สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ธรรมะ 2 ของบุญกับกุศล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ธรรมะ 2 ของบุญกับกุศล _มีนายก.กับนายข. นายก.คือนายไก่ นายข.คือนายไข่ มีประเด็นคำว่ามีกับไม่มี หรือเป็นประเด็นกรรมของคนที่ยังเป็นๆ กับคำว่ามีหรือไม่มี พ่อครูว่า...คำว่ามีหรือไม่มี ในพระไตรปิฎกเล่ม 17 ข้อ 43 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่าคนเราก็อยู่กับคำว่ามีและไม่มีนี่แหละเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และผู้ที่เป็นสัตบุรุษหรือเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะมาสอนเรื่องมีหรือไม่มี เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ฟังเริ่มต้น...คำว่ามี นายก.มีส่วนบุญ ทำบุญได้ผล ส่วนนายข. ไม่มีส่วนบุญเลย แต่อาจจะทำทานเก่ง มีส่วนกุศลเก่ง สมมุติให้ร้อยหน่วย นายข.ทำส่วนบุญไม่เป็นทำเป็นแต่กุศล ทำทาน ทำดี ที่เป็นโลกียะทั้งนั้น สมมุติว่ามีกุศล 100 หน่วย นายก.ทำบุญได้ผล หากนายก.มีอายุ 30 ปี ทำบุญกำจัดกิเลสหมดสิ้นอาสวะไหนก็เป็นอรหันต์ เป็นผู้หมดบุญ เสร็จแล้วนายก.จะมีอายุยืนไปอีก 50 ปีถึงจะตาย ชีวิตของนายก. จะมีแต่กุศลไปถึงอีก 50 ปี สัพพปาปัสส อกรณัง ส่วน นายข.ทำบุญไม่เป็น กำจัดกิเลสไม่เป็นเลย แต่ทำทานทำดีทำกุศลอายุ 80 ปีก็ตายเหมือนกัน นายข.ก้ได้สวรรค์ นายก.ได้นิพพาน ตายอายุ 80 ปีเท่ากัน มี 50 ปี ที่นายข.ทำบุญไม่เป็นเลยมีแต่กุศลบ้าง บาปบ้าง คนไม่หมดกิเลสจะไม่ทำแต่กุศลอย่างเดียวจะทำบาปด้วย เพราะแยกแยะกิเลสไม่เป็น ส่วนผู้ที่เป็นอรหันต์จะแยกเป็น กุศลอกุศล บาป บุญแยกจิตที่เป็นกิเลสกับไม่มีกิเลสได้ นายก.มีนิพพาน นายข. ถ้ากุศลมีส่วนทำให้ได้เสวยสวรรค์ ก็เท่าที่จิตของเขาเอง สวรรค์คือจิตยึด มีแรง มีพลังส่วนหนึ่งยึด ยึดในภพชาติ วิมานเก๊ ทั้งที่มันไม่มีหรอก สวรรค์นรกไม่มี สวรรค์คือแดนที่จิตไปพักแล้วเป็นดาวดึงส์ ยามา ดุสิต เป็นพยัญชนะอธิบาย ดีไม่ดีไปล่า จาตุมหาราชิกาเป็นต้น เขาจะมีแต่วิมานเก๊ ยึด
อ่านต่อ
เก่ง แรงมาก เป็นพลังงานอุปาทานที่เขายึด ความหลง นี่คือ นิรมานกาย เป็นกายที่เขาสร้างเอง ไม่มีจริงหรอก จิตเขาเป็นนามตั้งมาเองเป็นรูป สวรรค์จะสวยอย่างไรก็เนรมิตเอา สวนนันทวัน มิสกวัน ก็สมมุติว่า สวนนี้มีอันนี้ รื่นรมย์ตามยึดสมมุติ หนึ่งแรงปั้นตามที่ตนเนรมิต สองแรงยึด แรงยึดมากก็นาน แรงยึดหมดก็ไม่มี ก็มีเท่ากับแรงที่ยึด หมดแรงยึดก็ตกนรก นรกเป็นอนุสัย หากกุศลหมด แรงยึดหมดก็จะมีนรกมาก นรกแต่ละคนที่ทำมาด้วยอวิชชามาเยอะมาก คนเราทำอกุศลวิบากมากกว่ากุศล ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จนมาเป็นอเวไนยสัตว์ แล้วทำชั่วทำดี กุศลอกุศลอีกนานเท่าไหร่ กว่าจะมาพบโลกุตระ กว่าจะตั้งต้น หากไม่เรียนรู้ออกก็วนเวียนอยู่กับสวรรค์นรกนานช้า สักวันก็ต้องเบื่อและหาทางออก คุณเห็นทางออกแล้วอย่าช้า คว้ามีดพร้าจอบเสียมมา คนทำกุศลมาก ทำทานมาก ทำดีมาก แต่ในชีวิตนี้คุณไม่รู้จักความโลภก็คืออะไร คุณโลภความดี โลภทาน โลภกุศล คุณคิดว่าอย่างนี้ดีก็ทำๆๆ ก็รวย ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ในวิบาก คุณก็ได้ คุณก็เสวยผล แล้วคุณก็ไม่รู้เรื่องหรอก ก็จะยิ่งซับซ้อน เสวยผลทางกามคุณก็กามจัด เสร็จแล้วคุณก็ไม่รู้จักโทสะ ก็โทสะจัด คนไม่ได้ศึกษาก็โมหะจัด ก็วนเวียน ในกามจัด โทสะจัด โมหะจัด วนดูสักกี่ชาติ ฟังแล้วก็น่าเบื่อน่าออกจาก วงวนนี้ ใครก็ตามได้ฟังแล้วทำความเข้าใจให้ดี โลกโลกีย์ไม่ทำให้เราเจริญได้จริงหรอก จึงมาตั้งหลักเป็นโสดาบัน ได้สมบูรณ์แบบถาวร คนถาวรสุดคือคนไม่ทำบาปทั้งปวงถ้าจะมีชีวิตอยู่ กรรมทุกกรรมก็จะเป็นกุศล จิตก็จะสะอาดไม่เป็นโทษเป็นภัยต่อไปเรื่อย เป็นพระอรหันต์แล้วมีแต่เจริญมีแต่ทำประโยชน์คุณค่าและสอนคนอื่นต่อ ไปจนกระทั่งเป็นนิพพาน ผู้ที่ทำบุญไม่เป็น หากไม่มาทำจิตใจให้เป็นจิตใจที่เจริญ จิตใจลดกิเลสแล้วเกิดภูมิปัญญาที่แท้จริงตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าอันซับซ้อนลึกซึ้งมาก มันไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นอาริยบุคคลโลกุตระบุคคลได้ ผู้ที่ทำบุญไม่เป็น ก็คือคนที่กำจัดกิเลสไม่เป็นรู้จักกิเลสไม่ได้กำจัดกิเลสไม่ได้ ก็จะเพิ่มกิเลส โลภในดี โลภในทาน โลภในกุศล มีแต่ความโลภที่เก่ง เก่งรวยในวิธี จะพอมีความซื่อสัตย์สุจริตบ้างก็ทำไปตามประสา แต่ไม่รู้รายละเอียดว่าอย่างนี้เป็นเชิงชั้นแทคติก ความโกงซับซ้อน เขามีวิธีการที่ซับซ้อนไม่ให้คนรู้ทัน แต่ฉันสมโลภ อยากเรียนไปเรียนกับคุณทักษิณหรือธัมมชโยสิเขาเก่ง วิธีการสะสมความโลภ และมีความอำมหิตซับซ้อนอยู่ในความโลภ เอาความโลภออกมาเป็นประชานิยม ส่วนกรรมที่เขาไม่รู้ทันคือกรรมชั่วทุจริต ที่ทำให้เขารวย มีอำนาจหลอกให้คนเป็นบริวารด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณหรือธัมมชโย ขอขอบคุณสองท่านไว้ ณ ที่นี้ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็น แล้วเขาก็เก่งด้วย ธัมมชโยยังหาตัวไม่เจอ ทักษิณยังเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนแต่ยังหาตัวเจอ ถ้าจะจับจริงก็จับได้ อาตมาไม่รู้แล้วแต่วิบากใครจะจัดการ ก็ว่ากันไป มันมีเรื่องซับซ้อนวิบากของเขาด้วยมีทั้งคนที่จะต้องทำกุศล หากใครทำกุศล จับเขามาให้เขาได้รับโทษภัยใช้หนี้บาป ให้เขาหยุดทำวิบากต่อ ขนาดนั้นเขาก็ยังไม่หยุดทำบาปซับซ้อนที่เขาหลอกคน อาตมาอธิบายไม่เก่งในความเป็นบาปหมุนรอบเชิงซ้อน หลงคนช่วยเป็นคนดี มันโง่หนักหากรู้จักคนดีคือคนดีก็ไม่โง่เท่าไหร่ ยิ่งรู้คนโลกุตระก็ยิ่งฉลาด แต่นี่รู้คนชั่วเป็นคนดี คนโง่เป็นคนดี ไม่ต้องพูดโลกุตระ ดีไม่ดีเขานึกว่าคนโลกุตระเป็นคนชั่วหนักเพราะด่าเขาด้วย อย่างโพธิรักษ์นี่ เขาเห็นที่ไหนทืบที่นั่นเลย เขาจะบอกอย่างนี้ด้วย ทำให้ตายก็ได้กุศลด้วยเพราะเป็นคนบาปเขาจะบอกอย่างนั้นด้วย เขาจะเก่งมากในเรื่องของ การโลภ ในกุศล ในทาน ในความดี ทีนี้เล่ห์เหลี่ยมวิธีการจะเก่งเพราะเขาโลภ ต้องการได้กุศลความดี แต่การทานจะทำใจในใจอย่างไรก็ไม่รู้ ทานโดยมีจิตคิดโลภ ถ้า 1 บาทจะตั้งจิตเอาแสนล้านพันล้าน จิตใจมันตะกละจริง คุณทำทาน 5 บาทแล้วจะเอาทั้งโลก จิตใจของคุณตั้งไว้จริง มันก็เกิดจริงตามที่คุณอธิษฐานคุณตั้งไว้แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปาทานในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้สรุปแล้ว เขาก็จึงรวย บาปและอกุศล สรุปแล้วถ้าเป็นปุถุชนก็จะทำบาปมากได้บาปมาก ทำกุศลมากก็ได้ด้วย แต่ทำบุญไม่เป็นเลย ทำบุญไม่ได้เลย จนกว่าจะเป็นอาริยชนเริ่มเป็นพระโสดาบัน ก็จะทำบาป เริ่มต้นก็ต้องทำบาปมากพอสมควร ทำกุศลพอสมควร และเร่ิมทำบุญเป็น เป็นสกิทาคามีก็ลำบากพอสมควรทำกุศลพอสมควร และทำบุญได้ชัดขึ้นและเพิ่มขึ้น เป็นอนาคามีก็ทำบุญจนกระทั่ง โลก กามภพหมดเลย ขจัดกิเลสในกามภพหมด เป็นอนาคามีเหลือส่วนละเอียดในรูปภพอรูปภพก็จะทำต่อ จนกระทั่งจบหมดเป็นอรหันต์ ก็ไม่ทำบาปทั้งปวงทำแต่กุศล กรรมที่มีอยู่ สมมุติ นายก.นายข.แล้ว ถ้านายก. สิ้นอาสวะตั้งแต่อายุ 30 อีก 50 ปีจนกว่าจะตายก็ทำแต่กุศลก็เป็นวิบากกุศล ถ้ายังเป็นโพธิสัตว์ ต่อไปอีกก็จะได้อันนี้เป็นสมบัติ แต่ถ้าเป็นอรหันต์แล้ว สิ้นอาสวะตั้งแต่ 30 แล้วอายุ 80 ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ส่วน นายข.ทำบุญไม่เป็น เป็นแต่ทำทานเก่งทำกุศลเก่ง อายุ 80 ปีก็ตายเท่ากัน คนนี้ก็จะได้กุศล ส่วนบาปจะมากกว่ากุศลเยอะเลยเพราะคนไม่หมดโลภก็ทำบาปมาก เขาไม่รู้จักกิเลสโลภ โลภในกุศล โลภในทานโง่ๆ ในความดีโง่ๆ เป็นความซับซ้อนน่าดูเลย
วันนี้ฟังแล้วเป็นไง ตอบอย่างจริงใจจะถาม ใครฟังแล้วงงๆอยู่ยกมือ? มีน้อยมากเลย ไม่กี่คน ใครเข้าใจดีเลย ใครเข้าใจอย่างกระจ่าง..
โลกุตระโลกียะก็เป็นธรรมะ 2 ดีชั่วก็เป็นธรรมะ 2 เทวนิยมอเทวนิยมก็เป็นธรรม 2 ผู้หญิงผู้ชายก็เป็นธรรมะ 2 บวกกับลบก็เป็นธรรมะ 2 ตั้งแต่อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยามก็เป็นธรรมะ 2 อีกเยอะ 611105_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 23