เด็กขายไม้ขีดไฟ..._.docx
เนื้อหาในไฟล์
เด็กขายไม้ขีดไฟ... มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าเวทนามากเรื่องหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในคืนวันหนึ่งของคืนวันคริสต์มาสอีฟ ที่ปีนี้เป็น ปีที่หนาวเย็นและทารุณยิ่งนัก หิมะกำลังตกหนักความมืดกำลังย่างกลายเข้ามา ท่ามกลางความหนาวเย็นและมืดครึ้มนี้ ในที่ของถนนสายหนึ่งมีผู้คนมากมายออกมาเดินเลือกซื้อของขวัญกันด้วยหน้าตาที่สดชื่นเพราะ วันนี้เป็นคืนวันสิ้นปี จึงมีผู้คนออกมาเดินเลือกซื้อของกันให้ขวักไขว่ไปหมด และในท่ามกลางความขวักไขว่ และมืดครึ้มนี้นั้นมีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เก่าและสกปรกมากคนหนึ่งกำลังเดินไปตามถนนเพื่อ ขายไม้ขีดไฟซึ่งเป็นอาชีพประจำของเธอนั่นเอง เธอห่อไม้ขีดไฟไว้ในผ้ากันเปื้อนเก่า ๆและถือไว้ในมือ อีกกำหนึ่ง และเดินตะโกนร้องขายไม้ขีดไปเรื่อย ๆ " มีใครต้องการไม้ขีดไฟบ้างไหมคะ...ไม้ขีดไฟค่ะ... ไม้ขีดไฟ" " คุณป้าขา...ช่วยกรุณาเมตตาซื้อไม้ขีดไฟให้หนูหน่อยสิคะ " เธอร้องบอกขายให้กับสองแม่ลูกคู่หนึ่งที่เดิน ผ่านมา ด้วยหวังว่าสองแม่ลูกคู่นี้ท่าทางใจดี ไม่แน่บางทีเธออาจจะได้รับความเมตตาบ้างก็เป็นได้ แต่เธอ ก็ได้รับแต่คำปฏิเสธ " ไม้ขีดไฟที่บ้านมีอยู่แล้วมากมาย...ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที ไม่เอาหรอกจ๊ะ ลองไปถาม คนอื่นดูเถอะ " ทุกคนบอกปฏิเสธทำนองเดียวกันแล้วเดินผ่านไป ตลอดทั้งวันไม่มีใครสักคนที่จะปราณีรับซื้อไม้ขีดที่เธอเฝ้าอ้อนวอนบอกขายให้เลยแม้สักคนเดียว เด็กน้อยนั้นทั้งหิวและหนาว เพราะตั้งแต่เช้ายัง ไม่มีอะไรตกถึงท้องของเธอเลย เธอจึงเดินระทวยแทบจะล้มลงไปกองอยู่บนหิมะด้วยความหิวที่เข้ามาก่อ กวนไม่ยอมหยุด แต่เธอก็พยายามเดินขายเพราะถ้าวันนี้เธอขายไม้ขีดไม่ได้เลยสักกำหรือไม่ได้เงินเลยแม้สักชิลลิ่งหนึ่งแล้ว เมื่อกลับบ้านไปโดยมือปล่าวไม่มีอะไรแล้วละก็ เธอจะต้องถูกพ่อซึ่งเ
อ่านต่อ
ป็นคนขี้เมาตบตีเอาอย่างทารุณ เด็กหญิง ตัวน้อยๆคนนี้ จึงพยายามเดินขายไม้ขีดไฟของเธอไปเรื่อย ๆอย่างใจลอยและขณะที่เธอกำลังจะข้ามถนนไป อีกฝั่งหนึ่งนั้นได้มีรถม้าวิ่งมาอย่างรวดเร็วและน่ากลัวมาก เธอจึงกระโดดหลบและร้องเท้าคู่เก่า ๆที่เธอได้ใส่มา นั้นจำเป็นต้องกระเด็นไปคนละทิศคนละทางละทาง เธอตกใจมากแต่ก็ร้องห่วงรองเท้าของเธอขึ้นด้วยเสียง อันดังว่า" โอ๊ะ รองเท้า " เด็กหญิงผู้น่าสงสารมองตามรองเท้าที่กระเด็นไปนั้นอย่างนึกเสียดาย เพราะถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่รองเท้าคู่ เก่า ๆที่ใหญ่เกิดขนาดเท้าของเธออย่างมากก็ตาม แต่มันเป็นรองเท้าของแม่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วของเธอและ เป็นรองเท้าคู่ที่เธอมีไว้สวมใส่ออกไปข้างนอกในหน้าหนาวเพื่อประทั้งความ หนาวเย็นให้เพียงคู่นี้คู่เดียว เองเท่านั้น...แรงกระโดดหลบรถม้าของเธอ ทำให้รองเท้าข้างหนึ่งกระเด็นจมหายไปในหิมะที่เฉอะแฉะหาย ไปไหนไม่รู้ แต่อีกข้างหนึ่งเธอมองเห็นว่ามันได้กลิ้งไปพะอยู่บนถนนข้างทางของฝั่งตรง ข้าม เด็กหญิง พยายามลุกขึ้นเพื่อหมายจะไปเก็บรองเท้าข้างนั้นของเธอ แต่เปรียบเหมือนกับเธอได้โดนซาตานกลั่นแกล้งเข้าให้อย่างจัง เพราะได้มีเด็กชายจอมเกเรคนหนึ่ง ชิงวิ่งไปเก็บรองเท้าข้างนั้นของเธอเสียก่อน " เย้ เย้.. เจอะรองเท้าตกด้วยนะเนี่ย ฮ่า ๆๆเดี๋ยวเอาไปเก็บไว้เพื่อตอนโตมีลูก จะเอามาทำเปลให้ลูกนอน ฮ่า ๆๆ " เด็กชายจอมเกเรคนนั้น พูดเยาะเย้ยล้อเลียนแล้วเก็บรองเท้าข้างนั้น วิ่งหนีหายไปด้วยความเร็วทันที โธ่... ต่อแต่นี้ไปเด็กน้อยก็จำจะต้องเดินไปบนหิมะอย่างสุดแสนที่จะทรมานด้วยเท้า เปล่าแล้วหละสินะ รอบ ๆ ตัวเธอมีไม้ขีดไฟของเธอที่ตกกระจัดกระจายเกลื่อนกราดไปหมดจนมองไม่เห็นเป็น กำ ลงเหลืออยู่เลยสักนิด.... " ไม้ขีดพวกนี้คงจะนำมาขายเป็นสินค้าไม่ได้ต่อไปอีกแล้วหละ โธ่..เพราะมันเปียกน้ำหิมะที่เฉอะแฉะไปจนหมด นี่ถ้ากลับไปบ้านเราจะโดนพ่อดุด่าทุบตีมากมายขนาดไหนนะ " เธอคิด แล้วเธอจึงค่อย ๆ ก้มลงมองหาและ หยิบเลือกไม้ขีดไฟที่พอจะใช้ได้ขึ้นมา หนึ่งกำ แล้วเธอก็ออกเดินต่อไปอย่างไรจุดหมายปลายทาง เท้าเล็ก ๆ คู่นั้น บอบช้ำจนเขียวเพราะความเย็นของหิมะ โธ่..เวรกรรมอะไรของเธอนะ..ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่าสงสาร เสียเหลือเกิน.... เด็ก น้อยทั้งหิวและหนาว เธอเดินสะเปะสะปะไปเรื่อย ๆบนถนนด้วยความหวาดกลัว อนิจจา เด็ก น้อยที่น่าสงสาร เกร็ดหิมะโปรยปรายมาบนเรือนผมสีทองหยิกหยักโศกที่ยาวประบ่า แต่เธอไม่ได้แยแสกับ สิ่งนั้นเลย แสงไฟที่ส่องสว่างมาจากหน้าต่างของบ้านหลังหนึ่ง เสียงหัวเราะต่อกระซิก และเริงร่าอย่างมี ความสุขของคนในบ้านนั้น เรียกร้องให้เธอไปหยุดและแอบมองดู มีกลิ่นห่านย่างส่งกลิ่นหอมโชยออกมา จนถึงด้านนอกของถนน... ในที่สุดก็ถึงวันสิ้นปีแล้วสินะ เรื่องนี้ต่างหากที่อยู่ในความคิดของเธอ วูปหนึ่งที่เธอ คิดอิจฉาพวกคนในบ้านเหล่านั้น พลันน้ำตาของเธอก็หลั่งไหลลงมาอย่างสุดจะกลั้น มันไหลหลั่งรินเป็นทาง ลงมาไม่ยอมหยุด เธอ นึกถึงแม่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้...เพราะเมื่อตอนที่แม่มีชีวิตอยู่ แม่ก็มักจะจัดงานเลี้ยงฉลองและทำอาหาร เพื่อขอบคุณและต้อนรับพระเจ้าในวันคริสต์มาสให้กับเธอและครอบครัวเสมอ...แต่ ตอนนี้ไม่มีแม่เสียแล้ว เธอเห็นพวกคนในบ้านกำลังมอบห่อของขวัญให้กับพวกลูก ๆ เด็ก ๆรีบแกะห่อของขวัญนั้นกันอย่างดีใจ เฮ้อ...ช่างน่าอิจฉาความโชคดีของพวกเขาเหล่านั้นเสียเหลือเกิน... เธอแอบมองความสุขของพวกเขาเหล่านั้น อยู่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ และเธอมารู้ตัวเอาก็ต่อเมื่อไฟที่สว่างไสวในบ้านหลังนั้นได้ดับลง ทุกอย่างกลับคืนสู่ สภาพที่เงียบเหงาและเวิ้งว้างอย่างเก่าของมันไปทั่วทั้งบริเวณนั้นอีกครั้ง... หิมะยังคงตกลงมาเป็นระยะ ๆ เด็กหญิงยังคงเดินต่อมาอีกเรื่อย ๆและเพราะความหนาวและอ่อนเพลีย เธอ จึงเดินไปล้มตัวลงนั่งหลบอยู่ที่บันไดบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมีชายคายื่นออกมาน้อยนิดแต่คงพอช่วยที่จะใช้หลบหิมะได้บ้าง เธอนั่งห่อตัวให้เล็กลงเพื่อหวังจะให้อุ่นขึ้นเพื่อให้ช่วยคลายความหนาว แต่มันก็ไม่สามารถที่จะ ช่วยให้เธอหายหนาวได้เลยสักน้อยนิด เธอไม่กล้ากลับบ้านด้วยกลัวพ่อมาก เพราะเวลาพ่อโกรธ พ่อจะโหดร้ายกับเธออย่างมาก...เธอกลัวเหลือเกิน...เด็กน้อยหนาวจนสั่นเทาไปทั้งตัว มือของเธอเย็นเฉียบจนเกือบจะ เป็นน้ำแข็ง เธอพยายามหดตัวให้เล็กลงไปอีก แต่เธอก็ยังคงหนาวอยู่อย่างนั้น เธอไม่รู้สึกอุ่นขึ้นมาเลยแม้แต่ สักนิดเดียว... มือเล็ก ๆ เป็นเหน็บเพราะความหนาว พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดช่วยด้วย ไม้ขีดก้านเล็ก ๆสักก้าน น่าจะดีทีเดียว แค่เพียงดึงก้านไม้ขีดไฟก้านเล็ก ๆสักก้าน แล้วขีดไปบนกำแพงเท่านั้น คงจะช่วยให้นิ้วมือของเธออุ่นขึ้นมา ได้บ้าง เธอคิดและดึงไม้ขีดไฟออกมาจุด มันช่างติดรวดเร็วและไหม้ไปอย่างฉับไว เมื่อลูกไฟของไม้ขีดลุกไหม้ และเกิดแสงขึ้นมา ก็เกิดบรรดาลภาพขึ้นเป็นเตาผิงไฟขึ้นในมโนภาพให้เธอได้เห็นและสัมผัสได้ อย่างน่า อัศจรรย์ เธอรีบยื่นมือออกไปอังที่เตาผิงไฟเหล็กอันใหญ่นั้นทันที โอ้...ช่างอุ่นดีเหลือเกิน เด็กหญิงมีความรู้สึก ราวกับว่าได้นั่งอยู่หน้าเตาผิงไฟเหล็กอันใหญ่ ซึ่งมีเปลวไฟลุกโชดช่วง และแสนที่จะอบอุ่นเหลือเกิน... เด็ก น้อยรู้สึกอุ่นขึ้นจริง ๆ ด้วยความดีใจและหมายที่จะเพิ่มความอุ่นให้กับร่างกายขึ้นให้มากกว่านี้อีก สักนิด แต่เมื่อพอเธอยืดขาทั้งสองข้างของเธอออกไปหมายจะอังรับความอุ่นเข้าเท่านั้น ทันใดนั้นไฟก็ดับพรึบลง แล้วเตาผิงไฟเหล็กอันนั้นก็หายวับไปเช่นกัน เธอได้แต่นั่งถือก้านไม้ขีดไฟที่ไหม้ไปครึ่งหนึ่งแล้วอยู่ในมือ เด็กน้อยจึงจุดไม้ขีดไฟก้านใหม่ขึ้น เมื่อมันติดไฟสว่างวาปขึ้น จนเห็นแสงทาบทับบนกำแพง ดูโปร่งใส ราวกับผ้าตาข่ายบาง ๆอย่างไรอย่างนั้น... เด็กหญิงจ้องเข้าไปในห้องที่มีโต๊ะปูด้วยผ้าขาวสว่างตา บนโต๊ะมีเครื่องลายครามฝีมือดี และห่านอบยัดใส้ด้วยลูกพรุน ขนมปัง, ขนมเค๊กและ พายแอปเปิ้ลอันเลิศรส และที่น่าอัศจรรย์กว่านั้นก็คือ ห่านและอาหาร เลิศรสต่าง ๆเหล่านั้นได้กระโดดและลอยออกมาจากจาน พวกอาหารลอยออกมาเดินเตาะแตะอยู่ที่พื้น ทั้ง ๆ ที่มีซ้อมและมีด ปักอยู่บนตัวของมันอย่างนั้น พวกมันกำลังลอยตรงมาอยู่รอบ ๆเด็กหญิงที่น่าสงสารซึ่ง นั่งมองอยู่...เหมือนกับชวญเชิญให้กินและริ้มรสของพวกมันกัน....ครั้นเมื่อไฟดับลง เด็กหญิงกลับเห็นเป็น เพียงกำแพงหนาที่แสนจะชื้นเย็นหลงเหลืออยู่เท่านั้นเอง... เด็ก หญิงจึงรีบจุดไม้ขีดไฟขึ้นอีกก้านหนึ่ง คราวนี้เธอเห็นภาพตัวของเธอเองยืนอยู่ใต้ต้นคริสต์มาส ที่สวย งามมากต้นหนึ่ง ทั้งต้นใหญ่กว่าและตกแต่งไว้อย่างสวยงาม สวยกว่าต้นที่เด็กหญิงได้เห็นที่บ้านหลังนั้น หลังที่เธอได้ผ่านและไปแอบมองดูจนเกิดอิจฉาพวกเขาจนต้องเสียน้ำตาไปอย่างมาก มายต้นนั้นเสียอีก.... ที่บนต้นไม้ต้นนี้นั้นมีแท่งเทียนนับเป็นพัน ๆเล่ม จุดประดับไว้ และมีรูปภาพสวยตระการตายิ่งนัก เหมือน อย่างที่ตั้งโชว์ไว้ตามหน้าร้านขายของก็ไม่ปาน แล้วแถมพวกสิ่งเหล่านั้น ก็ทำเหมือนต่างก้มหน้าลงมา มองเธอเสียอีกด้วย " โอโห...ช่างสวยงามเสียจริง ๆเลย " เด็กน้อยรำพึงและพูดชมขึ้นมาอย่างทึ่งใจ แต่ เมื่อสิ้นเสียงรำพึงและชมของเธอเข้าเท่านั้น พวกเทียนนับพันนั้นก็ออกจับกลุ่มตั้งระดับจัดแถวเรียงกันขึ้น เป็นตับ แล้วลอยสูงขึ้น ๆ ทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วพวกเทียนเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นดวงดาว ส่องแสงกระ จัดกระจายไปทั่วผืนฟ้าแข่งกันส่องแสงระยิบระยับ สว่างจ้าทั่วฟ้าไปหมด... เด็กน้อยพยายามยื่นมือทั้งสองข้างออกไปไขว่คว้า แต่แล้วไม้ขีดไฟในมือก็ดับวูปลง แล้วในขณะนั้นก็เกิด มีดวงดาวดวงหนึ่งล่วงตกลงมาจากฝากฟ้า ตกวูปลงมาอย่างรวดเร็ว "ตอนนี้คงจะมีใครสักคนกำลังจะตาย และจากโลกนี้ไป " เด็กหญิงพูด คงเหมือนที่ยายเคยเล่าให้เธอฟัง ตอนที่ยายยังมีชีวิตอยู่ ยายเป็นเพียงคน เดียวที่ดีและให้ความรักต่อเด็กหญิงอย่างยิ่ง แต่ยายได้ตายไปเสียแล้ว ยายเคยบอกว่า เมื่อดาวดวงหนึ่ง ตกลงมา ก็หมายถึงว่าจะต้องมีวิญญาณดวงหนึ่งกำลังจะจากไปเพื่อไปอยู่กับพระเจ้า เด็กหญิงขีดไม้ขีดอีกก้านหนึ่งกับกำแพงอีกครั้ง แสงสว่างก็เกิดขึ้น และกลางลำแสงที่ส่องสว่างนั้น เธอได้เห็นยายยืนอยู่ ช่างแจ่มชัดและสดใส น่ายินดีเป็นยิ่งนัก " ยายจ๋า ! ...ยายจริง ๆด้วย " เด็กหญิง ร้องเรียกและด้วยความดีใจอย่างที่สุด เธอรีบวิ่งเข้าไปสู่อ้อมแขนของยายที่กางออกมารอรับเธออยู่ " ยาย จ๋า...หนูคิดถึงยายเหลือเกิน " เด็กหญิงกอดยายไว้แน่นเหมือนไม่อยากให้ยายจากหายไปจากเธออีก เด็กน้อยร้องให้ฟูมฟายบอกกับยายว่า " ยายจ๋า...ทำไมยายถึงด่วนจากไปและทิ้งหนูไว้คนเดียวเล่าคะ? ยายจ๋า..ให้หนูไปอยู่กับยายด้วยคนนะจ๊ะ หนูว้าเหว่ ฮื่อ ๆๆอย่าจากหนูไปไหนอีกเลย...ฮื่อ ๆๆ " ยาย มองเด็กหญิงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ยายก็ไม่พูดตอบว่าอะไรได้แต่โอบกอดเธอไว้เหมือนปลอบใจอย่างเดียวแล้วใน ขณะนั้นเด็กน้อยเหลือบไปมองเห็นไฟที่ไม้ขีดที่เธอกำลังถืออยู่นั้นว่าไฟกำลังจะดับลงเสียแล้ว เด็กน้อย ยิ่งพยายามกอดรัดยายไว้จนแน่น " อ๊ะ...ฮื่อ ๆๆหนูรู้นะว่า เมื่อไฟดับลงแล้ว ยายก็จะจากหนูไปอีกทันที หายไปเหมือน เตาผิงไฟเหล็กอันอบอุ่น หายไปเหมือนห่านอบอันเลิศรส และเหมือนกับต้นคริสต์มาสต้นใหญ่ ที่สวยงามราวกับมาจากสวรรค์ตนนั้น...ฮื่อ ๆๆ " พูดพลางแล้วเด็กหญิงก็จุดไม้ขีดที่ยังมีเหลืออยู่ทั้งกำนั้นขึ้น ทันที...ด้วยความที่เธอไม่อยากให้ยายจากเธอไปที่ไหนอีก... แสงไฟจากไม้ขีดทั้งกำที่ถูกจุดขึ้นในทีเดียวกันนั้น สว่างจ้าขึ้น สว่างไสวยิ่งกว่ากลางวันเสียอีก ยายไม่เคย สวยงามและตัวใหญ่อย่างนี้มาก่อน ยายอุ้มเด็กหญิงไว้ในวงแขนท่ามกลางรัศมีที่สว่างไสว และน่าชื่นใจ แล้วทั้งคู่ก็ค่อย ๆลอยสูงขึ้น สูงขึ้น ลอยไปสู่ที่ที่ซึ่ง ไม่มีความหนาวเย็น ไม่มีความหิวโหย ไม่มีความหวาด กลัวและโหดร้าย ทั้งคู่กำลังจะไปอยู่กับพระเจ้าที่บนสวรรค์ ... " ยายจ๋า...ยายจะพาหนูไปที่ไหน? หรือคะ..." " ไปอยู่กับพระเจ้าด้วยกันนะลูก" ยายหันมาตอบ เด็กหญิงด้วยเสียงใจดี แล้วยายยังบอกอีกว่า " เมื่อไปถึงที่บนสวรรค์แล้ว เธอก็จะได้พบกับแม่ของเธอด้วย ตอนนี้แม่ของเธอคงกำลังเตรียมทำอาหารเพื่อขอบคุณพระเจ้า ในวันคริสต์มาสไว้ต้อนรับการมาของเธอ อย่างแน่นอนด้วยนะ..." เด็กหญิง ยิ้มรับและหัวเราะระรื่นจนแก้มน้อย ๆเป็นสีชมพู ด้วยใบหน้าที่สุข สมหวังและมีความสุขเป็นอย่างที่สุด............. ในตอนเช้าอันหนาวเหน็บของวันต่อมาซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีใหม่ ผู้คนจะพร้อมใจกันเดินทางไปสวดขอบคุณพระเจ้ากันแต่เช้า... ณ มุมหนึ่งของบ้านหลังหนึ่ง มีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ นั่งพิงกำแพงพะอยู่ เด็กน้อยพวงแก้ม ระเรื่อเป็นสีกุหลาบและมีรอยยิ้มเกลื่อนไปทั่วทั้งใบหน้าของเธอ เธอได้ตายไปเสียแล้ว ตายเพราะความหนาว จัด พวกผู้คนที่เดินผ่านมาทางนั้น พวกเขาเหล่านั้นเมื่อมองเห็นเธอเข้า เขาทั้งหลายตกใจและตะโกนร้องขึ้น "เร็ว ๆแย่แล้ว...ทำไมมีเด็กตัวเล็ก ๆมานอนหมดแรงตรงนี้ เร็วไปตามหมอมาดูเธอหน่อยเร็ว ๆ " พวกเขาทั้ง หลายยังไม่รู้หรอกว่า มันสายไปเสียแล้ว... และเมื่อหมอเดินทางมาถึง และจับไปที่ทีพจรของเด็กหญิงคนนั้น " เธอตายมานานแล้วหละ สายไปเสียแล้ว ที่จะช่วยเธอ โถ...ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน " ผู้คนที่พบเธอและหมอต่างเสียใจ เพราะเมื่อพวกเขามองไปที่ มือของเด็กคนนั้นและได้เห็นว่าเธอ ได้กำไม้ขีดไฟที่ถูกจุดแล้วไว้ในกำมือนั้นจนแน่น " โถ ๆๆ นี่คงจะหนาว มากสินะ แต่ไม้ขีดไฟน้อยนิด แค่กำมือเดียวนี้มันไม่ได้ช่วยให้เธออุ่นขึ้นได้เลย ช่างน่าสงสารเหลือเกิน " มี ผู้คนมากมายทะยอยกันเข้ามาล้อมรอบดูเด็กหญิงผู้น่าสงสาร ในจำนวนนั้นมีแม่ลูกคู่ที่เด็กหญิงไปถามขาย ไม้ขีดให้ และแม่ลูกคู่นี้ได้บอกปฏิเสธที่จะซื้อไม้ขีดไฟนั้น ผู้แม่จำเด็กหญิงได้ นางน้ำตาร่วงพลูด้วยความรู้สึกเวทนาเด็กน้อยอย่างสุดที่จะกลั้นไว้ได้ จึงแหวกผู้คนเข้าไปกอดร่างของเด็กน้อยเอาไว้ " โธ่ ๆๆน่า สงสารเหลือเกินแม่หนู ถ้าฉันรู้ว่าเธอไม่มีบ้านที่จะกลับอย่างนี้แล้วละก็ ฉันจะไม่ใจร้ายบอกปฏิเสธการซื้อไม้ขีดของเธอเลยจริง ๆ ฮื่อ ๆๆ ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่าสงสารเสียเหลือเกิน.... ผู้ คนในเมืองนั้น ได้ช่วยกันและพร้อมใจกันพาร่างที่ไร้วิญญาณของเด็กหญิงไปทำพิธีงานศพให้ที่ โบสถ์ ทุกคนคิดว่าเธอจุดไม้ขีดเพื่อต้องการความอบอุ่นเท่านั้น แต่ไม่มีใครที่จะได้รู้ความจริงสักคนหรอกว่า ภาพที่ เด็กหญิงได้เห็นก่อนที่เธอจะจากไปนั้น ว่ามันสวยงามและมีความสุขเพียงใด สำหรับเธอ หรือแม้แต่ ความสว่างไสวตอนที่เธอจากไปพร้อมกับยาย ไปหาแม่ ไปสู่ความสุขของปีใหม่นั้น ว่าสุกสว่างน่าเป็นสุข ....และสุดแสนจะน่ายินดีเพียงใด....