ประวัติ ส (1).doc.docx

โฟลเดอร์งาน 84 ปี ชาตกาล สุลักษณ์ ศิวรักษ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

ประวัติ ส . ศิวรักษ์ ประวัติส่วนตัว สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๗๕ ที่กรุงเทพมหานคร ที่ชื่อเล่นว่า แป๊ะหรือเหม่ เป็นบุตรคนเดียวของนายเฉลิม - นางสุพรรณ สมรสกับนางนิลฉวี มีบุตร ๓ คน เป็นชาย ๑ คนและหญิง ๒ คน การศึกษา ปี ๒๔๙๕ จบชั้นมัธยมปีที่ ๘ จากโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก ซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก โดยเข้าเรียนครั้งแรกในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ในปี ๒๔๘๖ แล้วต้องพักการเรียน เพราะภัยจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกือบ ๓ ปี ในระหว่างนี้จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดทองนพคุณ อันเป็นช่วงที่ได้รับประสบการณ์จากระบบการศึกษาของวัดในพุทธศาสนา แล้วกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ในปี ๒๔๙๘ จนสำเร็จการศึกษา ปี ๒๕๐๐ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางด้านปรัชญา ประวัติศาสตร์และวรรณคดี จากวิทยาลัยเซนต์เดวิด เมืองแลมปีเตอร์ในแคว้นเวลล์ ปี ๒๕๐๓ เนติบัณฑิตอังกฤษ จากสำนักเดอะมิดเดิล เท็มเปิล พื้นฐานทางครอบครัว คุณสุลักษณ์มาจากตระกูลเชื้อสายไทย - จีน โดยบรรพบุรุษทั้งหมดมาจากเมืองจีน เดินทางเข้ามาตั้งรกรากและแต่งงานกับคนไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ แม้พื้นฐานครอบครัวจะได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมจีนก็ตาม แต่ก็ได้ผสมผสานจนกลายเป็นครอบครัวคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธแบบเถรวาทเป็นหลัก ส่วนพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นตระกูลที่ประกอบอาชีพทางการค้าขายเป็นส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่รับราชการในส่วนกลาง แต่ในช่วงที่คุณสุลักษณ์เกิดนั้น เป็นช่วงที่ฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในช่วงตกต่ำเกือบถึงขีดสุด จึงแยกครอบครัวมาอยู่ที่ซอยสันติภาพ ถนนนเรศอันเป็นบ้านที่คุณสุลักษณ์อาศัยอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่บิดาถึงแก่กรรมในปี ๒๔๘๙ คุณสุลักษณ์ก็ต้องช่วย

อ่านต่อ

ตัวเอง ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในช่วงมัธยมต้น ต่อมาก็ได้รับการอุปการะจากมารดาจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา บทบาทและผลงาน คุณสุลักษณ์เริ่มผลงานการคิดการเขียนมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน โดยขณะอยู่มัธยมปีที่ ๕ ก็ได้เขียนบทความเรื่องแรกชื่อ “ภายในดินแดนพุทธจักร” ลงตีพิมพ์ในหนังสือ พุทธจักร รายเดือน ซึ่งในส่วนนี้มีผู้ค้นพบว่ามีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความประทับใจขณะบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดทองนพคุณ เป็นการแสดงออกถึงความคิดเห็นของเขาที่มีต่อสังคมในโรงเรียนฝ่ายคริสตศาสนาที่มีความเข้มงวด และให้การเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ตนเองสนใจ ยุววิทยา เป็นหนังสือที่คุณสุลักษณ์และเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยกันทำขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีวิจารณ์การเรียนการสอนในสมัยนั้น ตลอดจนเขียนลงตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับอื่นๆ จนเกิดขัดแย้งกับผู้บริหารของโรงเรียนซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านการปิดกั้นทางความคิดในสมัยนั้นของเขา ปีสุดท้ายของการเป็นนักเรียน คุณสุลักษณ์ก็ได้เป็นบรรณาธิการหนังสือ อุโฆษสาร ซึ่งเป็นวารสารของโรงเรียน ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของชาวอัสสัมชัญทั่วไป ในช่วงที่ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษนั้น เขาก็เขียนบทความลงในหนังสือ สามัคคีสาร ซึ่งเป็นหนังสือของสมาคมนักเรียนไทยในอังกฤษ รวมทั้งใช้สมาคมนี้เป็นที่ฝึกทักษะทางด้านการพูด ต่อมาเขาเป็นที่รู้จักของหมู่นักเรียนไทยในยุโรปจากการเป็นสาราณียกรหนังสือ สันนิบาต ของนักเรียนไทยในยุโรปซึ่งประชุมกันเมื่อปี ๒๕๐๐ หลังสำเร็จการศึกษา คุณสุลักษณ์ได้เข้าทำงานเป็นผู้แปลและโฆษกของสถานีวิทยุบีบีซี และเป็นผู้บรรยายวิชาภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยลอนดอนจนถึงปลายปี ๒๕๐๔ จึงกลับเมืองไทย และภายในปีเดียวกันนี้ เขาได้เขียนหนังสือชื่อ เสด็จอังกฤษ เขียนเป็นกลอน เล่าเหตุการณ์การเสด็จประภาศยุโรปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่เขาเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซี เมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว คุณสุลักษณ์ได้เข้าทำงานที่สำนักแถลงข่าวอังกฤษ และสำนักข่าวสารอเมริกัน หลังจากนั้นก็มาเป็นบรรณาธิการคนแรกของสำนักพิมพ์สังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยในปลายปี ๒๕๐๕ ซึ่งออกหนังสือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ซึ่งออกวางจำหน่ายเมื่อกลางปี ๒๕๐๖ ตลอดจนสนับสนุนให้มีการออกหนังสือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา ขึ้น ซึ่งภายหลังนักศึกษาที่มาร่วมงานด้วยก็ได้ตั้ง “ชมรมปริทัศน์เสวนา” เพื่อถกเถียงปัญหาทางวิชาการ และเป็นต้นแบบของชมรม “ศึกษิตเสวนา” ที่คุณสุลักษณ์ตั้งขึ้นเพื่อถกเถียงปัญหาบ้านเมืองในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามเขาก็ยังมีงานเขียนออกมาคือ ปี ๒๕๐๕ พระตรีปิฎก ( ประวัติพระถึงซำจั๋ง ) ๒๕๐๖ แปล ทะไลลามะแห่งธิเบต ๒๕๐๗ โสกราตีส ๒๕๐๘ ทฤษฎีแห่งความรัก ๒๕๐๙ มาพูดไทยกันดีกว่า ๒๕๑๐ ลายเสือสยาม และ พระดีที่น่ารู้ จัก และ ๒๕๑๑ ห้าปีจากปริทัศน์ ปี ๒๕๑๒ คุณสุลักษณ์ได้เข้าเป็นบรรณาธิการหนังสือ วิทยาสาร และ วิทยาสารปริทัศน์ แต่เกิดขัดแย้งกับนายทุนเจ้าของหนังสือทั้ง ๒ ฉบับ เขาจึงลาออกมาเป็นบรรณาธิการหนังสือ อนาคต ของสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมจนถึงปลายปี ๒๕๑๕ ต้นปี ๒๕๑๖ - ๒๕๑๘ เขาได้ออก จดหมายเหตุ รวม ๒๔ ฉบับ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ปัญหาบ้านเมืองขณะนั้น และสะท้อนความคิดเห็นทางการเมืองของเขา อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีงานเขียนของเขาออกมาอีก เช่น ๒๕๑๒ ปัญญาชนสยาม ๒๕๑๓ ชีวิตการเป็นบรรณาธิการ ส . ศิวรักษ์ ๒๕๑๔ แปล ปรัชญาการเมือง ๒๕๑๕ กินน้ำเห็นปลิง ๒๕๑๖ ตายประชดป่าช้า ๒๕๑๗ อดีตของอนาคต ๒๕๑๙ นักปรัชญาการเมืองฝรั่ง และศาสนากับการพัฒนา ๒๕๒๐ อธิบายแนวคิดและปรัชญาการเมืองฝรั่ง ๒๕๒๑ พุทธศาสนิกกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ๒๕๒๒ ศาสนากับสังคมไทย ๒๕๒๔ เจ้า - ข้าฟ้าเดียวกัน ปี ๒๕๐๕ - ๒๕๐๗ คุณสุลักษณ์เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาปรัชญาตะวันตก ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๐๘ - ๒๕๑๙ วิชาปรัชญาการเมือง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๑๗ - ๒๕๑๘ วิชาปรัชญาการศึกษา ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๒๐ วิชาเอเชียอาคเนย์ ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย ที่เบิร์กเลย์ ๒๕๒๐ มหาวิทยาลัยคอร์เนล ๒๕๒๑ วิชาพุทธปรัชญา มหาวิทยาลัยโตรอนโต ตลอดจนสอนที่มหาวิทยาลัยฮาวายและมหาวิทยาลัยมิชิแกน นอกจากนี้คุณสุลักษณ์จะมีบทบาทในฐานะนักพูด นักเขียนและอาจารย์พิเศษแล้วยังมีบทบาทในสมาคมและมูลนิธิต่างๆ เช่น พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย สยามสมาคม มูลนิธิสิทธิพร กฤดากร มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป และมูลนิธิโกมลคีมทอง สมาคมและมูลนิธิเหล่านี้บางแห่งยังมีบทบาทจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมในองค์การทางศาสนา และองค์กรเอกชนที่มีบทบาทเพื่อการพัฒนา ( ก . ศ . ส .) และคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา ( ศ . พ . พ .) สถานภาพในปัจจุบัน คุณสุลักษณ์ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งจากขบวนการนักศึกษาในฐานะผู้นำความคิดที่สำคัญคนหนึ่ง และเขายังทำหน้าที่หลักในการเป็นผู้ประสานงาน “สภาศาสนาและวัฒนธรรมแห่งเอเชียเพื่อการพัฒนา” ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่สนใจนำศาสนาและวัฒนธรรมใช้ในการพัฒนา เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนยากจน ประธานที่ปรึกษามูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป ผู้ก่อตั้งสถาบันสันติประชาธรรม และผู้ก่อตั้งเสมสิกขาลัย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน