือไว้อาศัย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน