ทำไมพ่อครูต้องประกาศอรหันต์ในยุคนี้ ตอน 3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ทำไมพ่อครูต้องประกาศอรหันต์ในยุคนี้ ตอน 3 • เกิดมาชาตินี้ “อาตมา”จำเป็นมากที่สุดแห่งที่สุดที่ต้องบอก“ตัวเอง”ว่า “อาตมา” เป็น“อรหันต์” และเป็น“โพธิสัตว์” ที่เขาบอกว่าจะมีธัมมิกราช 2 องค์ องค์หนึ่งคืออาตมา แล้วก็เปิดเผยอีกองค์หนึ่งว่าคือในหลวงรัชกาลที่ 9 เปิดเผยมาแล้วผู้ไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร เกิดมาชาตินี้ ในยุคนี้ อาตมาจำเป็นมากที่สุด เพราะสำคัญมากยิ่ง และมันจำนนจริงๆ ไม่มีทางเลือกอื่นเลย ที่อาตมาต้องบอกว่าตนเองเป็นตัวจริง ของคนผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าว่า อาตมาเป็น“อรหันต์”ก็ดี ว่าอาตมาเป็น“โพธิสัตว์”ก็ดี ซึ่งมันเป็น“ความจริง”ที่จริงที่สุด เขาเขียนมาให้อาตมาว่า ธัมมิกราษฎร์ และต้องคู่กับธัมมิกราชะ คือต้องมีกษัตริย์และราษฎรเป็นราชประชาสมาสัย ประชาชนกับพระราชาอาศัยซึ่งกันและกัน นี่คือประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งตะวันตกไม่มีทางที่จะเข้าใจกันได้ง่ายๆ หรือเทวนิยมหรือรัฐศาสตร์ในศาสนาพระเจ้า ศาสนาเทวนิยม ยังไม่เข้าใจความเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ประชาธิปไตยที่ต้องมีพระเจ้าแผ่นดิน ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาธิปไตยที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นประชาธิปไตยขาเดียวนั้นเป็นประชาธิปไตยพิการ ประชาธิปไตยเก๊ และยุคนี้มันไม่มี“อรหันต์จริง”หรือ“โพธิสัตว์จริง” กันแล้ว มันมีแต่“อรหันต์เก๊”หรือ“โพธิสัตว์เก๊”กันทั้งนั้น ต้องขออภัยอย่างสูงอย่างมากยิ่งที่สุด ที่การพูดเปิดเผยในวันนี้ ต้องพูดเป็น“คำตรง” เพราะฉะนั้น อาตมาจึงจำเป็น-จำนน-จำยอม จำต้องเอา “ตนเอง”นี้แหละ“ตัวแท้”ที่จะยืนยันเป็นหลักฐาน เพื่อเปรียบเทียบกับ“ความไม่จริง”ที่คนยุคนี้ไปหลงงมงายเข้าใจเชื่อผิดๆ หลงเชื่อถือผิดๆ อยู่กับ“อรหันต์ปลอม-อรหันต์เก๊”กันอย่างน่าสงสารสุดสงสารยิ่งนัก ซึ่งมัน

อ่านต่อ

ก็รู้“ความจริง”กันได้ยากสุดแสนยากยิ่งยอดอีกด้วย ว่า อย่างไหนจริง อย่างไหนเก๊ หรือยังไม่แท้!!! ในพุทธศาสนายุคกึ่งพุทธกาล พ.ศ. 2500 นี้คนที่เป็นชาวพุทธได้เสื่อมไปจากเนื้อหาสาระขั้น“โลกุตระ”กัน หมดแล้ว ไม่มีแล้ว มันเสื่อมกันสุดๆแล้ว มันมีแต่“อรหันต์เก๊” หรือมีแต่“อรหันต์”ที่ต้อง“เดา”เอาว่า ผู้นี้กระมังที่เป็นอรหันต์??..!! ชาวพุทธไม่รู้จัก“อรหันต์จริง-โพธิสัตว์แท้” เพราะ“พระอาจารย์”หรือผู้เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธยุคนี้ได้เพี้ยนผิดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าชนิด “กลับตาละปัตร” หน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว จึงสอนผิด เข้าใจผิด เชื่อผิด หลงงมงายไปชี้เอาคนผิดที่เป็น“อรหันต์เก๊”ว่าเป็น “อรหันต์” มันก็หลอกคนอยู่ ซึ่งเขากล้าหลอกกันได้ถึงขั้นกล้ายืนยันผิดเพี้ยนไปได้ถึงขนาดว่า ผู้บรรลุธรรมนั้น ครั้นบรรลุธรรมแล้วจะบอกใครว่า “ตนเองบรรลุธรรม”ไม่ได้เป็นเด็ดขาด ถึงกับพูดและเขียนว่า “ผู้บอกว่าตนบรรลุธรรมนั้นแหละคือผู้ไม่บรรลุธรรม” ...บังอาจกันปานฉะนี้! อาตมาจึงจำเป็น-จำนน-จำยอม ไม่มีทางเลือกได้อีกแล้ว จำต้องใช้“ตนเอง”นี้แหละเป็น“เป้าให้ยิง”กันเลย ถ้าอาตมา“เป็นของเก๊”อาตมาถูกยิงถล่มหนัก ร่างแหลกกระจุยแน่นอน ไม่เหลือซากมาจนป่านนี้แน่ เหมือนคุณได้พระเครื่องมาที่รับรองว่าได้มาแล้วฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก แต่คุณได้ของเก๊มา เมื่อถูกยิง..ก็พรุนเลย อย่างนี้เป็นต้น แต่ที่พูดมานี้อาตมาไม่ได้ส่งเสริมให้คุณไปเชื่อพระเครื่องนะ ประเดี๋ยวจะเข้าใจผิดอีก เรื่องไสยศาสตร์เหล่านี้อาตมาเคยเล่น ถามว่ามันเป็นจริงไหม มันเป็นจริงเพราะมันเป็นอุปาทานสำหรับคนที่มีอุปาทาน เหมือนเช่น รสอร่อยมันไม่มีจริง คุณก็เคยเชื่อว่ามีจริงก็เคยมีจริงมาทั้งนั้น จนกระทั่งมาศึกษาปฏิบัติธรรม จะเห็นว่ามันจางคลายลง หรือมันไม่มีได้จนกระทั่งมันไม่มีจริงๆมันก็มีแต่รสจริงของมันเท่านั้นเอง รสจริงมันคืออะไรหวานเค็มเผ็ดเปรี้ยวก็คือของมันเองมันไม่มีสวย มันก็มีจริงของมันอยู่อย่างนี้เอง สีแดงสีเขียวสีนั้นสีนี้ มันก็เป็นของมันอย่างนั้นใครเห็นก็เป็นอย่างนั้น คนจะชอบหรือไม่ชอบก็เฉพาะบุคคล ชอบหรือไม่ชอบคนที่เห็นเป็นของจริงก็อันเดียวกันหมด แต่ที่เห็นว่าชอบหรือไม่ชอบ มันต่างคนต่างแยกไปของใครของมัน มันเป็นอุปาทาน เข้าใจความเป็นอุปาทานมากขึ้นไหม ถึงวันนี้ผ่านมา ถ้าอาตมา“ไม่ใช่ผู้อยู่ยงคงกะพัน” แท้จริง อาตมาก็ตายสลายแหลกราญไปเป็นผุยผงแล้ว ไม่ยืนหยัดอยู่ยงหนังเหนียวอยู่กันถึงวันนี้ ถึงวินาทีนี้หรอก อาตมาสามารถพิสูจน์ความเป็น“อมตบุคคล”กันให้เห็นอยู่จนถึงวันนี้ วินาทีนี้ ก็เพราะอาตมามี“ความเป็นอรหันต์แท้จริง” เป็น“ผู้มีความจริงที่ข้ามชาติ”มาเป็นผู้“เปิดเผยความจริงในความเป็นอรหันต์”กันขึ้นในปัจจุบันยุคนี้ อาตมาผู้เป็น“ของจริง”ก็อยู่ในยุคนี้สมัยนี้ ร่วมกัน กับชาวพุทธทั้งหลาย ที่หลงงมงายอยู่กับ“ของเก๊”กันนี่แหละ สังคมพุทธขณะนี้จึงมีทั้ง“ของจริง”และทั้ง“ของเก๊” อาตมาก็อายุจะ 90 แล้ว ก็น่าจะไปแล้วแต่คนก็จะร้องไห้กัน รู้สึกว่า คนก็น่าจะได้รับธรรมะกัน ถ้ายังไม่มั่นใจว่ามีมวลขนาดนี้จะพอช่วยกันพยุงศาสนาพุทธ ที่เป็นเนื้อแท้โลกุตระไปถึง 5,000 ปีของพระพุทธเจ้าไหม อาตมาก็เปิดเผยตัวเองแล้วว่าเป็นผู้ที่รับผิดชอบศาสนาพระพุทธเจ้ามาเอง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... ช่วงนี้ หากโดนละอองฝน ก็จะไอได้ครับ พ่อครูว่า... ปัจฉาฯ ก็พยายามจะบอกให้นอนพัก อาตมาก็ยังไม่ยอมนอน พยายามจะเขียนสิ่งที่จะมาประกาศวันนี้ อาตมาเห็น“คนเก๊”ที่หลอกสังคมมนุษย์อยู่ โทนโท่ จึงจำนน-จำเป็น-จำยอม จำต้องยืนยัน“ตนเอง” บอกตนเอง ขึ้นมาท่ามกลางสังคมยุคนี้สมัยนี้ที่มีแต่“พุทธเก๊” อาตมา“พุทธจริง-คนจริง”เมื่อเห็นความเป็น“พุทธ”ที่“เสื่อมจริง”ในยุคที่อาตมาเกิดมานี้ ตรงตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสพยากรณ์ไว้กันอยู่โทนโท่ มีแต่“พุทธเก๊”อยู่โต้งๆ แล้วจะให้อาตมาทำยังไง?

อาตมาไม่อยากไปต่อสู้หรือไปขัดแย้งอะไร แต่มันไม่ได้ มันปล่อยไปไม่ได้ อาตมาก็ได้พูดหมดแล้วทุกอย่างว่าลักษณะธรรมะพระพุทธเจ้านั้นมันเป็นนานาสังวาส ความเห็นต่างกัน เป็นพุทธด้วยกัน สังวาสเดียวกัน แต่ความเห็นมันต่างกัน ต่างคนก็ต่างยืนยันของตนเอง ให้สิทธิของคนทั่วไปเขาเป็นอิสระ ให้เขารับฟังแล้วเขาเลือกเฟ้นของเขาเอง เมื่อเขาเห็นว่าอาตมายืนยันอย่างนี้ ว่าเป็นธรรมวาที เขาก็มาเอา แต่ใครที่เห็นว่าอาตมาพูดนี้ไม่เป็นธรรมวาที เป็นอธรรมวาที เขาก็ไปเอาอันโน้น อาตมาก็ไม่ว่าอะไรเขามีสิทธิ์ ใครเห็นอันโน้นเป็นอธรรมวาที มาเห็นที่อาตมาพูดเป็นธรรมวาทีเขาก็มาเอา ก็เป็นอิสระเสรีภาพของคุณอีกเหมือนกัน นี่คือความจบของนานาสังวาส แล้วในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ชัดในเรื่องนานาสังวาส คุณจะถล่มอีกฝ่ายหนึ่งด้วยภาษาคำพูด โดยไม่ให้ไปตีรันฟันแทงกันนะ คุณถล่มไปได้เลยท่านเรียกว่า ปฏิกโกสนา ค้านกันอย่างจังๆค้านกันอย่างแรงๆเลย ท่านปราชญ์ทางโน้นก็แปลปฏิกโกสนาว่า ค้านอย่างจังเลย ใช้หอกปาก มุขสตี อาตมาก็ทำมาหมดตามธรรมวินัย ไปฟ้องร้องกันไม่ได้ ไปอธิกรณ์กัน ฟ้องร้องกันไม่ได้ ให้เป็นเรื่องเป็นราวกันไม่ได้ แต่ว่าเถรสมาคมมาฟ้องเรา เขาทำผิดธรรมวินัยไปหมดเลย นานาสังวาสเขาก็ไม่รู้ เขาทำการอธิกรณ์อาตมาผิดพระธรรมวินัยก็ไม่รู้ แล้วจะให้อาตมาทำเฉยเมย ไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยไป เก๊ก็เก๊กันไป ปู้ยี่ปู้ยำกันไปเถิด ...อย่างนั้นหรือ? และจริงที่สุดอีก ก็คือ อาตมาเป็น“คนผู้ที่เกิดมาเพื่อกอบกู้ความเสื่อม”นี้โดยตรงโดยแท้ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน“สัมมาทิฏฐิ 10” นั่นเองครบชัดแล้ว นั้นก็คือ “ทั้ง 10 ข้อ”ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 10 จะปรากฏ“ความจริง”คือสัจจะขึ้นใน“โลก” ใน“ข้อที่ 10”ก็ตรัสระบุไว้ชัดเจนแจ่มแจ้งแท้ๆว่า ในโลกที่มีคนผู้“สยัง อภิญญา”อุบัติขึ้นมา ยุคใด ยุคนั้นผู้“สยัง อภิญญา”ที่เป็นผู้ดำเนินถูกต้อง ปฏิบัติถูกตรงแท้จริง ก็จะประกาศโลกนี้-โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะท่านเป็นผู้“รู้ยิ่งมีภูมิธรรมยิ่งนั้นๆด้วยตนเองมาแล้ว”จริง จึงชื่อว่า “สยัง อภิญญา” คำว่า “สยัง อภิญญา”นี้ หมายถึง “คนจริง”ที่มี “อภิญญาในตนเองแล้ว” “สยัง”คือ “เอง” ก็หมายเอา“ตัวตนของตน”นี่เอง “อภิญญา”ที่เป็น“สัมมาทิฏฐิ”ของพุทธหมายถึง “ความรู้ที่เป็นโลกุตรธรรมมีเองในคนผู้นั้นแล้ว” ไม่ใช่อภิญญาที่เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์อิทธิปาฏิหาริย์ รู้ใจคนเหาะเหินเดินน้ำดำดินได้ ไม่ใช่ แต่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เป็นความรู้ที่เป็นโลกุตรธรรม และโลกุตรธรรมนั้น มีเองในคนผู้นั้นแล้ว คนผู้นั้นก็คืออาตมายืนยันตัวเองว่าอาตมาเป็นคนมีโลกุตรธรรมในตัวเองแล้ว มีอภิญญาคือโลกุตรธรรมมีเอง “อภิญญา”จึงคือ ตัวอาตมานี้แหละ“สยัง อภิญญา” ตัวจริง ที่เกิดมาเพื่อมาทำงานนี้ ในยุคพ.ศ. 2500 นี้ “สยัง อภิญญา”คือ คนเช่นใด? “ความมี”อยู่ในตน มีอะไรบ้าง? และ“ชีวิตดำเนินไป” อย่างไร? “สยัง อภิญญา”แปลว่า คนผู้มีธรรมะที่เป็น“คุณวิเศษแบบ ‘โลกุตระ’ขั้น‘อรหันต์’ในจิตตนเองแล้ว”มากถึงขั้นเรียกได้ว่า “เป็นของตนเองติดอนุสัยตนเองไปได้” ซึ่งเป็นคนที่มี“โลกุตรสมบัติ”ฝังใน“จิต”สูงขึ้นเกินกว่าขั้น“อรหันตวิสัย”ระดับ 1 หรือเป็น“โพธิสัตววิสัย”ระดับ 5 ขึ้นไป เป็นผู้มี“อรหันตธรรม”สะสมลงใส่“จิต”ตนเป็นผู้“อมตะ” “อมตะ”นั้นคือ คนบรรลุธรรมจบ“อรหันต์”ระดับ 1”ได้แล้ว มีความสามารถ“ทำใจในใจ”ของตนให้“ตาย”ลงแล้วทำ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” หมายความว่า คนผู้นี้ตายสิ้นลมหายใจลงไปแล้ว เมื่อ“ตายกายแตกลง”คนผู้นี้ก็ตาย“จบ”ด้วย“นิพพาน 3” คือ ตายด้วย“สุญญตนิพพาน (ตายอย่างสูญ)-อนิมิตนิพพาน(ตายอย่างไม่ทำนิมิตใดอีก)-อัปปณิหิตนิพพาน(ตายอย่างไม่ตั้งจิตใดอีก)” นั่นคือ คนผู้“จบกิจ(กตัง กรณียัง)”แล้วเป็น“อรหันต์” ผู้มี“ปัญญา”จริง“สัมมาทิฏฐิ”จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบใน“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”จึงสามารถจัดการกับ“จิต”ของตนโดยตนจะ“ตายกายแตกลง”แล้วจะไม่ตั้งจิต“เกิด”อีก ทำ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ไปเลยก็ได้ หรือจะ“ตายกายแตกไป”ในชาตินั้นแต่ยัง“ตั้งจิตต่อภพภูมิต่อไปอีก”ก็ได้ ทำ สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน(ไม่ตั้งนิมิต) อัปนิหิตตนิพพาน(ไม่ตั้งจิตต่อ) ได้ “จิตวิญญาณ”ของท่านผู้นี้ก็แตกแยกธาตุสลายเป็น“ดินน้ำไฟลม”ไป ไม่เหลือความเป็น“จิตนิยาม”ต่ออีก ผู้บำเพ็ญ“โพธิสัตว์”ที่ผ่านการบรรลุธรรมถึงขั้น “อรหันต์”ได้แล้ว “อรหันต์”ก็ยังตั้งใจ“เกิด”อีกได้ สามารถทำ“ความตาย ; ความเกิด”ข้ามชาติไปอีกกี่ชาติต่ออีกกี่ชาติย่อมได้ แต่ก็ยังมี“ภูมิโลกุตรธรรม”ยังไม่มากพอถึงขั้น“สั่งสมตกผลึกผนึกแน่นในตนเอง” กระทั่งได้ชื่อว่า “สยังอภิญญา” ซึ่งเป็น“ผู้มีโลกุตรธรรมเป็นของตนเองแล้วในตนแท้เด็ดขาด โดยไม่ต้องอาศัยใครเลยได้เลย” มันเป็น“ของตนเองแท้” ไม่ต้องรับถ่ายทอดมาจากใครอื่นแล้วอีก เกิดชาติใดก็ควักเอาของตัวเองขึ้นมาใช้ได้เองเต็มสิทธิ์ “สยัง อภิญญา”คือ คนผู้ที่ได้บรรลุ“โลกุตรธรรม”มี “คุณวิเศษขั้น‘อรหันต์’ในตนเองมาแล้ว” ถึง 3 ขั้นแล้ว กำลังบำเพ็ญอยู่ในความเป็น“โพธิสัตว์”ขั้นที่ 7 นั่นคือ (1)ขั้น“โสดาบันโพธิสัตว์” (2)ขั้น“สกิทาคามีโพธิสัตว์ (3)ขั้น“อนาคามีโพธิสัตว์” (4)ขั้น“อรหันตโพธิสัตว์” (5)ขั้น“อรหันตอนุโพธิสัตว์” (6)อรหันตอนิยตโพธิสัตว์ (7) ก็คือ “อรหันตนิยตโพธิสัตว์” และ(8) ก็“อรหันตมหาโพธิสัตว์” ถ้าจะนับความเป็น“โพธิสัตว์”ก็มี“(8)ขั้นเท่านี้ ขั้นที่(9)ก็เป็น“อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” คือ“โพธิ”ที่เต็ม“โพธิ”เป็น“สัมมาสัมโพธิญาณ”เลย แต่หากนับรอบของ“อรหันต์”ก็ได้ 5 อรหันต์ (1) “อรหันต์”รอบแรกข้นต้น (2) อรหันตอนุโพธิสัตว์ (3) อรหันตอนิยตโพธิสัตว์ (4) อรหันตนิยตโพธิสัตว์ (5) อรหันตมหาโพธิสัตว์ สูงสุดเข้าสู่ขั้น (6) ก็เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า “อรหันต์”คือ “ความเป็นที่สุด” ซึ่งมี“ที่สุด”ในแต่ละรอบของอรหันต์ ซึ่ง“อรหันต์”นั้นยังมีอีกหลายกรอบในความเป็นอรหันต์แต่ละรอบๆ ที่เป็น“อรหันต์”ขั้นสูงขึ้นๆ ความเป็น“อรหันต์”จึงไม่ใช่มีแค่อรหันต์ขั้นเดียวเท่านั้น ยังมี“ความจริงของ‘โลก’ของ‘อัตตา’ของ‘ธรรม’ที่ลึกล้ำละเอียดวิจิตรยิ่ง “อรหันต์”จึงมีอีกมากมายหลายหลาก“ขั้นชั้น” ดังที่ได้สาธยายมานั้นแล้ว ส่วน“โพธิสัตว์”เป็น“โพธิ”หมายถึง“ความตรัสรู้”ที่สามารถจะสูงส่งสูงสุดตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าได้ถึงขั้นสุดสูง สุดแห่งที่สุดก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ โพธิสัตว์ไม่ใช่สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ ที่บางลัทธิบอกว่าเป็นปุถุชนที่สั่งสมบารมีไปเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่ใช่เลย โดยนับความเป็นผู้มี“โพธิ”ว่า“โพธิสัตว์”ก็คือมีคุณธรรมโลกุตระซึ่งมีเฉพาะในศาสนาพุทธเท่านั้นในโลก สภาวธรรม“โพธิสัตว์”จึงมีมากกว่า“อรหันต์” ผู้เริ่มมี“โพธิ”กว่าจะนับเป็น“อรหันต์”ก็ต้องมี“โพธิ” กันถึง 4 ขั้น จึงจะเริ่มนับเป็น“อรหันต์”ได้เป็นขั้นที่ 1 ความเป็น“อรหันต์”มีน้อยกว่าความเป็น“โพธิสัตว์” ด้วยประการฉะนี้ คนผู้เริ่มมี“คุณวิเศษ”อันเป็น“อนุโพธิสัตว์”ขึ้นในจิตก็คือเข้าสู่กระแส“โพธิสัตว์”ที่จะต่อไปสู่“พระพุทธเจ้า” แล้ว“โพธิสัตว์”ก็จะเจริญความรู้“โพธิธรรม”ขึ้นไปจากภูมิ“โสดาบัน”คือ“ผู้เข้ากระแส”เจริญขึ้นๆตามลำดับ “โพธิสัตว์”ระดับ 4 จบรอบนี้ก็นับเป็น“อรหันต์” ผู้จบ“อรหันต์”คือ ผู้สามารถจะ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” สลาย“จิตนิยาม“หรือ“อัตตา”ของตนให้หมดสิ้นไปไม่เหลืออยู่ในวัฏฏสงสารหรือใน“กาล”กันอีกแล้ว โดยทำ“จิตนิยาม”ของตนให้สลายกลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ส่วน“โพธิสัตว์”ที่จบกิจเป็น“อรหันต์”ได้แล้ว จะยัง ไม่ยอม“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ก็เพิ่มภูมิ”ต่อไปอีก ก็เป็นผู้มี“โพธิธรรม”สูงกว่า“อรหันต์”รอบต้นขึ้นไปอีกเป็นลำดับๆ แล้ว“โพธิสัตว์”ที่จบ“อรหันต์”ขั้นต้นได้แล้ว ก็บำเพ็ญต่อเป็น“อรหันต์”ขั้นสูงขึ้นเรียกว่า “อนุโพธิสัตว์” และมี“อรหันต์”ขั้น“อนิยตโพธิสัตว์”สูงยิ่งต่อไปอีกเป็น“โพธิสัตว์”ระดับที่ 6 ซึ่งยังมีโพธิธรรม”ไม่เพียงพอที่จะยืนยันมั่นคงได้ว่า “เที่ยงแท้” ต่อการจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกว่าจะมี“โพธิธรรม”สูงขึ้นสู่ขั้นที่ 7 เป็นผู้“เที่ยงแท้แน่นอน”แล้วที่มี“โพธิธรรม”สูงถึงขั้นเข้า“กระแส”ของความจะเป็น“อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” “โพธิสัตว์”เมื่อเข้าสู่ภูมิที่(7) จึงได้ชื่อว่า “นิยตโพธิสัตว์” ซึ่งสูงกว่าขั้น“อนิยตโพธิสัตว์”ขึ้นไปอีก 1 ขั้นเป็น “นิยตะ”อันมีความหมายถึงว่า เป็นผู้“เที่ยงแท้(นิยต)”แล้วที่จะสามารถตรัสรู้เป็น“พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ส่วน“อนิยตโพธิสัตว์” หมายถึง คนผู้มีภูมิธรรมโลกุตระสูงเกินกว่า“อนุโพธิสัตว์” ที่เป็น“อรหันต์”แล้ว จึงคือ ผู้“อรหันตอนิยตโพธิสัตว์”เป็น“โพธิสัตว์ระดับ 6” และ“อนิยตโพธิสัตว์”ก็คือ ผู้ยัง“ไม่เที่ยงแท้”ที่จะสามารถตรัสรู้เป็น“พระพุทธเจ้า”ได้ จึงยังชื่อว่า “อนิยตโพธิสัตว์” อนิยตะ นั้นแปลว่า ยังไม่เที่ยงแท้ ซึ่ง“อนุโพธิสัตว์“ก็คือ “อรหันต์ขั้นที่ 2” เป็นผู้มีความเป็น“อนุ” ที่หมายความว่า “ผู้ตามจะไปเป็นพระพุทธเจ้า หรือผู้เริ่มเข้าสู่ความมี“โพธิภูมิ”พระพุทธเจ้าน้อยๆ จึงเป็น“อรหันต์ขั้นที่ 2” “อรหันต์ขั้นที่ 3”ต่อก็จะได้ชื่อว่า “อนิยตโพธิสัตว์” “อรหันต์ขั้นที่ 4”จึงจะเป็น “นิยตโพธิสัตว์” สูงไปกว่า“อนิยตโพธิสัตว์”ที่นับมาตามลำดับตั้งแต่ขั้น“โสดาบัน”คือ ภูมิขั้นที่(1) และ“สกิทาคามี”เป็นขั้น(2) จนกระทั่งถึงภูมิ“โพธิสัตว์”ขั้นที่(8) ก็เรียกชื่อว่า “มหาโพธิสัตว์” ถ้าจะเรียกเต็มยศก็“อรหันตมหาโพธิสัตว์” เป็น “อรหันต์ขั้นที่ 5” แต่เป็น“โพธิสัตว์”ระดับที่ 8 ตั้งสติไล่เรียงกันดีๆ อย่าให้สับสน “อรหันต์”ขั้น 6 หรือ“โพธิสัตว์”ระดับที่(8) ก็สูงต่อขึ้นไปเป็น “ปัจเจกสัมมาสัมโพธิสัตว์” ซึ่งคนผู้เป็น“ปัจเจกสัมมาสัมโพธิสัตว์”ที่สูงสุดก็มี ภูมิธรรมเท่าเทียม“พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” สูงสุดก็ภูมิที่(9)เกินกว่า “ปัจเจกสัมมาสัมโพธิสัตว์” คือ พุทธภูมิสูงสุด“อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” จบสัมบูรณ์ ถ้านับจากเริ่มเป็น“ผู้เข้ากระแสโลกุตระโสดาบัน” เป็น“โสดาบันโพธิสัตว์” ก็นับเป็น“โพธิสัตว์ระดับ 1” มาถึงขั้นเป็น“สยัง อภิญญา”ก็เป็น“โพธิสัตว์ระดับ 7” ผู้บรรลุ“อรหันต์”คือ คนผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กิเลสใน ตน”แล้วก็กำจัดกิเลสนั้นของตนได้หมดสิ้นเชื้อขั้น“อาสวะ” “อาสวะ”คือ จิตที่ยังมี“เชื้อ”ของ“ตัวตนขั้น“สวะ” อยู่ “เชื้อ”ที่เรียกว่า “อุปาทิ” ซึ่งความยึดเกี่ยวกับ“ตัวตน”นั้น มีพยัญชนะที่ใช้กันคือ สก, สว, สย ส เริ่มพยัญชนะตัวนี้ เริ่มมีความเป็น“ตน” สกะ คือ “ของตน”ที่หยาบใหญ่ถึงขั้นประกอบด้วย “กาย” เป็น“สักกาย” อันมี“รูปธรรม”หรือถึงขั้นมี“วัตถุธรรม”ที่เกี่ยวเกาะภายนอกกันทีเดียว สวะ คือ “อาสวะ” ก็เป็น“ของตน”แน่ แต่หมายถึง“นามธรรม”หรือเข้าไปหมายเอา“จิต”ภายในที่ยึดเกาะเกี่ยวทั้ง“ภายนอก”ทั้ง“ภายใน”ติดยึดอยู่เป็น“กิเลส”ทั้งหยาบทั้งกลางทั้งปลาย ส่วน“สยะ”นี้เป็น“ของตน”ที่เน้น“ภายใน”ถึงขั้นเป็น“ของตนเอง”ถึงขั้นเป็น“เอง”กันเลย ตั้งแต่ตนเองได้ “อาสัย” ไปจนถึงขั้น“นิสัย” แล้วก็ขั้น“วิสัย” ที่สุดลึกถึงขั้นอยู่ใน“อนุสัย” จึงไม่ใช่เน้นหยาบอยู่ภายนอกแล้ว แต่ลึกเข้าไปสู่ภายใน ที่เป็น“นามธรรม”ถึงก้นบึ้งของจิตทีเดียว เรื่องของ“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” ซึ่งเป็น“ธรรม” ขั้น“อภิธรรม”นั้น ตรัสรู้โดยพระพุทธเจ้า ที่บรรลุขั้นมี “ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ที่สุดสามารถ“รู้จบ”กันจริงๆแท้ๆ ถึงขั้นเป็นผู้จัดการ“ใจในใจขอตน”ให้เป็นไปได้สำเร็จสูง สุดอย่างสำคัญยิ่งยอด เช่น จัดการให้“ใจตนเอง”ทำแต่“ดี”ไม่ทำชั่วอีกเป็นเด็ดขาดตลอดไป ชนิดไม่กลับไปทำชั่วกันอีกเลยก็ได้ จัดการให้“ใจตนเอง” ไม่มี“สุข”ไม่มี“ทุกข์”ก็ได้ จัดการให้“ใจตนเอง”รู้จักกิเลสก็ได้ รู้แจ้งทั้งกิเลสทั้งรู้จริงวิธีลดละดับกิเลสก็ได้ จัดการสลาย“จิตใจตนเอง”เมื่อตายกายแตกลงไป(กายัสสะเภทา)ก็ทำ“ใจตนเอง”ให้หมดความเป็น‘จิตใจ”แตกสลายกลายไปเป็นดินน้ำไฟลมกันเลยก็ได้ สรุปคือ ความเป็น“จิตวิญญาณ”นั้น สุดยิ่งใหญ่ตั้งแต่ต้นจนจบในความเป็น“จิตวิญญาณ”หรือคือ“อัตตา” คือ“เทฺว”คือ“ภาวะ 2”คือ“นาม-รูป”คือ“กาย-จิต”คือ“พระเจ้า”คือ“ปรมาตมัน”คือ“สังขาร”คือ“อนัตตา”คือ“สูญ” ผู้มี“ปัญญา 8”จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงและรู้จบ ใน“ความจริง”ทั้งหมดนี้ได้ครบถ้วน อาตมาเกิดมาในยุคนี้ พร้อมกับ“ความรู้ในความจริง”เหล่านี้ทั้งหลาย และด้วยความจริงใจใสซื่อ อาตมาจึงเอา“ความจริง”ตามที่มันเป็นจริงทั้งหลายมาสาธยาย สู่มนุษย์ในโลกยุคนี้ได้สดับ จากปากของอาตมาเลย เพื่อให้สังคมรู้“ความจริง”ด้วยจริงใจใสซื่อ แต่“ความเสื่อม”ของคนในยุคนี้ส่วนมาก ยังไม่รู้ว่า “ความจริง”โดยเฉพาะ“อรหันต์จริง”ว่า เป็นเช่นใดกันแท้? เพราะถูกหลอกมานาน คนยุคนี้จึงได้พบแต่ “อรหันต์หลอก-อรหันต์เก๊” หรือ“อรหันต์เดาเอา”กันทั้งนั้น เท่านั้น คนชาวพุทธยุคนี้ ส่วนใหญ่ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตรธรรม”กันสนิทแล้ว ได้เสื่อมกันไปจริงๆ ตามคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ใน“อาณีสูตร”เรื่อง“กลองอานกะ” พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 672 ตามที่ได้เคยยกอ้าง เอามาให้ได้รู้ได้เห็นกันแล้ว จึงยืนยันตามคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า ว่า“จริงแท้”มันมี“ความเสื่อม”ตามที่เป็นจริง ปรากฏกันให้เห็นกันโทนโท่อยู่ให้สัมผัสได้ในขณะนี้ ยุคนี้ แล้วมันจะ“ไม่จริง”ได้ยังไง?! ในเมื่อมันมี“ทั้ง“22 อย่าง”กันอยู่ หลัดๆ โต้งๆ นั่นคือ มีทั้ง“คนเสื่อม” มีทั้ง“คนที่เป็นอรหันต์แท้” เพราะ“อาตมา”ไม่เหมือนกับ“คนเสื่อม”ทั้งหลายอยู่โทนโท่ เห็นๆกันหลัดๆ โต้งๆ ที่“สัมผัส”กันทั้งที่“เป็นของเก๊”ทั้ง“อาตมา”ผู้เป็น“ของจริง”ได้อยู่แท้ๆ ในขณะนี้ยุคนี้ร่วมกัน มันไม่ใช่เรื่องเพ้อพก พล่อยๆ ลอยลม ปากเปล่า มีแต่ใน“จินตนาการ” หรือมีแต่อยู่ใน“ความลึกลับ”กันเท่านั้น เมื่อยุคนี้มัน“ไม่มีความจริง”ของอรหันต์-โพธิสัตว์กันแล้ว อาตมาจึงจำต้อง“แสดงตัวขึ้นมาให้ปรากฏ” ให้คนพิสูจน์“ความจริง”ในยุคนี้ ว่า อาตมาคือ ตัวตนยืนยัน “ความจริงของอรหันต์-ของโพธิสัตว์”จริงๆนั้นคือ “อาตมา” เพื่อให้เปรียบเทียบกับ“ความไม่จริง”ที่คนในยุคนี้ ไปหลงเชื่อถือ และหลงเข้าใจผิดๆอยู่กับ“ของปลอม-ของเก๊” ซึ่งเป็นทั้งปลอมทั้งเก๊ใน“ความรู้-ความเข้าใจ” และทั้งปลอมทั้งเก๊ในคำพูดคำอธิบาย และทั้งการเป็นอรหันต์ที่คนอื่นทั้งหลายได้พากันหลงผิด เชื่อผิด“อรหันต์เก๊”นั้นๆกัน มันได้แค่“เดาๆ”กันเอา ว่า “อย่างนี้ๆแหละน่า..อรหันต์! อาตมาผู้เป็น“ของจริง”ก็อยู่ในยุคนี้ สมัยนี้ร่วมกัน จึงจำนน-จำเป็น-จำยอม-จำต้องยืนยันตนเอง-บอกตนเองขึ้นมาท่ามกลางสังคมยุคนี้สมัยนี้ เพื่อให้สังคมรู้“ความจริง” ด้วยความจริงใจไม่มีเศษสาเถยยะ-เศษมังกุก็ไม่มี แต่คนในยุคนี้ส่วนมากส่วนใหญ่ยังไม่รู้“ความจริง” หรือไม่รู้“อรหันต์จริง” ว่า เป็นเช่นใดกันแท้? เพราะคนชาวพุทธยุคนี้ ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตรธรรม”กันแล้ว ตามคำพยากรณ์เรื่องกลองอานกะของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสเปรียบเทียบไว้นั้นแหละ ...ว่า จะมียุคที่ชาวพุทธเสื่อมความรู้เรื่อง“โลกุตระ” ในโลกยุคนั้นก็จะไม่มี“คนจริง”ที่มี“ความรู้โลกุตร ธรรมจริง-อรหันต์จริง”กันเลย ยังมีก็แต่“พยัญชนะ” เมื่อ“มีผู้มีโลกุตรธรรมจริง-อรหันต์จริง”ประกาศตนต่อสังคมในยุคสมัยที่เสื่อมจริงๆนี้ จึงยากที่จะให้“คนผู้เสื่อม”แล้ว ซึ่งพากัน“มิจฉาทิฏฐิ”ไปสุดหนักหนาสาหัส และหลงยึดมั่นถือมั่นใน“ความรู้เก๊-อรหันต์เก๊หรืออริยะเก๊”กันสนิทเนียนแล้วนั้น หันกลับมา“เข้าใจ”หรือ“เชื่อถือในความรู้โลกุตรธรรมจริง-อรหันต์จริงหรืออาริยะจริง”กันได้ง่ายๆ จิตวิญญาณคนมันยึดมั่นถือมั่นกันจริงๆ แล้วยิ่งอาตมาเป็นอาภัพบุคคล ใช้ความพยายามมีวิบากเยอะ ต้องมีบูรณภาพเต็มที่ เพราะฉะนั้นมันย่อม“ยากสสส์”สุดยากกันแน่ยิ่งกว่าแน่เลย!!! แต่อาตมานั้น“ง่ายสสสส์”สุดแสนง่ายที่อาตมาจะบอก“ความจริง-ยืนยันตนเองที่เป็นจริง”ของอาตมา นำออกมาแสดงต่อสังคมกันอยู่จริงๆนี้ ตามที่ตนเองเป็นตามที่อาตมามี“ผลของความสำเร็จในการเป็นอรหันต์จริง”นั้นๆมาแล้ว และผ่าน“ความเป็นอรหันต์”เป็น“อนุโพธิสัตว์”ผ่านขึ้นไปเป็นอรหันต์ขั้น“อนิยตโพธิสัตว์”กระทั่งเจริญขึ้นผ่านมาเป็นอรหันต์ขั้น“นิยตโพธิสัตว์” และกำลังมีกระแสความเป็นอรหันต์ขั้น“มหาโพธิสัตว์”ระดับที่ 8 ซึ่งมีความเป็น“อรหันต์”กันสูงขึ้นๆ เป็นลำดับๆไม่ใช่มี“อรหันต์”ขั้นเดียวเท่านั้น แต่มันมีตั้งหลายระดับ มันต้องมี“สภาวธรรม”จริงในตนเองแท้ จึงจะนำเอา“คุณวิเศษ”อันเป็น“สัจธรรม”แท้ๆที่“วิเศษแท้”นี้ออกมาพูดมาบอกได้ง่ายๆ เป็นลำดับๆอย่างน่าอัศจรรย์ด้วย ไม่ใช่พวก ปทปรมบุคคล ปทะ คือบท บทเรียนการเล่าเรียนความรู้ แล้วก็ไปติดอยู่ที่ ความรู้นี้ว่า ปรมะคือบรม คือยอด เขาได้แต่แค่บทเรียน ท่านเปรียบเหมือนพวกบัวใต้ตม ที่ไม่ได้ธรรมะ ปทปรมะนี่ต่ำสุดอยู่ใต้ตม สูงขึ้นมาคนนั้นคือ เนยยบุคคล แต่ก็ยังอยู่ใต้น้ำยังไม่โผล่จากน้ำ สูงขึ้นไปอีก อยู่ปริ่มน้ำเรียกว่า วิปจิตัญญู ส่วนคนที่สูงกว่านั้นที่สุดเรียกว่าอุคติตัญญู เจอแสงสว่างรู้ได้ทันที ส่วนพวกวิปจิตัญญูคือต้องรับเพิ่มอีกหน่อย ส่วนพวก เนยยบุคคล ต้องอีกหลายขั้นกว่าจะบรรลุ สวนบัวใต้ตม ท่านใชบัญญัติว่า ปทปรมบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ปทปรมบุคคล คือคนที่รู้สูงสุดแล้วนะเป็น ปทปรมบุคคล คือเป็นผู้ที่รู้พระพุทธพจน์ก็มาก ท่องจำไว้ได้ก็มาก สอนคนอยู่ก็ได้มากสาธยายอยู่ก็มาก แต่ผู้นี้ไม่ได้บรรลุธรรมเลยในชาตินี้ ซึ่งไม่ใช่คนไม่รู้เรื่องนะ แต่บางคนเขายกย่องว่าเป็นปราชญ์เลยนะ เป็นผู้รู้เลยนะ ยอมรับกันกับคนไม่รู้ด้วยกันก็ยอมรับด้วยกันเองว่าเป็นปราชญ์ แต่แท้ๆได้แค่ ปทปรมบุคคล เป็นคนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้ามาก ทรงจำไว้ได้มาก สอนสาธยายอยู่ก็มาก แต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรม เพราะฉะนั้นคำว่าบรรลุธรรมจึงไม่ง่าย รู้ได้ยากเพราะว่าเป็นผู้รู้เยอะเลย ขออภัยที่ต้องพาดพิง ในเถรสมาคมเป็นเปรียญ 9 เป็น ด็อกเตอร์ จบมาจากเมืองนอกเป็นดอกเตอร์ทางพุทธศาสนา แล้วเมืองนอกจะมาสอนโลกุตรธรรมพุทธศาสนาได้อย่างไร เพราะเขาเป็นเทวนิยม เขาเป็นศาสนาพระเจ้า จะมารู้สภาวะของโลกุตรธรรมได้อย่างไร ต้องเรียนจากโรงเรียนเดิมมหาวิทยาลัยของพุทธแท้ๆอยู่ในเมืองไทย โดยเฉพาะต้องอโศก เพราะในเถรสมาคมจริงๆ ต้องขออภัยที่บอกว่าเขาไม่มี ก็เกรงใจอาตมาไม่อยากให้ไปลบหลู่ เพราะต้องอาศัย ให้อาตมาไปทำอย่างที่เถรสมาคมทำ อาตมาก็ทำไม่ไหวเพราะมันเยอะ เละเทะหยำฉ่ากัน อาตมาทำไม่ได้ เขาก็ต้องช่วยกันไปก็ต้องขอบคุณเขาเหมือนกัน ทางเถรสมาคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องรับผิดชอบแล้วก็รักษาไว้ขนาดหนึ่ง ก็ช่วยกัน ก็ต้องขอบคุณทางเถรสมาคมอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นความรู้ที่เป็น ปทปรมบุคคล จึงเป็นผู้ที่น่าสงสารมาก เพราะท่านก็มุ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน