สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน คำสอนของอโศกต่างจากสงฆ์ทั่วไปอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.91 KB
วันที่แก้ไข7 มีนาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน คำสอนของอโศกต่างจากสงฆ์ทั่วไปอย่างไร _คำสอน ของที่นี่ ต่างจากคำสอนของพระสงฆ์ทั่วไปหรือไม่ พ่อครูว่า...แค่ถามนี่ก็คงน่าจะมีปฏิภาณปัญญาพอรู้ในตัวอยู่แล้วว่ามันต่างกันแน่นอน พอจะมีรู้ว่าต่าง แต่เชื่อว่ายังไม่ชัดเจนหรืออยากได้ความรู้อธิบายว่าจะต่างกันอย่างสำคัญอย่างไร อยากจะรู้ชัด ก็ขออธิบายคร่าวๆ ที่นี่ต่างแน่นอน ต่างจากสงฆ์หมู่ใหญ่ ตั้งแต่รูปธรรม ที่นี่ไม่ได้นุ่งห่มสีเหลือง รูปธรรมที่นี่ไม่โกนคิ้วก็ต่างแล้ว รูปธรรมของที่นี่ จะปฏิบัติประพฤติกายกรรม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ตบยุงไม่ทำอะไรผิดศีลอย่างเคร่งครัด จะอยู่กับศีล จะเคร่งครัดกับศีลมากกว่าทางเถรสมาคมเยอะ ศีลของพระพุทธเจ้านั้น ก็ขอบอกคร่าวๆว่ามีศีลหลัก เรียกว่าธรรมนูญเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติตั้งแต่สร้างศาสนาของท่าน มีจุลศีล 26 ข้อ มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ รวมแล้วเป็น 43 ข้อ เป็นศีลธรรมนูญ ที่นี่นับถือศีล 43 ข้อ ถ้าถามว่าที่นี่นับถือศีลเท่าไหร่ก็นับถือศีล 43 ข้อ และมีพระวินัย 227 ข้อด้วย วินัย 227 เหมือนกับ สงฆ์หมู่ใหญ่ แต่ศีล 43 นั้นสงฆ์หมู่ใหญ่ไม่นับถือแล้ว ถ้าถามว่าพระถือศีลเท่าไหร่จะตอบว่าอย่างไร … ในประเทศไทยเขาจะตอบว่า 227 ทั้งนั้น ซึ่งนั่นมันเป็นพระวินัยไม่ใช่ศีล ศีลมี 43 ข้อ จุลศีล 26 ข้อ มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ แค่ศีลกับวินัยเท่านี้ก็เข้าใจไม่ได้แล้ว สงฆ์หมู่ใหญ่ ไม่นับถือศีล 43 ข้อมีแต่พระวินัย 227 ข้อ สรุปคือศาสนาพุทธกระแสหลักในเมืองไทยไม่มีศีลแล้วมีแต่วินัย 227 ข้อ โอ้โหฟังแล้วเจ็บปวดไหม ศีลต่างจากวินัยอย่างไร ศีลคือธรรมนูญของศาสนาไม่มีบทลงโทษใครปฏิบัติได้ถูกต้องก็จะเดินเอง เหมือนกันกับรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายหลักกฎหมายใหญ่ แต่ไม่มีบทลงโทษ เมื่อมาเป็นกฎหมาย

อ่านต่อ

ย่อยเป็นกฎหมายลูกจึงจะมีบทลงโทษ เรียกว่ากฎหมายแพ่งกฎหมายอาญา ก็มีบทลงโทษ ส่วนธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ เหมือนกับศีล ไม่มีบทลงโทษนี่คือรายละเอียดศึกษากันให้ดี ๆ สิ่งเหล่านี้ เมื่อคนไม่นับถือ ศีล หรือธรรมนูญ กับกฏหมายย่อย อันไหนใหญ่กว่ากัน ก็ต้องธรรมนูญใหญ่กว่า ศีลใหญ่กว่า แต่เสร็จแล้วเขาก็ยึดถือเหลือแค่พระวินัยคือกฎหมายย่อย แต่กฎหมายใหญ่ไม่มีทิ้งไปเลย นี่เหมือนกันเลยในสังคมหมู่ใหญ่ รัฐธรรมนูญก็ไม่ค่อยรู้เรื่องไม่เอาใจใส่ ก็มาระมัดระวังแต่กฎหมายย่อย เพราะว่ากฎหมายย่อยมันมีบทลงโทษกฎหมายใหญ่มันไม่มีบทลงโทษ แต่ถ้าคุณละเมิดกฎหมายใหญ่นั้นมันเป็นวิบากกรรมหนักกว่ากฎหมายย่อย ยังมีความต่างในเรื่องศีล ยังมีความต่างในเรื่องสมาธิ ในเรื่องของปัญญาอีก ต่างกันหมดในเรื่องของศีลสมาธิปัญญา สมาธิของสงฆ์หมู่ใหญ่นั้นได้ขณะหลับตา และตื่นขึ้นมาก็ไม่มีสมาธิ อธิบายไม่เป็นอธิบายไม่ออก สมาธิลืมตา จะใช้ภาษาอังกฤษ สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่า Supra Concentration แต่สมาธิหลับตาหรือหมู่ใหญ่ทำนั้น เป็นสมาธิแบบ Meditation นั่งหลับตาสะกดจิตอยู่ข้างใน ก็ต่างกันอย่างนี้เป็นต้น สมาธิก็คนละแบบ สมาธิอย่างหลับตานั้นอธิบายง่ายฝึกเอา ง่ายกว่า แต่ยากสำหรับคนไม่มีฉันทะพากเพียร ส่วนสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นลืมตา เข้าใจได้ยากกว่า แต่ปฏิบัติได้ง่ายกว่า สมาธิที่หลับตานั้นปฏิบัติได้ยากกว่า เข้าใจได้ยากด้วย หรือเข้าใจได้ง่ายไม่ยากเท่าไหร่ บอกว่าหลับตาสะกดจิตเข้าใจได้เลย แต่เขาก็มี นัยลึกของเขา ส่วนดวงตานั้นเป็นสมาธิที่เป็นลำดับ เป็นการ concentrate คือธรรมดาสามัญ คนทุกคนก็อาศัย อ่านหนังสือคุณก็ต้องมีสมาธิอย่างนี้เป็นต้น ทำงานก็ต้องมีสมาธิ ต้องมีสติไม่เลอะ ถ้ามีการจดจ่อ ว่าเรากำลังทำอะไร คุณชำนาญจนหลับตาทำเป็นอัตโนมัติได้ อันนี้ก็แล้วไปเป็น แนบแน่นแน่วแน่แล้ว มีรายละเอียด สรุปแล้วสมาธิก็ไม่เหมือนกัน ปัญญาก็ไม่เหมือนกัน ทางโลกีย์และทางโลกทั้งโลกไม่มีความฉลาดที่เรียกว่าปัญญา ในโลกไม่มีความฉลาดที่เรียกโดยพยัญชนะของพระพุทธเจ้าว่าปัญญา เขามีความฉลาดแค่ เฉโก เป็นความเฉลียวฉลาดของโลกีย์ อยู่ในกรอบของโลกีย์ออกนอกกรอบโลกีย์ ไม่ได้ เหมือนกับการออกนอกโลกมันจะมีแรงดึงดูดของโลก จะออกไม่ได้ถ้าไม่มีพลังงานพิเศษ ที่จะสูงเกินกว่าจึงออกไปนอกโลกได้ ความรู้ของโลกุตระที่ดีกว่าปัญญาจึงมีพลังงานเหนือกว่าโลกีย์ เช่นคุณจะแพ้ไปติดยึดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ต้องได้ต้องมีต้องเป็นก็ถูกครอบงำด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่ผู้ที่มีโลกุตรธรรมมีปัญญามีภูมิรู้ ก็รู้ว่าอ๋อ อันนั้นมันคนชั้นต่ำ คนชั้นสูงไม่ต้องไปนั่งแย่งลาภยศ คนยังไปแย่งลาภยศอยู่นั้นยังไม่เจริญ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปแย่งใคร แต่สามารถมีความรู้มีความสร้างสรรค์สิ่งที่จะเกิดขึ้นอันควรสร้างนั้นได้เยอะแยะ เรียกว่ามีลาภ ที่ทำได้เองแล้ว โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร ดีไม่ดีสร้างให้เกินจนเหลือไปแบ่งแจกคนอื่นได้ นี่คือชาวโลกุตระ จึงเป็นคนที่มีเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจสูงส่ง ไม่เบียดเบียนใครมีแต่เป็นผู้ที่มีประโยชน์เผื่อแผ่ผู้อื่นนี่คือคนมีเศรษฐกิจสูง เศรษฐกิจไม่ทำลายผู้อื่น ไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น นี่สูงสุด คําสอนของศาสนาพุทธนี้ ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี จึงเป็นความรู้ที่เหนือชั้นกว่าโลกคนสามัญโลกีย์ที่เขามีความฉลาดที่เรียกว่า เฉโกหรือเฉกะ พหูพจน์คือเฉกา ความฉลาด เฉโกนี้ไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้ว่าตัวเองตะกละตะกลามจะเห็นแก่ลาภยศ จนกระทั่งมารู้แล้วว่าการแย่งลาภยศนี้เป็นการทำชั้นต่ำ เราไม่ต้องแย่งเลยแต่สร้างให้ได้เหนือกว่าเขามากกว่าเขาเราก็เป็นผู้ที่มีประโยชน์ นี่คือความเจริญสูงสุด ผู้หลุดพ้นจากโลกโลกีย์เรียกว่าวิมุติ _จะทำไง เด็กไทยให้หันมาถือศีลมากขึ้น ตอบ...ทำอย่างชาวอโศกเรียนรู้อย่างชาวอโศกให้มีความรู้ความฉลาดอย่างชาวอโศกเรียกว่ามีปัญญาแล้วเด็กจะมาสนใจศีล สนใจธรรมะพวกชาวอโศกเขา เขารู้ว่าเขาควรจะมาเรียนเขาก็มาเองไม่มีใครบังคับ อิสระเสรีภาพ ไม่มีใครไปหาเสียงโฆษณา เขารู้ของเขาเองและเขาก็มา ที่นี่จะมีกฎเกณฑ์ว่าเด็กจะมาเรียนที่นี่ต้องสมัครใจ ผู้ปกครองต้องยินดีสมัครใจ ถ้าผู้ปกครองไม่สมัครใจเด็กก็ไม่สมัครใจอย่ามาสมัครเรียนที่นี่เลย จะมาสมัครเรียนต้องสมัครใจโดยเฉพาะตัวเด็กเอง ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่รอด ถ้าไม่เข้าใจไม่สมัครใจจะมาเรียน เพราะที่นี่เราไม่ปิดบังที่นี่เรามาลดละกิเลสเรามาขัดเกลา เรามาเป็นคนหมดเนื้อหมดตัวหมดตัวหมดตนนะ ต้องเป็นคนเสียสละไม่เอาเปรียบคนอื่น ชัดเจน ต้องมีความรู้ในโลกุตระ ชัดเจนว่าต้องมาลดละมาเสียสละต้องมารับใช้ผู้อื่น เด็กจะมีปัญญาเช่นนี้จึงเต็มใจมาเรียนที่นี่ หรือมาเรียนแล้วหากไม่เข้าใจลึกซึ้งอย่างที่กล่าว เด็กมาเรียนที่นี่จะออกกลางครันเยอะ ถ้าเด็กเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วเขาจะอดทนจนกระทั่งจบม.6620304_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 41

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน