สติ 3 แบบ.docx

โฟลเดอร์ธรรมะพ่อครูที่รวมและจัดเป็นเรื่องๆ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

สติ 3 แบบ 1. สติปุถุชน 2. สติกัลยาณชน 3. สติอาริยชน 1. สติปุถุชน คนที่ลืมตาปฏิบัติมีสติแล้วก็มีสำนึก ท่านเรียกว่า สามัญสำนึก คนที่ไม่บ้า ก็เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ ถ้าคนไม่ศึกษาธรรมะก็มีสติโลกีย์ เป็นสติปุถุชน ก็เสพโลภ ได้ลาภยศสรรเสริญ ใฝ่หาแสวงหาแย่งชิง ได้มาก็สุข ไม่ได้มาก็ทุกข์ ทุกข์สุขปนกันไปมา 2. สติกัลยาณชน ก็สูงขึ้น มีสำนึกใฝ่ดี ตามที่รู้ตามที่ได้รับการสอนหรือว่าตามศาสนา ก็มีสติพากเพียรให้ได้ความดีเป็นคนดี มีกัลยาณธรรม ก็ได้ตามความรู้ของศาสดา ก็เป็นคนดีในสังคม โลกก็มีแต่ปุถุชนกับกัลยาณชน การมีสติกัลยาณชนก็เริ่มมีความสำนึก จากสามัญสำนึก ขึ้นมาเป็นสำนึกดี พากเพียรตามภูมิของตน จึงเจริญด้วยสำนึก ใช้จิตสำนึกสามัญ มีชีวิต ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสกับโลกธรรมต่างๆ กามต่างๆ อัตตา ในชีวิตประจำวัน แล้วก็พยายามสร้างสำนึกตน ที่เป็นสามัญเต็ม แล้วก็ปฏิบัติสำนึกสามัญ แล้วคนที่มีศาสนาที่ต้องสร้างให้เจริญ ให้จิตมีสมาธิ มีนิพพาน แล้วจะเจริญ ให้แก่ตน ก็เลยไปสร้างการนั่งสมาธิหลับตา แล้วเขาไปนั่งนี่เขาไม่มีสามัญสำนึก เข้าภวังค์แล้วก็ไม่มีสามัญสำนึก เหมือนคนนอนหลับ ไม่มีพลังสร้างสามัญสำนึกที่จะให้ตนมีกรรมกิริยาในชีวิตให้ดีได้ สติเขาไม่เต็ม ไม่มีสัมปชัญญะที่จะเป็นไปเพื่อความเจริญไปตามลำดับ เพราะการไปอยู่ในภวังค์นั้นสติไม่เต็ม คนไปนั่งสมาธิไม่มีปัญญาทำให้สติเต็มได้ ได้แต่ระลึกรู้ในภพ ในภวังค์ ในรูปภพ อรูปภพ ไม่มีสามัญสำนึก จึงไม่มีหวัง สติไม่อยู่ในสามัญสำนึก การนั่งหลับตาในภวังค์ มีสติก็กำหนดในภพแคบๆ ความตื่นเต็มของสติในรูปภพ อรูปภพ ก็เป็นสติที่ควบคุมจิตในภวังค์ไม่เป็นสามัญสำนึก มันเป็นวิสามัญอย่างหนึ่งในภพ เหมือนคนนอนหลับแล้วไม่ได้ฝึกให้สติแข็งแรงตื่นเต็มในภวังค์ คนไม่ได้ฝึกก็คว

อ่านต่อ

บคุมไม่ได้ คุณนอนหลับคุณควบคุมสติได้เหมือนตอนตื่นได้ไหม?ก็ไม่ได้ ควบคุมกรรมไม่ได้สักอย่าง 3. สติอาริยชน ของพระพุทธเจ้ามีสติ สัมปชัญญะแล้วก็มีสำนึก สำนึกคือความมีสติรู้ว่าความบกพร่องความผิดของตนก็มีสำนึก แล้วก็ตั้งใจแก้ไข “สำนึก”เป็นความเจริญของมนุษย์ เมื่อใดก็แล้วแต่ ต่อให้อรหันต์ก็มีสำนึกที่จะทำกุศล ยิ่งตนไม่เป็นอรหันต์ก็ยิ่งต้องสำนึกให้มีภูมิธรรมสูงเป็นอรหันต์ให้ได้ คำว่าสำนึกคือความเจริญทางจิตใจ หากมีสิ่งบกพร่องไม่ดีก็รู้สำนึกเลยว่าจุดนี้เราไม่ดี เราผิด คนมีสำนึกนี่เป็นคนดีที่สุดเลย ต้องจริงด้วย แต่บางคนก็รู้นะ ว่าตนผิด สะดุดรู้ว่าตนบกพร่อง แต่จิตไม่ถึงความสำนึก ถ้าจิตถึงความสำนึกก็ลงมือแก้ไข หาเหตุที่ทำผิด เป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์เลย คนที่เห็นจิตบกพร่องของตนได้ อาตมาเน้นคำว่าสำนึก เมื่อสำนึกก็จะแก้ไขตน มุ่งมั่นแก้ไขความบกพร่องของตนได้

จิตสำนึกจะพาให้คนเจริญได้ตาม สัมปาเทติ (มุ่งมั่นให้สำเร็จตามเป้าหมาย พยายามทำให้สำเร็จตามเป้าหมายหรือถึงพร้อม จัดแจง กาย วาจา ใจตนให้ดีขึ้น ตามที่ตนเองรู้ว่าเราบกพร่อง ผิด อันนี้คือจุดแก้ไข เราก็ทำเลย พัฒนาตนเอง) ผู้มีสัมปชานะ คือความรู้สึกต่อจากสัมปชัญญะที่จะทำอย่างรอบคอบไปเสมอ เพื่อให้เกิดสติ สัมปชัญญะ ปัญญาต่อไป มีสัมปาญาตะ ทำไปเพื่อให้สำเร็จ จนมีผลสำเร็จเกิดเรียกว่า สัมปัชชลติ (เกิดผลถึงพร้อม) จนเป็น สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง คือมีไฟฌานทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะ ได้ คือไฟโหมกองใหญ่ อีกมุมหนึ่งคือ เจริญรุ่งเรือง ก็เป็นผู้ถึงพร้อมบรรลุแล้ว เป็นสัปปัตตะ ผู้มีสำนึกนี่แหละ ให้รู้ว่าอาการของการปฏิบัติตน ผู้เกิดความสำนึกที่แท้ ถ้าเราไม่เกิดความสำนึกในอะไรเลย มีสติปุถุชนไม่เคยรู้เลยว่าจะสำนึกอะไร มีแต่จะเสพไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากัลยาณชนก็สำนึกว่าจะแก้ไข แต่เป็นไปตามโลกีย์ไม่สามารถชำระกิเลสในจิตได้อย่างอาริยะชน แล้วต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มีอาชีพที่กุหนา คือโกง หยาบ ทำร้ายสังคม ก็มีสำนึกรู้เข้าใจว่าเรามีชีวิตในการงานนี้มีแต่เรื่องโกงๆ แล้วคุณก็ทำงานที่ไม่โกงก็ได้ เป็นข้าราชการ นักการเมืองหรือนักธุรกิจ ก็สำนึกว่าเราไม่โกงก็ได้ แต่บางทีไม่โกงน้อยๆนะ ต้องโกงเม็กกะโปรเจ็คMega Project แล้วต้องได้ต้องคุ้ม ไม่อย่างนั้นเสียเวลาโกง เป็นความคิดและการทำที่เลวจริงๆ แต่ผู้ใดสำนึกได้ ว่าเราเลวจริงก็แก้ไขได้นี่คือคนเจริญ คนรู้ตนเอง มีสำนึก พยายามให้ตนมีความคิดความรู้ที่รอบคอบ เพิ่งรู้หรือรู้นานแล้วแต่ไม่สำนึก นึกออกไหมว่าสำนึกคืออะไร ใครมีสำนึกคือคนดีเจริญ ให้มีตลอดเลยสำนึก แม้อรหันต์ก็ควรมีสำนึก ไม่ว่าอันไหนเราไม่พัฒนา แม้กิเลสหมดแล้วหรือกิเลสไม่หมดก็ต้องสำนึกตลอด ขวนขวายเสมอ ความหมายของคำว่าสำนึกจึงสุดยอดประเสริฐ อาตมาเคยตั้งชื่อให้คนๆหนึ่งว่าชื่อ “สำนึก” แล้วเขาก็บอกว่าผมผิดอะไร? ผมต้องใช้ชื่อว่าสำนึก ก็ไม่ยอมรับ อาตมาก็เลยเห็นว่ายาก เพราะชื่อที่เขาใช้อยู่คือเขามีตัวตนแบบนี้เอง แต่ไม่ใช่นินทานะ แต่ขอยืมมาเป็นตัวอย่างในการบรรยาย แต่ก็คงไม่ถือสาว่าจะบอกว่าเขาชื่อ “มานะ” ถ้าเขารู้จักตัวนี้แล้วแก้ตัวนี้ได้ ว่าสำนึกนี่สุดยอด คำว่าสำนึกนี่คือสุดยอด แต่เขาถือดีมีมานะว่าตนผิดอะไร? ตนไม่ผิดนี่นะ จะให้สำนึกอะไร เพราะคำภาษาไทยคำว่าสำนึกคือคนที่ผิดบกพร่อง ซึ่งมันดี แล้วคุณเป็นอรหันต์แล้วหรือ? แม้อรหันต์ก็ต้องมีสำนึก เริ่มต้นผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีสำนึกแล้วมีสติ มีสัมปชัญญะสัมปาญาตะ(ดำเนินไปเรื่อยๆ พากเพียรไป) แล้วก็ปฏิบัติให้เกิดเจริญ สัมปัชชลติ จนถึงรอบแห่งการสันดาป เป็นจุดเปลี่ยน จุดแปรสภาพ สันดาปแปลจากความร้อนเป็นของเหลวหรือไอ คำว่าสัมปัชชลติคือจุดเปลี่ยนสภาพให้เกิดความรุ่งเรืองสำเร็จ แล้วก็เป็นตัวสำเร็จ สัมปันนะ ในสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน (ปฏินิสสัคคะ) คือความหมุนทวนไปมาที่ไม่มีสวรรค์ คือดับสวรรค์แต่ละชั้นขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ต้องเข้าใจสวรรค์โลกีย์ที่เป็นสุขเท็จ สุขด้วยกาม หรือบำเรออัตตา สุขด้วยสมใจในโลกธรรม เป็นสวรรค์ของสมมุติเทพ แล้วเราต้องอสังสัคคะ ที่อยู่ในอนุปุพพิกถา ให้รู้ว่าเราจะดับสวรรค์ลวงขั้นหยาบอย่างไร แล้วก็จะได้สวรรค์สูงขึ้น เราก็ดับสวรรค์ต่อ จนไม่มีสวรรค์อะไร อสังสัคคะ ไม่ประกอบสวรรค์ให้ตนเลย ผู้ทำได้ก็มีอาทีนวะ เข้าใจโทษของสวรรค์หลอก ที่มันหลอกเราตลอดนิรันดร์กาลเลย เราต้องทำการเนกขัมมะออกให้ได้ ทำให้ได้ตามสัมมาทิฏฐิ ๑๐ รู้ทานที่จะได้ผลลดกิเลส รู้ศีลหรือยัญพิธีที่จะทำให้ลดกิเลส รู้การเกิดผลหรือภาวนาหรือสังเวยที่บวงสรวงแล้ว ทำอนุปัสสี ๔ ได้อย่างมีญาณปัญญา การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าก็คือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ผู้มีสำนึกนี่จะเป็นผู้เจริญ แม้อรหันต์แล้วก็เป็นผู้มีสำนึก ผู้มีสติแล้วก็มีสำนึก ทำสติปัฏฐาน ๔ ที่รู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งหมดปฏิบัติเช่นนี้ก็เป็นอรหันต์ ส่วนกายคตาสติ และอานาปานสติ นั้น เป็นเหตุปัจจัย องค์ประกอบ กายก็คือองค์ประชุม ธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้แยกกัน ปฏิบัติต้องมีภายนอก ภายใน กายคตาสติ คือภายนอก ส่วนอานาปานสติคือภายใน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน