600829_รวม 100 เรื่องที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สอนต่างจากกระแสหลัก(เรียงอักษรเพื่อพริ้นท์).xlsx

โฟลเดอร์ธรรมะพ่อครูที่รวมและจัดเป็นเรื่องๆ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.spreadsheetml.sheet)
ขนาดไฟล์89 KB
วันที่แก้ไข24 เมษายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

600829_รวม 100 เรื่องที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สอนแตกต่างจากกระแสหลัก "ต่างคิด ต่างสิทธิ์" พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พุทธศาสนากระแสหลัก แหล่งที่มา กรรมพันธุ์ คือ คนมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, เราเป็นพันธุ์เทพ,พันธุ์มาร,ก็อยู่ที่กรรมที่เราทำ ถ่ายทอดหรือแบ่งให้คนอื่นไม่ได้ เป็นของๆตนเท่านั้น กรรมพันธุ์ คือการที่สิ่งมีชีวิตถ่ายทอดลักษณะ (trait) จากรุ่นบรรพบุรุษหรือรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูก กระดูกเป็นพระธาตุ ไม่ใช่เครื่องยืนยันความเป็นพระอรหันต์ กระดูกเป็นพระธาตุ เป็นเครื่องยืนยันความเป็นพระอรหันต์ กรุณา คือ การลงมือช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ กรุณา คือ ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์, ความหวั่นใจ เมื่อเห็นผู้อื่นมีทุกข์ คิดหาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ของเขา กัมมัฏฐาน คือ ที่ตั้งแห่งการปฏิบัติธรรม คือ เวทนา เป็นกรรมฐานหลักกรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ และต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงจะเกิดเวทนาได้ กัมมัฏฐาน คือ ที่ตั้งแห่งการงาน, อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ, อุบายทางใจ,วิธีฝึกอบรมจิต มี ๒ ประเภท คือสมถกัมมัฏฐาน อุบายสงบใจ ๑วิปัสสนากัมมัฏฐาน อุบายเรืองปัญญา ๑ กายคตาสติ คือ การมีสติ พิจารณา กาย คือ รูปกับนาม ธรรมะสองที่เกิดขึ้น แล้วทำให้เป็นธรรมะหนึ่ง คือการทำเวทนาสองให้เป็นเวทนาหนึ่ง ทำเวทนาเก๊ให้หมดไปเหลือแต่เวทนาแท้ กายคตาสติ คือ คือการใช้สติไปรู้อวัยวะในร่างกายของตน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นของไม่งาม ปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น พิจารณาไปจนเห็นความจริง จิตยอมรับความจริงได้ เกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดยินดีในกาย ไม่ยึดมั่นถือมั่นกายต่อไป กาย คือ ธรรมะสอง คือรูปกับนาม ที่ทำปฏิกิริยาร่วมกัน คือ ปสาทรูปทำงานร่วมกันกับโคจรรูป กายคือ จิต มโน วิญญาณ (ล.16 ข้อ

อ่านต่อ

230) กาย คือ กอง, หมวดหมู่, ที่รวม, ชุมนุม เช่น สัตวกาย (มวลสัตว์) พลกาย (กองกำลังทหาร) รถกาย (กองทหารรถ) ธรรมกาย (ที่รวมหรือที่ชุมนุมแห่งธรรม) กายวิเวก คือ ธรรมะสองคือรูปกับนาม สงบสงัดจากกิเลส ไม่ได้หมายถึงร่างกายนี้นิ่งสงบหรือไปอยู่ในที่ๆสงบจากเสียงอึกทึกวุ่นวาย กายวิเวก คือ ความสงบสงัดทางกายนั้น ก็หมายถึงจะต้องปลีกกายออกไปสู่ที่สงบสงัด ดังเช่นที่ตรัสสอนเอาไว้ในต้นสติปัฏฐาน ว่าไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือว่าเรือนว่าง แม้ว่าการมาสู่สถานที่นี้ อันเป็นที่ที่จัดไว้สำหรับปฏิบัติทางกรรมฐาน อันเป็นที่วิเวกคือสงบสงัด ก็ชื่อว่าเป็นการปลีกมาสู่ที่สงบสงัดได้ กายสังขาร คือ คือปรุงแต่งภายในกับภายนอก ปสาทรูปทำงานกับโคจรรูป ก็มาทำงานร่วมกันปรุงแต่งกันที่จิต เป็นการปรุงแต่งองค์ประชุมของรูปนาม เน้นที่ภายนอกทางทวาร 5 ร่วมกับภายในคือจิต คือการปรุงแต่งความเป็นวัตถุกับจิต กายสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งกายทุจจริต และกายสุจริตให้เป็นผล สำเร็จลง สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือ ลมหายใจเข้าออก กายสังขารรำงับ คือ การทำองค์รวมวัตถุกับจิต ไม่ให้มีกิเลสมาร่วมปรุงแต่ง ทำอย่างลืมตามีผัสสะทางทวารทั้ง 5 ที่ร่วมกับ จิต ไม่ให้มีกิเลสมาปรุงแต่งร่วมด้วย กายสังขารรำงับ คือ การนั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วเอาสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกที่เป็นไปด้วยความยาวบ้างความสั้นบ้างนั้น ลมหายใจทั้งหลายเหล่านั้นถูกกระทำให้รำงับไปถึงความสงบไปได้ เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติกำหนดรู้ลมหายใจทั้งหลาย ไม่ว่าจะยาวบ้างหรือสั้นบ้าง เนื่องจากการปรุงแต่งทางกาย(ลม)ที่มีอยู่ของผู้ปฏิบัตนั้น เมื่อเป็นผู้กำหนดรู้รอบด้วยสติเป็นอย่างดีต่อลมหายใจทั้งหลายเหล่านั้น ความปรุงแต่งลมหายใจเพื่อที่จะให้ยาวบ้างหรือสั้นบ้างนั้นจะถึงความสิ้นไป เหลือแต่เพียงลมหายใจที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ กว้างขึ้นและบางเบาถึงความประณีตได้ในที่สุด การค้าขายที่เอากำไรเกินทุนนั้นยังเป็นบาป ยิ่งคิดกำไรมากเท่าไหร่ก็บาปมากขึ้นเท่านั้น การค้าขายเอากำไร คือถ้าค้าขายเอากำไรพอเหมาะพอควรก็ไม่บาป และถ้าอยากจะรวยเป็นพิเศษอยากจะโก่งราคาให้สูงๆ ก็มีทั้งที่บาปและไม่บาป ถ้าไปค้าขาย ไปโก่งราคา ไปกักตุนส่ิงที่เป็นความจำเป็นในการยังชีพ ส่ิงนั้น บาป อย่าทำ การจุดธูปเทียนบูชาไฟ ในศาสนาพุทธถือเป็นเรื่องผิดมหาศีล ซึ่งเป็นศีลธรรมนูญของศาสนาพุทธ ชาวพุทธ ทั้งพระ สมณะ ฆราวาส ไม่ทำกัน การจุดธูปเทียนบูชาไฟ ทำได้ในศาสนาพุทธ ไม่ถือเป็นเรื่องที่ผิดอะไร และกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีต้องทำ ในแทบทุกวัดไปแล้ว การนั่งหลับตาปฏิบัตินั้นมีแต่ปฏิบัติกับสัญญา ไม่เกิดปัญญา การนั่งหลับตาปฏิบัติสมาธิ เมื่อทำได้ถึงขีด ก็จะทำให้เกิดปัญญาโผล่มาเองได้ การบวชหรือการเข้าสู่สถานะนักบวชอโศกนั้น มีขั้นตอนและระยะเวลา ทดสอบความพร้อม คือต้องมีการกลั่นกรองว่า ผู้บวชมีความตั้งใจจริง มีศักยภาพของความเป็น ผู้สละบ้านเรือน เข้าสู่ชีวิตนักบวชได้ มีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ และมิได้อาศัยความเป็นนักบวช เพื่อหลบหนี ปัญหาส่วนตัวบางประการ ผู้บวชจึงต้องเป็นผู้ที่ตั้งใจจริง ที่จะใช้ชีวิตนักบวช ตามพระธรรมวินัย และปฏิบัติตน ได้เหมาะสมกับฐานะ พุทธทายาท และพุทธสาวก การบวชหรือการเข้าสู่สถานะความเป็นพระของสงฆ์ทางมหาเถรสมาคมนั้นไม่ได้มีการกลั่นกรองมากมายนัก การเมืองกับธรรมะเป็นเรื่องเดียวกัน สงฆ์ชาวอโศกมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่นไปประท้วงทางการเมือง ก็เป็นกิจที่ควรกระทำเมื่อมีความจำเป็น การเมืองแยกกันกับธรรมะ พระภิกษุสงฆ์ไม่ควรไปประท้วงทางการเมือง ถ้าจะมีพระสงฆ์เข้าร่วมชุมนุมจริง ก็เป็นเรื่องไม่สมควร เพราะบทบาทของพระสงฆ์ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่แล้ว สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญเว็บไซด์ไทยรัฐ อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/70069 การรดน้ำมนต์ ถือเป็นสิญจนยัญ ซึ่งในศาสนาพุทธถือเป็นเรื่องผิดมหาศีล ซึ่งเป็นศีลธรรมนูญของศาสนาพุทธ ชาวพุทธ ทั้งพระ สมณะ ฆราวาส ไม่ทำกัน การรดน้ำมนต์ สามารถทำได้ในวัดทั่วไปส่วนใหญ่ในเมืองไทย ไม่ถือเป็นการผิดอะไร การรู้จิต รู้ได้ด้วย การมีผัสสะจึงเกิดเวทนา แล้วมีเวทนาเป็นกรรมฐาน การรู้จิต โดยการใช้สติ รู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในจิต ก็จะเห็นเลยว่า จิตที่รู้สึกตัว ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตที่เป็นอกุศลนั้น เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไหลไปซึ่งเป็นจิตอกุศล เกิดแล้วก็ดับ มีแต่เกิดแล้วก็ดับ การเลี้ยงสัตว์ วัดหรือพุทธสถานหรือชุมชนชาวอโศกไม่เลี้ยงสัตว์ เพราะว่า จะเป็นการทำผิดมหาศีลได้ การเลี้ยงสัตว์ วัดของศาสนาพุทธในเมืองไทย เลี้ยงสัตว์กันเป็นปกติ เช่น เลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมว บางวัดเลี้ยงเสือด้วย การสวดมนต์ การสวดบทมนต์หรือธรรมบทของพระพุทธเจ้า พร้อมกันตั้งแต่สองรูปขึ้นไปต่อหน้าสาธารณชน ต่อหน้าฆราวาส เป็นอาบัติปาจิตตีย์ แต่สวดคนเดียวไม่อาบัติ การสวดมนต์มีสองแบบคือ สังคีติ กับสังคายนา การสวดมนต์ ทำได้โดยอิสระ จะสวดกี่รูปพร้อมกันต่อให้ฆราวาสก็ได้ สวดแล้วทำให้เกิดฤทธิ์เดชอะไรได้ สวดแล้วจิตใจจะได้สงบ สวดแล้วทำให้หายป่วยได้ ฯลฯ โกนคิ้ว สมณะชาวอโศกไม่โกนคิ้ว เพราะ ทำตามธรรมวินัยพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้โกนหนวดและผม สองอย่าง นอกนั้นใครโกนขนอื่นๆก็อาบัติ โกนขนหน้าแข้งก็อาบัติ โกนคิ้ว เหตุผลที่พระไทยต้องโกนคิ้ว ไม่มีหลักฐานยืนยัน มีแต่เรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ในสมัยอยุธยาที่ไทยรบกับพม่า พม่าส่งทหารปลอมตัวเป็นพระ ลอบเข้ามาสืบข่าวในพระนคร พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้พระไทยโกนคิ้วทิ้ง พระที่ไม่ได้โกนคิ้วก็แสดงว่าเป็นพวกพม่า จับไปสอบสวนได้ทันที หลังจากนั้นมาพระไทยก็โกนคิ้วมาตลอด

อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระวัดหนึ่งเห็นผู้หญิงเดินผ่านก็ยักคิ้วให้ ความทราบถึงสังฆราชเจ้า จึงออกเป็นคำสั่งแต่นั้นมาให้พระสงฆ์ไทยโกนคิ้ว จะได้ไม่ต้องยักคิ้วหลิ่วตาให้ผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม เรื่องการโกนคิ้วไม่ปรากฏในพระวินัย จะโกนหรือไม่โกนก็ได้ มีแต่คณะสงฆ์ไทยเท่านั้นที่โกนคิ้ว ถือเป็นวัตรปฏิบัติที่สืบต่อกันมา

พระสงฆ์ในประเทศอื่น ๆ ไม่ได้โกนคิ้ว และยืนยันว่าควรจะไว้คิ้ว เพราะคิ้วเป็นเครื่องป้องกันมิให้เหงื่อไคลไหลเข้าตา ความเป็นกลาง คือ การเข้าข้างฝ่ายดีฝ่ายที่ถูกต้อง อย่างไม่มีอคติ 4 ความเป็นกลาง คือ การไม่เข้าข้างฝ่ายใด จิตว่าง คือ จิตว่างจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน จิตว่างจากกิเลสนั้นต้องทำตามลำดับอย่างที่ต้องพ้นจากอบาย และต่อมาโลกกาม โลกธรรม แล้วกระทบแล้วมีจิตเจตสิกอย่างไร มีเวทนาในเวทนาอย่างไร มีกิเลสในนั้นทำกิเลสหมดก็ไม่ทุกข์ไม่สุข ต้องรู้รูปนามด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วจับกิเลสเจตสิกตัวแท้ให้ได้ แล้วจัดการปหานกิเลสให้ดับไปหรือหมดไปอย่างถาวร อย่าไปดับจิตทั้งหมด ธาตุรู้มี 100 มีกิเลส100ก็เอากิเลสออกได้ 1 จิตว่างก็เป็น 99 แล้วจัดการกิเลสได้อีก 1 ก็มีจิตว่างอีก 98 แล้วทำกิเลสออกอีก 1 จิตก็ว่างอีก 97 จิตยิ่งว่างยิ่งมุทุ แคล่วคล่องว่องไว จิตยิ่งดี ยิ่งใสสะอาด ทำงานได้ดียิ่ง ทำกิเลสออกได้100 ก็เป็นจิตว่างสมบูรณ์แบบ เป็นจิตที่แคล่วคล่อง มีคุณสมบัติ โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) จิตว่าง คำว่า จิตว่างในที่นี้ คือ “จิตว่างจากความยึดมั่นว่า ตัวกูว่าของกู” จิตจะคิดอะไรก็ได้ นึกอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ขอแต่มันว่างจากความมั่นหมายเป็นตัวกู-ของกู ก็เรียกว่า “จิตว่าง” มูลเหตุดั้งเดิมของมันมีอยู่ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า “จงเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง” หรือสุญโญนั้นคือว่าง ว่างจากอะไร ท่านได้ตรัสว่า “อัตเตนะ วา อัตตะนีเยนะ วา สุญโญ โลโก-โลกว่างจากตัวตน ว่างจากของตน” ท่านย้ำ ท่านสอน ท่านขอร้องหรือปลอบโยนอะไรก็ตามเถอะว่า เธอจงมองดูโลกโดยความเป็นของว่าง มันว่างจากความหมายแห่งตัวตน ว่างจากความหมายแห่งของตน พอจิตมันเห็นว่างจากตัวตน ว่างจากของตนในสิ่งทั้งปวง อย่างนี้แล้ว จิตมันก็ไม่รู้จะไปหยิบไปฉวยอะไรเอามายึดถือเป็นตัวตนของตน จิตที่ไม่ได้ฉวยเอาอะไรมาเป็นตัวตนนี้เราเรียกว่าจิตมันว่าง ถ้าจิตมันไปกำ ไปกุม ไปจับเอาอะไรมาเป็นตัวตนของตนแล้ว จิตมันก็ไม่ว่าง เพราะว่าจิตมันติดอยู่กับสิ่งที่มันจับฉวยยึดถือ ฉะนั้น คำว่าจิตว่างนี้เป็นคำที่ถอดรูปมาจากพระพุทธวจนะหลายๆ ข้อ เช่นว่า “เธอจงเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง โลกว่างจากตัวตน ว่างจากของตน”เมื่อจิตมันเห็นโลกว่างจากตัวตน ว่างจากของตนแล้ว มันก็ไม่อาจจะจับฉวย ยึดถืออะไรโดยอัตโนมัติขึ้นมาเอง อย่างนี้แหละอาตมาเรียกว่า “จิตว่าง” จิตสังขาร คือ การปรุงแต่งเฉพาะจิตใจ จิตสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งมโนทุจจริต และมโนสุจริตให้เป็น ผลสำเร็จลง สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญา และเวทนา เจโตปริยญาณ คือ ญาณหยั่งรู้กิเลสในจิตตนเอง ว่ามีหรือไม่ มีแบบไหน และลดกิเลสได้หรือไม่อย่างไรจนถึงวิมุติ มี เจโตปริยญาณ 16 ขั้นตอน เจโตปริยญาณ คือ ปรีชากำหนดรู้ในผู้อื่นได้, รู้ใจผู้อื่นอ่านความคิดของเขาได้ เช่น รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ใจเขาเศร้าหมองหรือผ่องใส เป็นต้น ชาวพุทธ มีปกติ ไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะรักษาศีลข้อที่ 1 ให้บริสุทธิ์ และพระพุทธเจ้าห้ามการค้าขายเนื้อสัตว์ ชาวพุทธ กินเนื้อสัตว์ได้ ถ้าไม่ได้ฆ่าเอง ไปซื้อมากินก็ได้ ไม่ถือว่าผิดศีลอะไร ฌาน คือ การเพ่งเผากิเลส ฌานเป็นพลังงานไฟวิเศษที่มีพลังไปสลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ เกิดในขณะลืมตามีผัสสะเป็นปัจจัย ที่กำลังปฏิบัตินั่นเลย ฌาน คือ การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่ เป็นอัปปนาสมาธิ, ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก ฌาน มาก่อน สมาธิ สมาธิ มาก่อน ฌาน เดรัจฉาน คือ ภาวะจิตที่เป็นความไม่รู้ ความโง่ เป็นภาวะจิตที่ขวางทางนิพพาน เดรัจฉาน มาจากภาษาบาลี ติรจฺฉาน แปลว่า ผู้ไปโดยส่วนขวาง (มีร่างกายขนานไปกับพื้นโลก) หรือผู้ไปขวางจากมรรคผล (บรรลุนิพพานไม่ได้) ตถตา คือ จิตเกิดเป็นเช่นนั้นเอง ได้เองอย่างปกติมี อัตโนมัติแล้ว หรือได้สัจธรรมความว่างจากกิเลสแล้วเป็นเช่นนั้นเอง ในตัวแล้ว จนเกิดบารมีในตนจริงอย่างไม่แปรเป็นอื่น ตถตา คือ เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนั้นเอง การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นเช่นนั้นเอง หรือจะแยกออกไปเป็นว่า มันปรุงแต่งกันออกไปเป็นสายยาว เป็นปฏิจจสมุปบาท กระทั่งว่ามีอายตนะ มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน มีทุกข์ มันก็คือเช่นนั้นเอง ที่ต้องทุกข์ก็เพราะว่าเป็นเช่นนั้นเองอย่างนั้น ขณะใดไม่ต้องทุกข์ เพราะว่า มันเป็นเช่นนั้นเองอย่างนั้น ฉะนั้น เรามีเช่นนั้นเองไว้เป็นเครื่องดับทุกข์เถอะ อะไรเกิดขึ้นมาก็เห็นเป็นเช่นนั้นเองไว้ก่อน แล้วก็จะไม่รัก จะไม่เกลียด จะไม่โกรธ จะไม่กลัว ไม่วิตกกังวลอะไรหมด เพราะมันเช่นนั้นเอง ติรัจฉานกถา คือ กล่าวเรื่องใดๆก็ตามที่ไม่ได้พาให้พ้นทุกข์ หรือไม่ได้พาไปสู่นิพพาน ติรัจฉานกถา คือ กล่าวเรื่องที่เป็นเรื่องโลกๆ ตามทีระบุเขียนไว้ในพระไตรปิฎก เช่นพูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน... เป็นต้น ไตรลักษณ์ คือ ลักษณะสาม คือ ๑.ปฏิบัติจนกิเลสไม่เที่ยงในทิศทางลดลง(อนิจจัง) ๒.เห็นทุกข์อันมีเหตุคือกิเลส(ทุกขัง) และ ๓.ปฏิบัติจนกิเลสหมดไปไม่มีตัวตนได้(อนัตตา) ไตรลักษณ์ ลักษณะสาม อาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่ ๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ ๓. อนัตตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตน ทวีปทั้ง 4 คือ 1.ชมพูทวีป 2.บุพวิเทหทวีป 3.อปรโคยาน 4.อุตรกุรุปทวีป -ชมพูทวีป คือ แดนในจิตของคนเราที่มี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส หรือเป็น แดน พื้นที่ของคนมีพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า แดนไหนมีคนเป็นเช่นนั้นเป็นมวล มีผู้บรรลุอาริยธรรมของพุทธเป็นปึกแผ่นอยู่ ที่ไหนที่นั่นคือแดนชมพูทวีป -มนุษย์อุตรกุรุทวีปคือมนุษย์ที่มี ไม่มีกิเลสในจิต(อมโม) อปริคโห(ไม่หวงแหน) นิยตายุโก(ผู้อมตบุคคล) คือจิตวิญญาณที่พ้นจากดาวดึงส์ มนุษย์อุตรกุรุทวีป คือผู้ได้โลกุตรธรรม แต่ไม่มีกาย มีแต่จิตวิญญาณ ไม่สูงส่งได้เท่ามนุษย์ชมพูทวีป -สภาพบุพวิเทหทวีปคือ อดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว -สภาพอปรโคยานคือ สภาพอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทวีปทั้ง 4 คือ 1.ชมพูทวีป 2.บุพวิเทหทวีป 3.อปรโคยาน 4.อุตรกุรุปทวีปหมายถึงสถานที่จริง มีมนุษย์ต่างดาวหรือมนุษย์ที่อยู่ในทวีปที่เหลืออีก 3 ทวีป คือ อุตตรกุรทวีป ปุพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป ส่วนโลกที่เราอยู่นี้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ชมพูทวีป คำว่าทวีปตามหลักพุทธศาสนานั้น ไม่ได้หมายถึงทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป หรือทวีปเอเชีย ตามที่พวกเราเข้าใจ ทอดกฐิน คือใครมีผ้าก็เอามาทอด เป็นชุดไตรจีวรให้พระได้ใส่ ถ้าไม่มีก็เอามารวมกัน เป็นกฐินสามัคคี ออกเงินมาซื้อ ไตรจีวรได้ชุดหนึ่งหรือได้หลายชุดก็เอาไปถวายพระ แค่นั้นไม่เกี่ยวกับเงินทองอะไรเลย เป็นประเพณีที่จะทำให้เกิดสงเคราะห์ศาสนาช่วยเหลือพระภิกษุไว้ เท่านั้นเอง กฐินไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทอง ถ้ากฐินเรื่องเกี่ยวกับเงินทองมุ่งจะทำยอดให้เงินมากๆ พระจะได้มีเงินเอาไว้ใช้ ก็เลยเกิดเรื่องทุกวันนี้ เรื่องเงินทอนวัด เป็นการใช้เงินผิดประเภทไม่เป็นประโยชน์ต่อศาสนา เอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว เป็นเรื่องทุจริตซับซ้อน ก็เป็นบาป ทอดกฐิน กลายเป็นประเพณี เรี่ยไรเงินทอง เพื่อไปบริจาคให้วัด เรียกว่า ทำบุญกฐินเป็นกองๆ กองละกี่บาทก็ว่าไป ทาน คือ การให้อย่างไม่มีแม้ธุลีละอองของความเอา คือการให้อย่างไม่มีหวัง(สาเปกโข) ทานเพื่อให้จิตใจชำระกิเลส โลภ โกรธ หลง การทำทาน โดยไม่หวังอะไรตอบแทนเลย ให้ทานเพื่อล้างภพชาติ จะมีผลมาก มีอานิงส์มาก ได้เข้าถึงจิตของความเป็นพรหมไม่ต้องวนเวียนกลับมาเกิดความสุขความทุกข์อีกได้ ทาน หมายถึง การให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลตอบแทน เมื่อเราให้ทาน แม้จะไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทนก็ตาม แต่ก็จะมีบุญเกิดขึ้น และบุญนั้นจะช่วยออกแบบชีวิตของเราให้สมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ ถ้าใครปราศจากทานบารมี เกิดมาก็จะยากจน สร้างบารมีได้ไม่สะดวก เพราะมัวแต่กังวลเรื่องการทำมาหากิน “ทาน” จึงเป็นพื้นทานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้า ทาน เป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 10_การทำทานจึงเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง คำว่า “ทาน” นี้โดยทั่วไปมักเข้าใจสับสนกับคำว่า “บุญ” เนื่องจากเรามักจะเรียกการถวายของแด่พระภิกษุว่า “ทำบุญ” แต่เมื่อให้ของแก่คนยากจน หรือคนที่ด้อยกว่าตน มักเรียกว่า “ทำทาน” แต่จริงๆ แล้ว การให้นั้นไม่ว่าจะให้แก่ใครก็ตามถือว่าเป็นทานทั้งสิ้น และได้บุญทั้งนั้น เทวดา 3 1.สมมุติเทพ คือ คนที่มีสภาวะจิต เสพโลกียสุขได้สมใจ 2.อุปปัตติเทพ คือ คนที่มีสภาวะจิต เกิดความเป็นอาริยะ อย่างน้อยต้องพ้นสังโยชน์ 3 จึงเป็นอุปปัตติเทพ 3.วิสุทธิเทพ คือ คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ ขั้นอรหัตตผล เทวดา 3 1.สมมุติเทพ คือ เทวดาโดยสมมติ= พระราชา, พระเทวี, พระราชกุมาร 2.อุปปัติเทพ คือ เทวดาโดยกำเนิด = เทวดาในสวรรค์และพรหมทั้งหลาย 3.วิสุทธิเทพ คือ เทวดาโดยความบริสุทธิ์ = พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ธรรมะ คือ ธรรม, ภาวะเหนือธรรมชาติ, มิใช่อธรรม ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ท่านพุทธทาส และอื่นๆ ธุดงค์ คือ องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส (มาจากธูตะ ใน วรรณะ 9 ล.1 ข้อ 20) ธุดงค์ ในประเทศไทยถูกใช้ในความหมายว่าเป็นการเดินจาริกของพระสงฆ์ไปยังที่ต่าง ๆ หรือเรียกว่า การเดินธุดงค์ นรก คือ อาการจิตที่มีความทุกข์เร่าร้อนทุรนทุราย นรก คือ ดินแดนหนึ่งซึ่งตามศาสนาพุทธเชื่อกันว่าผู้ทำบาปจะต้องไปเกิดและถูกลงโทษตามคำพิพากษาของมัจจุราช มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น นิรยะ ยมโลก มฤตยูโลก ฯลฯ นาม-รูป การรู้ นาม-รูป รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส โดยใช้ญาณปัญญาไปรู้ ส่วน รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ , นาม คือ ตัวรู้ โดยเฉพาะรู้ กิเลสในจิตให้ได้ แล้วทำการปหานกิเลส กิเลสแม้เป็นนามธรรม แต่ถูกรู้ได้ด้วยญาณปัญญาของเราที่ได้ฝึกฝนมา กิเลสเมื่อถูกรู้ ก็เป็น นามรูป นาม-รูป การรู้ นาม-รูป รู้ได้ด้วย การนั่งสมาธิ การดูลมหายใจเข้าออกหรืออานาปานสติ การทำสติปัฏฐาน 4 , ให้มีสติรู้รูปรู้นาม รู้ตามความเป็นจริง คือไม่เข้าไปแทรกแซงนะ มันเป็นยังไงรู้ว่าเป็นอย่างนั้น มีสติรู้กายรู้ใจรู้รูปรู้นามตามความเป็นจริง รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ถ้าทำได้อย่างนี้นะปัญญาจะเกิด มันจะเห็นความจริงของรูปของนามได้ บุญ คือ การชำระจิตสันดานให้หมดจด บุญ มีหน้าที่เดียวคือชำระกิเลส ไม่มีการสั่งสมบุญ บุญประหารกิเลสเสร็จบุญก็หมดไปด้วยเป็นส่วนๆเรียกว่า ส่วนแห่งบุญ ทำบุญจนหมดกิเลสได้ ก็เป็นคนหมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริขีโณ คือพระอรหันต์ บุญ คือ เครื่องชำระสันดาน, ความดี, กุศล, ความสุข, ความประพฤติชอบทางกายวาจาและใจ, กุศลธรรม ปฏิบัติธรรมกับชาวอโศกกับพ่อครูสอนให้มาจน เป็นคนจนมหัศจรรย์ที่ไม่เป็นหนี้ พึ่งพาตนเองรอด ทำให้มากให้เกินกินเกินใช้ มีส่วนเหลือเอาออกไปสะพัดช่วยเหลือสังคม ไม่กักตุนสะสม ปฏิบัติธรรมกับแทบทุกวัดในประเทศไทย สอนให้รวยได้ ถ้าทำอย่างสุจริต วัดทั่วไปสอนให้คนรวย ไม่เป็นภาระแก่ใคร ความรวย (Wealth) ไม่ใช่บาปเคราะห์ แต่ก็เป็นสิ่งน่าละอายที่จะตายอย่างมั่งคั่งโดยไม่รู้จักแบ่งปันให้ทานแก่บุคคลอื่น ปริญญา ๓ ปริญญา คือ การกำหนดรู้กิเลสรอบถ้วน (แยกแยะด้วย ธัมมวิจัย สัมโพชฌงค์) ๓ อย่าง ๑. ญาตปริญญา (กำหนดรู้ตัวกิเลสเมื่อผัสสะ) ๒. ตีรณปริญญา (กำหนดรู้แยกแยะพิจารณากิเลส) ๓. ปหานปริญญา (กำหนดรู้การลดละเลิกกิเลส) (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๙ “คุหัฏฐกสุตตนิเทส” ข้อ ๖๒) ปริญญา ๓ ๑.ญาตปริญญา กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว, กำหนดรู้ขั้นรู้จัก, กำหนดรู้ ตามสภาวลักษณะ คือ ทำความรู้จัก จำเพาะตัว ของสิ่งนั้นโดยตรง พอให้ชื่อว่า ได้เป็นอันรู้จัก สิ่งนั้นแล้ว เช่นว่ารู้ นี้คือเวทนา เวทนาคือ สิ่งที่มีลักษณะ เสวยอารมณ์ ดังนี้ เป็นต้น ๒. ตีรณปริญญา กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา, กำหนดรู้ขั้นพิจารณา, กำหนดรู้โดย สามัญลักษณะ คือ ทำความรู้จักสิ่งนั้น พิจารณาเห็น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เช่นว่า เวทนาไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไป เป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ดังนี้เป็นต้น ๓. ปหานปริญญา กำหนดรู้ด้วยการละ, กำหนดรู้ถึงขั้นละได้, กำหนดรู้โดยตัดทาง มิให้ฉันทราคะ เกิดมี ในสิ่งนั้น คือรู้ว่า สิ่งนั้นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว ละนิจจสัญญา เป็นต้น ในสิ่งนั้น เสียได้ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ปัญญา ๓ การเกิดปัญญา (ความรู้) มี ๓ อย่างคือ ๑. จินตามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จ ด้วยการคิดทบทวน) ๒. สุตมยปัญญา (ปัญญาสำเร็จ ด้วยการฟังบัณฑิต) ๓. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จ ด้วยการกระทำ อบรมจิต จนรู้แจ้งเห็นจริง ในผลการปฏิบัติ ที่ละได้ของตน) (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๑ “สังคีติสูตร” ข้อ ๒๒๘) ปัญญา ๓ ๑. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การคิดการพิจารณา หาเหตุผล ๒. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การสดับ การเล่าเรียน ๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ ปัญญา เป็นพลังงานไฟชำระกิเลส ต้องเกิดจากการปฏิบัติ องค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ ปัญญา การเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ของรูปของนาม เกิดได้ด้วย การนั่งสมาธิ ให้จิตตั้งมั่น ปัญญาที่แท้จริงนะคือ การเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ของรูปของนาม เห็นมั้ยว่ามันมี Technical Term นะ ไม่ใช่ปัญญาธรรมดาๆ แต่เป็นปัญญาชั้นสูง เป็นวิปัสสนาปัญญา ปัญญาที่รู้ความเป็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของกายของใจ ของรูปของนาม ทำอย่างไรปัญญาจะเกิด เมื่อตะกี้นี้หลวงพ่อพูดแล้วนะ ทำอย่างไรสติจะเกิด หัดดูสภาวะแล้วสติจะเกิด พอจิตจำสภาวะได้แม่น แล้วสภาวะที่จิตจำได้แล้วเกิดขึ้น สติจะเกิดเองโดยไม่ได้จงใจให้เกิด แล้วนี่อะไรทำให้เกิดปัญญา ตัวสมาธินั่นแหละทำให้เกิดปัญญา ปัญญาวิมุต ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา คือ ท่านที่ปฏิบัติแบบสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตั้งแต่ต้นเป็นสายธรรมานุสารี แต่สิ้นอาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ปัญญาวิมุต ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา คือ ท่านที่มิได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่สิ้นอาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้ปัญญาวิมุตติก็สำเร็จเลยทีเดียว ปุญญาภิสังขาร คือ การทำใจในใจ มนสิการ คือทำใจในใจให้ ชำระกิเลส กิเลสละหน่ายคลาย คือการปรุงแต่งจิต โดยมีความรู้ความสามารถ เกิดบุญทำให้กิเลสลดได้ ปุญญาภิสังขาร คือ อภิสังขารที่เป็นบุญ, สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร เปรต คือ จิตวิญญาณที่มีอาการลักษณะของสัตว์ชั้นต่ำ ไม่ใช่สัตว์ทางร่างกาย ไม่มีรูปร่างหัวหางไม่มีเส้นแสงสีเสียงอะไรหรอก เป็นนามธรรม เป็นอาการ อกุศล อาการชั่ว อาการต่ำ อาการเสียหาย เรียกว่าเปรต ความหมายชัดๆ คือตัวอยาก อยากรวมทุกอย่าง เปรตคืออยากไม่รู้จักจบ เปรต คือ สัตว์พวกหนึ่งเกิดในอบายภูมิ คือ แดนทุกข์ ผีเลวจําพวกหนึ่ง มีหลายชนิด ชนิดหนึ่งตามที่ว่ากันว่ามีรูปร่างสูงโย่งเย่งเท่าต้นตาล ผมยาวหยอกหยอย คอยาว ผอมโซ มีปากเท่ารูเข็ม มือเท่าใบตาล กินแต่เลือดและหนองเป็นอาหาร มักร้องเสียงดังวี้ด ๆ ในตอนกลางคืน พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นั้น ส่วนใหญ่อยู่ในเมือง อยู่กับผู้คน มีผัสสะเป็นปัจจัย พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นั้น ส่วนใหญ่ เป็นพระป่า มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัด จะอยู่ในป่า ห่างไกลเมือง พระปัจเจกพุทธเจ้า คือ ผู้ที่มีภูมิสัพพัญญุตญาณเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ สามารถสอนคนให้บรรลุธรรมได้ แต่ว่าท่านไม่ได้ประกาศศาสนาขึ้น แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ที่ไม่ได้ประกาศศาสนา เนื่องจากด้วยอนันตริยกรรมที่เคยมีมา หรือเนื่องด้วยเหตุอื่นส่วนตัวของท่านเอง พระปัจเจกพุทธเจ้า ในปรมัตถโชติกา อรรถกถาสุตตนิบาตอธิบายว่า การบรรลุธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้า เปรียบเสมือนรสกับข้าวที่พรานป่าได้ลิ้มในเมือง ฉะนั้น จึงไม่อาจสอนให้บุคคลอื่นรู้ตามตนได้ (คือสอนได้แต่ไม่อาจให้รู้ตามได้) ไม่ก่อตั้งหรือสถาปนาในรูปสถาบันศาสนา แต่เน้นอนุโมทนาแก่ผู้ถวายทานให้ และจะอุบัติขึ้นเฉพาะในช่วงระหว่างพุทธันดร พระพุทธเจ้า มีสัพพัญญุตญาณ ญาณตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ในชาติก่อนที่จะมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้ว มาในชาติสุดท้ายท่านได้นั่งใต้ต้นโพธิ์ในวันเพ็ญเดือนหก แล้วทำการระลึกย้อนอดีต และก็ดึงเอาภูมิตรัสรู้เก่าของท่านออกมาใช้ แต่ในชาติสุดท้ายนี้ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธแต่อย่างใด เพราะสั่งสมมาจนครบแล้วในชาติก่อนๆ พระพุทธเจ้า มาดับอวิชชา ดับกิเลสอาสวะอนุสัย ในชาติสุดท้ายนี้ในตอนนั่งสม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน