สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน เวทนาดอกเดียวปลิดวิญญาณ ตอน 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.99 KB
วันที่แก้ไข21 กุมภาพันธ์ 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน เวทนาดอกเดียวปลิดวิญญาณ ตอน 2 นี่ก็อ่านต่อจากที่ มีคนเขียนมาคือคุณอัมพร เรื่อง เวทนาดอกเดียวปลิดวิญญาณ ก็อ่านมาถึงตอนที่ว่า..

ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 มีสามชุด คือ ผัสสะ นามรูป วิญญาณ ผัสสะ คือ การกระทบของนามรูป นามรูป ก็คือสิ่งที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ วิญญาณ คือ เวทนากับผัสสะ ในสายปฏิจจสมุปบาท ธรรมทั้ง 2 เหล่านี้ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา อายตนะนี่จะไม่มีการเกิดเลยในที่ใดๆ ถ้าไม่มีผัสสะของนามรูป นามรูป ผัสสะกันเมื่อไหร่ก็ถึงจะเกิดอายตนะ เกิดแล้วไม่ตั้งอยู่ที่ไหนๆ ผัสสะแล้วเกิดเวทนา เวทนานี่แหละคือฐานปฏิบัติของศาสนาพุทธ เพราะเวทนาคือความรู้สึก จะสุข ทุกข์ ก็อยู่ที่เวทนา หากไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาแล้ว ไม่มีฐานที่ตั้งให้ปฏิบัติเลย ในพรหมชาลสูตร หากอ่านพระไตรปิฎกแตกฉานเข้าใจก็จะเลิกนั่งหลับตา กามฉันทะเป็นกิเลสเบื้องต้น เวลาเขาไปปฏิบัติธรรมไปนั่งหลับตาเขาก็มีกามฉันทะทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็นั่งหลับตาไปจนเขาว่าดับจนบรรลุอรหันต์ ปึ๊งปั๊งไป ไม่รู้การกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายภายนอก ก็บอกว่าเป็นอรหันต์แต่กินหมากอยู่อย่างนั้น ขออภัยที่เอามาพูด เพราะว่าเขาเชื่ออรหันต์เก๊อย่างนี้ เพราะว่าแม้แต่กามคุณ 5 ภายนอก เป็นสิ่งเสพติดก็ติดจนตาย เกิดมาชาติหน้าคุณว่ามหาบัวจะเกิดอีกไหม ….เกิด ก็ขออภัย ขอบคุณมหาบัว สายปฏิจจสมุปบาท ผัสสะ นามรูป วิญญาณ เป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่องกันจากด้านบนลงมาที่เวทนา มีวิญญาณ แล้วก็นามรูป ผัสสะ เวทนา จึงถูกจัดการทั้งหมด ในสายที่เป็นเหตุปัจจัยกัน สรุปรวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา พยัญชนะก็บอก ยังมีส่วนสองสภาพ

อ่านต่อ

แต่รวมเป็น 1 แต่ก็มีสองคือ อันหนึ่งคือตัวรู้ อันหนึ่งคือสิ่งที่ถูกรู้ หากเรารู้ว่า 2 คือ เวทนาแท้กับเวทนาเก๊ เราดับเวทนาเก๊ได้จะรู้ว่า 1ในส่วน 2 แล้วเราศึกษาต่อว่าเวทนา 1 ก็ตาม มันก็ไม่ใช่สวรรค์มันเป็นอุเบกขาเวทนาบริสุทธิ์ ไม่ใช่ตัวตนของเรา ยึดมั่นถือมั่นในความบริสุทธิ์นี้ก็ไม่ได้ จึงต้องวางเป็น 0 หากไม่รู้ชัดเจนจริงก็จะไม่วาง เป็น 0 ก็จะไปติดที่เวทนาอุเบกขานั้น ซึ่งจะไม่รู้ได้ง่ายๆ เราอาศัยเวทนานั้น ตราบที่เรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เพราะเราวางได้วิญญาณต้องอาศัยนามรูป นามรูปก็ไม่มีอาการ ความแตกต่างอันเป็น 2 เป็นเพศ นิมิตต่างๆก็เป็นเครื่องหมายรู้ได้อาการเฉพาะ เป็นสุญญตนิมิต อปนิหิตตนิสิต อนิมิตตะ วิญญาณไม่ได้อาศัยนามรูป นามรูปเป็น 2 ให้เรารู้ความแตกต่างกัน ผัสสะไม่ปรากฏคือ ไม่ผัสสะกับอะไรคือ 1 หรือ เป็น 0 ก็ไม่มีผัสสะ เวทนาเก๊ไม่มีแล้ว แต่เวทนาก็ยังต้องมี ธาตุรู้ที่เป็นเวทนาก็ต้องอาศัย เพราะอาศัยตัวเอง คือตัวธาตุรู้ความรู้สึกของเรา เป็นธาตุที่ไม่มีอะไรที่เป็นกิเลสปราศจากกิเลสแล้ว เรียกว่าไม่มีคือ 0 0 ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเลย แต่มี มีสิ่งที่มี และมีสิ่งที่ไม่มี มีสิ่งที่มี คือ ธาตุรู้เวทนาที่เป็นสะอาด สะอาดหมดจดไม่มีเวทนาปลอมเลย มีองค์ธรรม 5 อุเบกขา เวทนากลาง สะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ ยิ่งปฏิบัติก็เป็นจิตที่ยิ่งคล่องแคล่ว ฌาน หรือสมาธิ จิตที่บรรลุของพระพุทธเจ้านั้นคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว มุทุภูตธาตุ ซึ่งทำการงานต่างๆ เป็น กายปาคุญญตา แคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียว ถึงที่ทำงานได้ถูกต้องเหมาะสมดีลงตัว กัมมัญญุตา จิตก็ปภัสสรตลอดเวลา อาตมาอธิบายซ้ำซากอยู่อย่างนี้ แม้องค์ธรรม 5 ของอุเบกขาเนี่ย น่าเบื่อไหม? หักมุมนั้นมุมนี้มาให้ดู จนไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเหลี่ยมมุมแล้ว ความรู้สึกจริงๆตามจริงของเวทนา เป็นเวทนาที่ไม่ปรากฏตัณหา รู้สึกความจริงอย่างเป็นธรรมดาเป็นปกติ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนาที่เป็นส่วน 2 คือมีธาตุรู้ เรารู้อะไร?รู้ 0 ก็ได้ รู้ 1 ก็ได้ แต่ธาตุรู้ก็เป็น 1 ก็รู้ว่าตัวเองมี 2 คือ มีธาตุรู้กับ 0 หรือ 1 จะอนุโลมให้เป็น 1 ก็ได้ ที่จริงลึกๆลงไปกว่านั้นก็คืออัตตา เวทนาของเราไม่เป็นอัตตาเลย จะว่าอัตตาเราไม่เสวยเวทนาก็ไม่ใช่ มันมีเวทนาอยู่ แต่มันไม่เป็นอัตตาของเราเลย แต่จะว่าอัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ต้องมีธาตุรู้อยู่ รับรู้อยู่ เพราะฉะนั้นอัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา เมื่อเวทนาที่เป็นตัวตนนั้นดับตัณหาที่แทรกอยู่เป็นเวทนาเก๊ เวทนาที่เป็นตัณหาดับไปเวทนาที่เป็นปกติ เป็นความสะอาดบริสุทธิ์ก็ยังอยู่ เพราะชีวิตยังมีตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบสัมผัสอยู่เป็นธรรมดาๆ

ใครฟังแล้วได้อานิสงส์ 5 ประการของการฟังธรรม ในพระไตรปิฎกเล่ม 18 สังคัยหสูตรที่ 2 ข้อ 132 133 รูป ก็สักแต่ว่าเห็น ไม่ใช่เห็นอย่างเบลอๆ แต่เห็นว่าไม่มีกิเลสแฝงในความจริงนั้น เป็นคู่กระทบของอายตนะ นี่แหละเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ไม่ว่าจะเป็น ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบแล้วก็เห็นความจริงตามความเป็นจริง ข้อ 138 คนนั้นรู้ธรรมารมณ์แล้วมีสติไม่มีจิตคลายกำหนัด เสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่มีความติดใจในอารมณ์นั้นตั้งอยู่ บุคคลนั้นมีความรู้ธรรมารมณ์นั้น และเสวยเวทนาอยู่ทุกข์สิ้นไปไม่สั่งสมทุกข์เรากล่าวว่าใกล้นิพพาน พระสูตรนี้แสดงตัวอย่างการดับเวทนาที่เป็นตัณหาดับผีที่ซ่อนในเวทนาคือตัณหา และยังมีเวทนาที่ดับตัณหาได้แล้วก็ยังเสวยเวทนาอยู่ เพราะอัตตาน้มีเวทนาอยู่ เวทนานี้เองที่ปลิดชีพวิญญาณของซาตาน อ้างอิงจากข้อ 63 ที่ผ่านมา พระไตรปิฎกเล่ม 10 แล้วจึงไปปล่อยไม่มีอัตตาในข้อ 64 เป็นลำดับ ถ้าพ่อครูไม่อธิบายเวทนาโดยส่วนสองอ่านให้ตายก็ไม่เข้าใจ นี่คือหัวใจของศาสนาพุทธ หากไม่รู้ชัดตรงนี้ไม่เป็นอรหันต์ได้ อาตมาเปิดเผยความลับมาเยอะแล้วนะ ความลับว่าอรหันต์อยู่ตรงไหนก็เปิดเผยนะ แต่ความลับที่น่าเปิดเผย อาตมาถึงต้องพยายามเอามาเปิดเผยเอามาโชว์ ใครไม่อยากฟังก็ยัดเยียด เพราะมันเป็นของดีที่สุด ไม่มีอะไรดีกว่านี้ 630202_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เวทนาดอกเดียวปลิดวิญญาณ ตอนที่ 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน