คำสอนโลกุตรธรรมที่พิสูจน์ชัดว่าคนสมัยนี้ทำได้จริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
คำสอนโลกุตรธรรมที่พิสูจน์ชัดว่าคนสมัยนี้ทำได้จริง ทีนี้มาพูดถึงของไทย ไทยยังมีเชื้อ แล้วเชื้อนั้นพระพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้ใน อาณิสูตร เชื้อโลกุตรธรรม พระพุทธเจ้าก็ใช้คำนี้ในพระไตรปิฎก ว่า โลกุตรธรรม จะเสื่อมไป กลายเป็นของปลอมของเก๊ เอาของปลอมมาแทรกแทนกลองอานกะ ไม่มีเนื้อแท้เลย มันเสื่อมไปหมด แล้วมันก็จริง มาถึงยุคนี้กึ่งพุทธกาล 2,500 ปี โลกุตรธรรมเสื่อมไปหมด แล้วอาตมาถึงขั้นต้องจำยอม จำนน จำเป็น จำต้องยืนยันว่า อาตมานี่แหละเป็นธัมมิกราษฏร์ เป็นผู้ที่จะนำโลกุตรธรรมขึ้นมาสถาปนาลงไปในสังคมพุทธ ในยุคที่เสื่อมไปจริงนี้ จริงๆแล้วอาตมาไม่ได้มาพูดลงน้ำหนักยืนหยัดยืนยันถึงขนาดนี้อาตมาทำงานศาสนามา 50 กว่าปีแล้วเพิ่งจะมาลงน้ำหนัก ยืนยันว่าอาตมาเป็นธัมมิกราษฏร์ พูดเข้าตัวเข้าตนเลย ทางด้านวิชาการเขาจะรังเกียจมากเลย เอาตัวตนเข้าไปเป็นตัวละครอยู่ในตำรา ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ยิ่งเอาตัวเองเข้าไปว่าฉันใหญ่ มันเป็นการอวดตัวอวดตน แต่ไม่ใช่ว่าอาตมาไม่เข้าใจเรื่องเหล่านั้น อาตมาเข้าใจแต่อาตมาจำนน จำเป็น จำยอม จำต้องบอกตัวเอง เพราะอะไรเพราะของเก๊ ของปลอม เขาก็ประกาศตนเองอยู่ทุกวันนี้ แต่เขาประกาศไม่มีน้ำหนักเท่าอาตมาหรอก แต่เขาประกาศว่าเขาเป็นพระอริยะ เขาเป็นผู้รู้ เขาเป็นอรหันต์ เขาเป็นอะไรอยู่ ประกาศอย่างหน่อม แน้ม ไม่อาสโภ ไม่ได้อาจหาญแก้วกล้า จนไม่มีแม้แต่ มังกุ ไม่มีท่าทีขวยเขิน เก้อยาก อาตมาไม่ยากที่อาตมาจะบอกว่า อาตมาเป็นอรหันต์ ไม่ยากที่อาตมาจะบอกว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ ไม่ยากที่อาตมาจะบอกว่า อาตมาเป็นธัมมิกราษฏร์ เพราะมันเป็นจริงอยู่ในตัวอาตมาไม่ได้สะดุดอะไรสักนิดเลย มันของจริงง่ายๆ แล้วที่ว่าง่ายๆเพราะอาตมาก็แสดงความจริงนี้ได้ด้วย ไม่ใช่พูดมาแต่ปาก อยู่ไหนของจริงพฤติกรรมของจริงความเป็นขอ
อ่านต่อ
งจริง พาคนเข้าใจของจริงนี้ สร้างคนให้เข้าใจความจริงที่พูดนี้ได้บ้างไหมล่ะ ได้ไหม...ได้ พวกคุณพูดเองและคุณได้อะไร ส่งเสียงตอบรับเต็มคำเลย เพราะฉะนั้นในยุคนี้จึงเป็นยุคที่พิเศษ เป็นยุคที่จะว่าแปลกประหลาดก็แปลกประหลาด เพราะจะมีสิ่งที่แปลกประหลาดพิเศษแปลกประหลาดมาอุบัติขึ้นมา อย่างที่เป็น อาตมาพูดหนัก พูดใหญ่ พูดอวดตัวเต็มรูปเต็มร่างเลย แค่อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นอรหันต์ อาตมาเริ่มต้นประกาศตัวเองเป็นโพธิสัตว์ก่อนในประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่ได้นับถือโพธิสัตว์ ประเทศไทยศาสนาพุทธประเทศไทยถือว่าพระโพธิสัตว์ยังไม่ใช่อริยะ เข้าใจแค่นั้นด้วย ไม่เข้าใจ เช่น ไปเข้าใจว่า สุเมธะดาบส อยู่ในประวัติในตำราในพระไตรปิฎก เขาถือว่าเป็นพระโพธิสัตว์ เขาก็เข้าใจว่าสุเมธะดาบสเป็นพระโพธิสัตว์ คือเป็นผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุอรหันต์ จริง ยังไม่ได้บรรลุเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่สุเมธะดาบสไม่มีความเป็นอรหันต์มาตั้งแต่ต้น อรหันต์ขั้นที่ 1 อรหันต์ขั้นที่ 2 อรหันต์ขั้นที่ 3 อรหันต์ขั้นที่ 4 สุเมธะดาบสเป็นอรหันต์ขั้นผ่าน 1 2 3 มาแล้วเป็นอรหันต์ขั้นสูงมาแล้ว ถึงขั้นมาให้พระพุทธเจ้าเดินทอดได้เหยียบร่าง แต่เขาไม่รู้ความเป็นอรหันต์หรือโพธิสัตว์ เขาก็เลยถือว่านี่เป็นโพธิสัตว์ก็คิดว่ายังไม่เป็นอรหันต์ แต่ยังไม่ได้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นท่านก็ไปพระพุทธเจ้า สุเมธะดาบสก็คือพระพุทธเจ้านั่นแหละ มาเป็นสมณโคดมนั่นแหละ เขาเข้าใจไม่ได้ในความละเอียดลึกซึ้งซับซ้อน เขาเข้าใจไม่ได้ในความละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนของขั้นชั้นเรียกว่าวรรณะ The Classes ขั้นชั้นวรรณะที่ละเอียดลึกซึ้งซับซ้อน ผู้ที่จะเข้าใจความละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนของขั้นชั้นต้องเป็นอภิภู เป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 สูงกว่าอาตมา จะมาเริ่มเข้าใจบ้างแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ละเอียดลออเท่าขั้นอภิภู ท่านแปลเป็นภาษาไทยว่าพระผู้เป็นเองคืออภิภู สยังอภิญญา คือผู้เป็นเองเหมือนกันแต่ต่ำกว่าอภิภู จากอภิภูก็เป็น สยัมภู เป็นพระพุทธเจ้าเลยเป็นผู้ที่ตรัสรู้เองโดยชอบเลย ที่เราพูดนี้เป็นการพูดธรรมะพุทธเจ้าของศาสนาพุทธขั้นสูงขั้นละเอียดที่อาตมาพูดไปนี้ ไม่มีใครมาพูดหรืออธิบายธรรมะที่ละเอียดสูงขั้นอย่างนี้ ในหมู่กลุ่มที่พูดกันรู้เรื่อง พูดกันเข้าใจและเอามาใช้ได้ ไม่มีหรอก มีแต่ขออภัยต้องพูดความจริง มีแต่ เดียรถีย์ ออกป่านั่งหลับตา ออกป่า นอกพุทธ หลับตานี้เป็นมิจฉาทิฏฐินอกพุทธ หลับตาปฏิบัติแล้วก็หลงว่าผู้หลับตา นี่เป็นอรหันต์ ที่ไปยกย่องพวกหลับตามหาบัว อาจารย์มั่นเป็นอรหันต์ ขอยืนยัน อาตมาพูดอย่างไม่กลัวถูกฆ่า อรหันต์เก๊ เนี่ยอาตมาพูดสัจธรรมนะ พูดสภาวธรรม ไม่ได้ไปพูดดูถูกตัวบุคคล ท่านมีความอุตสาหะ อาจารย์มั่นก็ดี มหาบัวก็ดี มีความตั้งใจ จนเสียชีวิตคาผ้าเหลืองทั้งนั้น จริงจังนะ อุตสาหะพยายามมากมาย แต่น่าสงสารน่าเสียดายที่ท่านมิจฉาทิฏฐิ ไปออกปฏิบัติแนวของเดียรถีย์กัน ตอนนี้ก็มีเดียรถีย์กัน ยุคนี้มันเสื่อม แล้วไปหลงผิดว่าอย่างนั้นคือของจริง คือของแท้ คือของจะพาบรรลุธรรม อาริยธรรม ท่านอธิบายอาริยธรรมไม่ได้ ท่านอธิบายสาระของ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แยกแยะ วรรรณะ 9 อย่างอาตมาไม่ได้ แยกแยะ เวทนา 108 ไม่ได้ ในตำรามี ในพระไตรปิฎกมี แต่ไม่มีใครกล้าแตะ กล้าเอามาแยกแยะมาพูด จนกระทั่งพวกเราเข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติ พวกเราปฏิบัติเวทนา 18 ได้ไหม ...ได้ เออ นี่เราพูดกัน แล้วเราก็อธิบายกัน แล้วเราก็เอามาปฏิบัติจริง เพราะฉะนั้นจึงมีคนที่รับคำพูดของอาตมา ว่าทำได้ เวทนา 18 ที่เป็นของโลกียะกับ 18 ของโลกุตระ มันมีเนื้อหาสภาวธรรมอย่างไร พวกเราฟังแล้วก็เข้าใจก็เอามาปฏิบัติ เนกขัมมะออกมา ลดกาม ลดปฏิฆะ ลดข้างนอกก่อนจนหมดกิเลสภายนอกแล้วก็เข้าไปกำจัดกิเลสภายใน ในขั้นรูปราคะ อรูปราคะ ไปตามลำดับ จนเหลือเศษ มานะ อุทธัจจะ ไล่สภาวธรรมที่เป็นกิเลสเศษธุลีละอองไปจนหมดเกลี้ยง พยัญชนะมันสื่อสภาวธรรม เป็นธรรมะละเอียดอย่างไรเราก็สามารถเข้าใจและรู้อาการ ลิงค นิมิต รู้อาการของจิต ลิงคคือเพศ คือความแตกต่างกัน มันแตกต่างกันอย่างไรก็รู้ความแตกต่างและก็จับ มีเครื่องหมายจับทั้งนามธรรมเรียกว่านิมิต สภาพนั้นได้ และจัดการ ไอ้ที่ไม่ใช่ เป็นอาการของกิเลสแทรกแซง หรือผสมอยู่ ก็แยกออกได้ ก็เอาแต่เฉพาะอาการ มันเป็นจิตเจตสิกเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่จิตเจตสิกจริง มันเป็นจิตเจตสิกเก๊ แต่มันมาทำทีเป็นจิตเจตสิก ปัญญาสามารถแยกออก จัดการไอ้ตัวปลอม ไอ้ตัวเก๊ ผีมารมาแทรก ก็ฆ่ากิเลสที่เป็นตัวผีมารออกไปได้หมด แยกแยะได้ อย่างแยกเวทนาเก๊ เวทนาจริง รสอร่อย เป็นผีหลอก รสจริงก็คือรสจริง เช่น รสทางลิ้น เราแตะน้ำตาลหวาน เออ น้ำตาลมันก็หวาน ฝรั่งก็บอกว่า Sweet หวาน จีนก็ว่า ตี หวาน ก็รสอย่างนี้ ฝรั่งจีนก็แตะแล้วได้รสเดียวกันของจริง เอาละ ไม่ฝรั่งจีน เอาคน คนชอบ มีรสนิยมชอบรสหวาน เขาก็ว่ามันอร่อย คนที่ไม่มีรสนิยมในหวานไม่ชอบ เขาก็บอกว่าไม่อร่อยเลย มันก็เป็นเรื่องเก๊ของคนอุปาทาน หรือเป็นกิเลสของใครของมัน ก็แยกสภาวธรรมพวกนี้ออก แล้วก็ทำของเก๊ให้มันหมดไปในจิต คนที่ไม่มีรสอร่อยเป็นอรหันต์เป็นต้น มีแต่รสจริง คุณจะแตะเอาส้มโอลูกนี้มาปลอกแล้วเอามากิน รส มันก็มีรสจริงของส้มโอลูกนี้ ใครกินก็รสเดียวกัน แต่คนที่อร่อย คนที่ชอบ คุณก็มีของเก๊ ของใครของมัน คนที่ไม่ชอบก็เป็นของเก๊ของเขา คนชอบก็เป็นของเก๊ของเขา คนที่มีญาณปัญญาแยกอาการหรืออารมณ์หรือความรู้สึกหรือเวทนาได้ถึงปานฉะนี้แหละ คือคนที่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกผิดแยกถูก แยกชั่วแยกดี แยกกิเลสหรือสัจจะออกได้ แล้วก็มีวิธีการคือพยายามทำปัญญาให้แจ้ง ภาษาไทยก็จะพูดได้ประมาณนี้ ทำปัญญาให้แจ้งคือทำความรู้ความฉลาดให้รู้ว่า เฮ้ย เอ็งนี่ เป็นผีหลอกอย่ามาทำเป็นแหลม ข้ารู้เอ็ง ผีมันก็อาย ผีมันก็กลัวไปเลย พูดภาษาไทยได้แค่นี้ แต่ฤทธ์อำนาจที่ผีเห็น ปัญญา หรือตัวธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่นี้ วันนี้เลย อธิบายได้แค่นี้แหละ เพราะฉะนั้นปัญญาจึงเป็นนามธรรม เป็นความรู้ที่มีฤทธิ์ มีธรรมฤทธิ์ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งกิเลสนี้มันกลัวสุดกลัวเลยไม่กล้าเข้าใกล้ อย่าว่าแต่มาถึงสัมผัสเลย อาตมาว่าถ้ายังไม่แข็งแรงนะ ปัญญายังไม่แข็งแรงมันสัมผัสได้ แต่มีปัญญาแล้วนี่เหมือนปลิง อาตมาเคยอธิบาย คุณมีฤทธิ์เนื้อตัวของคุณ คุณเอายาหม่องไปทาแข้งขาไว้ ปลิงมาแตะยาหม่อง มันแพ้หลุดไปเลย แต่มันไม่กล้าเข้าใกล้ ปลิงมันจะไม่กล้าเข้าใกล้ กิเลสไม่กล้าเข้าใกล้เลย นี่เป็นการอธิบายพลังงานของปัญญา มีธรรมฤทธิ์จนถึงขนาดนี้ อาตมาเอาสภาวธรรมนะ เพราะฉะนั้น ทำไม พระพุทธเจ้านี่ไม่มีใครไปทำร้ายร่างกายท่านได้เลย มีคนเลวสูงสุดเทวทัตไปทำให้พระบาทห้อเลือด เป็นอนันตริยกรรมสูงสุด ใครไปทำร้ายไม่ได้ อย่างอาตมาใครก็มาทำร้ายไม่ได้ แต่คนที่ทำให้อาตมาแสบตาด้วยแก๊สน้ำตา ขออภัย จะเป็นกรรมไม่ใช่น้อยเหมือนกัน อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วมาทำให้อาตมานี่ต้องแสบจริงๆแสบตาขนาด ขออภัยต้องพูดความจริง ก็เป็นบาปของเขา อาตมาไม่ได้ใส่ความ ไม่ได้ไปลงโทษเขานะ มันเป็นกรรมกิริยาของเขาที่ทำ เขาก็ไม่ได้เจตนาจะทำอาตมาหรอก แต่อาตมาอยู่ในนั้น อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นวิบากของอาตมาด้วยที่อาตมาจะต้องไปเจอ ต้องไปเผชิญอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น 660612 พ่อครูคือธัมมิกราษฎร์ ผู้กอบกู้โลกุตรธรรม รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #25 ราชธานีอโศก