590319_งานแสดงมุทิตาจิต ๘๔ ปีชาตกาล อ.ส.ศิวรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
590319_งานแสดงมุทิตาจิต ๘๔ ปีชาตกาล อ.ส.ศิวรักษ์ เพื่อเป็นการแสดงมุทิตาจิตยกย่องเชิดชูบุคคล ที่ออกมาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ทำความดีให้กับแผ่นดิน พ่อครูสมณะโพธิรักษ์และชุมชนชาวอโศกร่วมกับสถาบันบุญนิยม จึงมีดำริจัดงาน ๘๔ ปีชาตกาล อ.ส.ศิวรักษ์ ขึ้น เนื่องด้วยโอกาสที่อาจารย์ ส.ศิวรักษ์จะมีอายุครบ ๘๔ ปีในวันที่ ๒๗ มีนาคม 2559 นี้ โดยจะจัดงานที่พุทธสถานสันติอโศก ซอยนวมินทร์ ๔๔ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ในวันเสาร์ที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๙ เริ่มกิจกรรมเวลา ๐๘.๓๐ น.โหมโรงด้วยดนตรีจากวงฆราวาส ๐๙.๐๐น.พ่อครูสมณะโพธิรักษ์กล่าวเปิดงาน ๘๔ ปีชาตกาล อ.ส.ศิวรักษ์ โดยมีเนื้อหาโดยย่อกล่าวถึงคนดี ที่เป็นตรีมูรติของไทย หมายถึงฉายาของคนที่มีประโยชน์คุณค่าของสังคมกล่าวคือ ต้องมีคำว่าเสียสละเป็นเกณฑ์ตัดสินสำคัญ มีผู้มีรูปธรรมนามธรรมที่เป็นประโยชน์คุณค่าแท้ก็เรียกว่ามีมูรติ รูปธรรมนั้นมีฉายาอยู่ ศิวะหนึ่ง รามหนึ่ง พรหมหนึ่ง คือฉายาของตรีมูรติ หรือจะมีฉายาอื่นที่เป็นสามเส้าอีกก็คือเป็นมูรติทั้งนั้น ซึ่งในโลกยุคนี้จะมีสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้ในเมืองไทยที่มีภูมิธรรมถึงอนุตตรธรรมอยู่ในอนุสัยจิต ในก้นบึ้งของจิตที่ฝังรากไว้ในจิต ผู้ที่มีพุทธธรรมจึงจะนับได้ว่ามีมูรติ ในเมืองไทยมี ๓ ท่านที่มีกรรมทำมา ล้วนอายุเกิน ๘๐ ขึ้นไป คุณธรรมสามเส้านี้จะช่วยสังคมได้อย่างแท้จริง เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนอย่างมีคัมภีราอย่างยิ่ง ผู้หนึ่งในสามนั้น มีฉายาว่า ศิวรักษ์ เป็นสัจจะแท้ของผู้เกิดมาช่วยโลกช่วยสังคม เป็นผู้มีบุคลิกและกรรมที่ยากคนจะเข้าใจ คือผู้มี สุ ลักษณะที่เป็นศิวะอย่างแท้จริง อาจารย์ ส.ศิวรักษ์คือสุ คือลักษณะดี แล้วมีฉายาว่าศิวรักษ์ รักษา ศิวะ อีกผู้หนึ่งอาตมาขอกล่าวผ่านๆว่ามีฉายาว่า รามร
อ่านต่อ
ักษ์ อีกผู้หนึ่งก็มีลักษณะของพรหมลักษณะ เรากำลังพูดถึงคนๆเดียวก่อน เป็นการเปิดเผยสัจธรรมอันลึกซึ้งที่ยังไม่เคยมีใครกล่าวนัยอย่างนี้ และมีผู้ที่สามารถทำให้คนมาจน ทำให้คนเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้คนมาเสียสละอย่างจริงใจเป็นต้น แล้วพยายามขัดเกลาผู้อื่นให้มาสู่จุดนี้ให้ได้เรียกว่าผู้มีตรีมูรติแท้จริง เมืองไทยเรามีสามท่านแล้วคนเหล่านี้อายุ ๘๐ ปีขึ้นไปทั้งสิ้น จากนั้นพ่อครูได้เชิญให้อ.สุลักษณ์ได้พูดก่อนที่จะเข้าเสวนา อ.ส.ศิวรักษ์ว่า..ผมชื่อนายอภัยมณีต้องเป่าขลุ่ยก่อน ขอขอบพระคุณพระคุณท่านที่ได้จัดงานวันเกิด ๘๔ ปีให้ผมก็ดีใจมากที่จะได้อยู่ ๘๔ ปี เกิดเมื่อไหร่ตายเมื่อไหร่คือสมมุติ ผมเองก็ไม่ได้มาเพื่อรับสรรเสริญเยินยอ ซึ่งผมชอบนะ แต่ว่าที่มารสามคนที่จะมาตินี้ก็ดีนะผมถือว่าเป็นกัลยาณธรรม เราเป็นชาวพุทธนี้คือผู้ต้องการตื่นจากโลภ โกรธ หลง เราต้องทำศีลให้กลับคืนมา จากนั้นเป็นการเริ่มการเสวนาหัวข้อ คันฉ่องส่องส.ศิวรักษ์ โดย ท่านจันทร์ จากสันติอโศก เป็นผู้ดำเนินรายการ มีผู้ร่วมเสวนาคือ ดร.อุทัย ดุลยเกษม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร คุณประชา หุตานุวัตร คุณรสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๕๑ ในการเสวนามีผู้ร่วมงานได้แสดง ความคิดเห็นด้วยคือ อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ อ.วิชา มหาคุณ อ.กมล กมลตระกูล เมื่อจบการเสวนาในเวลาประมาณ ๑๑.๑๐ น.จากนั้น อาจารย์ส.ศิวรักษ์และผู้ร่วมรายการเสวนาทั้งหมด มารับของที่ระลึก จากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ต่อด้วย การเดี่ยวขลุ่ยโดย นรภัทร ภาบรรจงจิตต์ ด้วยบทเพลงเดือนเพ็ญ และเพลงน้ำตาแสงใต้ และต่อด้วยการรำอวยพรโดยสัมมาสิกขาสันติอโศก จากนั้นอาจารย์ส.ศิวรักษ์และคณะผู้มาร่วมงาน ได้เดินชมนิทรรศการศิลปะโลกุตระ และทางผู้จัดงานได้เตรียมโรงบุญมังสิวิรัติ ให้ทุกคนในงานมารับประทานได้ฟรีอีกด้วย มีผู้มาร่วมจัดโรงบุญทั้งหมด ๓๖ โรงบุญด้วยกัน นักด่าห้าด้าว คนจริง คนตรง คนกล้า โด่งดัง ด้วยด่า น่าสดับ สอดส่อง กองสุม ขุมทรัพย์ คันฉ่อง ส่องฉับ วับวาว นักเขียน นักคิด นักพูด นักแปล นักปูด เรื่องฉาว นักดวล นักด่า ห้าดาว เรื่องราว สุลักษณ์ ศิวรักษ์ บทกวีจาก ท่านจันทร์ แห่งสันติอโศก