600829_รวม 100 เรื่องที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สอนต่างจากกระแสหลัก.xlsx
เนื้อหาในไฟล์
600829_รวม 100 เรื่องที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สอนแตกต่างจากกระแสหลัก "ต่างคิด ต่างสิทธิ์" พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พุทธศาสนากระแสหลัก แหล่งที่มา กรุณา คือ การลงมือช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ กรุณา คือ ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์, ความหวั่นใจ เมื่อเห็นผู้อื่นมีทุกข์ คิดหาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ของเขา กัมมัฏฐาน คือ ที่ตั้งแห่งการปฏิบัติธรรม คือ เวทนา เป็นกรรมฐานหลักกรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ และต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงจะเกิดเวทนาได้ กัมมัฏฐาน คือ ที่ตั้งแห่งการงาน, อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ, อุบายทางใจ,วิธีฝึกอบรมจิต มี ๒ ประเภท คือสมถกัมมัฏฐาน อุบายสงบใจ ๑วิปัสสนากัมมัฏฐาน อุบายเรืองปัญญา ๑ นาม-รูป การรู้ นาม-รูป รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส โดยใช้ญาณปัญญาไปรู้ ส่วน รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ , นาม คือ ตัวรู้ โดยเฉพาะรู้ กิเลสในจิตให้ได้ แล้วทำการปหานกิเลส กิเลสแม้เป็นนามธรรม แต่ถูกรู้ได้ด้วยญาณปัญญาของเราที่ได้ฝึกฝนมา กิเลสเมื่อถูกรู้ ก็เป็น นามรูป นาม-รูป การรู้ นาม-รูป รู้ได้ด้วย การนั่งสมาธิ การดูลมหายใจเข้าออกหรืออานาปานสติ การทำสติปัฏฐาน 4 , ให้มีสติรู้รูปรู้นาม รู้ตามความเป็นจริง คือไม่เข้าไปแทรกแซงนะ มันเป็นยังไงรู้ว่าเป็นอย่างนั้น มีสติรู้กายรู้ใจรู้รูปรู้นามตามความเป็นจริง รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ถ้าทำได้อย่างนี้นะปัญญาจะเกิด มันจะเห็นความจริงของรูปของนามได้ เจโตปริยญาณ คือ ญาณหยั่งรู้กิเลสในจิตตนเอง ว่ามีหรือไม่ มีแบบไหน และลดกิเลสได้หรือไม่อย่างไรจนถึงวิมุติ มี เจโตปริยญาณ 16 ขั้นตอน เจโตปริยญาณ คือ ปรีชากำหนดรู้ในผู้อื่นได้, รู้ใจผู้อื่นอ่านความคิดของเขาได้ เช่น รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ใจเขาเศร้าหมองหรือผ่องใส เป็นต้น ชาวพุทธ มีปกติ ไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะ
อ่านต่อ
รักษาศีลข้อที่ 1 ให้บริสุทธิ์ และพระพุทธเจ้าห้ามการค้าขายเนื้อสัตว์ ชาวพุทธ กินเนื้อสัตว์ได้ ถ้าไม่ได้ฆ่าเอง ไปซื้อมากินก็ได้ ไม่ถือว่าผิดศีลอะไร ฌาน คือ การเพ่งเผากิเลส ฌานเป็นพลังงานไฟวิเศษที่มีพลังไปสลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ เกิดในขณะลืมตามีผัสสะเป็นปัจจัย ที่กำลังปฏิบัตินั่นเลย ฌาน คือ การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่ เป็นอัปปนาสมาธิ, ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก ฌาน มาก่อน สมาธิ สมาธิ มาก่อน ฌาน ตถตา คือ จิตเกิดเป็นเช่นนั้นเอง ได้เองอย่างปกติมี อัตโนมัติแล้ว หรือได้สัจธรรมความว่างจากกิเลสแล้วเป็นเช่นนั้นเอง ในตัวแล้ว จนเกิดบารมีในตนจริงอย่างไม่แปรเป็นอื่น ตถตา คือ เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนั้นเอง การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นเช่นนั้นเอง หรือจะแยกออกไปเป็นว่า มันปรุงแต่งกันออกไปเป็นสายยาว เป็นปฏิจจสมุปบาท กระทั่งว่ามีอายตนะ มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน มีทุกข์ มันก็คือเช่นนั้นเอง ที่ต้องทุกข์ก็เพราะว่าเป็นเช่นนั้นเองอย่างนั้น ขณะใดไม่ต้องทุกข์ เพราะว่า มันเป็นเช่นนั้นเองอย่างนั้น ฉะนั้น เรามีเช่นนั้นเองไว้เป็นเครื่องดับทุกข์เถอะ อะไรเกิดขึ้นมาก็เห็นเป็นเช่นนั้นเองไว้ก่อน แล้วก็จะไม่รัก จะไม่เกลียด จะไม่โกรธ จะไม่กลัว ไม่วิตกกังวลอะไรหมด เพราะมันเช่นนั้นเอง ไตรลักษณ์ คือ ลักษณะสาม คือ ๑.ปฏิบัติจนกิเลสไม่เที่ยงในทิศทางลดลง(อนิจจัง) ๒.เห็นทุกข์อันมีเหตุคือกิเลส(ทุกขัง) และ ๓.ปฏิบัติจนกิเลสหมดไปไม่มีตัวตนได้(อนัตตา) ไตรลักษณ์ ลักษณะสาม อาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่ ๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ ๓. อนัตตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตน ธรรมะ คือ ธรรม, ภาวะเหนือธรรมชาติ, มิใช่อธรรม ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ท่านพุทธทาส และอื่นๆ บุญ คือ การชำระจิตสันดานให้หมดจด บุญ มีหน้าที่เดียวคือชำระกิเลส ไม่มีการสั่งสมบุญ บุญประหารกิเลสเสร็จบุญก็หมดไปด้วยเป็นส่วนๆเรียกว่า ส่วนแห่งบุญ ทำบุญจนหมดกิเลสได้ ก็เป็นคนหมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริขีโณ คือพระอรหันต์ บุญ คือ เครื่องชำระสันดาน, ความดี, กุศล, ความสุข, ความประพฤติชอบทางกายวาจาและใจ, กุศลธรรม พระโพธิสัตว์คือผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้วเกิดมาอีกเพื่อบำเพ็ญบารมีไปเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ไม่บรรลุธรรมแม้แต่ขั้นพระโสดาบัน สั่งสมบารมีไปจนกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ตายแล้วกลับมาเกิดเพื่อบำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์จนถึงพระพุทธเจ้าได้ หรือจะปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่กลับมาเกิดอีกก็ได้ พระอรหันต์ตายแล้วสูญไม่สามารถกลับมาเกิดอีกได้ ยมกสูตร พตปฎ. เล่ม ๑๗ ข้อ ๑๙๘-๒๐๔ พุทธบริษัท คือ หมู่ชนของผู้มีคุณวิเศษของศาสนาพุทธ ตั้งแต่พระโสดาปัตติมรรค เป็นต้นไป พุทธบริษัท คือ หมู่ชนที่นับถือพระพุทธศาสนามี ๔ จำพวก คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ภวตัณหา คือ ความใคร่อยากได้รูปภพภายใน และอรูปภพ ภวตัณหา คือ ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ หรืออยากเกิดอยากมีอยู่คงอยู่ตลอดไป,ความทะยานอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ วิปัสสนา คือ การเรียนรู้วิจัย อาการของจิต โดยมีโพชฌงค์ 7 หรือโพชฌงค์ 3 มีการสัมผัส แล้วใช้สติ มีสติสัมปชัญญะ สัมปาเทติ จัดการกับกิเลส วิจัยวิเคราะห์กิเลสให้ได้ แล้วกำจัดกิเลสให้ได้ โดยใช้ปัญญา เห็นว่า เป็นทุกข์เป็นเหตุแห่งทุกข์ อาการกิเลสนั้นไม่มีได้ พิจารณาเห็นไตรลักษณ์ได้ วิปัสสนา คือ ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม;ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลงผิดรู้ผิดในสังขารเสียได้,การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น วิภวตัณหา คือ อยากได้ความไม่มีภพ หรืออยากพ้นไปจากภพ, หรือปรารถนาสิ่งที่ไม่ใช่ภพเพื่อตน เป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ที่อาศัยไว้เพื่อดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง วิภวตัณหา คือ ความอยากในวิภพ คือความทะยานอยากในความไม่มีไม่เป็น อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ อยากตายเสีย อยากขาดสูญ อยากพรากพ้นไปจากภาวะที่ตนเกลียดชังไม่ปรารถนา, ความทะยานที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ ศีล คือ การปฏิบัติ กาย วาจา ใจ ไม่ให้ผิดศีล เน้นที่ใจไม่ผิดศีล ศีล คือ ความประพฤติดีทางกายและวาจา, การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย, ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ปกติมารยาทที่ปราศจากโทษ, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ; สมาธิ คือ การปฏิบัติจิตให้ลดกิเลสจนตกผลึกตั้งมั่นเป็นสมาธิ โดยการปฏิบัติ มรรค ทั้ง 7 องค์ สั่งสมลงเป็น สัมมาสมาธิ อันเป็นมรรคองค์ที่ 8 ปฏิบัติอย่างลืมตามีผัสสะปัจจุบัน คือจะต้องอ่านกิเลส แล้วฆ่าออก ๆ ให้สูญไปเป็นลำดับ ยิ่งจิตว่าง จิตยิ่งคล่องแคล่ว มุทุภูตธาตุ ยิ่งเป็น กายมุทุตา จิตยิ่งคล่องแคล่ว ด้วยเวทนาสัญญาสังขาร ที่ว่องไวคล่องแคล่ว เป็นมุทุธาตุที่บริบูรณ์ จิตยิ่งจะปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา สังขารก็ยิ่งสะอาดสดใส สมาธิ นั้นแปลง่ายๆ ว่า ภาวะที่จิตตั้งมั่น พุทธศาสนิกชนจำแม่นทีเดียว เช่น ในองค์ของมรรคข้อสัมมาสมาธิ เราแปลกันว่าจิตตั้งมั่นชอบ จิตตั้งมั่น หมายความว่า จิตที่เรียบสม่ำเสมอ จับอยู่กับสิ่งใดก็มั่นคง อยู่กับสิ่งนั้น แล้วเดินเรียบ ไม่วอกแวก ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระสับกระส่าย ไม่กระวนกระวาย จิตอยู่ตัวลงตัวแน่วแน่ ถ้าจะพิจารณาคิดเรื่องอะไรก็อยู่กับสิ่งนั้นสิ่งเดียวสิ่งอื่นเข้ามาแทรกมากวนไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่า สมาธิ ถ้าพูดอย่างภาษาชาวบ้าน สมาธิก็คือการที่จิตของเราอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ แค่นี้ก็เป็นสมาธิแล้ว แต่ถ้าแปลตามภาษาแบบวิชาการก็จะบอกอย่างที่กล่าวมาว่า ความมีจิตตั้งมั่น คือ จิตมีอารมณ์หนึ่งเดียว หมายความว่าจะคิดจะกำหนดจะจับอยู่กับเรื่องใด ก็อยู่กับเรื่องนั้น ไม่ฟุ้งซ่านหลุดลอยไปเรื่องอื่น ถ้าใจอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้อย่างนี้เรียกว่าเป็น สมาธิ สังโยชน์สาม ๑.สักกายทิฏฐิ คือ อ่านอาการกิเลสในจิตของตนเองได้ ๒. วิจิกิจฉา ความสงสัยในตัวตนสักกายะกิเลส ๓. สีลัพพตปรามาส ปฏิบัติย่อหย่อนในศีลพรตแบบลูบๆ คลำๆ ทำเหยาะๆ แหยะๆ ไม่เอาจริง คือไม่สามารถลดกิเลสได้ สังโยชน์สาม ๑.สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน,ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตน เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน เป็นต้น ๒. วิจิกิจฉา คือพ้นความลังเลสงสัย ๓. สีลัพพตปรามาส คือพ้นความถือมั่นศีลพรต อปุญญาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งไม่มีบาปแล้ว คือการปรุงแต่งของพระอรหันต์ การปรุงแต่งของผู้สิ้นบุญแล้ว อปุญญาภิสังขาร คือ อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ คือ บาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย อานาปานัสสติ คือ ปฏิบัติลดกิเลสทุกลมหายใจเข้าออก อานาปานัสสติ คือ สติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก อุทิสสมังสะ เนื้อสัตว์ที่คนเจาะจงเจตนาฆ่าให้ตาย สัตว์ไม่ได้ตายเอง(ปวัตตมังสะ) ฉันไม่ได้ เพราะ”รังเกียจ” ที่รู้ เห็น หรือทราบว่า เขาฆ่า (สัตว์ไม่ได้ตายเอง) ไม่ใช่ความไม่รังเกียจเพราะยินดีในการกิน อุทิสสมังสะ เนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าเจาะจงเพื่อถวายภิกษุ ท่านมิให้ภิกษุฉัน, หากภิกษุฉันทั้งได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่า เขาฆ่าเพื่อถวายตน ต้องอาบัติทุกกฏ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) และพระไตรปิฎก เล่ม ๑๓ "ชีวกสูตร" ข้อ ๕๗ โยนิโสมนสิการ การทำใจในใจให้ถ่องแท้แยบคาย ให้ลดกิเลสจนถึงที่เกิดกิเลส คือในใจ แล้วกำจัดกิเลสให้ได้ การทำใจในใจเป็น มีผลลดละกิเลสได้ จนกระทั่งถึงที่สุดหมดอาสวะ โยนิโสมนสิการ คือ การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การกระทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสายแยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดย อุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย โลกนี้ โลกหน้า ในสัมมาทิฏฐิ 10 โลกหมายถึง ความวนเวียนสุขๆทุกข์ของจิตวิญญาณ ,โลกนี้ คือโลกโลกียะ ที่วนเวียนสุขๆทุกข์ๆในเรื่องโลกีย์เดิมๆไม่รู้จบ , โลกหน้า คือ โลกโลกุตระ ที่พ้นไปจากการวนเวียน สุขๆทุกข์ๆในเรื่องโลกีย์ ได้อย่างถาวร เป็นลำดับ โลกนี้ โลกหน้า , โลกนี้ คือโลกที่ร่างกายนี้มีชีวิตอยู่ในชาติปัจจุบันนี้ , โลกหน้า คือโลกที่มนุษย์ไปเกิดหลังร่างกายนี้ตายลงไป เป็นนรก สวรรค์ หรือ โลกมนุษย์ แบบเป็นรูปธรรม มีตัวตน มีสถานที่จริง นรก คือ อาการจิตที่มีความทุกข์เร่าร้อนทุรนทุราย นรก คือ ดินแดนหนึ่งซึ่งตามศาสนาพุทธเชื่อกันว่าผู้ทำบาปจะต้องไปเกิดและถูกลงโทษตามคำพิพากษาของมัจจุราช มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น นิรยะ ยมโลก มฤตยูโลก ฯลฯ สวรรค์ คือ อาการจิตที่เป็นความสุข ความสมใจ เมื่อได้รับความบำเรอใจเสพรสกามคุณ,รสโลกธรรม,หรือได้บำเรออัตตา สมภพ (ซึ่งแท้จริงแล้วเป็น นรก) สวรรค์ คือ ภพหนึ่งในคติของศาสนาต่าง ๆ เช่น ศาสนายูดาห์ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามอันเป็นสถานที่ตอบแทนคุณงามความดีของมนุษย์ที่ได้ทำไปเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้, สวรรค์ในความเชื่อทางศาสนาพุทธ แปลว่า "ภูมิหรือดินแดนที่มีอารมณ์เลิศด้วยดี" เป็นที่อยู่ของเทวดา เหตุที่ทำให้มาเกิดเป็นเทวดาเพราะได้ สร้างบุญกุศลไว้เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ สวรรค์ 6 ชั้น คือภพของผู้ติดสุขซึ่งก็คือภพของนรกนั่นเอง สุขเท่าไหร่ก็มีนรกเท่านั้น ๑.จาตุมหาราชิกา คือ ภพของจิตที่มีอาการอยากได้ความสุขหรือสวรรค์ ที่รุนแรง จะแย่งเอามาให้ได้ทั้ง 4 ทิศเลย ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ ๒.ดาวดึงส์ คือ ภพของจิตที่มีอาการได้เสพสมรสความสุขในกามคุณหรือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นอาการที่ 33 ที่เกินไปจาก อาการ 32 ของมนุษย์ ๓.ยามา คือ ภพของจิตที่มีอาการอยากได้รสสุขให้ยาวนานตามกาลเวลา จะต้องมีสุขอย่างนี้ ยืดยาวไป ยามหนึ่ง ยามสอง ยามสาม ยามสี่ ให้ได้ตลอดวันตลอดคืนก็ยิ่งดีใจ ติดใจในอารมณ์สุขที่เป็นอารมณ์หลอก เป็นสุขเก๊ เป็นสุขที่ไม่มีจริง เป็นอนัตตา ๔.ดุสิต คือ ภพของจิตที่มีอาการหยุดพักจากการได้เสพสมรสความสุขในกามคุณหรือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่ก็ไม่ยอม จะรีบออกจากการพักยก ตาลีตาเหลือกมาเอาอีก มันไม่เอาพัก มันไม่เอาเย็นจะเอาแต่ร้อน มันไม่เอาหยุดจะเอาแต่อยาก เป็นความแส่หาดิ้นทุรนทุรายตลอดกาล ๕.นิมมานรดี คือ ภพของจิตที่มีอาการสร้างหรือเนรมิตได้ด้วยตนเองแล้วยินดี เป็นนักสร้างนักก่อนักทำ มีสมรรถนะสูงเพื่อบำเรอ รติ คืออารมณ์ตัวเองคือก้อนกิเลส บำเรอกิเลส ๖.ปรนิมมิตวสวัตดี คือ ภพของจิตที่มีอาการการตอกย้ำ“ความปลื้ม”(อัตตมนตา)ใส่จิตตน เมื่อคนอื่นสนองหรือบำเรอกามคุณ บำเรอ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ให้แก่ตนโดยไม่ต้องทำเอง คำว่า วส แปลว่าอำนาจ ให้คนอื่นมาร่วมสร้างอำนาจ อย่างธัมมชโย ก็หลอกว่าเป็นอำนาจทางธรรม แต่ที่จริงคืออำนาจโลกีย์ หลอกคนหลงโลกีย์มาเป็นบริวาร สวรรค์ 6 ชั้น คือ "ภูมิหรือดินแดนที่มีอารมณ์เลิศด้วยดี" เป็นที่อยู่ของเทวดา เหตุที่ทำให้มาเกิดเป็นเทวดาเพราะได้ สร้างบุญกุศลไว้เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ ซึ่งเรียกเต็มว่า ฉกามาพจรสวรรค์ หรือ กามาวจรสวรรค์ ๖ ๑.จาตุมหาราชิกา คือ จาตุมหาราชิกา คือ สถานที่ที่ป็นสวรรค์ชั้นที่ต่ำที่สุดในฉกามาพจรสวรรค์ 6 ชั้น (จัดอยู่ในกามภูมิตามคติไตรภูมิ) ตั้งอยู่ ณ เชิงเขาพระสุเมรุ ที่ได้ชื่อสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เพราะมีเทพผู้เป็นใหญ่ครองสวรรค์ชั้นนี้อยู่ 4 ท่าน คือ ท้าวธตรฐ ปกครองพวกคนธรรพ์ ท้าววิรุฬหก ปกครองพวกกุมภัณฑ์ ท้าววิรูปักษ์ ปกครองพวกนาค ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองพวกยักษ์ ๒.ดาวดึงส์ คือ สถานที่ที่เป็นสวรรค์ชั้นที่ 2 จากสวรรค์ฉกามาพจรทั้ง 6 ชั้น(จัดอยู่ในกามภูมิ) โดยอยู่สูงขึ้นไปถัดจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาขึ้นไป มีท้าวสักกะหรือพระอินทร์เป็นผู้ปกครอง ๓.ยามา คือ ยามา คือ สวรรค์ชั้นที่ 3 อยู่สูงกว่าดาวดึงส์ แต่ต่ำกว่าดุสิต มีท้าวสุยามะเป็นจอมเทพ ๔.ดุสิต คือ สวรรค์ชั้นที่ 4 อยู่สูงกว่ายามา แต่ต่ำกว่านิมมานรดี มีท้าวสันดุสิตเป็นจอมเทพ มีปราสาทแก้ว ปราสาททอง ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีสวน สระบัวสวยงามยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นที่อยู่ต่ำกว่า เป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายและว่าที่พระอัครสาวก ๕.นิมมานรดี คือ สวรรค์ชั้นที่ 5 อยู่สูงกว่าชั้นดุสิต แต่ต่ำกว่าชั้นปรนิมมิตวสวัตดี มีท้าวสุนิมมิตเป็นจอมเทพ มีวิมานทอง กำแพงแก้ว กำแพงทองล้อมรอบ แผ่นดินเป็นทองราบเรียบเสมอกันโดยตลอด เทวดาในชั้นนี้ปรารถนายินดีในสิ่งใดก็สามารถเนรมิตขึ้นมาได้เองตามปรารถนาทุกประการ จึงได้ชื่อว่า "นิมมานรดี" (ยินดีในการเนรมิต) ๖.ปรนิมมิตวสวัตดี คือ สวรรค์ชั้นที่ 6 อยู่สูงกว่านิมมานรดี แต่ต่ำกว่าพรหมภูมิ มีท้าววสวัตดีเป็นจอมเทพเพียงพระองค์เดียว สวรรค์ชั้นนี้มีจอมเทพสององค์คือ ท้าวปรนิมมิตวสวัตดีเทวราชและพญามาราธิราช หากว่าเทวดาในสวรรค์ชั้นนี้ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่ต้องเนรมิตขึ้นเอง แต่จะมีเทวดาองค์อื่นมาเนรมิตให้ จึงได้ชื่อว่า "ปรนิมมิต" (ผู้อื่นเนรมิต) เทวดา 3 1.สมมุติเทพ คือ คนที่มีสภาวะจิต เสพโลกียสุขได้สมใจ 2.อุปปัตติเทพ คือ คนที่มีสภาวะจิต เกิดความเป็นอาริยะ อย่างน้อยต้องพ้นสังโยชน์ 3 จึงเป็นอุปปัตติเทพ 3.วิสุทธิเทพ คือ คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ ขั้นอรหัตตผล เทวดา 3 1.สมมุติเทพ คือ เทวดาโดยสมมติ= พระราชา, พระเทวี, พระราชกุมาร 2.อุปปัติเทพ คือ เทวดาโดยกำเนิด = เทวดาในสวรรค์และพรหมทั้งหลาย 3.วิสุทธิเทพ คือ เทวดาโดยความบริสุทธิ์ = พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย วิชชา ๘ คือ วิชชาคือความรู้แจ้งในกิเลส ได้แก่ ๑. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริง ในเหตุที่มีความจริงเกิด รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) ๒. มโนมยิทธิญาณ (ความรู้แจ้งกิเลส ด้วยฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ ขึ้นมาได้) ๓. อิทธิวิธญาณ (ความรู้แจ้งกิเลส ด้วยวิธีอันเก่งวิเศษหลายอย่าง ในการที่จิต มีอานุภาพ เพราะปราศจาก กิเลสแล้ว) ๔. ทิพพโสตญาณ (ความรู้แจ้งด้วยหูทิพย์ แยกแยะกิเลสได้ สามารถแยกแยะ การได้ยิน สิ่งที่ละเอียด ลึกซึ้ง เช่น กิเลส ปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่า คนธรรมดา เขาจะรู้นัยยะได้) ๕. เจโตปริยญาณ (ความรู้แจ้งด้วยจิต กำหนดรู้กิเลสอื่น ๆ ได้ กำหนดรู้ ความแตกต่าง ในจิตขั้นอื่น ๆ ของตน ได้รอบถ้วน) ๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ความรู้แจ้งด้วยการระลึกถึง การเกิดกิเลสเก่า ก่อนมารู้อาริยสัจจะ จนหายโง่ จากอวิชชาต่าง ๆ ของกิเลสได้) ๗. จุตูปปาตญาณ (ความรู้แจ้งด้วยการรู้เห็น การเกิด -การดับของจิต ที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็น สัตว์เทวดา หรือ สัตว์อาริยะได้) ๘. อาสวักขยญาณ (ความรู้แจ้งด้วยการรู้ว่า อาสวะกิเลสของตน หมดสิ้นแล้ว) (พระไตรปิฎก เล่ม ๙ “สามัญญผลสูตร” ข้อ ๑๒๗-๑๓๘) วิชชา ๘ คือ ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ ๑. วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา, ญาณที่เป็นวิปัสสนา คือปัญญา ที่พิจารณา เห็นสังขาร คือนามรูป โดยไตรลักษณ์ มีต่างกันออกไป เป็นชั้นๆ ต่อเนื่องกัน) ๒. มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ, ฤทธิ์ทางใจ คือ นิรมิตกายอื่น ออกจากกายนี้ ดุจชักไส้ จากหญ้าปล้อง ชักดาบจากฝัก หรือชักงู ออกจากคราบ) ๓. อิทธวิธา หรือ อิทธิวิธิ (แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) ๔. ทิพพโสต (หูทิพย์) ๕. เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) ๖. ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) ๗. ทิพพจักษุ (ตาทิพย์) ๘. อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ) ข้อที่ ๒ โดยมากจัดเข้าในข้อที่ ๓ ด้วย ข้อที่ ๓ ถึง ๘ (๖ ข้อท้าย) ตรงกับ อภิญญา ๖ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ศีลของพระภิกษุ สมณะ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ศีลของพระภิกษุ สมณะ คือ ศีล 227 ข้อ หทยรูป คือ ที่ที่กิเลสเกิด คือ ใจ หทยรูป คือ รูปที่เป็นที่ตั้งอาศัยเกิดของจิตและเจตสิก แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง (๑) มังสหทยรูป ได้แก่ รูปหัวใจที่มีสัณฐานคล้ายดอกบัวตูมที่แกะกลีบ ออกมา แล้วเอาปลายห้อยลง ภายในนั้นเหมือนรังบวบขม (๒) วัตถุหทยรูป ได้แก่ รูปที่อาศัยเกิดอยู่ในมังสหทยรูป เป็นรูปที่เกิดจาก กรรม ที่ตั้งของหทยรูปนั้น ตั้งอยู่ในช่องที่มีลักษณะเหมือนบ่อ โตประมาณเท่าเมล็ด ดอกบุนนาค ในช่องนี้มี น้ำเลี้ยงหัวใจ หล่อเลี้ยงอยู่ประมาณ ๑ ซองมือ เป็นที่ อาศัยเกิดของจิตและเจตสิกที่ชื่อว่า มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ สถานที่ตรงนี้เอง ที่เรียกว่า หทยรูป หรือ วัตถุหทยรูป ภาวรูป 2 มี ๑.อิตถีภาวะคือ ภาวะจิตที่มีกิเลสมาปรุงแต่งร่วมด้วย ยังมีดิ้นดุ๊กดิ๊ก ทำให้เกิดภาวะเสื่อมเสียชำรุด เป็นภาวะที่ไม่ดียังมีความบกพร่องอยู่ ๒.ปุริสภาวะคือภาวะจิตที่ปราศจากกิเลส จิตเป็นหนึ่งปราศจากกิเลสที่เป็นเพื่อนสอง ภาวรูป 2 คือ ๑.อิตถีภาวรูป เป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วกาย ทำให้ปรากฏเป็นทรวดทรง สัณฐาน อาการ กิริยา ท่าทางของเพศหญิง ๒.ปุริสภาวรูป เป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วกาย ทำให้ปรากฏเป็นทรวดทรง สัณฐาน อาการ กิริยา ท่าทางของเพศชาย อภิญญา ๖ คือความรู้อันวิเศษยิ่ง ที่ทำให้กิเลสหมดไป ๑. อิทธิวิธี (ความเก่งหลายอย่าง ในการที่จิตมีอานุภาพ มีฤทธิ์สู้กิเลสได้) ๒. ทิพพโสต ( สามารถแยกแยะการได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง แยกแยะกิเลสได้ เช่น กิเลส ปะปนมา กับคำร่ำลือ กับเสียง ที่เกินกว่า คนธรรมดา เขาจะรู้นัยยะได้) ๓. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่น ๆ ของตนได้รอบถ้วน กำหนดรู้ว่า มีกิเลสอื่นใด บ้างหรือไม่ ) ๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (การย้อนระลึกถึง การเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อาริยสัจจะ จนหายโง่ จากอวิชชา) ๕. ทิพพจักขุ (ตาทิพย์มองทะลุกิเลสเห็นการเกิด-การดับของจิต ที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็น สัตว์เทวดา หรือ สัตว์อาริยะ) ๖. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้แจ้ง การหมดสิ้น อาสวะกิเลส ของตน) (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ “ทสุตธารสูตร” ข้อ ๔๓๑) อภิญญา ๖ (ความรู้ยิ่งยวด) ๑. อิทธิวิธา หรือ อิทธิวิธิ (ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) ๒. ทิพพโสต (ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์) ๓. เจโตปริยญาณ (ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้) ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติ (ญาณที่ทำให้ระลึกถึงชาติได้) ๕. ทิพพจักขุ (ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์) ๖. อาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป) หมายเหตุ ๕ ข้อแรกเป็นโลกียะ (โลกียอภิญญา) ข้อท้ายเป็นโลกุตตระ จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ประมวลธรรม วิโมกข์ ๘ คือสภาวะจิตหลุดพ้นจากกิเลส ๘ ขั้นตอน ๑. ผู้มีรูป (ผู้ได้รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ในภายใน (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน(อรูปสัญญี) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) – หมายถึง มีสัญญาใส่ใจในอรูป ๓. ผู้น้อมใจเห็นว่า กสิณเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ) - หมายถึง เป็นโชค อันดีงาม ที่ผู้นั้น โน้มไปเจริญ สู่การบรรลุ หลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น ๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะ (ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้) เพราะล่วงพ้น รูปสัญญา (กำหนดรู้รูป) ดับปฏิฆสัญญา (กำหนดรู้ การกระทบจิต) ไม่ต้องใส่ใจ ในนานัตตสัญญา (กำหนดรู้ อารมณ์ต่าง ๆ) (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) ๕. ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนะ (ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้) เพราะล่วงพ้น อากาสานัญจายตนะ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญาณัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) ๖. ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนะ (ด้วยมนสิการว่า อะไรน้อยหนึ่ง ก็ไม่มี) เพราะล่วงพ้น วิญญาณัญจายตนะ (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) ๗. ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (กำหนดรู้อยู่ก็ไม่ใช่ ไม่กำหนดรู้อยู่ก็ไม่ใช่ – หมายถึง จิตวิญญาณ ต้องพ้น สิ่งที่ไม่รู้ และไม่มีที่จะไม่รู้) เพราะล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ (สัพพโส อากิญจัญญายตนัง สมติกกัมมะ เนวสัญญานาสัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) ๘. ผู้บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ (กำหนดรู้แจ้งอารมณ์ว่า กิเลสดับสนิท พ้นอวิชชาสังโยชน์ เด็ดขาดแล้ว) เพราะล่วงพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ (สัพพโส เนวสัญญานาสัญญายตนัง สมติกกัมมะ สัญญาเวทยิตัง นิโรธัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๐ “มหานิทานสูตร” ข้อ ๖๖ และ เล่ม ๒๓ “วิโมกขสูตร” ข้อ ๑๖๓)
วิโมกข์ ๘ (ความหลุดพ้น, ภาวะที่จิตปลอดพ้น จากสิ่งรบกวน และน้อมดิ่งเข้าไป ในอารมณ์นั้น ๆ อย่างปล่อยตัว เต็มที่ ซึ่งเป็นไป ในขั้นตอนต่าง ๆ) ๑. ผู้มีรูป มองเห็นรูปทั้งหลาย (ได้แก่ รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณ ที่กำหนดวัตถุ ในกายของตน เช่น สีผม) ๒. ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก (ได้แก่ รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณ กำหนดอารมณ์ภายนอก) ๓. ผู้น้อมใจดิ่งไปว่า "งาม" (ได้แก่ ฌานของผู้เจริญ วรรณกสิณ กำหนดสีที่งาม หรือ เจริญ อัปปมัญญา) ๔. เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญา โดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญา ดับไป เพราะไม่ใส่ใจ นานัตตสัญญา จึงเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ โดยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ๕. เพราะล่วงเสีย ซึ่งอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะ โดยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ ๖. เพราะล่วงเสีย ซึ่งวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ โดยมนสิการว่า ไม่มีอะไรเลย ๗. เพราะล่วงเสีย ซึ่งอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญา ยตนะอยู่ ๘. เพราะล่วงเสีย ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ วิการรูป 3 ๑.ลหุตารูป เป็นภาวะที่หมายถึงความเบา แต่มีฤทธิ์แรงมาก ท่านทำด้วยการประมาณให้เบาที่สุด แต่จะมีฤทธิ์แรง หรือมุทุแปลว่าอ่อน ภาษาอ่อนไม่ใช่อ่อนแอ แต่นิ่มนวล สุภาพเรียบร้อย มีพลังสูงมาก ไม่ใช่อ่อนแอ แต่มีประสิทธิภาพสูง นี่คือสภาพปฏิโสตัง ปฏินิสรณะ หรือปฏินิสสัคคะ เป็น dialectic เบาเป็นแรง แรงเป็นเบา ๒.มุทุตารูป เป็นภาวะจิต ที่คือตัวธาตุยอดสุด ทั้งปฏิภาณปัญญา ตัวเจโตก็เร็วไว แข็งแรง ปรับได้ง่าย ปัญญาก็ไวเร็ว ๓.กัมมัญญตารูป เป็นภาวะจิตที่ควรแก่การงาน เพราะคุณสมบัติ ที่มีปัญญารู้ จิตและปัญญาทำได้เร็ว แล้วทำได้ออกมา จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีเสียหาย มีแต่สิ่งที่เหมาะควร เป็นการงาน เป็นการกระทำที่ดีตลอด วิการรูป 3 ๑.ลหุตารูป เป็นภาวะที่เบา ไม่หนักของรูป ดังเช่น อาการของคนไม่มีโรค ๒.มุทุตารูป เป็นภาวะที่อ่อน ไม่กระด้างของรูป ดังเช่น หนังที่ขยำไว้ดีแล้ว ๓.กัมมัญญตารูป เป็นภาวะที่ควรแก่การงานของรูป ดังเช่น ทองคำที่หลอมไว้ดีแล้ว อวดอุตริมนุสธรรม คือ การบอก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive