อิตใช้สัญญากำหนดรู้ตั้งแต่ต้นจนจบ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.77 KB
วันที่แก้ไข2 สิงหาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

อิตใช้สัญญากำหนดรู้ตั้งแต่ต้นจนจบ _ฝากบุญเกื้อ รมยาสัย : น้อมกราบนมัสการ บูชาพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ลูกขอรายงานผลให้พ่อทราบค่ะว่า หลังจากที่ลูกได้รับฟังที่พ่อตอบคอมเมนท์ของลูกในวันที่ 21 พ.ค พ่อตอบว่า ก็เลิกให้ได้ซะทีสิ(สักกาย กายกลิทีลูกติดข้องอยู่ในถ้ำ)จากวันนั้นทำให้ลูกมีความตั้งใจอันแน่วแน่ว่าจะทำให้ได้เพื่อบูชาพ่อครูในวันที่ 5 มิย.อายุพ่อเข้า 88 ปี พอตั้งจิตไว้อย่างนี้เหมือนปาฎิหาริย์อาการจิตของลูกมันว่างเบาโล่งโปร่งสบาย เหมือนกิเลสตัวนั้นมันหลุดหายวิ่งหนีเข้าป่าไปเลย ลูกก็ตรวจสอบกระทบสัมผัสกับมันกามภพก็ไม่เกิดอยากเสพพอตรวจสอบรูปภพโดยการใช้สัญญากำหนดปั้นปรุง ก็ไม่เห็นมีอาการอยากเสพ ตรวจไปถึงอรูปภพก็ไม่เห็นมันวับ ๆ แว้ป ๆ พริ้วแผ่วมาให้เห็นจนถึงวันนี้ ลูกก็เห็นอาการปิติสุขแต่มาจนถึง ณ ตอนนี้ลูกก็ไม่สุขไม่ทุกข์กับกิเลสตัวนี้อีกแล้วค่ะ และลูกก็จะทำตัวอื่น ๆ ต่อไปค่ะลูกขอน้อมกราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพบูชาสุดเศียรเกล้า และขอบน้อมกราบขอบพระคุณผู้นำคอมเม้นท์ให้พ่อได้อ่านมันเป็นพลังยิ่งใหญ่ให้ลูกทำได้ค่ะ พ่อครูว่า... ที่ว่า การใช้สัญญากำหนดปั้นปรุง แต่สัญญาคือเครื่องกำหนดรู้ แล้วคุณกำหนดรู้หรือกำหนดปั้นปรุง ถ้าหากกำหนดปั้นปรุงไม่ใช่สัญญา ถ้าหากปั้นปรุงมันคือสังขาร คุณปั้นปรุงแต่งขึ้นมามันคือสังขาร แต่ถ้าหากคุณใช้สัญญากำหนดรู้สังขารก็ได้ แต่นี่คุณใช้สัญญากำหนดปั้นปรุง คุณกำหนดผิดแล้ว สู่แดนธรรม... เขาอาจเทียบว่ากามภพเขาผ่าน แต่ไปตรวจสอบรูปภพ เขากำหนดว่าเอาสัญญามาปรุง พ่อครูว่า... สัญญาไม่ใช่การปรุงแต่ง ที่บอกว่าเอาสัญญามาปรุง มันก็ถูกภาษาไทย ปั้นปรุงเป็นภาษาไทย สัญญา เป็นบาลี แต่บาลีสัญญาไม่ได้แปลว่าปั้นปรุงมันก็ผิดสิ ควรบอกว่า เอาสัญญาไป

อ่านต่อ

กำหนดรู้การปั้นปรุง ซึ่งรูปภพหรืออรูปภพไม่ใช่การปรุง การปรุงคือการสังขาร ส่วนการกำหนดรู้คือสัญญา มันไขว้กันอยู่ เป็นสิริมหามายา คุณไปกำหนดรู้ โดยไปเข้าใจผิดว่าสังขารคือสัญญา ซึ่งตัวสัญญามันไม่ใช่ตัวปรุงแต่ง ที่คุณปรุงแต่งแล้วหลงในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส คุณก็ต้องไปกำหนดรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่คุณสังขารคุณปรุงแต่ง แล้วคุณก็ต้องมีการรับรสในการปรุงแต่งอย่างนั้น ที่สำคัญมากที่สุดคือตัวเวทนา ต้องมากำหนดว่ามันมีรสแท้หรือรสเทียม(รสเก๊) ก็พอเข้าใจว่าคุณฝากบุญเกื้อ กำลังศึกษาได้ละเอียดลงไปพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นสัญญาหรือสังขารลงไปหาสภาวะเรื่อยๆ แต่มันยังละเอียดลอออยู่ คำว่าไม่อยากเสพของคุณเป็นคำตัดสิน ที่คุณเข้าใจคำว่าไม่อยากเสพ อยากคือตัณหา มีตัวละครอีกอันคือตัณหา คุณต้องแยกให้ชัดว่า ความไม่อยากเสพในสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว ไม่อยากเสพ ตัวสัญญาเป็นตัวสุดท้ายในการทำงานกำหนดรู้ทุกอย่าง ตอนนี้คุณ กำหนดตัวสังขารปรุงแต่ง คุณเข้าใจตัณหากับสังขารให้ได้ก่อน สังขารคือคุณปรุงแต่งขึ้นมา ส่วนสัญญาต้องฝึกให้มันรู้สังขาร คุณว่าคุณไม่อยากในสังขารนี้ สังขารอันเป็นไข่เจียวหรือไข่ดาวของคุณ คุณว่าคุณไม่อยาก จริงหรือ คุณไม่มีตัวอยาก เมื่อคุณเสพสัมผัสเกิดรสชาติ อันนั้นเป็นเวทนา เป็นรสชาติที่จริงคือรสชาติคาวๆอย่างไข่ดาวไข่เจียวเป็นรสแท้ แต่มันมีรสเทียมประกอบว่า ดีนะ อร่อยนะ ชอบนะ นี่พูดถึงคุณติดอยู่ แล้วคุณก็บอกว่าไม่มีอร่อยนะ คุณทำได้ขนาดหนึ่งแล้วทำให้ละเอียดต่อไปนะ อาตมาตีความตามภาษาที่คุณให้มา แต่สภาวะของคุณต้องให้ตรงและชัดอย่าให้สับสน ในพยัญชนะที่บอกว่าตัณหาก็ดี เวทนาก็ดีสังขารก็ดี สัญญาก็ดี กำหนดให้แม่น ตัณหาคือความอยาก เวทนาก็คือรส โดยเฉพาะรสแท้ รสเทียม เวทนาจะมี 2 สังขารก็ปรุงแต่งกันเป็นรูปไข่เจียวไข่ดาว ก็เหลือแต่เวทนา คุณต้องใช้สัญญากำหนดรู้ในเวทนา เจาะลงไปให้มั่นให้แม่น แล้วจริงๆคุณกำหนดรู้ว่า ขณะนี้อาการของรสมันมี 2 คุณบอกว่าไม่มีแล้วไม่มีคือเวทนาเก๊ จริงหรือเปล่า เหลือแต่เวทนาแท้ ไข่ดาวมันก็มีรสอย่างนี้ ส่วนรสชาติที่มีความชื่นชอบชื่นชมอร่อยนี่คือลักษณะของคุณติดอยู่ มันมีไหม คุณต้องอ่านอันนี้ให้ละเอียด ถ้ายังมีมาก ยังมีกลาง หรือยังมีน้อย นี่คุณใช้คำว่าไม่มีแม้แต่ อรูปเลยนะ อาตมาก็ตั้งใจอธิบายรูป 28 นาม 5 ในรูป 28 โดยเฉพาะอุปาทายรูป 24 คุณก็จะชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ อุปาทายรูป 24 นี้ยังยากอยู่ 640802_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน